บทที่ 18 มหาวิทยาลัยไป๋เหอก็ไม่เลว
ต้วนจื่อหานชูแก้วขึ้นพลางหัวเราะและพูดว่า "อย่าพูดถึงแต่ฉันสิ พวกนายสมัครเข้ามหาวิทยาลัยไหนกันบ้างล่ะ มาบอกข่าวดีกันหน่อย"
"หรงหรง เธอคงเข้ามหาวิทยาลัยเทียนอู่สินะ แต่ฉันจำได้ว่าคะแนนของเธอใกล้เคียงกับเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยนักรบไหวอันมากเลยนี่"
สีหน้าของสวีเฉี่ยวหรงหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด "วิชาศิลปะการต่อสู้ยังขาดอยู่สิบกว่าคะแนน..."
"แค่สิบกว่าคะแนนเอง ไม่แตกต่างกันมากหรอก ถ้ามีเส้นสายสักหน่อยก็น่าจะเข้าได้..."
ต้วนจื่อหานกะพริบตา แล้วส่งสายตาที่เต็มไปด้วยนัย "ฉัน..."
จางเจวียรีบช่วยพูดทันที "พี่สะใภ้ ถ้าคุณไปเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับพี่หาน ก็จะมีคนคอยดูแลกันนะ"
"ใช่แล้ว ต่อให้พวกเราอยากเข้าก็ไม่มีโอกาสนี่นา!"
ต้วนจื่อหานพูดอย่างภาคภูมิใจ
"ฉันจะบอกให้พวกนายรู้นะ ฉันสืบมาหมดแล้ว!"
"อาจารย์ของมหาวิทยาลัยนักรบไหวอัน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับแม่ทัพ!"
"อีกทั้งยังมีห้องจำลองสภาพแวดล้อม และมีสวนสัตว์อสูรของตัวเองด้วย!"
"ไม่ว่าจะเป็คุณภาพของอาจารย์หรืออุปกรณ์ในการเรียนการสอน ล้วนเป็ระดับหนึ่งทั้งนั้น!"
สีหน้าของสวีเฉี่ยวหรงดูเหมือนจะสนใจอยู่บ้าง
เธอทราบดีว่าการตกลงนั้นหมายถึงอะไร
แต่มหาวิทยาลัยที่ดีกว่า อาจจะหมายถึงอนาคตและโอกาสที่ดีกว่า!
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ รวมถึงปฏิกิริยาของสวีเฉี่ยวหรง
เฉินหนานก็รู้สึกโกรธทันที ความโมโหพุ่งขึ้นมาถึงศีรษะ
เขาลุกพรวดขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว และพร้อมจะะเิอารมณ์ออกมา
"เหล่าเฉิน นั่งลง"
หลี่มู่รีบกดไหล่ของเฉินหนานเอาไว้
"พวกเขา!..."
เฉินหนานโกรธมาก
"หากเป็เื่ที่ทั้งสองฝ่ายเต็มใจ นายจะไปยุ่งได้อย่างไร?"
"กินข้าวให้เรียบร้อยเถอะ อย่าคิดมากเลย" หลี่มู่คีบเนื้อย่างชิ้นหนึ่งใส่จานของเฉินหนาน
เฉินหนานกินเนื้อย่างอย่างไร้รสชาติด้วยสีหน้าหดหู่
"พี่หนาน ฉันจำได้ว่านายสอบเข้ามหาวิทยาลัยเทียนอู่ใช่ไหม"
ชายหนุ่มที่ชื่อหวังป๋อถามเสียงเบา
"อืม" เฉินหนานตอบรับอย่างขอไปที
เขาถือว่าเป็นักเรียนระดับบนในชั้นเรียน
แต่ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างเขากับต้วนจื่อหาน ก็คือฐานะทางบ้าน
หากมีฐานะทางบ้านที่ดีกว่านี้ มียาบำรุงมากกว่านี้ และมีครูสอนพิเศษ ผลการเรียนวิชาศิลปะการต่อสู้ของเฉินหนาน คงไม่ด้อยไปกว่าต้วนจื่อหานเลย
ความจริงแล้วด้วยคะแนนของเฉินหนาน การสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ดีกว่านี้สักหน่อย ก็ไม่ใช่เื่เป็ไปไม่ได้เสียทีเดียว
สาเหตุที่เลือกสมัครมหาวิทยาลัยเทียนอู่ ประการแรก คือมหาวิทยาลัยเทียนอู่เป็มหาวิทยาลัยท้องถิ่น มันสะดวกในหลาย ๆ อย่างมากกว่า
ประการที่สอง นั่นเป็เพราะสวีเฉี่ยวหรงก็เป็นักเรียนของมหาวิทยาลัยเทียนอู่เช่นกัน!
แต่ตอนนี้...
"เอ่อ หลี่มู่ นายสอบเข้ามหาวิทยาลัยอะไรเหรอ..."
