ตอนที่ 4 ทำไมไม่ออกมา
หลินถงรอปรนนิบัติเ้านายอยู่นอกห้อง เดิมทียังยืนตัวตรง แต่พอเห็นเ้านายนอนต่อจึงเริ่มเมื่อยล้า สุดท้ายทนไม่ไหว เดินไปหย่อนกายยังม้านั่งหินข้างระเบียงทางเดินแล้วเริ่มสัปหงก
นอกเรือนมีเสียงฝีเท้าดังแว่วมา พ่อบ้านกับเด็กรับใช้หลายรายเดินห้อมล้อมคนผู้หนึ่งที่สวมชุดขันทีมุ่งหน้ามาทางห้องนอนของท่านอ๋อง
หลินถงกำลังเคลิ้มหลับจึงไม่ทันสังเกตเห็น อีกไม่นานคนเ่าั้ก็จะเลี้ยวเข้ามาในเรือนแล้ว หินเล็กก้อนหนึ่งพลันหล่นลงมาข้างตัวคนขี้เซา ก่อนกระเด็นไปโดนม้านั่งข้างกายเขาแล้วตกใส่หลังเท้า เ้าตัวพลันสะดุ้งโหยง จากนั้นมองเห็นคนที่เดินเลี้ยวเข้ามาในเรือน จึงรีบสาวเท้าไปต้อนรับ “นี่ไม่ใช่กานกงกง[1] หรอกหรือ เป็บ่าวต้อนรับไม่ทั่วถึง ต้อนรับไม่ทั่วถึงแล้ว ท่านมาเยือนก็น่าจะส่งคนแจ้งสักหน่อย บ่าวจะได้เตรียมการให้ดีขอรับ”
กานเฉิงเป็หัวหน้าขันทีข้างกายฮ่องเต้ หลินถงเห็นเขาย่อมต้องประจบเอาใจเต็มที่ อีกฝ่ายยิ้มน้อยๆ และกล่าว “ไม่จำเป็ต้องเกรงใจเช่นนี้ ฝ่าาเพียงให้บ่าวชรานำคำพูดมาถ่ายทอดแก่ท่านอ๋องเท่านั้น ข้ายังต้องรีบกลับไปรับใช้พระองค์อีก!”
“อ้อ ขอรับๆ มีเพียงกานกงกงที่ปรนนิบัติฝ่าาได้ดีที่สุด บ่าวจะไปเรียนท่านอ๋อง กงกงโปรดรอสักครู่” หลินถงได้ยินก็คลางแคลงใจขึ้นมา ฮ่องเต้มักส่งคนมาแสดงความห่วงใยท่านอ๋อง แต่ก็แค่เป็ห่วงอาการป่วยเท่านั้น ทำไมวันนี้ถึงให้ขันทีข้างกายมาถ่ายทอดคำพูดแก่เ้านายตน หรือจะมีเื่ใหญ่อันใดเกิดขึ้น
หลินถงคิด พลางเดินไปทางห้องนอนจิ้งเยี่ย เมื่อมองดูสีของท้องฟ้าก็เห็นว่ายังไม่ใกล้เวลาอาหารค่ำสักเท่าไร หากปลุกท่านอ๋องตอนนี้ ไม่รู้อีกฝ่ายจะโมโหหรือไม่ แต่คนที่อยู่ด้านนอกก็ไม่อาจล่วงเกิน นั่นเป็ถึงผู้มาส่งต่อคำพูดของฮ่องเต้เชียวนะ
เงาต้นไม้ในเรือนไหวเอน ใบไม้ใบหนึ่งถูกซัดมาในแนวขวาง อ้านสืออีใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางหนีบไว้แล้วพลิกดู พบว่า้ามีรูแน่นขนัดหลายแห่ง นั่นเป็รหัสลับที่เหล่าองครักษ์ลับใช้กัน ‘ตรงที่ถูกแส้ฟาดไม่เจ็บหรือ’ เขากำใบไม้ในมือแน่น ก่อนจะกลายเป็ผุยผง
จากนั้นเด็ดใบไม้ที่อยู่ด้านข้างมาเจาะรูหลายจุดแล้วสะบัดมือส่งๆ ทีหนึ่ง องครักษ์ลับที่ประจำยังต้นไม้อีกต้นคว้าใบไม้ไว้ ข้อความบนนั้นปรากฏว่า ‘เขาเป็ผู้ปรนนิบัติข้างกายท่านอ๋อง หากทำผิดพลาดต่อหน้ากานเฉิงจะไม่เป็ผลดีต่อท่านอ๋อง’
ใบไม้กลายเป็ผุยผงอีกครั้ง แล้วกระจายไปในอากาศอย่างไร้สุ้มเสียง
