หลังจากจัดการชางอี้และสมุนทั้งสี่
แผ่นหลังของจ้าวจื่ออวิ๋น หายลับไปในฝูงชนดุจดังคลื่นเงาที่เพิ่งเริ่มก่อตัว
จ้าวจื่ออวิ๋นเลือกเดินเข้ามายังร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักในเมืองหงเฟิ่ง ทันทีที่ร่างของเขาก้าวล่วงผ่านธรณีประตู บรรยากาศภายในร้านพลันเงียบสงัดลงปานเป่าสาก เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะคิกคัก เสียงถ้วยชากระทบกัน เงียบหายราวกับไม่เคยมีอยู่
ไม่มีผู้ใดกล่าวอะไร ไม่มีใครกล้ามองตรง ๆ ทุกสายตาล้วนรับรู้ได้ดี ว่าเขาคือผู้เดียวกับที่เพิ่งซัดชางอี้แห่งวิหารเซียนล้มลงกลางถนนเมื่อครู่
แต่จ้าวจื่ออวิ๋นกลับมิได้สนใจใครเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงก้าวตรงไปยังมุมหนึ่งของร้าน นั่งลงอย่างสงบนิ่ง ก่อนวางฝ่ามือลงบนโต๊ะอย่างผ่อนคลาย
“เ้ามิใช่คนที่นี่อย่างนั้นหรือ?” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางตรงข้าม
ชายหนุ่มชุดขาวใบหน้ายิ้มละไม เดินมานั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน น้ำเสียงของเขาฟังดูเป็มิตร ไม่มีความขัดแย้งใดเจือปน
จ้าวจื่ออวิ๋นหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “เ้าคือ?”
ชายชุดขาวพลางคลี่ยิ้ม “อา! ขออภัย... เสียมารยาทแล้ว… ข้ามีนามว่า เจียวหรง บ้านเกิดข้าอยู่ที่เมืองนี้”
จ้าวจื่ออวิ๋นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับเสียงเรียบ “…จ้าวจื่ออวิ๋น”
คำตอบนั้นสั้นๆ ราบเรียบ เ็า แต่แฝงแรงะเืพอจะสะกดบทสนทนาได้ชั่วครู่
เจียวหรงคล้ายจะยิ้มบาง ก่อนจะกล่าวต่ออย่างสนใจจริงจัง
“จ้าวจื่ออวิ๋น? เป็ชื่อที่ดียิ่ง… เ้ามาที่เมืองนี้ด้วยเหตุใดหรือ? อย่าบอกนะว่า...เ้า้าเข้าไปในแดนต้องห้ามเหมือนกับคนอื่นๆ ที่แห่มาเมืองนี้?”
ในขณะที่ถ้อยคำของเจียวหรงยังไม่จบลง
เสี่ยวเอ้อร์ร้านน้ำชาก็นำน้ำชามาวางเบื้องหน้า จ้าวจื่ออวิ๋นไม่ได้ตอบคำใด เขาเพียงยกถ้วยชาเบาๆ ขึ้นจิบ แววตานิ่งดุจผืนน้ำใต้หิมะ
“สหายจ้าว… เื่เมื่อครู่ที่เ้าล่วงเกินพวกวิหารเซียน…”
เจียวหรงกล่าวขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเบาลง
“ข้าว่า… คงไม่จบง่ายดายนักหรอก เ้าควรจะระวังตัวไว้บ้างนะ เพราะถึงเ้าจะแข็งแกร่ง… แต่เพียงเท่านี้ อาจยังไม่เพียงพอหรอกกระมัง...”
