Puppy Love จดหมายรักระหว่างนายและฉัน (จบ)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 24

            “หมอบอกแล้วว่าห้ามนายกินของมันและของเผ็ดแล้วก็ห้ามดื่มเหล้าด้วย” เซี่ยเจิงกำลังประคองรถ แล้วทันใดนั้นเขาก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาตรงที่ชวีเสี่ยวปอตีลงไปเมื่อครู่นี้เขาจึงยกมือขึ้นมาดึงคอเสื้อ เพื่อปกปิดความไม่เป็นตัวของตัวเองนี้เอาไว้

     

           “เดี๋ยวฉันดูนายกิน” ชวีเสี่ยวปอไม่ได้สนใจแต่กลับก้าวเดินไปข้างหน้าและหันกลับมาโบกมือ “เร็วเข้าๆ อย่ามั่วชักช้าอยู่สิ”

     

           แต่แล้วชวีเสี่ยวปอก็ต้องจ่ายเงินค่าเสียหายเป็นจำนวนมากจากคำพูดที่เขาพูดไว้

     

           เขามองไปด้านหน้าของเซี่ยเจิงที่มีเนื้อย่างเสียบไม้ที่ทั้งหอมทั้งร้อนวางอยู่ทั้งยังมองดูซุปไข่ผักรวมที่วางอยู่ด้านหน้าของตนปู่อู่ที่เป็นเจ้าของร้านก็ดูแลเป็นอย่างดียังทำไข่ลวกให้เขาฟองหนึ่งด้วย...แต่ชวีเสี่ยวปอก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยยุติธรรมสักเท่าไหร่

     

           “นายกินสิ” ชวีเสี่ยวปอมองเซี่ยเจิงที่ตั้งนานก็ยังไม่ยอมกินสักทีจึงพูดเร่งเขาออกไป “สามชั้นย่างร้านนี้อร่อยที่หนึ่งเลยนะ”

     

           “ฉันรู้สึกตลอดเลยว่าถ้าฉันกินไปคำหนึ่งนายก็จะเอาซุปไข่ผักรวมนั่นมาราดใส่หัวฉัน” เซี่ยเจิงยกโค้กขึ้นดื่ม แล้วจึงหัวเราะออกมา

     

           “ไม่เลย ไม่เลย”ชวีเสี่ยงปอกลืนน้ำลายเมื่อเห็นเซี่ยเจิงหยิบเนื้อย่างขี้นมาแล้วกัดไปคำหนึ่งเขาก็ฝืนกินซุปไข่ผักรวมนั้นไปหนึ่งคำเช่นกัน

     

           “ถ้างั้นนายกินสักหนึ่งไม้เถอะ” เซี่ยเจิงดันจานเหล็กไปตรงหน้าเขา“ไม่ทุกข์ทรมานมากหรอก”

     

           “เอาออกไปๆ เอาความเลวร้ายนี้ออกไปเลย อย่าคิดที่จะเอามาล่อฉันนะ”ชวีเสี่ยวปอเลียริมฝีปาก แล้วยื่นนิ้วเขี่ยจานออกไปพลางแกล้งพูดออกไปอย่างรังเกียจ “ฉันคนนี้นี่นะเชื่อฟังคำพูดหมอเป็นที่สุด”

     

           “ได้” เซี่ยเจิงจึงไม่เกรงใจแล้ว ทั้งสองคนคุยกันไปตั้งหลายประโยคจึงค่อยพูดขึ้นถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ เซี่ยเจิงถามไปว่า : “นี่พวกเขาออกหน้าแทนต้วนเหล่ยเหรอ? ”

     

           “น่าจะใช่มั้ง” ชวีเสี่ยวปอยกมือขึ้นมาเท้าคางรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย “พวกเขาเข้าใจว่าฉันเป็นคนทำ ไม่เสียเปล่าเลยที่วันๆ เอาแต่หลับตาตามต้วนเหล่ยต้อยๆไม่มีสมองทั้งแก๊ง”

     

