ฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 116 เหตุใดถึงเลือกเจ้า

            ฟู่ถิงเย่รีบรุดมาในตอนกลางดึกพร้อมกันนั้นก็ยังลากตัวหลูเจิ้งชิงมาด้วย

            หลูเจิ้งชิงนึกว่าจะต้องมาช่วยคลี่คลายความกังวลให้แม่ทัพฟู่เสียอีกที่ไหนได้ คราวนี้มีคนป่วยจริง

            แถมยังป่วยหนักเสียด้วย

            “เดิมทีในร่างกายก็มีความเย็นสะสมอยู่แล้วตอนนี้ได้รับลมเย็นจากภายนอก ไปกระตุ้นความเย็นเดิมจนอาการกำเริบ นางถึงได้มีอาการรุนแรงเช่นนี้”

            หลังจากที่หลูเจิ้งชิงตรวจชีพจรและวินิจฉัยแล้วก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง กล่าวว่า “แม้จะหายป่วยแล้ว ก็ต้องดูแลร่างกายให้ดี อย่าให้โดนความเย็นอีกไม่อย่างนั้นโรคนี้จะรักษายาก เกรงว่าทุกครั้งที่เข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวอาจจะป่วยหนักอีก”

            สีหน้าของฟู่ถิงเย่เคร่งเครียดเขาพยักหน้ารับเบาๆ

            หลูเจิ้งชิงเขียนเทียบยาหลี่ชง[1] ใส่หมาหวง [2] แล้วจึงให้ฮวนเอ๋อร์ไปต้มยา พร้อมกำชับว่าช่วงสองสามวันนี้ให้ดื่มเช้าเย็นเวลาละหนึ่งชาม

            เมื่อยาต้มหนึ่งชามเสร็จแล้วคนในห้องก็ช่วยกันประคองหวาชิงเสวี่ยมาป้อนและกรอกยา กว่าจะทำให้นางดื่มลงไปได้ก็ทุลักทุเล

            แต่ไข้ของนางก็ยังสูงอยู่

            ฟู่ถิงเย่ร้อนใจ เดินวนไปวนมาอยู่ในห้องอย่างร้อนรนจะนั่งจะยืนก็ไม่ติดที่

            เมื่อเทียบกับวิธีลดไข้ของแพทย์แผนโบราณวิธีลดไข้ทางกายภาพเห็นผลเร็วกว่า หลูเจิ้งชิงจึงกล่าวว่า “ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นวางไว้ที่หน้าผากข้อมือ และน่องแต่ละข้าง ส่วนบริเวณอื่นก็ห่มผ้าไว้ พอผ้าที่วางไว้เริ่มอุ่น ให้เปลี่ยนใหม่ทันที”

            ฟู่ถิงเย่จึงสั่งให้ฮวนเอ๋อร์ไปทำตามทันที

            หลูเจิ้งชิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวอีกว่า “หากไข้ยังไม่ลด การแช่น้ำอุ่นก็ช่วยบรรเทาอาการไข้ได้”

            เขาจ่ายยาและสอนวิธีลดไข้ให้ทำทุกอย่างที่หมอพึงทำได้ ส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับตัวของหวาชิงเสวี่ยแล้ว

            “ท่านแม่ทัพไม่ต้องกังวลแม่นางหวาจะต้องไม่เป็นอะไร” เขาไม่สามารถอธิบายให้ฟู่ถิงเย่เข้าใจได้ว่า แม้ลมหนาวจะสามารถทำอันตรายถึงตายแต่ก็ยังแยกแยะอาการได้อยู่ หากหวาชิงเสวี่ยมีไข้สูงไม่ลดเพราะไข้หวัดที่เกิดจากไวรัสและไม่มีตัวยาต้านไวรัส นั่นถึงจะเป็นเรื่องที่อันตรายถึงชีวิตจริงๆ

