ตอนที่ 31 มิได้ตั้งใจแสร้งทำตัวเหนือกว่าแต่อย่างใด ท่านบรรพชนถึงกับเรียกตนเองว่าบ่าวชรา
เมื่อได้ฟังการสนทนาของทั้งสอง หลินเทียนก็ยิ่งมีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
บรรพชนตระกูลหลินหรือ
บุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์อย่างนั้นหรือ เฮอะ! นี่มันเื่อะไรกัน
ในสายตาของเขา ผู้คนทั้งหมดในพื้นพิภพเทียนชิงก็เป็เพียงเด็กน้อยที่เล่นขายของกันเท่านั้น
แม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในพื้นพิภพนี้กลับบรรลุเพียงขั้นเทวะมายาเท่านั้น ซึ่งเทียบกับตัวเขาที่เคยมีฐานะเป็ราชันเทวะในชาติที่แล้ว เพียงแค่ใช้ปลายนิ้วเดียวก็สามารถสังหารพวกมันได้หมดแล้ว
หลินเทียนจึงไม่เห็นคนพวกนี้อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
“ให้ข้าไปคารวะบรรพชนหรือ ข้าไม่สนใจหรอก พวกเ้าจงไสหัวออกไปให้พ้นเถิด”
หลินเทียนไม่รู้สึกชอบพอคนทั้งสองเลยแม้แต่น้อย จึงเอ่ยถ้อยคำเ็าขับไล่คนพวกนี้อย่างไร้ความปรานี
“เ้า...”
ทั้งสองต่างตกตะลึงและเริ่มมีโทสะขึ้นมา
ตามปกติหลินเทียนมิเคยพูดจาเช่นนี้กับพวกเขามาก่อน
่นี้เขาเป็อันใดไปกันแน่ จึงได้มีนิสัยแปลกประหลาด เก็บตัวและเ็าเช่นนี้
ชายหนุ่มผู้นั้นถึงกับเตรียมจะลงมือสั่งสอนหลินเทียนให้หลาบจำ แต่เขากลับถูกหญิงสาวข้างกายรั้งตัวไว้ “การที่บรรพชนกลับมาจากแดน์นับเป็เื่สำคัญถึงเพียงนี้ แต่เขากลับไม่ไปคารวะ ดูท่าคงจะไม่้าฐานะของตระกูลหลินอีกต่อไปแล้วกระมัง”
“เราอย่าไปเดือดร้อนกับเขาเลย หากท่านผู้นำตระกูลทราบเข้า เกรงว่าพวกเราคงไม่พ้นต้องรับโทษไปด้วยแน่”
หญิงสาวกล่าวพลางลากชายหนุ่มข้างๆ ให้ออกไปโดยไม่สนใจหลินเทียนที่จู่ๆ ก็มีสีหน้าตกตะลึงขึ้นมา
“กลับมาจากแดน์งั้นหรือ”
เมื่อได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับแดน์ก็กระตุ้นความสนใจจนหลินเทียนถึงกับตะลึงงันขึ้นมา
“ช่างเถิด ไปดูสักหน่อยก็ไม่เสียหายอันใด ข้าก็อยากจะเห็นนักว่าบรรพชนตระกูลหลินผู้นั้นเป็คนเช่นไร…”
เมื่อคิดได้ดังนั้น สีหน้าของหลินเทียนก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามทั้งสองไปอย่างเงียบๆ
เมื่อเห็นเขาตามมา ทั้งคู่ก็อดหัวเราะเยาะออกมามิได้
เมื่อครู่หลินเทียนมิได้มีท่าทีเช่นนี้เลย
ดูท่าการยกผู้นำตระกูลมาข่มขวัญคงจะจัดการเขาได้อยู่หมัด
“ฮ่าๆ ...”
“เมื่อครู่เ้ายังกล่าวว่าจะไม่ไปมิใช่หรือไง”
“สุดท้ายก็ยังคงหวาดกลัวอยู่ดี เ้าคงหวงแหนมิอยากเสียฐานะนี้ไปกระมัง หากไร้ซึ่งตระกูลหลิน เ้าก็มิต่างอะไรกับคนไร้ค่าเพียงเท่านั้น”
เสียงพูดคุยที่ดังแว่วมา ยิ่งทำให้สีหน้าหลินเทียนยิ่งดูหม่นหมองลง พร้อมปรากฏจิตสังหารในแววตา
แต่โชคดีที่เขายังข่มใจอดกลั้นไว้ได้
ในยามนี้ เขายังจำเป็ต้องรักษาสถานะศิษย์ของตระกูลหลินเอาไว้
เขามิอาจเปิดเผยที่มาที่แท้จริงของตนได้!