จ้าวจื่ออวิ๋นวางถ้วยชาลงอย่างเงียบงัน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เรียบเย็น ไม่เร่งร้อน
“วิหารเซียน?…แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
เจียวหรงพยักหน้าช้า ๆ แววตาพลางทอดไปยังกลุ่มคนที่นั่งอยู่ในร้านอย่างระแวดระวัง
“วิหารเซียน คือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในเมืองหงเฟิ่งแห่งนี้”
“คนที่ล่วงเกินวิหารเซียน… มีทางเดียว คือ ตาย! เว้นเสียแต่… เ้าจะยอมเข้าร่วม จึงอาจพอมีทางรอด…”
ในขณะที่เจียวหรงกล่าวคำเ่าั้ จ้าวจื่ออวิ๋นเพียงเอนตัวพิงพนักพิงเบาๆ นิ่งฟัง... แต่ไร้ซึ่งคำตอบ ราวกับว่าเื่ราวความตายของผู้คนในเมืองนี้ ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในความคิดเขาแม้สักเศษเสี้ยว
จ้าวจื่ออวิ๋นนั่งนิ่ง ราวกับดื่มด่ำไปกับรสชาติของชาล้ำค่า สายตาเยียบเย็นทอดมองออกนอกหน้าต่าง ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบเบา ราวกับรำพึงกับตนเอง
“จะว่าไปแล้ว... เ้าชางอี้นั่น! คือขุนพลวิหค อันดับที่สิบห้า งั้นสินะ…”
เจียวหรงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนตอบกลับทันที
“ใช่แล้ว… วิหารเซียนมีจอมยุทธ์ ระดับมรรคาอสุรา! ถึงสิบหกคนด้วยกัน…”
“ชางอี้ ที่เ้าพึ่งกระทำให้เขาพิกลพิการไป.. คืออันดับที่สิบห้า!…”
เจียวหรงกล่าวจบ พลางยกชาขึ้นจิบ ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“แต่... การที่จะได้เป็ขุนพลวิหคแห่งวิหารเซียน จะต้องผ่านการคัดเลือกของ สำนักอัคคีวายุ เสียก่อน…”
“เพราะอันดับหนึ่งของสำนักในแต่ละปี จะได้รับอภิสิทธิ์ในการเข้าร่วมเป็คนของวิหารเซียน…”
คำพูดนั้น...ทำให้ดวงตาของจ้าวจื่ออวิ๋นแวววาวขึ้นชั่วครู่ เขาหันมามองเจียวหรง แล้วเอ่ยขึ้นเสียงแ่
“สำนักอัคคีวายุ... อย่างนั้นหรือ?”
เจียวหรงพยักหน้าช้าๆ ก่อนอธิบายต่อ
“ใช่แล้ว… สำนักอัคคีวายุนั้น แม้จะดูเป็อิสระในสายตาของคนทั้งเมือง แต่ความจริงแล้ว… อยู่ภายใต้การควบคุมของวิหารเซียนโดยตรง!”
“ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนัก ล้วนถูกคัดเข้าสู่ตำแหน่งขุนพลวิหคแห่งวิหารเซียน และแต่ละคน… ล้วนเป็กำลังหลักที่ใช้ควบคุมอำนาจเด็ดขาดในเมืองแห่งนี้ทั้งหมด”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริมอย่างมีนัย “ดังนั้น…หาก้าเข้าร่วมกับวิหารเซียน ทุกคนจะต้องเริ่มจากที่นั่นก่อน สำนักอัคคีวายุ!…”
และในขณะที่เสียงพูดคุยของเจียวหรงยังคงดำเนิน
จ้าวจื่ออวิ๋นกลับมิได้เอ่ยคำใด เขาเพียงหลุบตาลง ปลายนิ้วแตะขอบถ้วยชาเบาๆ ไม่มีถ้อยคำเอ่ออกมา แต่แววตานั้น กลับสะท้อนแสงบางอย่าง ที่ไม่มีผู้ใดสามารถคาดเดาได้ว่าเขาคิดจะกระทำสิ่งใดต่อไปในเมืองแห่งนี้
…
ณ สำนักอัคคีวายุ เมืองหงเฟิ่ง
แสงแดดอันเจิดจ้าสาดส่องลงมาบนลานประลองขนาดมหึมา ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างหลั่งไหลเข้ามาจับจองพื้นที่ เสียงพูดคุยอื้ออึงกึกก้องดั่งมหาสมุทรคลื่นคลั่ง
สำนักอัคคีวายุ จะเปิดรับศิษย์ใหม่ในทุกๆปี ทั้งเด็กหนุ่มและเด็กสาวมากมายต่างตั้งตารอคอยโอกาสนี้ เพื่อหวังจะได้เป็ส่วนหนึ่งของสำนักที่เลื่องชื่อในแดนใต้
หากแต่ปีนี้ กลับต่างไปจากทุกครา เพราะ "แดนต้องห้าม" ใกล้จะเปิดออกอีกครั้งในรอบพันปี
ความปั่นป่วนของพลังฟ้าดินเริ่มปรากฏ เหล่าผู้มีอำนาจจึงหวังจะสรรหา “ยอดฝีมือที่แข็งแกร่ง” เพื่อเป็กำลังให้กับสำนักของตนเอง
ด้วยเหตุนี้ พิธีเปิดรับศิษย์ปีนี้ จึงแปรเปลี่ยนเป็ “พิธีท้าประลอง” อันยิ่งใหญ่!
เจียวหรงและจ้าวจื่ออวิ๋นยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชน ดวงตาคมกริบใต้คิ้วเรียวดูไม่ยี่หระ ต่อความคึกคักรอบข้าง
ผมสีดำสนิทยาวสยายพริ้วไหวตามสายลม ใบหน้าเรียบเฉยเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งที่ไม่ละลาย แม้ผู้คนรอบกายจะส่งสายตาเย้ยหยัน แต่เขากลับไม่แม้แต่จะปรายตามอง
กริ๊งงงงง!!!...
