ตอนที่ 7
เมืองอวิ๋นหยาง
หลังจากนั้นอีกหลายวัน จางมู่หลินก็พาเสี่ยวเฉินขึ้นเขาอีกหลายครั้ง บางครั้งก็จะได้ไก่ป่าหรือไม่ก็กระต่ายติดมือกลับมา แม่นมหวังเป็ห่วงและกังวลอยู่บ่อยครั้ง จนตอนนี้เลิกกังวลไปแล้ว
ถิงเอ๋อร์มองความเปลี่ยนแปลงของคุณชายด้วยสายตาไม่เข้าใจ จากคนที่อ่อนแอจนแทบลุกไม่ขึ้น และสมควรที่จะตายไปแล้ว ตอนนี้กลับแข็งแรงและเข้มแข็งขึ้นทุกวัน แม้แต่ไก่ป่ากับกระต่ายป่ายังล่ามาได้!
จางมู่หลินไม่สนใจสายตาและท่าทางของสาวใช้ คิดว่าอีกไม่นานคงได้ลงมือจัดการกับนาง ตอนนี้จึงไม่สนใจชั่วคราว แล้วพาเสี่ยวเฉินขึ้นเขาไปเหมือนเช่นทุกวัน
จากที่ตอนแรกเสี่ยวเฉินเหนื่อยหอบเวลาขึ้นเขา แต่ตอนนี้ร่างกายเริ่มชินและปรับตัวได้ อีกทั้งยังได้กินเนื้อแทบทุกวัน ทำให้ร่างกายเขาเติบโตและแข็งแรงขึ้นไม่น้อย ขณะที่กำลังสำรวจรอบด้านว่ามีอะไรที่น่าจะกินได้ อยู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หลังคอ ก่อนจะหมดสติล้มพับไปทั้งอย่างนั้น
จางมู่หลินขอโทษเสี่ยวเฉินอยู่ในใจ ก่อนจะอุ้มอีกฝ่ายไปนั่งพิงไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วนั่งฝึกลมปราณอยู่ด้านข้าง ตอนนี้กำลังภายในเขาเทียบเท่าผู้ฝึกปราณขั้นกลางแล้ว ถ้าเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ของมนุษย์ธรรมดา วรยุทธ์ก็อยู่ที่ขั้นสี่ขั้นห้าหรือมากกว่านั้น เื่วิชาตัวเบาหรือพลังต่อสู้ เขามั่นใจว่าไม่แพ้ใครง่าย ๆ แน่นอน
หลังจากฝึกลมปราณได้พักใหญ่ เขาก็หันไปเก็บรวบรวมสมุนไพรหลายอย่างที่คุ้นตา พอเห็นว่าตะวันคล้อยต่ำลงมาก จึงปลุกเสี่ยวเฉินขึ้นมา
“คุณชาย…” เสี่ยวเฉินส่งเสียงด้วยความมึนงง ใช้มือลูบด้านหลังที่ไม่เจ็บแล้วเบา ๆ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
“ก่อนหน้านี้มีชายชราผมขาวผู้หนึ่ง…” จางมู่หลินแต่งเื่ตามที่คิดไว้แต่แรก โดยบอกว่ามีชายชราผู้หนึ่งที่เร้นกายอยู่ในหุบเขานี้อยากรับเขาเป็ศิษย์ แต่ไม่อยากเปิดเผยตัวต่อหน้าเสี่ยวเฉิน จึงทำให้สลบไปก่อน จากนั้นก็สอนวิชายุทธ์และวิชาแพทย์กับสมุนไพรให้เขา
ที่เขาไม่นำเอาอาจารย์จากชีวิตที่แล้วของตนมาอ้าง เนื่องจากเกรงว่าพูดไปคนจะไม่เชื่อ เพราะถึงอาจารย์จะมีอายุร่วมสองร้อยปี แต่รูปลักษณ์ภายนอกกลับไม่ต่างจากเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง จึงได้แต่เอาภาพลักษณ์ชายชราผมขาวที่พบเห็นได้ทั่วไปในแดนบำเพ็ญเพียรมาใช้แทน
“...”