ทั้งนี้ หนุ่มสาวที่นำทางอยู่เบื้องหน้าหาได้รู้ตัวไม่ว่าตนเองเกือบจะได้ย่างเท้าสู่ประตูนรกเสียแล้ว
แม้ว่าหลินเทียนจะยังมิได้มีพลังฝีมือที่สูงส่ง แต่ด้วยวิธีการในอดีตชาติ หากคิดจะกำจัดคนทั้งสองก็ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
…
ขณะเดียวกัน ณ ห้องโถงใหญ่ในคฤหาสน์ตระกูลหลิน
เงาร่างของผู้เปี่ยมด้วยพลังและบารมีจำนวนมากยืนเรียงรายอยู่ภายใน
บรรยากาศในที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความเรืองรองแห่งปราณิญญาที่ไหลเวียนอย่างเข้มข้น แสงสว่างแห่งเทพสะท้อนอาบร่าง สาดส่องประสานกับคลื่นสีรุ้งที่ส่องประกายทอแสง อวดให้เห็นถึงฐานะอันยิ่งใหญ่และเกรียงไกรของตระกูลโบราณแห่งนี้
นอกห้องโถงใหญ่ ยังมีเหล่าบุตรหลานตระกูลหลินยืนเรียงรายอยู่มากมาย
ส่วนใหญ่ล้วนเป็หนุ่มสาวรุ่นเยาว์ที่รอบกายแผ่รัศมีทอประกายพลังศักดิ์สิทธิ์ ทั้งโชติ่อีกทั้งสง่างามจับตา ทั้งหมดล้วนเป็ยอดฝีมือสายตรงแห่งตระกูลหลิน ผู้มีชื่อเสียงลือเลื่องในดินแดนจงโจว
พวกเขาต่างจับจ้องมองไปยังห้องโถงใหญ่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและตื่นเต้น แต่ก็มิมีใครกล้าเปล่งเสียงเอ่ยคำใดออกมา
เพราะบุคคลที่อยู่ภายในห้องโถงนั้น ล้วนเป็ผู้าุโและผู้มีตำแหน่งสูงส่งของตระกูล!
แม้แต่ท่านมหาปรมาจารย์ใหญ่ผู้เก็บตัวมานานนับหมื่นปีจนมีข่าวลือว่าได้สิ้นชีพไปแล้วก็ยังมาปรากฏตัวต้อนรับด้วยตนเอง!
บุรุษหนุ่มในอาภรณ์คลุมยาวสีดำที่นั่งจิบชาอย่างเงียบสงบบนที่นั่งสูงสุดนั้น มีฐานะอันใดกันแน่
แม้แต่สาวรับใช้ข้างกายก็ยังงามพิสุทธิ์จนชวนให้ตะลึง ราวกับเป็เทพธิดาแห่ง์เก้าชั้นฟ้า
ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่บรรพชนที่ว่ากันว่าเคยทำลายม่านฟ้าและทะยานขึ้นสู่์เบื้องบน ก็ยังแสดงท่าทางเคารพนอบน้อมต่อบุรุษผู้นี้อย่างสุดซึ้ง
สำหรับพวกเขาแล้ว เหตุการณ์เช่นนี้ช่างเหลือเชื่อเกินกว่าจะจินตนาการได้
“ผู้าุโิ พวกท่านคุยกันตามสบายเถิด มิต้องสนใจข้า”
กู้ฉางเกอผู้นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดเอ่ยยิ้มอย่างเรียบง่าย พลางมองชมบรรยากาศที่เกิดขึ้นอย่างเห็นเป็เื่สนุก
เขามิได้ตั้งใจแสร้งทำตัวเหนือกว่าแต่อย่างใด
เพียงแต่ก่อนที่เขาจะลงจากเรือเหาะนั้น ก็มีเหล่าผู้าุโมายืนรอรับอยู่เบื้องล่างอย่างนอบน้อม พร้อมแนะนำตนว่าเป็ผู้สืบสกุลแห่งตระกูลหลิน
จากนั้นเขาก็ได้รับการเชื้อเชิญมายังตระกูลหลินอย่างนอบน้อม
ด้วยความที่ไม่มีธุระอื่นใด จึงคิดจะมาเดินเล่นดูสักหน่อย จึงตอบรับอย่างมิคิดอันใดมาก
ผู้าุโิอธิบายว่า นี่เป็สัญชาตญาณแห่งสายเืของผู้สืบเชื้อสาย ที่เมื่อรู้ว่าเขากลับมายังดินแดนจงโจวแล้ว จึงรีบมารอต้อนรับด้วยความเคารพ
แม้จะกล่าวอย่างเรียบง่าย แต่การต้อนรับอย่างสมเกียรติเช่นนี้ก็ทำให้ผู้าุโิรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก
โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณชายกู้แล้ว ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกมีเกียรติยิ่ง
เขาย่อมมิ้าให้คุณชายต้องไปลำบากพักในสถานที่อันทรุดโทรมเมื่อมาเยือนยังดินแดนจงโจว
การติดตามคุณชายลงมาฝึกฝนยังโลกเบื้องล่างครั้งนี้ นับว่าเป็โอกาสครั้งสำคัญอันหาได้ยากยิ่งสำหรับเขาในชีวิต