            หลังจากหลูเจิ้งชิงออกไปฟู่ถิงเย่ก็ยังไม่ได้ไปไหน

            ข้างเตียงมีอ่างน้ำเย็นวางอยู่ใบหนึ่งตามที่หลูเจิ้งชิงบอกไว้ ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นวางไว้ที่หน้าผาก ข้อมือ และน่องแต่ละข้างจากนั้นคอยเปลี่ยนเรื่อยๆ

            หลังจากที่วุ่นวายเช่นนี้ไปจนถึงช่วงครึ่งคืนหลังอุณหภูมิในร่างกายของหวาชิงเสวี่ยก็ลดลงบ้างแล้ว

            ทุกคนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            หากอุณหภูมิลดลงได้เดี๋ยวคนก็จะฟื้นขึ้นมา

            ฟู่ถิงเย่เฝ้าอยู่ข้างเตียงของหวาชิงเสวี่ยตลอดทั้งคืนโดยไม่ได้หลับไม่ได้นอน ระหว่างนั้น เขาก็ส่งคนไปสืบถามเรื่องที่หวาชิงเสวี่ยเข้าวังในวันนี้จนได้ข้อมูลทั้งหมดจากปากของขันทีในวัง

            เขานึกถึงความยากลำบากที่หวาชิงเสวี่ยเคยได้รับตอนอยู่ในเมืองเหรินชิวรวมถึงความทุกข์ทรมานที่นางได้รับตอนเข้าวัง หลูเจิ้งชิงบอกว่านางอาจจะมีอาการของโรคหลงเหลืออยู่ซึ่งจะกำเริบทุกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ฟู่ถิงเย่รู้สึกเจ็บปวดในใจ แต่ในขณะเดียวกัน...ก็รู้สึกโกรธนางด้วย

            เจ้าโง่หรืออย่างไร?มารดาของเขาทำกับเจ้าเช่นนี้ เจ้าไม่โกรธเคืองหรือ? ยังจะไปช่วยเขาอีก?

            ฟู่ถิงเย่ลอบถอนหายใจเงียบๆ

            ได้รับความอยุติธรรมในวังก็ไม่รู้จักร้องทุกข์กล่าวโทษบางครั้งนางก็ไร้เดียงสาเสียจนเขาปวดใจ

            ...

            ยามเช้าตรู่ ท้องฟ้าเริ่มมีแสงส่องลงมา

            ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดอุณหภูมิที่ลดลงไปของหวาชิงเสวี่ยจึงสูงขึ้นมาอีกครั้งนี้หน้าผากร้อนจัด ทั่วใบหน้าแดงก่ำ

            ฟู่ถิงเย่จึงรีบสั่งให้คนไปต้มยาใหม่เขาครุ่นคิดอยู่สักพักก็สั่งว่า “เตรียมอ่างอาบน้ำ กับน้ำอุ่นไว้”

            การแช่น้ำอุ่นช่วยลดอุณหภูมิได้แต่หวาชิงเสวี่ยมีไข้ขึ้นสูงจนอยู่ในอาการสติเลือนราง คงไม่สามารถนั่งแช่ในอ่างคนเดียวได้

            ฟู่ถิงเย่จึงไล่คนออกไปแล้วลงมือถอดเสื้อผ้าให้หวาชิงเสวี่ยด้วยตนเอง...

            ในขณะที่ลงไปแช่ในน้ำดูเหมือนนางจะรู้สึกถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิม หวาชิงเสวี่ยจึงลืมตาขึ้นมาในสภาพกึ่งตื่นเห็นเพียงแผงอกกว้างและแขนที่แข็งแกร่งกำยำของฟู่ถิงเย่

            นางอ่อนแรง พิงซบอยู่บนตัวเขารู้สึกว่าแข็งกระด้าง ไม่สบายเหมือนอยู่บนเตียง

            ส่วนสาเหตุที่คนทั้งสองไม่มีใครสวมเสื้อผ้าดูเหมือนสติสัมปชัญญะของนางในตอนนี้ จะไม่เพียงพอที่จะคิดถึงเรื่องนี้

            “ข้าไม่อยากอาบ...น้ำ...กับท่าน...”นางพึมพำเสียงแผ่ว แล้วก็ปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง

            ...