           “เดาว่าน่าจะไม่จบแค่นี้น่ะสิ” เซี่ยเจิงบีบมือตัวเองไปมา

     

           ไม่จบแค่นี้มันแน่นอนอยู่แล้วในคืนนี้พวกนายผมเหลืองนั่นไม่เพียงแต่ยังไม่ได้ “สั่งสอน” ชวีเสี่ยวปอทั้งยังถูกกระบองของเซี่ยเจิงฟาดเข้าไปไม่ใช่เบา ถ้าดูจากท่าทีของพวกนั้นแล้วคงจะไม่ปล่อยไปง่ายๆ เป็นแน่

     

           “อืม” ชวีเสี่ยวปอทำได้เพียงยอมรับออกไป แต่ก็รีบพูดเสริมออกไปว่า : “พวกเขาน่าจะจำนายได้แล้วเหมือนกัน”

     

           พูดตามตรง พอดึงเซี่ยเจิงเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยแล้วชวีเสี่ยวปอก็รู้สึกผิดไม่น้อยเลย ถึงยังไงซะความขัดแย้งระหว่างเขากับต้วนเหล่ยก็ผูกติดกันมาตั้งนานแล้วและเรื่องนี้มันก็ไม่เกี่ยวข้องกับเซี่ยเจิงเลยแม้แต่นิดเดียวแต่เซี่ยเจิงกลับออกหน้ามาช่วยตัวเองไว้ถึงสองครั้งสองครา เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้วชวีเสี่ยวปอจึงพูดโพล่งออกไปว่า “เดี๋ยวฉันเพิ่มหมูสามชั้นให้นายอีกสองกำมือ?”

     

           “ฟุ่มเฟือย” เซี่ยเจิงส่ายหน้า

     

           แล้วชวีเสี่ยวปอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อทั้งคู่จึงเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ทว่าเป็นความเงียบที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดโดยเฉพาะชวีเสี่ยวปอ ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกผ่อนคลายมากแต่ที่จริงก็ยังรู้สึกประหลาดอยู่นิดหน่อยถึงไงซะตอนแรกเขาเองก็ไม่ค่อยชอบหน้าเซี่ยเจิงสักเท่าไหร่แต่ในตอนนี้เมื่อมองไปยังคนที่อยู่ตรงข้าม ชวีเสี่ยวปอกลับรู้สึกว่าหรือว่าในตอนแรกเขาจะมองอีกฝ่ายโดยเอาความคิดตัวเองเป็นหลัก ที่จริงแล้วเซี่ยเจิงก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรสักเท่าไหร่

     

           เห้ย คิดอะไรเลอะเทอะมั่วซั่วไปหมด

     

           ชวีเสี่ยวปอสรุปความคิดที่เกิดขึ้นมาในหัวสมองของเขาทั้งหมดนี้ว่าอาจจะเป็นเพราะซุปไข่ผักรวมของคืนนี้ที่ร้อนจนขึ้นสมองไปหน่อย

     

           ตอนกลางคืนในปลายเดือนกันยายนถือว่าไม่ค่อยร้อนแล้วทว่าเมื่อลมพัดเข้ามาโดนตัวก็ไม่ได้รู้สึกหนาวเช่นกันตรงกันข้ามกลับรู้สึกเย็นสบาย ทั้งสองคนเดินไปอย่างช้าๆเซี่ยเจิงจุดบุหรี่และสูบอย่างเงียบๆ

     

           เมื่อถึงทางแยกทั้งคู่จึงหยุดเดินพร้อมกันราวกับใจตรงกันชวีเสี่ยวปอพูดออกมาก่อนว่า : “สองวันนี้นายก็ระวังตัวด้วยนะ”

     

           “รู้แล้ว” เซี่ยเจิงเป่าควันบุหรี่ออกมา แล้วพยักหน้า“แล้วนายกลับยังไง? ”

     

           “เรียกรถมั้ง” ชวีเสี่ยวปอยักไหล่แล้วยิ้มกว้างจนเผยให้เห็นเขี้ยวของเขา “ยังไงก็แล้วแต่ คืนนี้ขอบคุณนายมากนะ”