เสี่ยวเฉินได้ฟังเื่ราวก็ตกตะลึงอ้าปากค้าง ไม่ได้คิดว่าเป็เื่โกหกสักนิด เขาได้ยินมาว่าเขาเหลียนฮั่วแห่งนี้ทอดยาวกว่าร้อยลี้ จะมีคนที่เก่งกาจมากความสามารถเร้นกายอยู่ก็ไม่แปลก (1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร)
การที่มีคนเก่งกาจเช่นนั้นต้องตาคุณชายและอยากรับเป็ศิษย์ แสดงว่าคุณชายของตนยอดเยี่ยมมาก!
จางมู่หลินเห็นสายตาใสซื่อบริสุทธิ์ที่เชื่อตัวเองโดยไม่มีข้อกังขาของเด็กตรงหน้า ก็รู้สึกผิดไม่น้อย แต่เขาจำเป็ต้องทำเช่นนี้ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถหาข้ออ้างมาปิดบังเื่พลังและเื่สมุนไพรได้
“อาจารย์บอกว่าข้าต้องขึ้นเขามาฝึกฝนทุกวัน และห้ามพาใครมาด้วย แต่ข้าสามารถกลับไปสอนวรยุทธให้เ้าได้…” เขาตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะสอนให้เสี่ยวเฉินฝึกลมปราณ ถึงจะไม่รู้ว่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนก็ตาม
“จริงหรือขอรับ!?” เสี่ยวเฉินผุดลุกขึ้นคุกเข่าด้วยความดีใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าตนเองจะสามารถเรียนวรยุทธได้ด้วย พอเห็นคุณชายพยักหน้าก็รีบโขกศีรษะให้อีกฝ่าย พร้อมทั้งโขกศีรษะไปยังทิศทางหนึ่งในูเาด้วย
“ขอบคุณคุณชาย! ขอบคุณผู้าุโ!”
จางมู่หลินรู้สึกละอายใจที่หลอกเด็กใสซื่ออย่างเสี่ยวเฉิน จึงได้แต่พยุงอีกฝ่ายลุกขึ้นและชวนลงเขา
พอกลับลงเขามา เสี่ยวเฉินที่ได้รับอนุญาตจากคุณชายก็เล่าเื่ทุกอย่างให้มารดาฟังด้วยความตื่นเต้นดีใจ ราวกับว่าคนที่ถูกรับเป็ศิษย์คือตัวเองก็ไม่ปาน
แม่นมหวังได้ยินที่บุตรชายเล่าก็ยกมือขึ้นมาปิดปาก ก่อนจะหันหาคุณชายเพื่อขอคำยืนยัน “จริงหรือเ้าคะ คุณชาย?”
“เป็เื่จริง จากนี้ไปข้าต้องขึ้นเขาทุกวัน…” จางมู่หลินพยักหน้ายืนยัน พอมีข้ออ้างให้ขึ้นเขาไปคนเดียว เขาก็สามารถทำอะไรที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ได้แล้ว
ถิงเอ๋อร์มองคุณชายด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ ไม่คิดว่าเื่ราวจะดำเนินไปในทิศทางที่เหนือความคาดหมาย ในใจจึงร้อนรนกระวนกระวาย อีกทั้งยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่ลึก ๆ
จางมู่หลินมองสาวใช้ที่กระวนกระวายด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ คิดในใจว่าอีกไม่นานคงถึงเวลาจัดการนางสักที ที่เขาให้นางรับรู้เื่อาจารย์ที่อุปโลกน์ขึ้นก็เพื่อการนี้...
