บทที่ 9
กลับมาเจอกันอีกครั้ง
“บุรุษรูปงาม ข้าควรช่วยเ้าดีหรือไม่ ท่านอาจารย์บอกว่าคนกิเลสหนาอยู่ให้ห่างเป็ดี”
“งั้นเ้าก็ควรเชื่อฟัง” เสียงบุรุษที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้น
ิหลันปรายตามองไปยังต้นเสียง ก็พบบุรุษร่างใหญ่ที่รอบกายคละคลุ้งไปด้วยไอมาร ดวงตากลมโตเริ่มสั่นไหวเมื่อเห็นบุรุษผู้นั้นชัดเจน มันคือใบหน้าที่นางไม่มีวันลืมรอยยิ้มยียวนของเขากระตุ้นเืภายในกายให้พุ่งพล่านอย่างฉุดไม่อยู่ สองหมัดน้อยกำแน่นมันสะกดอารมณ์อย่างลำบาก ใจที่เต้นแรงคล้ายจังหวะกลองรั่วสนั่นตามงานมหรสพส่งเสียงดังออกจากร่างระหง นางรีบใช้สองมือน้อยกดลงไปตรงกลางอกบังคับให้หยุดเต้นแต่ดูเหมือนจะไม่เป็ผล
“นี้มันความรู้สึกอะไรกัน” ิหลันเอ่ยถามตนเองเสียงเบา ความงุนงงกับสิ่งแปลกใหม่ทำให้นางลืมบุรุษตรงหน้าไปจนสิ้น
ท่าทางที่ลุกลี้ลุกลนของนางทำให้ผู้มาเยือนอดหัวเราะขึ้นไม่ได้ เขาเดินเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “นี้เรียกว่าความรู้สึกรักแรกพบน่ะ”
ไอมารที่เริ่มเคลื่อนมาใกล้กายดึงนางให้กลับมาจดจ้องบุรุษตรงหน้าทันที “เ้าเป็มาร” เสียงแข็งเอ่ยตอบโต้พร้อมกับร่นเท้าเตรียมถอยหนี แต่ถอยได้เพียงก้าวก็ถูกฉุดรั้งจากฝ่ามือหนาของบุรุษผู้นั้น เขากุมข้อนางไว้แน่น ไม่ว่าิหลันจะดิ้นหนีอย่างไรก็ไม่อาจหลุดพ้นจากการจับกุมของเขาไปได้
บุรุษร่างใหญ่จ้องมองิหลันที่พยายามดิ้นรนออกจากเนื้อมือเขาอย่างสุดฤทธิ์ ก็ขบขันออกมาอย่างอารมณ์ดี เขากล่าวด้วยรอยยิ้มยียวนหยอกเย้าหญิงสาว ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “เ้าจะหนีข้าไปไหน กลัวที่ข้าเป็มารหรือ” กล่าวจบก็ส่งแววตาเสน่หาดูเว้าวอนให้นาง
“ถ้าไม่กลัวก็เสียสติแล้ว” ิหลันเผลอพูดสิ่งที่ตนคิดเสียงดัง คิ้วเรียวงามเริ่มขมวดหากันแน่น ยามนี้พลังเซียนนางถดถอยไม่อาจต่อกลอนกับเขาได้ คำกล่าวเมื่อครู่มีแต่เพิ่มโทสะให้เขาเพียงเท่านั้น สมองน้อยตรึกตรองเพียงครู่ก็เอ่ยแก้ตัวอย่างตะกุกตะกัก “ ไม่ๆ ข้า..ไม่ได้หมายความเช่นนั้นคือ....คือว่า...” คำพูดจุกอยู่ที่คอ ถึงการหนีจะเป็สุดยอดกลยุทธแต่เวลาเพียงเท่านี้นางจะคิดคำแก้ตัวที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร
สตรีตรงหน้าที่พยายามหาทางรอดจากความเ้าเล่ห์มากแผนการ คงไม่มีวันรู้ว่าคำพูดหรือการกระทำของนางล้วนส่งผลให้หัวใจที่ห่อเหี่ยวนับหมื่นปีของเขาก็กลับมาพองโตอีกครั้ง รอยยิ้มที่อบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ‘ก้อนหินของข้ากลับมาแล้วสิน่ะ กาลเวลาลบเลือนความเกลียดชังของเ้าออกไปมากเพียงใดกัน’
ศึกที่หยางเปียวครานั้น เขากับท่านอาจารย์ได้เขียนข้อตกลงสงบศึก โดยที่ท่านอาจารย์จะลบเื่ราวที่เขาทรยศสำนักออกจากความทรงจำของทุกคน ใต้หล้าจะรับรู้เพียงว่าเขาเป็มารั้แ่ต้น ไม่เคยข้องเกี่ยวกับดินแดนเทพ เพียงเขาต้องส่งคืนศัสตราเทพทั้งหมดรวมถึงเจดีย์ผลึกแก้วให้์ชั้นฟ้าเป็ผู้เก็บรักษา เขาเอ่ยตอบรับข้อตกลงของท่านอาจารย์ทันที ในตอนนั้นชัยชนะเพียงเอื้อมมือคว้าก็ได้มา แต่เขาเลือกที่จะละทิ้งมันไปเพราะดวงตาของนางที่มองมายังเขาครั้งสุดท้าย มันไม่หลงเหลือความอบอุ่น ความห่วงหา มีเพียงความเกลียดชัง ยามนั้นทำให้เขาเข้าใจทันทีว่าได้สูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไปแล้ว เขาหวังเพียงว่าิหลันจะลืมความโกธรแค้นที่มีต่อเขาให้หมดสิ้น ข้อแลกเปลี่ยนของท่านอาจารย์เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้าย เขาจึงรีบคว้าไว้ทันที
“ข้ามีนามว่าจิ้นสิง เ้ามีนามว่าเช่นไร” จิ้นสิงเอ่ยเสียงอ่อนโยน ั์ตาฟ้าเทาจ้องมองนางอย่างไม่ลดละ ‘เรามาเริ่มต้นใหม่ด้วยกันน่ะ ิหลัน’
“ท่านจอมมาร โปรดปล่อยมือน้องสาวข้าด้วย ” ทามกลางบรรยากาศกดดัน มีเสียงใสแทรกขึ้นมาขัดจังหวะพอดี
จิ้นสิงหลับตาแน่นหัวคิ้วขมวดเข้าหากันจนเกินเป็ล่องลึกกลางหน้าผาก เขาพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอย่างหงุดหงิดก่อนเปิดเปลือกตาช้าๆพร้อมหันไปหาต้นเสียง เขาจ้องมองร่างระหงนั้นดวงตาเขม็งบ่งบอกว่าไม่ยินดีต่อการมาของนางมากนัก
“ข้าคิดว่าใครเสียอีก เทพาที่สูงส่งท่านมาทำอันใดที่เขารกร้างแห่งนี้” จิ้นสิงเปลี่ยนท่าทีที่แข็งก้าวเมื่อครู่เป็รอยยิ้มยียวน เขา้าจะยั่วโทสะเยว่ฉี
เยว่ฉีมองไปยังจอมมารด้วยท่าทีเรียบเฉย คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของเขาไม่สามารถทำลายความสุขุมของนางลงได้ “จอมมารโปรดคือนางมาให้ข้า” เยว่ฉีเอ่ยย้ำคำเดิม หลังจากนางกลับมาปัจจุบัน เห็นทิศเหนือของเขาเหลียงซานแลดูหมอกมายาบางเบากว่าส่วนอื่นจึงเดินตามไปดู จนได้มาพบกับจิ้นสิงที่พยายามฉุดรั้งิหลันจึงเอ่ยปากห้ามได้ทันท่วงที