หญิงสาวในชุดกระโปรงสีเหลือง ดูเหมือนจะย้ายมานั่งข้าง ๆ หลี่มู่อย่างไม่ตั้งใจ
ใบหน้าของเธองดงาม ดวงตาและคิ้วอ่อนโยน อีกทั้งยังแฝงเอาไว้ด้วยความนุ่มนวลราวกับหญิงสาวจากเจียงหนาน
"เจียงหว่าน"
หลี่มู่ชะงักการเคลื่อนไหวขณะกำลังยัดเนื้อเข้าปาก
เจียงหว่านมีหน้าตาที่ไม่ด้อยไปกว่าสวีเฉี่ยวหรง เพียงแต่ทั้งสองมีบุคลิกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
อีกทั้งเจียงหว่านยังเป็คนเก็บตัว ไม่ชอบเข้าสังคม ตำแหน่งดอกไม้ของห้องจึงตกเป็ของสวีเฉี่ยวหรง
แต่ประโยคที่เฉินหนานพูดว่า ‘ดอกไม้ของห้องก็อยู่ที่นี่’ บางทีอาจไม่ได้หมายถึงสวีเฉี่ยวหรง แต่เป็เจียงหว่านก็ได้
เฉินหนานชอบสวีเฉี่ยวหรง
แต่ในอดีตเจียงหว่านกลับมีความรู้สึกดีต่อหลี่มู่เป็อย่างมาก
หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมเจียงหว่าน ถึงสนใจหลี่มู่ที่เหมือนคนไร้ตัวตน
"มหาวิทยาลัยไป๋เหอ"
หลี่มู่ตอบอย่างสงบ
แล้วเลือกผักใส่ปากต่อไป
"มหาวิทยาลัยไป๋เหองั้นเหรอ?"
เจียงหว่านงุนงงไปครู่หนึ่ง และเมื่อตั้งสติได้ก็กัดริมฝีปากเบา ๆ พร้อมพูดว่า "นายเปลี่ยนไปเรียนมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับวิชาการดีไหม..."
"ฉันเลือกไปแล้ว จะเปลี่ยนไปทำไมล่ะ"
หลี่มู่มองอีกฝ่ายอย่างสงบ
"อืม ก็ดีนะ มหาวิทยาลัยไป๋เหอก็ดีเหมือนกัน..." เจียงหว่านฝืนยิ้มออกมา
หญิงสาวกลับไปนั่งที่ของตัวเอง
"เธอก็ไม่เลวนะ" เฉินหนานพูดอย่างลังเล
"อืม ฉันรู้ว่าเธอเป็หญิงสาวที่ดี ดังนั้นฉันจึงไม่อาจทำให้เธอผิดหวังได้" หลี่มู่ตอบอย่างสงบ
ตอนนั้นเองที่ต้วนจื่อหานยิ้มพลางพูดขึ้นอย่างกะทันหัน
"มหาวิทยาลัยไป๋เหอก็ไม่เลว สู้ ๆ นะ!"
"นับว่าใช้ได้แล้ว อย่างน้อยก็เป็มหาวิทยาลัยนักรบ ค่าเรียนก็ถูกด้วย!" จางเจวียช่วยเอ่ยเสริม
ความจริงแล้วต้วนจื่อหานไม่ได้สนใจแค่สวีเฉี่ยวหรง เจียงหว่านก็เคยเป็เป้าหมายของเขาเช่นกัน
แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เจียงหว่านนั้นยากจะพิชิตใจเกินไป
ฉะนั้นเขาจึงต้องเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็สวีเฉี่ยวหรงแทน
แม้เสียงสนทนาระหว่างหลี่มู่และเจียงหว่านจะเบา แต่ก็ยังถูกได้ยินโดยเพื่อนร่วมชั้นที่นั่งใกล้เคียง และเข้าสู่หูของต้วนจื่อหาน
เฉินหนานกำลังจะช่วยพูดแทนหลี่มู่โดยสัญชาตญาณ
แต่กลับถูกชายหนุ่มยับยั้งเอาไว้
เขาพยักหน้าอย่างสงบ
"ก็ไม่เลว"
"ความจริงแล้วมหาวิทยาลัยไม่ได้สำคัญอะไรมากนัก สิ่งสำคัญกว่านั้นคือต้องดูที่ตัวบุคคล"
"ขอเพียงอยากจะแข็งแกร่งขึ้น อยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน"
ต้วนจื่อหานกล่าวด้วยรอยยิ้ม "จริงอย่างที่นายพูด ต้องดูที่ตัวบุคคลจริง ๆ หลี่มู่ การที่นายมีความคิดเช่นนี้นับว่าดีมาก อย่างไรพวกเราก็เป็เพื่อนร่วมชั้นกัน ต่อไปหากมีเื่อะไรก็แค่เอ่ยปากเท่านั้น!"
หลี่มู่เพียงพยักหน้าอย่างสงบ
ตอนนี้เขามีตำราการฝึกยุทธ์ระดับสิบห้าสองวิชาแล้ว
มหาวิทยาลัยหรืออะไรทำนองนั้น จึงไม่สำคัญสำหรับเขาอีกต่อไป
เช่นเดียวกับตอนนี้ แม้จะอยู่ที่บ้าน แต่เขาก็ยังคงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เขา้ามีเพียงเวลาเท่านั้น
ัซ่อนตัวในห้วงลึก รอเพียงลมและเมฆเพื่อจะบินขึ้นสู่ท้องฟ้า!