❈
จางมู่หลินขึ้นเขาไปตามลำพังทุกวัน พอตอนเย็นก็สอนให้เสี่ยวเฉินฝึกลมปราณไปด้วย เพราะเป็เพียงมนุษย์ธรรมดาและไม่เคยฝึกฝนมาก่อน ทำให้การฝึกเป็ไปอย่างเชื่องช้า แต่อย่างน้อยก็ยังได้ผล
เขาใช้เวลาที่มีสำรวจูเาโดยรอบและค้นหาสมุนไพรไปด้วย รู้สึกว่าพอพลังลมปราณในร่างเพิ่มมากขึ้น พลังธาตุไม้ก็มีขอบเขตการใช้งานและพลังเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตอนแรกแค่เร่งโสมอายุร้อยปีก็แทบหมดแรง แต่ตอนนี้เขาสามารถเร่งโสมอายุไม่กี่ปีให้กลายเป็โสมอายุร้อยปีได้พร้อมกันหลายต้น หรือจะเร่งโสมต้นเดียวให้กลายเป็โสมอายุห้าร้อยปีก็ได้เช่นกัน
ความสามารถของธาตุไม้อีกอย่างที่ทำให้เขาอดประหลาดใจไม่ได้ คือพลังการรับรู้ ต่อให้เขาไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นสมุนไพรมาก่อน ขอเพียงได้ัั ก็จะรู้ได้ทันทีว่าพืชหรือสมุนไพรต้นนี้มีสรรพคุณอะไรบ้าง และส่วนไหนที่นำไปใช้ทำยาได้ ซึ่งชีวิตที่แล้วพลังธาตุไม้ไม่สามารถทำถึงขั้นนี้ได้
วันนี้จางมู่หลินขึ้นเขาเหมือนทุกวัน แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้สำรวจหรือเก็บสมุนไพร แต่กลับตรงไปที่อีกฟากหนึ่งของูเาแทน
ูเาด้านนี้เป็หน้าผาสูงชัน ด้านล่างเป็ลำธาร ห่างออกไปไม่ไกลมีเมืองขนาดใหญ่ตั้งอยู่
จากที่สอบถามข้อมูลจากแม่นมหวัง ทำให้เขารู้ว่าบ้านตระกูลจางที่พวกเขาอาศัยอยู่ตอนนี้ อยู่ในเขตหมู่บ้านชิงสุ่ย อำเภอชิงเสียน โดยมีเขาเหลียนฮั่วที่ทอดยาวกว่าร้อยลี้เป็แนวเขตแดนตามธรรมชาติ
จากหมู่บ้านชิงสุ่ยไปอำเภอชิงเสียน นั่งเกวียนเทียมวัวใช้เวลาประมาณสองชั่วยาม (1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง) ถ้าจะไปเมืองอวิ๋นหยางที่อยู่อีกฟากของูเา ต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับอย่างน้อยสองวัน แต่ถ้าตัดผ่านูเาอาจใช้เวลาไม่กี่ชั่วยาม
ทว่าการเดินทางตัดผ่านูเานั้นหนทางยากลำบาก อีกทั้งยังเต็มไปด้วยอันตราย แถมเขาเหลียนฮั่วฝั่งเมืองอวิ๋นหยางเป็ผาสูงชัน ด้านล่างเป็แม่น้ำ ยากแก่การสัญจร คนธรรมดาไม่สามารถผ่านได้ หรือต่อให้เป็ผู้ฝึกยุทธ์ก็ยังยากจะผ่าน ดังนั้นเวลาจะเข้าไปในเมือง ชาวบ้านจึงใช้วิธีเดินทางตามถนนซึ่งเป็ทางอ้อมแทน
การที่คนทั่วไปไม่สามารถใช้เส้นทางตัดผ่านูเาได้ ไม่ได้หมายความว่าจางมู่หลินจะใช้ไม่ได้ ตอนนี้พลังของเขาเทียบได้กับผู้ที่อยู่ในขั้นฝึกปราณ่กลางในแดนบำเพ็ญเพียร ถ้าเทียบกับวรยุทธของมนุษย์ก็อยู่ขั้นห้าขั้นหก จากทั้งหมดเก้าขั้น
เขาใช้วิชาตัวเบาร่วมกับวิชาธาตุไม้ ควบคุมเถาวัลย์และต้นไม้บริเวณหน้าผาเพื่อผ่อนแรง ผ่านไปไม่กี่อึดใจก็สามารถลงมาถึงบริเวณลำธารด้านล่างได้อย่างปลอดภัย ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังเมืองที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล

❈
เมืองอวิ๋นหยางเป็เมืองขนาดใหญ่ที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมามากมาย ทั้งพ่อค้าและคนทั่วไป ทำให้การตรวจสอบเข้าออกเมืองไม่ได้เข้มงวด แค่มีทหารองครักษ์คอยสอดส่องดูแลความเรียบร้อยอยู่หน้าประตูเมืองเท่านั้น จางมู่หลินจึงสามารถผ่านเข้ากำแพงเมืองได้อย่างง่ายดาย
ถึงชีวิตที่แล้วก่อนจะเข้าสู่หนทางบำเพ็ญเพียร เขาจะเกิดในครอบครัวของมนุษย์ธรรมดา แต่นั่นมันก็เป็เื่นานมาแล้ว พอได้มาเห็นเมืองของคนธรรมดาที่ครึกครื้นเช่นนี้ จึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
“หมั่นโถวร้อน ๆ ซาลาเปาร้อน ๆ จ้า...”