     

           “ฉันก็ขอบคุณสำหรับปิ้งย่างเหมือนกัน อร่อยมากจริงๆ ”

     

           “งั้นฉันไปก่อนนะ? ” ชวีเสี่ยวปอยังอยากจะพูดอะไรต่ออีกแต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรให้พูดแล้วเขาโบกมือให้เซี่ยเจิงและกำลังจะเดินไปเรียกรถด้านหน้า

     

           “เดี๋ยว นายรอก่อน” เซี่ยเจิงเรียกเขาไว้

     

           ชวีเสี่ยวปอที่เพิ่งจะเดินออกไปได้เพียงสองก้าว จึงถอยหลังกลับมา“มีอะไรเหรอ? ”

     

           “นายจะกลับไปแบบนี้เลยเหรอ? ” เซี่ยเจิงชี้ไปยังแขนของชวีเสี่ยวปอถึงแม้ว่าบาดแผลจะถูกพันด้วยผ้าพันแผลเอาไว้แล้ว แต่ว่าเสื้อของเขาก็ยังคงขาดรุ่งริ่งอีกทั้งยังมีคราบเลือดติดอยู่ด้วย

     

           “เอ่อ” ชวีเสี่ยวปอผงะไปถ้าไม่ได้เซี่ยเจิงเตือนเอาไว้เขาเองก็ลืมไปแล้วเหมือนกันชวีเสี่ยวปอมองซ้ายมองขวา “ตรงนี้มีร้านขายเสื้อด้วยไหม”

     

           “ไม่เกินความสามารถ” เซี่ยเจิงพูดด้วยเสียงต่ำ “นายมานี่”

     

           ชวีเสี่ยวปอเชื่อฟังที่เขาพูดและเดินขยับเข้าไป

           

           วินาทีถัดมาเซี่ยเจิงจึงโยนก้นบุหรี่ทิ้งไป ดึงคอปกเสื้อของตัวเองแล้วถอดเสื้อที่ตัวเองใส่อยู่ออกมา ทุกท่าทางดำเนินต่อไปและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง

     

           จนกระทั่งเมื่อเสื้อถูกโยนลงบนหน้าอกของชวีเสี่ยวปอชวีเสี่ยวปอจึงผงะไปเมื่อเซี่ยเจิงที่เขามองอยู่ จู่ๆ ท่อนบนก็เปลือยเปล่า

     

           “ใส่อันนี้เถอะ”

     

           “แล้วนายล่ะ? นาย...จะเปลือยกลับไปเหรอ?” หลังจากที่ชวีเสี่ยวปอพูดจบเขาก็รู้สึกว่าคำพูดของเขาดูจะคลุมเครือไปหน่อย“จะเปลือยไหล่กลับไปเหรอ? ”

     

           “อืม” เซี่ยเจิงไม่ได้เปลี่ยนสีหน้า

     

           แต่ในสายตาของชวีเสี่ยวปอแล้วบนหน้าของเซี่ยเจิงต้องมีคำว่าสุดยอดเขียนไว้เต็มหน้าอย่างแน่นอน

     

           “ไม่ใช่อะไร ไม่ใส่เสื้อขี่จักรยานมันจะหนาวมากเลยนะ”ชวีเสี่ยวปอที่ถือเสื้ออยู่ในมือจู่ๆ ก็รู้สึกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรดีจึงเริ่มพูดไร้สาระออกไปว่า : “เห้ยนี่นายก็มีซิกซ์แพ็กด้วยเหรอเนี่ย”

     

           “อืม...ก็พอได้อยู่” เซี่ยเจิงเอามือมาจับที่หน้าท้อง แล้วขึ้นจักรยานไป“บ้านฉันใกล้ ขี่เร็วหน่อยสิบนาทีก็ถึงแล้วยังไงก็ดีกว่าใส่เสื้อที่มีเลือดทั่วตัวกลับบ้าน นายใส่เถอะ ฉันไปละ”

     

           “ได้”

     