            หลังจากแช่น้ำแล้ว อุณหภูมิในร่างของหวาชิงเสวี่ยก็ลดลงเล็กน้อย

            ฟู่ถิงเย่ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งๆชุดใหม่ให้นาง แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเย็นมาวางไว้บนหน้าผากต่อ อาการจึงค่อยๆ ดีขึ้น

            กระทั่งท้องฟ้าสว่างเต็มที่แล้วหลูเจิ้งชิงก็มาตรวจอาการอีกครั้ง และบอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว เพียงแต่ยังต้องกินยาต่อเนื่อง

            ฟู่ถิงเย่เป็นพวกหวงคนของตนครั้งนี้ต้องกล้ำกลืนความขมขื่นเอาไว้ จึงทำให้เกิดความบาดหมางระหว่างเขากับไทเฮาขึ้นแล้ว

            แต่จะเอาคืนอย่างไรยังเป็นปัญหาอยู่เพราะไทเฮาเป็นเพียงสตรีนางหนึ่ง และฟู่ถิงเย่ก็ไม่เคยลดตัวลงไปจัดการกับสตรี

            องครักษ์ที่ติดตามอยู่ข้างกายแม่ทัพได้ฟังก็เข้าใจในทันทีโดยไม่ต้องรอให้เอ่ยปาก จึงชี้แจงว่า “ไทเฮามีหลานชายที่รักมากอยู่คนหนึ่งนามว่าเจิ้งเซิงขอรับ”

            ฟู่ถิงเย่เลิกคิ้ว ถามว่า“รักมากแค่ไหน?”

            “ตอนที่ไทเฮายังเป็นฮองเฮาก่อนจะมีพระครรภ์ หลานชายผู้นี้เคยอาศัยอยู่ในวังด้วยตลอด...”

            ฮ่องเต้พระองค์ก่อนไม่นิยมใกล้ชิดกับสตรีไม่เพียงแต่ไม่ไปพัวพันกับเหล่านางสนมในวังหลัง แม้แต่ตำหนักของฮองเฮาก็ยังไปเยือนน้อยครั้งและมีเพียงโอรสเพียงคนเดียวคือหลี่จิ่งหนาน สถานการณ์เช่นนี้ไม่ว่าอยู่ในยุคสมัยใดก็คงจะถูกมองว่าไม่ปกติ แต่เมื่อได้รู้ว่าฮ่องเต้พระองค์ก่อนหมกมุ่นอยู่กับการบำเพ็ญเพียรและการทำนายชะตาทุกอย่างก็พอเข้าใจได้แล้ว

            เมื่อฮองเฮาไม่มีพระครรภ์เสียทีตระกูลเจิ้งจึงส่ง เจิ้งเซิง หลานชายที่มีอายุเพียงห้าขวบเข้าวังมาอยู่เป็นเพื่อนฮองเฮา—นี่เป็นวิธีที่ชาวบ้านมักจะใช้กันหากอยากให้สะใภ้ตั้งครรภ์บุตรชายโดยเร็ว ก็ต้องให้ใกล้ชิดกับหลานชายในตระกูล บางคนถึงขนาดงมงายเชื่อว่าเอาผ้าอ้อมของเด็กผู้ชายมาหนุนไว้ใต้เตียงจะช่วยได้

            เจิ้งเซิงอายุห้าขวบหน้าตาน่าเอ็นดู ตัวเล็กแต่ฉลาดเฉลียว อยู่ในวัยกำลังน่ารัก จึงเป็นที่โปรดปรานของเจิ้งซูเหวินมาก

            เจิ้งเซิงอาศัยอยู่ในวังนานถึงสามปีจนกระทั่งเจิ้งซูเหวินตั้งครรภ์จึงต้องออกไป ถึงกระนั้น เขาก็ยังถูกเจิ้งซูเหวินเชิญเข้ามาพักในวังบ่อยๆจนกระทั่งอายุมากขึ้น เขาจึงไม่ค่อยได้เข้าวังบ่อยเหมือนแต่ก่อน

            ความสัมพันธ์ของหลี่จิ่งหนานกับเจิ้งซูเหวินก็ยังไม่สนิทสนมเท่าหลานชายคนนี้เลย

            ฟู่ถิงเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งถามว่า “ตอนนี้เขาทำอะไรอยู่?”

            องครักษ์ตอบว่า “ไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่างอาศัยที่มีป้าเป็นไทเฮา ทุกวันนี้จึงเอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ ส่วนช่วงนี้เหมือนจะติดใจหญิงขับร้องบนเรือดอกไม้อยู่”

            สีหน้าของฟู่ถิงเย่แสดงออกถึงความรังเกียจ

            อายุแค่สิบกว่าปีก็เริ่มเที่ยวสำมะเลเทเมาเห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้เลวร้ายถึงรากเหง้า

            “หาโอกาสจัดการเสีย”ฟู่ถิงเย่กล่าวอย่างเย็นชา

            “ขอรับ”

            ...

            คืนนั้น เจิ้งเซิงทะเลาะกับคนหนึ่งเพื่อแย่งชิงหญิงร้องรำเขาถูกโยนลงไปในน้ำเย็นยะเยือกในคืนฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศหนาวเหน็บ ทำให้หนาวเย็นไปถึงกระดูก

            บ่าวรับใช้ในตระกูลเจิ้งรีบช่วยเหลือนายน้อยของตนขึ้นมาอย่างลุกลี้ลุกลนหลังจากเจิ้งเซิงกลับถึงจวนก็มีไข้สูงทันที และเป็นไข้หวัดอย่างรุนแรง

            เรื่องนี้ยังไม่จบ ในการประชุมเช้าของวันรุ่งขึ้นก็มีคนทูลฟ้องว่าตระกูลเจิ้งอบรมสั่งสอนลูกหลานไม่ดีปล่อยให้ลูกหลานในตระกูลเที่ยวสำมะเลเทเมาอย่างเปิดเผย และก่อเรื่องวุ่นวาย

            ถึงจะไม่ใช่ข้อกล่าวหาร้ายแรงอะไรแต่ก็ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเจิ้งเซิงที่อายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปีลูกหลานบ้านอื่นอายุเท่านี้ก็มีตำแหน่งติดตัวกันแล้ว แต่เจิ้งเซิงกลับเอาเวลาไปสำมะเลเทเมาอยู่บนเรือดอกไม้

            หลังจากที่เจิ้งซูเหวินทราบเรื่องก็โกรธเป็นอย่างยิ่งจึงรีบไปหาหลี่จิ่งหนาน

            “นี่เป็นฝีมือของฟู่ถิงเย่!องครักษ์ของฟู่ถิงเย่นั่นแหละที่จับเซิงเอ๋อร์โยนลงจากเรือ! ซ้ำยังห้ามไม่ให้ใครเข้าไปช่วยเซิงเอ๋อร์ต้องแช่อยู่ในน้ำจนมือเท้าชาไปหมด กว่าจะถูกปล่อยให้ดึงขึ้นมา!”

            หลี่จิ่งหนานฟังนางพูดจนจบแล้วแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร เพียงแค่ถามว่า “แล้วเสด็จแม่อยากให้เจิ้นทำอย่างไร?”

            ก่อนที่เจิ้งซูเหวินจะทันได้เอ่ยอะไรหลี่จิ่งหนานก็กล่าวต่อว่า “เสด็จแม่พร่ำสอนเจิ้นเสมอว่าให้เก็บตัวรอเวลาเหมาะสม อดทนแบกรับความอับอายแล้วเหตุใดวันนี้ถึงได้รีบร้อนมาหาเช่นนี้ ต้องการจะทำอะไรหรือ?พูดก็พูดเถอะ เสด็จแม่ช่างรู้ข่าวได้ว่องไวเสียจริง เจิ้นเพิ่งเสร็จกิจประชุมเช้าเสด็จแม่ก็ทรงทราบเรื่องทุกอย่างแล้ว...”