ที่นั่งบนยอดสูงสุดของวิถีนักรบ
หลี่มู่ได้จองเอาไว้ในใจแล้ว
ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ในที่สุดเขาจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดนั้นและมองลงมายังโลกมนุษย์!
...
หญิงสาวหลายคนรวมตัวกันไปปลอบเจียงหว่าน
ต้วนจื่อหานก็คุยกับลูกน้องอีกสองสามคน
มีเสียงหัวเราะดังลั่นเป็ครั้งคราว
หัวข้อที่พวกเขาคุยกันล้วนเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนักรบไหวอัน
คำว่ายอดเยี่ยมมากมายทำให้ต้วนจื่อหานรู้สึกพอใจเป็อย่างยิ่ง
ทว่าเขารู้สึกไม่พอใจหลี่มู่และเฉินหนาน
โดยเฉพาะหลี่มู่ เหตุใดเจียงหว่านถึงได้สนใจคนแบบนั้น?
แต่หลี่มู่ก็เป็คนที่ไม่โดดเด่นในชั้นเรียนมาตลอด
ต้วนจื่อหานจึงไม่อยากไปหาเื่อีกฝ่าย
มันไม่จำเป็เลย
หากต้องทำเพื่อตัวละครเล็ก ๆ แบบนั้น นับว่าน่าอับอายจริง ๆ!
อย่างไรเขาก็รู้ดีว่าเื่ระหว่างเจียงหว่านกับหลี่มู่เป็ไปไม่ได้
เช่นเดียวกับที่เฉินหนานอย่าหวังจะได้ลิ้มรสเนื้อหงส์ของสวีเฉี่ยวหรง
ั้แ่ต้นจนจบ ต้วนจื่อหานไม่เคยคิดว่าพวกเขาเป็คู่แข่งเลยสักนิด
ไม่คู่ควรแม้แต่น้อย!
เสียงหัวเราะดังมาจากกลุ่มของต้วนจื่อหานเป็ครั้งคราว
พร้อมกับคำว่า ‘ไป๋เหอ’ ดังแทรกขึ้นมา
"ขอโทษนะ เป็เพราะฉันยืนกรานให้นายมา"
เฉินหนานก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด
"มีอะไรเหรอ? กินข้าวเถอะ"
หลี่มู่คีบเนื้อชิ้นหนึ่งให้เฉินหนานพลางกล่าวอย่างสงบ
"ฉันไม่เข้าใจพวกนายจริง ๆ บอกว่ามากินข้าว แต่กลับไม่มีใครหยิบตะเกียบเลยสักคน เป็โชคดีของฉันจริง ๆ"
"ทำไมนายถึงไม่โกรธเลยล่ะ..." เฉินหนาน
"โกรธแล้วมีประโยชน์อะไรล่ะ?"
หลี่มู่ยังคงสงบนิ่ง
สองหูของเขาไม่ได้ยินเสียงประจบสอพลอ หรือเสียงที่มีนัยแฝงเ่าั้
ชายหนุ่มเพียงตั้งหน้าตั้งตากินอาหารของตัวเอง
อย่างไรคนอื่นก็เลี้ยง หากไม่กินก็เสียเปล่า
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
หลี่มู่ลุกขึ้นเปิดประตูทันที
ใครใช้ให้ที่นั่งของเขาอยู่หลังประตูล่ะ
เมื่อประตูเปิด ชายวัยกลางคนที่ศีรษะล้านเล็กน้อยก็เดินเข้ามาในห้องรับรองอย่างร้อนรน
เขายิ้มให้ทุกคนอย่างสุภาพ
กวาดตามองรอบห้องรับรองแขกวีไอพี แล้วจับจ้องหลี่มู่ซึ่งกำลังจะกลับไปยังนั่งที่
เขารีบเดินเข้าไปหา แล้วคว้าข้อมือของหลี่มู่อย่างตื่นเต้น
"สหายหลี่มู่! พวกเราหาคุณเจอสักที!"
"คุณคือ?"
หลี่มู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
"สหายหลี่มู่ หวังว่าพวกเราจะไม่ได้รบกวนคุณนะ และหากคุณ้า คุณสามารถรับประทานอาหารให้เสร็จก่อนก็ได้ ส่วนพวกเราจะรออยู่ตรงนี้"
ตอนนั้นเองที่ชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง ที่อยู่ในชุดสูทและมีท่าทางมั่งคั่งเดินเข้ามา
เขายิ้มให้หลี่มู่อย่างสุภาพจนดูเหมือนประจบเล็กน้อย แล้วจ้องตากับชายวัยกลางคนหัวล้าน
ชายวัยกลางคนหัวล้านรีบยิ้มแหย ๆ แล้วปล่อยมือหลี่มู่ทันที
"พวกเขาเป็ใครกัน?"
ทุกคนในห้องรับรองต่างรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง