หญิงชราจับผ้าคลุมหน้าสวมไว้ให้ดังเดิม
“สวมกลับที่เดิมเถอะ ไม่จำเป็ไม่ต้องถอดออก” หญิงชรากล่าวอย่างเข้าใจโลก
หญิงงามเช่นนี้เป็ภัยนัก ใบหน้างดงามราวจิ้งจอกจำแลงกาย ผู้ใดเห็นก็หลงใหล จิตใจชั่วช้าเกิดความกระสันอยากได้ง่าย
“พวกเ้ามองอะไร!” หญิงชราตวาด เหล่าบุรุษหันไปทางอื่นทันที “เ้าเอาเสื้อมาให้นางสวมทับอีกชั้นหนึ่ง”
ชุดนอกกลางเก่ากลางใหม่ตัวหนึ่งถูกส่งมา ตัวใหญ่หลวมอยู่บ้างแต่ก็ยังใส่ได้ อย่างไรก็ดีกว่าสวมชุดเปื้อนเืที่ชุ่มโชกจนแนบลู่เห็นสัดส่วนของเรือนร่าง ทั้งยังช่วยปกปิดเนื้อผ้าเรียบลื่นราคาแพงได้ด้วย
“ขอบคุณเ้าค่ะ” เหอซือซือกล่าวขอบคุณแล้วถามจุดหมายปลายทาง “พวกท่านจะไปที่ใดกันหรือ”
“พวกเราจะเข้าไปในแคว้นเหลียน ที่นั่นน่าจะปลอดภัย”
“ทหารชายแดนจะให้เราเข้าไปหรือ แต่ไหนแต่ไร คนเมืองก็ไม่ต้อนรับพวกเรา” พวกเขาเรียกชาวชนเผ่าว่าคนเถื่อนด้วยซ้ำ
“แม่เฒ่ามีลูกชายเป็ทหาร น่าจะพอหาทางได้บ้าง ถึงจะเข้าไปไม่ได้แต่อยู่ใกล้ชายแดนไว้ก็อุ่นใจกว่า ไอ้พวกชาวยุทธ์นั่นก็เหลือเกิน มีเื่ต่อยตีกันเองก็ทำไป ทำไมต้องมาเดือดร้อนพวกเราด้วย ทั้งปล้นทั้งฆ่า เจอผู้หญิงก็เข้ามาฉุด สารเลว!”
ผู้นำกลุ่มกล่าวเดือดดาล กลุ่มของพวกเขามีประมาณหกสิบคนตอนนี้เหลืออยู่ไม่ถึงสามสิบคน
แค้นใจนัก!
“เ้าลุกไหวหรือไม่ เราต้องรีบแล้ว คนที่ตามเ้าอยู่แถวนี้หรือไม่ก็สุดรู้ เกิดเจอกันเข้าจะต้องแย่แน่ พวกเราส่วนใหญ่ยามนี้มีแต่สตรีกับเด็ก”
“ไหวเ้าค่ะ” เหอซือซือรีบลุกขึ้น ได้นั่งพักสักหน่อย เรี่ยวแรงก็กลับมาบ้างแล้ว “บุตรชายท่านเป็ทหารจริงหรือเ้าคะ”
“ใช่ ราวสามปีก่อนแม่ทัพหนุ่มประกาศรับสมัครทหารกล้าไม่เกี่ยงชนชาติ เพียงกล้าพอและผ่านการทดสอบก็รับทั้งหมด นอกจากบุตรชายข้าแล้ว ยังมีคนหนุ่มในเผ่าอีกสี่ห้าคน” หญิงชรามีสีหน้าภูมิใจ
เหอซือซือไม่ได้ถามอะไรอีก
บุรุษและสตรีชนเผ่าเกิดท่ามกลางธรรมชาติ ใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ สามขวบขี่ม้า ห้าขวบจับธนู ล้วนไม่เกินจริงเลย แม้บุรุษหยัดกายป้องภัย แต่เหล่าสตรีและเด็กที่โตหน่อยต่างสะพายคันธนูไว้บนไหล่ บางคนถึงกับมีมีดยาว
เหอซือซือถูกห้อมล้อมด้วยเด็กน้อยชายหญิง ผู้คนชื่นชอบคนหน้าตาดี เด็กน้อยก็ไม่ต่างกัน พวกเขาเห็นพี่สาวคนสวยก็อยากรู้จัก อยากอยู่ใกล้
ฟิ้ว!
หัวเหล็กแหลมพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูงปักไหล่ซ้ายของชายผู้เป็หัวหน้ากลุ่ม
“หัวหน้า!”