            เป็นการตำหนิว่านางมีคนคอยสอดแนมข่าวสารในราชสำนัก

            เจิ้งซูเหวินถึงกับพูดไม่ออกมองเขาอย่างตกตะลึง เหมือนกับไม่รู้จักโอรสคนนี้

            หลี่จิ่งหนานเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเขาจึงสุ่มเปิดฎีกาขึ้นมาฉบับหนึ่งแล้วกล่าวว่า “เสด็จแม่กลับไปพักผ่อนเถิด ลูกยังมีฎีกาอีกมากที่ต้องพิจารณา”

            พูดจบ ก็หันไปดูฎีกาตรงหน้าและไม่มองเจิ้งซูเหวินอีกเลย

            เขาดูไปสักพักก็เริ่มตั้งใจอ่านรายละเอียดพอรู้สึกตัวอีกที เจิ้งซูเหวินก็ไม่อยู่แล้ว

            คงจะรู้สึกเบื่อหน่ายจึงกลับไปเอง

            “ไทเฮากลับไปแล้วหรือ?”หลี่จิ่งหนานมองไปยังทิศทางประตู แล้วพึมพำถามออกมา

            “พ่ะย่ะค่ะ กราบทูลฝ่าบาทไทเฮาเสด็จกลับไปได้สักครึ่งเค่อแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสี่ยวโต้วจื่อกล่าว

            หลี่จิ่งหนานนิ่งเงียบเมื่อมองฎีกาอีกครั้ง ก็เริ่มอ่านต่อไม่ไหวแล้ว

            เขาเองก็ไม่อยากให้ความสัมพันธ์กับมารดาแท้ๆย่ำแย่เช่นนี้

            เขาอยากจะเหมือนกับเด็กคนอื่นๆที่ได้เล่นอยู่รอบข้างมารดาของตน ได้ออดอ้อน หรือแม้กระทั่งร้องไห้งอแง แต่ทุกครั้งที่เขาได้เจอกับมารดากลับมีแต่ความไม่พอใจและคำถามเพื่อตำหนิ

            ต่อมาภายหลังก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้...

            “ฝ่าบาทเหนื่อยแล้วใช่หรือไม่?เช่นนั้นลองพักผ่อนสักหน่อยสิพ่ะย่ะค่ะ” เสี่ยวโต้วจื่อพูดขึ้นมาตามเวลาที่เหมาะสม

            หลี่จิ่งหนานวางฎีกาลงแต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี

            เขาเห็นกล้องสลับลายอยู่บนโต๊ะจึงหยิบขึ้นมาเล่น ลวดลายและสีสันภายในเปลี่ยนไปไม่หยุด ถึงแม้ว่าหวาชิงเสวี่ยจะอธิบายหลักการให้ฟังไปแล้วเขาก็ยังรู้สึกว่าน่าอัศจรรย์ใจ

            “เสี่ยวโต้วจื่อ รู้หรือไม่ว่าทำไมเจิ้นถึงเลือกเจ้ามาเป็นขันทีข้างกาย?”หลี่จิ่งหนานถามขณะมองกล้องสลับลาย

            เสี่ยวโต้วจื่อตอบว่า“บ่าวโง่เขลา ไม่ทราบว่าเหตุใดฝ่าบาทถึงเลือกบ่าวพ่ะย่ะค่ะ”

            หลี่จิ่งหนานดูไปหัวเราะไป“เจ้าตอบถูกแล้ว เพราะว่าเจ้าโง่เขลาอย่างไรเล่า”

            เสี่ยวโต้วจื่อ:“...”

            หลี่จิ่งหนานกล่าวว่า“ตอนที่เจิ้นขึ้นครองราชย์ กลุ่มของพวกเจ้าที่ถูกเลือกเข้ามาปรนนิบัติรับใช้ ความจริงแล้ว...เก้าในสิบคนล้วนเป็นสายลับ”

            เสี่ยวโต้วจื่อตกใจจนเข่าสั่นเขารีบคุกเข่าลงกับพื้น “บ่าวไม่กล้า!”