           ชวีเสี่ยวปอมองหลังของเซี่ยเจิงจนหายเข้าไปในปากซอยหนึ่งเขาจึงค่อยใส่เสื้ออย่างเงียบๆ เซี่ยเจิงสูงกว่าเขานิดหน่อยแต่เสื้อกับพอดีตัวเขาเลย ชวีเสี่ยวปอสูดหายใจเข้าจมูกไป ก็ยังได้กลิ่นบุหรี่จางๆของเซี่ยเจิงบนเสื้อของเขาอยู่

     

           หลังจากนั้นชวีเสี่ยวปอจึงเรียกรถกลับบ้านเขาทั้งเหนื่อยทั้งง่วงนอน จึงหลับไปบนรถแท็กซี่และเมื่อถึงที่หมายคุณลุงคนขับก็เป็นคนปลุกเขาให้ตื่นเขาจ่ายเงินออกไปด้วยความมึนงงชวีเสี่ยวปอไม่รู้ว่าเลยว่าตัวเองขยับตัวมาจนถึงประตูบ้านได้อย่างไรเขาคิดว่าในเวลานี้เวินลี่และชวีอี้เจี๋ยก็คงจะนอนหลับกันแล้วดังนั้นเมื่อเขาเข้าบ้านไปและเห็นว่าไฟในห้องรับแขกยังสว่างอยู่ความง่วงนอนของชวีเสี่ยวปอจึงหายไปในทันที

     

           ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกที ครั้งนี้เวินที่ไม่ได้ถามว่า“จะดื่มอะไรไหมลูก หิวไหม” เหมือนอย่างทุกครั้ง แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยคำพูดอันเคร่งขรึมและแข็งกระด้างของชวีอี้เจี๋ย :

     

            “กลับมาแล้วเหรอ”

     

           ชวีเสี่ยวปอรู้สึกได้ทันทีเลยว่าบรรยากาศไม่ค่อยจะดีแล้วเวินลี่นั่งอยู่บนโซฟา แต่กลับหันหลังให้เขา ไหล่ของเธอสั่นไหวเห็นได้ชัดว่ากำลังร้องไห้

     

           “แม่ครับ แม่เป็นอะไรครับ? ” ชวีเสี่ยวปอรีบเดินเข้าไปคุกเขาลงตรงหน้าเวินลี่

     

           “ยังจะมาถามอีก? ” เวินลี่เงยหน้าขึ้นมาเผยให้เห็นดวงตาบวมแดงที่มีผมยาวมาปกปิดไว้“ลูกจะให้แม่เลิกกังวลหน่อยไม่ได้เลยหรือไง !”เวินลี่พูดพลางร้องไห้ออกมาหนักยิ่งกว่าเดิม น้ำตาก็ร่วงหล่นออกมาเป็นสาย

     

           “พอแล้ว พอแล้ว” ชวีอี้เจี๋ยลูบไปที่หลังของเขา“คุณขึ้นข้างบนไปก่อน เดี๋ยวผมจะค่อยๆ คุยกับลูกเอง”

     

           ชวีอี้เจี๋ยชอบดื่มชามาก แต่ชวีเสี่ยวปอไม่ชอบเลยสักนิดชาอะไรก็ไม่รู้พออยู่ในปากก็มักจะมีกลิ่นเหมือนกับต้นไม้ใบไม้ดังนั้นเขาจึงไม่เข้าใจเลยว่าดึกดื่นขนาดนี้แล้วชวีอี้เจี๋ยยังจะดื่มชาอยู่อีกทั้งยังไม่กลัวว่าจะนอนไม่หลับด้วย แต่เมื่อเขาเทออกมาแก้วหนึ่งดันไปตรงหน้าชวีเสี่ยวปอแล้วพูดว่า “ลูกก็ชิมดูด้วยสิ”ชวีเสี่ยวปอจำต้องยกขึ้นมาจิบไปหนึ่งคำอย่างไว้หน้าเขา หลังจากนั้นจึงฝืนใจพูดไปว่า :

     

           “ดีมากเลยครับ”