หากเป็ที่แดน์แล้ว ด้วยฐานะในตระกูลกู้ของตน การจะได้เข้าใกล้คุณชายถือเป็เื่ที่แทบเป็ไปไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้รับโอกาสได้ทำงานรับใช้เช่นนี้
“คุณชายพูดเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าน้อยรู้สึกเกรงใจยิ่งนัก แม้ว่าบ่าวชราเช่นข้าจะยินดีเพียงใดก็มิอาจละเลยท่านได้อยู่แล้ว”
ผู้าุโิกล่าวพร้อมรอยยิ้มอย่างนอบน้อม
แน่นอนว่า เขารู้ดีว่ากู้ฉางเกอไม่มีทางถือโทษถ้อยคำที่แฝงแววหยอกล้อเช่นนี้
วันนี้เมื่อได้เห็นบุตรหลานตระกูลตนอยู่ดีมีสุขและกลายเป็ตระกูลโบราณที่ทรงอำนาจแห่งแผ่นดินจงโจว ก็ทำให้ผู้าุโิเป็สุขจนห้ามตนเองไม่อยู่
ความกล้าของเขาก็พลอยมีมากกว่าปกติไปด้วย เพราะตามปกติแล้ว เขาย่อมไม่กล้าหยอกล้อกับกู้ฉางเกอเช่นนี้
บ่าวชราหรือ
ท่านบรรพชนถึงกับเรียกตนว่าบ่าวชราเช่นนั้นหรือ
ผู้คนในห้องโถงได้ยินดังนั้นต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พากันสั่นสะท้านสูดลมหายใจเข้าลึก
แม้แต่บรรดาชายหญิงรุ่นเยาว์ที่ยืนอยู่ตรงประตูก็อดเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจมิได้
“ไม่เป็ไร”
กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ อย่างไม่ถือสา เขาหาได้ใส่ใจเื่เล็กน้อยเช่นนี้ไม่
ทว่าจะให้เขายืนอยู่ที่นี่เพื่อฟังการสนทนาระหว่างเหล่าผู้สืบเชื้อสายกับบรรพชนไปทำไมกันเล่า
“ชิงเกอ เ้าไปเดินเล่นเป็เพื่อนข้าสักหน่อย”
กู้ฉางเกอกล่าวจบก็วางถ้วยชาและลุกขึ้นยืน
ใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน ไร้ซึ่งท่าทีถือยศศักดิ์ใดๆ อีกทั้งยังให้ความรู้สึกเป็กันเองอย่างยิ่ง
แต่ผู้คนต่างรู้ดีว่า ความอบอุ่นนี้ได้ซ่อนความสูงส่งอันสงบนิ่งอยู่ภายใน
สิ่งที่เผยให้เห็นเพียงเป็มารยาทอันน่าชื่นชม
หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็การให้เกียรติผู้าุโิเพียงเท่านั้น
“ชิวหาน เ้าคุ้นเคยกับสถานที่แถวนี้ดี เ้าพาคุณชายไปเดินชมรอบๆ สักหน่อยเป็อย่างไร”
ผู้นำตระกูลหลินเห็นดังนั้น จึงเอ่ยขึ้นกับบุตรสาวที่ยืนอยู่บริเวณประตู
เมื่อผู้าุโิได้ยินดังนั้นก็ส่งสายตาชื่นชมให้กับเขา ลูกหลานผู้นี้ช่างมีสายตาที่เฉียบคม ช่างรู้จักกาลเทศะเสียจริง
“จะ...เ้าค่ะ ท่านพ่อ”
หลินชิวหานตอบรับอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ที่เป็เพราะความประหม่าและตื่นเต้น
กู้ฉางเกอที่เดิมทีมิได้สนใจเท่าใดนัก แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมอง
ดวงตาของเขาเป็ประกายขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้า
นางสวมอาภรณ์ยาวสีเทา รูปโฉมงดงามดั่งเทพธิดา
ใบหน้าประทินโฉมด้วยแป้งบาง เผยผิวพรรณเนียนผุดผ่องดั่งหยก ผมดำขลับเป็ลอนคลื่นเงางาม
แม้จะสวมอาภรณ์หลวมโคร่ง ก็มิอาจปกปิดรูปร่างสูงโปร่งที่มีทรวดทรงอันงดงามสะดุดตาได้
แต่ที่ทำให้กู้ฉางเกอสนใจยิ่งกว่าคือ แต้มวาสนาของนางช่างสูงส่งเกินคาด
“ท่านพี่...”
หลินเทียนที่เพิ่งมาถึงบริเวณประตูห้องโถง เมื่อเห็นภาพนี้ก็ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
จากนั้นก็กำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกที่พลุ่งพล่านในใจ