            “เจ้าจะรีบร้อนไปไย?เจิ้นยังไม่ได้พูดถึงเจ้าเลย” หลี่จิ่งหนานยิ้มแล้วพูดเย้ยหยัน “เจิ้นรู้ว่าในที่แห่งนี้มีสายลับของหนิงอ๋องของไทเฮา แล้วก็ยังมีสายลับจากคนที่เจิ้นคาดไม่ถึงแฝงตัวอยู่ด้วย เจิ้นอยากจะใช้คนแต่ก็ไม่รู้ว่าควรใช้ใคร จะทำอย่างไรดี?”

            หลี่จิ่งหนานพูดไป น้ำเสียงก็ค่อยๆเย็นชา “ในกลุ่มคนมากมาย ต้องมีคนมือสะอาดสักคนแน่ เจิ้นเห็นพวกนั้นรังแกเจ้า ตั้งใจให้เจ้าไปทำแต่งานที่ลำบากและสกปรกเจ้าก็โง่ ยอมทำตามแต่โดยดี หากเจ้าเป็นคนมีนายจริงๆ พวกนั้นก็คงจะถูกเจ้าทำให้โมโหจนตายทั้งเป็นไปแล้วทุกวันมีแต่ทำความสะอาดและยกน้ำ จะไปสืบข่าวที่เป็นประโยชน์อะไรได้?”

            เสี่ยวโต้วจื่อถึงกับเข้าใจกระจ่างเขาไม่รู้เลยว่าประวัติของตนในช่วงนั้นยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังเช่นนี้ด้วย?

            หลี่จิ่งหนานเห็นเสี่ยวโต้วจื่อทำหน้างงก็หัวเราะเบาๆ ออกมา “แต่เพื่อความมั่นใจ เจิ้นก็ใช้วิธีการบางอย่าง บางครั้งก็ตั้งใจทุบตีและด่าทอเจ้าวิธีนี้ไม่เลวเลย พวกนั้นรีบเอาใจเจิ้น จึงเริ่มรังแกเจ้ามากขึ้น...คนที่รังแกเจ้ามากที่สุดเจิ้นก็จะหาเรื่องไล่ออกไป แล้วเจ้า ก็จะถูกเลือกมาเป็นขันทีติดตามใกล้ชิดของเจิ้น”

            เมื่อเขาพูดจบก็หันไปมองเสี่ยวโต้วจื่อด้วยความภาคภูมิใจ“เจิ้นฉลาดมากใช่หรือไม่?”

            เสี่ยวโต้วจื่ออ้าปากค้างมองไปที่หลี่จิ่งหนานด้วยความรู้สึกอันซับซ้อนแล้วตอบว่า “ฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถ”

            หลี่จิ่งหนานเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำนั้นและพูดด้วยความภูมิใจว่า “พวกขุนนางมักจะคิดว่าเจิ้นยังเด็ก หลอกง่าย เสด็จแม่ก็เช่นกันแต่ที่จริงแล้วเจิ้นรู้ทุกอย่าง”

            เสี่ยวโต้วจื่อยังลังเลเล็กน้อยคิดอยู่สักพักก็ถามออกไปว่า “แล้ว...ทำไมฝ่าบาท ตอนนี้ยัง...ยังต้องตี...ต้องด่าบ่าวด้วย...”

            หลี่จิ่งหนานเตะเข้าไปที่ก้นของเขา!“บ่าวสุนัข! เจิ้นไปตีเจ้าด่าเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่?!”

            “...” เสี่ยวโต้วจื่อแอบกุมก้นของตนเอาไว้อย่างเงียบเชียบ

            ——————————————————————

            [1]เทียบยาหลี่ชง(理冲汤)เป็นยาที่ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิตขับเลือดคั่ง ปรับสมดุลประจำเดือน

            [2]หมาหวง(麻黄)สมุนไพรรสเผ็ดปนขมเล็กน้อยสรรพคุณ ช่วยขับเหงื่อ ขับความเย็น ช่วยสลายของเหลวที่ตกค้างในปอด แก้ไอ บรรเทาอาการหอบ

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663