อ้านสืออีถอนหายใจโล่งอก เหตุผลของเขาก็แค่พอกล้อมแกล้ม ตนไม่รู้เช่นกันว่าทำไมเมื่อครู่ต้องขว้างก้อนหินไปปลุกอีกฝ่าย บางทีอาจเพราะเห็นรูปลักษณ์คนผู้นั้นแล้วนึกสนใจขึ้นมากระมัง
จิ้งเยี่ยพลิกตัวกลับมาบนเตียง ข้างหูพลันได้ยินน้ำเสียงขลาดกลัวของหลินถงพอดี “นายท่าน บ่าวเข้าไปนะขอรับ”
ชายหนุ่มขานรับอืมด้วยความรำคาญ พลางมองผ่านผ้าม่านออกไป เห็นเงาร่างหนึ่งเดินเข้ามาไวๆ “มีเื่อะไร ข้าบอกแล้วว่าไม่ให้มารบกวนมิใช่หรือ!” เขาแค่นเสียงสูงอย่างไม่พอใจ น้ำเสียงยังเจือความง่วงงุนเป็อย่างยิ่ง
“ท่านอ๋อง กานกงกงนำคำพูดมาถ่ายทอดตามรับสั่งฝ่าา ท่านจะพบเขาตอนนี้หรือไม่ขอรับ” หลินถงถามอย่างระมัดระวัง ทั้งยังกังวลว่าเ้านายจะโมโหไม่ยอมพบ ถึงเวลาหากล่วงเกินตาเฒ่าคนนั้น เื่ก็จะยุ่งยากขึ้นอีก
กานเฉิงติดตามฮ่องเต้มาสี่สิบปีแล้ว ต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าาคำพูดยังมีน้ำหนักไม่มากก็น้อย ถึงเวลาหากเขากลับไปพูดส่งเดช ย่อมไม่เป็ผลดีต่อท่านอ๋อง
จิ้งเยี่ยลุกขึ้นนั่ง พลางยืดเอวบิดี้เี ก่อนถามอย่างง่วงงุน “ไม่ใช่ราชโองการ เพียงถ่ายทอดคำพูดหรือ”
“ขอรับ เขาบอกบ่าวเช่นนี้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้เข้ามาเถอะ” ท่านอ๋องเลิกม่านขึ้นแล้วจัดแจงผมเผ้าและชุดตนเองให้เรียบร้อย
ได้ยินดังนั้นผู้เป็เด็กรับใช้จึงถอนหายใจโล่งอก ออกไปเชิญกานเฉิงเข้ามาอย่างยินดี เมื่อหัวหน้าขันทีคำนับจิ้งเยี่ย หลินถงจึงยกน้ำร้อนมาให้ท่านอ๋องล้างหน้า
“กานกงกงมาครั้งนี้ เสด็จพ่อมีเื่สำคัญใช่หรือไม่” จิ้งเยี่ยที่มีท่าทางเกียจคร้าน เอ่ยถามด้วยเสียงอ่อนแรง
นับั้แ่ซู่ชิงอ๋องถูกลอบสังหารเมื่อสองปีก่อน ร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรงมาตลอด นี่เป็เื่ที่ทุกคนรู้กันดี กานเฉิงมองจิ้งเยี่ยที่เวลานี้ยังง่วงงุน สีหน้าไม่ดีนัก ในใจก็นึกฉงนอยู่บ้างว่าทำไมครั้งนี้ฝ่าาต้องให้ตนมาเชิญอีกฝ่ายให้ได้ “ท่านอ๋อง คืออย่างนี้ ระยะนี้ฝ่าาตรัสว่าคิดถึงเหล่าโอรสเป็พิเศษ จึงอยากจัดงานเลี้ยงครอบครัวสักครั้งในวันที่สิบห้าเดือนหน้า ฝ่าาทรงทราบว่าท่านอ๋องร่างกายไม่แข็งแรง แต่ถึงอย่างไรก็เป็งานในครอบครัว อีกทั้งไม่ได้เห็นท่านมาหลายวันแล้ว ครั้งนี้จึงให้บ่าวชรามาสักเที่ยว กำชับว่าต้องเชิญท่านไปให้ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม งานเลี้ยงครอบครัว...ไม่ได้จัดนานมากแล้ว วันที่สิบห้าเดือนหน้ากระมัง ข้า...แค็กๆ...ย่อมต้องไป...แค็กๆ...” จิ้งเยี่ยเพิ่งจะพูดก็ไออย่างหนัก สุดท้ายก็เริ่มอ่อนแรงลง “รบกวนกงกงทูลเสด็จพ่อเช่นนี้แล้วกัน”
“พ่ะย่ะค่ะ ย่อมได้ บ่าวชราจะต้องทูลฝ่าาแน่นอน ท่านอ๋องต้องรักษาสุขภาพ อย่าทำให้ฝ่าาทรงเป็กังวลจึงจะดี เช่นนั้นบ่าวขอตัวก่อนพ่ะย่ะค่ะ” กานเฉิงบอกลาอย่างนอบน้อม หลินถงจึงรีบก้าวออกมาส่งแขก
หญิงรับใช้รินชาร้อนใส่ถ้วยให้จิ้งเยี่ย ปรนนิบัติเขาดื่มชาช้าๆ จากนั้นท่านอ๋องก็โบกมือให้ทุกคนถอยออกไป
ข้ารับใช้ถอยกายไปทีละคนตามคำสั่ง คล้อยหลังทุกคนจิ้งเยี่ยก็เก็บรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า แววตาเย็นเยียบขึ้นมา บางทีในงานเลี้ยงครอบครัวครั้งนี้ อาจสืบหาเบาะแสของผู้บงการที่ลอบวางยาพิษเขาในวันนั้นออกมาได้ แต่ทำไมเสด็จพ่อต้องจัดงานเลี้ยงครอบครัวขึ้นมาด้วย
เขาครุ่นคิดอย่างเงียบๆ กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว พอมองมือขวาที่พันผ้าไว้ มุมปากพลันมีรอยยิ้มน้อยๆ ก่อนหยิบกาน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมาโยนลงพื้นอย่างไม่ใส่ใจ เสียงสิ่งของแตกดึงดูดความสนใจจากคนที่อยู่นอกห้อง หลินถงรีบเคาะประตูร้องถาม “ท่านอ๋อง ท่านไม่เป็อันใดใช่หรือไม่”
“ไม่เป็ไร พวกเ้าไม่ต้องรอปรนนิบัติ ถอยออกไปให้หมด!” จิ้งเยี่ยพูดเสียงเรียบอย่างมิให้โอกาสแย้ง
ซู่ชิงอ๋องรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อด้านนอกห้องไม่มีเสียงอันใดแล้ว ภายในห้องเหลือเขาเพียงลำพัง จึงจ้องหน้าต่างเขม็ง พบว่าตรงนั้นยังคงไร้ความเคลื่อนไหวใด ตามปกติอีกฝ่ายควรปรากฏตัวมาแล้วไม่ใช่หรือ เป็ไปได้หรือไม่ว่าเ้านั่นจะไม่อยู่
ท่านอ๋องทนไม่ไหวในที่สุด ะโเรียกออกมา “อ้านจิ่ว”
เงาร่างคนผู้หนึ่งพลันปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขาในพริบตาแล้วคุกเข่าลง “ผู้น้อยอยู่นี่ขอรับ”
‘ฮ่า! เ้าอยู่แท้ๆ แต่กลับไม่ออกมา’ ทว่าความโมโหนี้มาจากไหนมิรู้ได้ ท่านอ๋องไม่พอใจอย่างมาก สีหน้าเคร่งขรึมลง “เมื่อครู่ทำไมไม่ออกมา”
“เรียนท่านอ๋อง เมื่อครู่ท่านบอกไม่้าคนปรนนิบัติขอรับ”
จิ้งเยี่ยมุมปากกระตุกเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ ทรุดตัวบนม้านั่งกลมที่หน้าโต๊ะ จ้องคนตรงหน้าอยู่นาน ‘คนผู้นี้โง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่’
เชิงอรรถ
^ กงกง เป็นคำเรียกขันทีในวังหลวง