“ไม่ต้องมา รีบตั้งรับเร็วเข้า!” เขาคว้าลูกธนูที่ปักไหล่ สะบัดปลายให้หักทิ้งไป ทว่าหัวเหล็กยังคงปักคา กายแกร่งยืนหยัดไม่ล้มลง
ใกล้จะถึงชายแดนอยู่แล้ว พวกมันไม่กลัวเกรงแคว้นเหลียนบ้างหรืออย่างไร
สตรีผู้เป็มารดาของเด็กชายง้างสายธนูขึ้นเล็ง ยิงสวนกลับไปทันที รวดเร็วแม่นยำ คนผู้หนึ่งร่วงตกจากต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไป คนอื่น ๆ ง้างธนูของตน เด็กชายอายุราวแปดขวบยังมีธนูเป็ของตนเอง
เหอซือซือถูกดันให้อยู่กลางวงล้อมกับคนชราและสตรีที่อุ้มเด็กเล็ก ถูกปกป้องจากบุรุษที่ยืนเป็โล่มนุษย์ นางจึงปลดปิ่นง้าวจิ๋วบนมวยผมมาถือไว้ หากสถานการณ์ไม่ดี นางจะเข้าต่อสู้เพื่อให้คนเหล่านี้รอด
ความแตกก็ช่างมัน ชีวิตคนสำคัญที่สุด
ชายชาวยุทธ์หกคนที่มาล้อมพวกนางเอาไว้ สายตาพวกมันเหมือนกำลังมองสัตว์หรือสินค้าชิ้นหนึ่ง ประเมินเสร็จแล้วก็ร้องบอกพวกพ้อง
“เว้นสตรีกับเด็กโตที่เอาไปขายได้ ที่เหลือ ฆ่าทิ้งให้หมด!”
เลวระยำ! ฉวยโอกาสตอนวุ่นวายสังหารคน บ้างก็จับข่มเหงและขาย พวกมันยังเป็มนุษย์อยู่หรือไม่!
เหอซือซือทนเฉยต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
ขยายง้าวให้...
“ช่วยคน!” น้ำเสียงแข็งกร้าวทรงอำนาจ สั่งการผู้ใต้บังคับบัญชา
สิ้นเสียงนั้นฝีเท้าจำนวนมากกรูแทรกเข้ามา ล้วนสวมเครื่องแบบทหารแคว้นเหลียน พวกเขาเข้ามาล้อมชาวเผ่าทั้งยี่สิบกว่าคนไว้อย่างปกป้องอีกชั้น
ส่วนหนึ่งเข้าสู้กับชาวยุทธ์ ผลักดันให้อีกฝ่ายล่าถอยไป
ในเวลาต่อมา ทหารม้าราวสิบคนเข้ามาสมทบ เมื่อเห็นท่าไม่ดี ชาวยุทธ์ทั้งหกก็เตรียมถอย ทว่าศีรษะหนึ่งในนั้นกลับหลุดกระเด็นด้วยน้ำมือชายหนุ่มแสนองอาจที่ควบม้าอ้อมหลังมาเสียก่อน
น้ำพุเืพุ่งจากคอที่ไร้ศีรษะ กระฉูดเปรอะเปื้อนใบหน้าหล่อเหลา
“อย่าให้รอดไปได้!” กระบี่ในมือพุ่งออกไปสังหารอีกคนก่อนจะสั่งการอย่างโเี้
ลูกธนูจำนวนหนึ่งพุ่งมาสกัดเหล่าทหารเพื่อช่วยพวกพ้อง เหอซือซือหันมองไปรอบทิศ ระบุคนที่หลบซ่อนได้ทั้งหมด
“ข้ายืมหน่อย” ยืมธนูสตรีข้าง ๆ พร้อมบอก “ตรงหน้าท่าน ห่างออกไปสิบหกจั้ง ตะวันตกสิบแปดจั้ง อีกสองคนขนาบข้าง ห่างกันราวสองจั้ง!”