เสียงราวกับระฆัง์ พลันดังกังวานเรียกความสนใจของผู้คนทั้งหมดให้หยุดนิ่ง
ปรากฏบุรุษสูงใหญ่ สวมชุดคลุมแดงเพลิงก้าวขึ้นบนแท่นกลางลาน ใบหน้าคมเข้มและดวงตาเปี่ยมอำนาจแสดงถึงสถานะของเขาอย่างชัดเจน
“ข้าคือ ผู้าุโใหญ่ แห่งสำนักอัคคีวายุ! ซ่างอู่…” เสียงทุ้มทรงพลังดังก้อง
“กฎในการท้าประลอง! สหายยุทธ์ทั้งหลายสามารถท้าประลองเหล่าศิษย์เอกคนใดก็ได้… หากผ่านไปหนึ่งก้านธูปแล้วยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ถือว่าผ่านการทดสอบ!”
เสียงของหลินผู้าุโ ซ่างอู่ ดังก้องทั่วลานประลองอันกว้างใหญ่
สายตาของผู้คนหลายพันคู่จับจ้องมายังลานกว้างอย่างไม่กะพริบตา รอคอยศึกอันน่าตื่นเต้นที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ช้า
หลังจากซ่างอู่ กล่าวจบลงได้เพียงอึดใจ ศิษย์เอกผู้หนึ่งในชุดอาภรณ์สำนักอัคคีวายุ พลันสาวเท้าขึ้นไปบนสังเวียนการประลองอย่างองอาจ
“ข้าน้อย… คังเสียน โปรดชี้แนะด้วย!”
เสียงของเขาก้องกังวานหนักแน่น ร่างกายสูงโปร่งเต็มไปด้วยพลังอำนาจ ทุกก้าวที่ย่างล้วนแฝงแรงกดดันจนพื้นลานสั่นไหว
ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งมีกล้ามเนื้อกำยำ ก็พลันกระโจนขึ้นสังเวียนราวสายฟ้าแลบเขามิได้กล่าวคำใด มิได้เคารพตามธรรมเนียม ไม่ได้แม้แต่จะเอ่ยนามของตนเองออกมา!
หมัดอันหนักหน่วงของเขา พุ่งตรงไปยังศีรษะของคังเสียนราวกับอสนีบาตหมายปลิดชีวิตในหนึ่งหมัด
“หึ! ไร้ยางอาย…!”
คังเสียนแค่นเสียงเ็าในลำคอ ก่อนจะเอี้ยวตัวหลบหมัดนั้นอย่างง่ายดาย ราวกับมองออกแต่ต้น
มือข้างหนึ่งของเขาพลันคว้าแขนกำยำไว้มั่น ก่อนจะบิดร่างของคู่ต่อสู้อย่างชำนาญ แล้วแหว่งร่างนั้นตกจากสังเวียนลงไปเบื้องล่างราวกับไร้น้ำหนัก
ตึงง...
เสียงกระแทกดังชัดเจน ตามมาด้วยเสียงอื้ออึงจากผู้ชม
“เชิญคนต่อไป…”
คังเสียนกล่าวเสียงเรียบ โดยมิได้สนใจแม้แต่จะปรายตามองผู้พ่ายแพ้
จ้าวจื่ออวิ๋นยืนไพล่มือ อยู่ด้านหนึ่งของลานประลอง มองเหตุการณ์ด้วยสายตาไร้แววใดๆ
เจียวหรงที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก พลันกล่าวขึ้นเบา ๆ อย่างอดไม่ได้ “คังเสียนผู้นี้… แข็งแกร่งยิ่งนัก!”
เสียงฮือฮาเริ่มดังกระจายไปทั่วทั้งลานประลอง
“สมกับเป็ถึงระดับศิษย์เอก… แข็งแกร่งยิ่งนัก!”
“ดูเหมือนจะยังไม่มีใครทนได้แม้แต่หนึ่งกระบวนท่า…”
แต่ทันใดนั้นเอง พลันมีเงาร่างชุดขาวผู้หนึ่งกระโจนลงมาจากหอสูงด้านหนึ่ง ท่ามกลางสายตาผู้คนที่จับจ้องมาเป็หนึ่งเดียว
“ข้าน้อย จางหู่หยิน… ้าประลองกับศิษย์เอกที่เชี่ยวชาญกระบี่!”
เสียงของเขาหนักแน่น ร่างพุ่งลงดุจดอกบัวหิมะขาวปลิวสู่สังเวียน พร้อมปลายกระบี่ที่ชี้ออกด้านข้างอย่างสงบนิ่ง ทว่าแฝงไว้ด้วยรังสีอันแหลมคมเฉียบขาด