“พุทราเชื่อมจ้า พุทราเชื่อม...”
“ปลาสด ๆ ผักสด ๆ ทางนี้จ้า…”
จางมู่หลินมองดูแผงขายของกินหลากหลายอย่างที่กำลังร้องเรียกลูกค้าด้วยความสนใจ โดยเฉพาะซาลาเปากับน้ำตาลปั้น อดคิดถึงเสี่ยวเฉินขึ้นมาไม่ได้ ถ้าเด็กคนนั้นได้มาเห็นคงน้ำลายไหลไม่หยุดแน่
เขานึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตนเองไม่มีเงินติดตัว เลยเดินสำรวจในเมืองเพื่อหาร้านยาและโรงหมอ เมืองใหญ่เช่นเมืองอวิ๋นหยางมีร้านขายยาและสมุนไพรอยู่หลายร้าน เขาเลือกร้านที่ค่อนข้างใหญ่และดูไว้ใจได้ แล้วเดินเข้าไปด้านใน
ข้างในไม่มีลูกค้า มีแค่เด็กหนุ่มสองคนที่น่าจะเป็ลูกจ้างฟุบอยู่กับโต๊ะด้วยท่าทางเบื่อหน่าย พอเห็นมีคนเข้ามา หนึ่งในนั้นก็รีบผุดลุกขึ้นทันที
“คุณชายมีอะไรให้ร้านยาของเรารับใช้หรือขอรับ” ลูกจ้างคนหนึ่งเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พลางมองสำรวจอย่างแเี
“ที่นี่รับซื้อสมุนไพรหรือไม่?” จางมู่หลินไม่สนใจสายตาของอีกฝ่าย เอ่ยถามเข้าเื่ทันที
“รับซื้อขอรับ แต่ต้องดูก่อนว่าเป็สมุนไพรที่ร้านเรา้าหรือไม่” พอรู้ว่าเด็กหนุ่มไม่ได้มาซื้อยา แต่มาขายสมุนไพร รอยยิ้มของลูกจ้างก็จางลงหลายส่วน
“แล้วสิ่งนี้...รับหรือไม่?” จางมู่หลินหยิบโสมูเาสองต้นออกมาจากแหวนมิติ โดยทำทีว่าหยิบออกมาจากด้านในแขนเสื้อ
“!!”
ลูกจ้างมองดูโสมที่ถูกถอนมาทั้งต้น อีกทั้งยังมีดินติดอยู่ คาดว่าคงเพิ่งถอนมาได้ไม่นาน ตอนแรกเขายังขมวดคิ้ว แต่พอเห็นรากโสมทั้งสองต้นชัดเจน ตาก็แทบถลนออกมานอกเบ้า เขาทำงานในร้านยามาหลายปี ทำให้แยกแยะได้ทันทีว่ามันคือโสมูเาอายุร้อยปี แถมยังมีถึงสองต้น!
โปรดติดตามตอนต่อไป
หมั่นโถวร้อน ๆ ซาลาเปาร้อน ๆ จ้า... พุทราเชื่อมจ้า พุทราเชื่อม... เวลาดูหนังจีนสมัยก่อนจะได้ยินบ่อยมาก เวลาพระเอกนางเอกเดินผ่านตลาด 5555