สัญชาตญาณต่อสู้ของคนเผ่านี้เป็เลิศ เพียงได้ยิน คนที่มีธนูในมือก็เล็งเป้าที่อยู่ใกล้ตนทันที
มารดาเด็กชายจัดการคนที่อยู่ตรงหน้าตนเสร็จแล้วก็หันมามองสตรีที่ก่อนหน้านี้ อ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ทันเห็นท่วงท่าน้าวสายธนูอันสวยงามและแข็งแรงพอดี
ลูกธนูพุ่งปักจุดตายตรงเป้าหมายอย่างแม่นยำ
ตะลึง แต่ไม่แปลกใจ คนในเผ่าก็เป็เช่นนี้ทุกคน เพียงไม่เคยเห็นสตรีร่างบางน้าวคันธนูด้วยท่าทางองอาจเช่นนี้มาก่อนก็เท่านั้น
นางดูบอบบางเกินกว่าจะยกธนูยิงใครไหวด้วยซ้ำ
หนึ่งในสามคนที่กำลังล่าถอยหันกลับมาซัดอาวุธใส่กลุ่มชนเผ่า มีดสั้นจำนวนหนึ่งถูกสกัดกั้นโดยเหล่าทหาร แต่ยังมีเล็ดลอดมาได้บางส่วน เหอซือซือหลบได้อยู่แล้ว ทว่าเื้ัเป็เด็กและคนชรา ด้วยระยะนี้คงดึงพวกเขาหลบไม่ทัน
เหอซือซือหมุนตัวใช้แขนเสื้อนอก ปัดมีดสั้นร่วงไป อีกฝ่ายรู้ตัวว่าหนีไม่พ้น กำลังจะถูกสังหารยังไม่ยอมตายผู้เดียว ขว้างกระบี่ตามมีดสั้นมา เหอซือซือปัดมีดแล้วจึงเห็นกระบี่ จะปัดป้องก็ไม่ทันแล้ว ทั้งยังหลบไม่ได้ด้วย สุดท้ายตัดสินใจใช้ตัวเองบังผู้อยู่เื้ั
กระบี่แทงทะลุไหล่ซ้ายไปครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งถูกหยุดไว้ด้วยมือเรียวงามที่กำคมกระบี่แน่น ปลายแหลมส่องประกายห่างจากเด็กหญิงตัวน้อยเพียงนิดเดียวเท่านั้น
เด็กน้อยเพิ่งเฉียดความตายมา เบิกตาออกกว้าง แข้งขาอ่อนแรง ทรุดล้มก้นจ้ำเบ้าก่อนจะอ้าปากร้องไห้ดังลั่น
“อึก...” หยาดโลหิตจากฝ่ามือไหลอาบไล้คมกระบี่หยดลงพื้นแล้วซึมหายไป ร่างบางทรุดลง ทว่ายังมีใจกล่าวปลอบเด็กน้อยผู้เสียขวัญ “อย่าร้อง”
“อย่าดึงออก!”
ชายชาวเผ่าที่กำลังจะดึงกระบี่ออกจากไหล่หญิงสาวชะงัก ผู้ตวาดะโลงจากหลังม้า กระบี่แทงทะลุหัวไหล่ อาการสาหัส แต่ไม่ถูกอวัยวะสำคัญ เขาบอกด้วยภาษากลางที่ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายฟังเข้าใจหรือไม่
“ทนหน่อย ถ้าดึงกระบี่ออกเืจะทะลักออกมา”
ท่อนแขนแกร่งช้อนร่างคนเจ็บขึ้นอุ้ม ปากก็สั่งการ “ดูคนเจ็บ พาพวกเขากลับค่าย ถามพวกเขาดูว่า ใครพูดภาษากลางได้บ้าง หรือมีใครพูดกับเขารู้เื่”
ทหารนายหนึ่งวิ่งโร่เข้ามา “ข้าขอรับ ข้าพูดได้ นี่คือครอบครัวของข้าน้อย”
“เช่นนั้นหน้าที่ดูแลพวกเขา ยกให้เ้า”
“ขอรับ” นายทหารรับคำแล้ววิ่งเหยาะ ๆ ไปดูมารดาชราและพี่น้องร่วมเผ่า
เหอซือซือตกอยู่ในอ้อมแขนแข็งแกร่ง นางปรือตามองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาของชายผู้สะบั้นคอคนเมื่อครู่ ใบหน้าดุดันแต่หล่อเหลาอย่างยิ่ง
เมื่ออยู่ในความอบอุ่นของอีกฝ่าย เหอซือซือรู้สึกปลอดภัยและวางใจอย่างประหลาด เปลือกตาค่อย ๆ ขยับปิดลง
ซ่งเทียนเหิงก้มมองร่างที่อ่อนยวบ นอกจากกระบี่ที่ปักคาไหล่อยู่ สตรีนางนี้ยังมีาแน้อยใหญ่ทั่วร่าง ผิวขาวซีดจนแทบจะไร้สีเือยู่แล้ว
คงเสียเืไปมาก ปล่อยไว้ต้องตายก่อนกลับถึงค่ายแน่
หลังขึ้นนั่งบนหลังม้าคู่ใจอย่างมั่นคงแล้ว จึงป้อนยาใส่ปากนาง อย่างน้อยก็พอให้ทนจนกว่าจะได้รับการรักษาที่ค่ายได้
“พาคนเจ็บขึ้นม้าแล้วตามข้ามา ส่วนพวกเ้า พาคนที่เหลือตามมาทีหลัง มุ่งกลับค่ายทันที เข้าใจหรือไม่”
“ขอรับท่านแม่ทัพ!”
ชายหนุ่มผู้นี้คือแม่ทัพหรอกหรือ!