หลังจากจบศึกที่หยางเปียว ศิษย์อันดับสามจิ้นสิงได้ขึ้นเป็จอมมาร เขาปกครองดินแดนมารจวบจนพวกปีศาจที่อาศัยอยู่ดินแดนมนุษย์ ศิษย์อันดับสองเยว่ฉีได้ถูกแต่งตั้งเป็เทพา รวมถึงศิษย์เอกหยางเกาที่ในตอนนั้นดวงจิตแตกดับ เทียนตี้ผู้ปกครองดินแดน์จึงจารึกชื่อของเขาในเสาหลักค้ำฟ้า นามเทพบรรกาลผู้สร้างหยางเกา เพื่อเกียรติยศอันนิรันดร์ของการสละชีพในศึกครานั้นอีกด้วย ส่วนศิษย์อันดับสี่ิหลันไม่มีใครจำนางได้แน่ชัด ทุกคนใต้หล้ารู้เพียงว่านางเป็เทพศัสตรา ศัสตราวุธที่นางสร้างล้วนมีอนุภาพร้ายกาจยิ่ง แม้ว่านางจะไร้ตัวตนแต่ก็ยังถูกเชิดชูให้เป็หนึ่งในเทพบรรกาลผู้ล่วงลับ ยิ่งปริศนาเกี่ยวนางมากเท่าไร ข่าวโคมลอยก็มากตามไปด้วย ผู้คนที่ไม่เคยพบเห็นต่างก็จินตนาการถึงรูปพรรณสันฐานของเทพศัสตราตามความคิดของตน บางก็ว่ารูปร่างนางคล้ายบุรุษ บ้างก็ว่านางตัวใหญ่เท่าูเา
จอมมารจิ้นสิงหงุดหงิดทันทีที่เห็นเยว่ฉีแสดงท่าทีไม่สนใจคำพูดแดกดันที่ตนเอ่ยเมื่อครู่ เขาจึงตะคอกนางกลับเสียงต่ำ “ข้าเจอก่อน” เขาพูดพรางดึงแขนิหลันเข้ามายังอ้อมกอดตน แล้วเอ่ยเสียงหนักแน่นอีกว่า “ ข้า-ไม่-ให้ ” ั์ตาแข็งกร้าวจ้องเขม็งไปที่เยว่ฉีอย่างท้าทาย ‘ถ้าข้าไม่ยอม เ้าจะทำอะไรได้เยว่ฉี ดำรงตำแหน่งเทพาแล้วอย่างไร ก็แค่ตำแหน่งปลอบประโลมความสูญเสียก็เท่านั้น’ ั์ตาสีฟ้าเทาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็เหยียดหยันสตรีตรงหน้าแทน
“ข้ากลายเป็ลูกกวาด ให้เด็กแย่งชิงกันเสียแล้ว”
เสียงิหลันเอ่ยทำลายบรรยากาศที่แสนอึดอัดนี้ลงด้วยเสียงใสราวหยอกเย้าไม่ได้จริงจัง ตอนนี้นางยังไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดดี ทั้งเื่จอมมาร เื่เทพา ยิ่งนิ่งเงียบฟังทั้งสองเจราจาอยู่ในอ้อมกอดจิ้นสิงก็ยิ่งอึกอักอยู่ไม่เป็สุข จึงเอ่ยขึ้นเพื่อร่วมสนทนา
เสียงนั้นดึงความสนใจของจิ้นสิงให้กลับมามองคนตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดตนอีกครั้ง สายตาที่เย้ยหยันเมื่อครู่ลบเลือนจางหายไปทันที เขาก้มมองนางด้วยรอยยิ้มแล้วเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
“ดูเหมือนว่าเ้าจะชอบอ้อมกอดข้า ถึงไม่ขัดขืนแม้แต่น้อย”
“ถ้าข้าดิ้นเ้าจะปล่อยข้าหรือ ?” เสียงใสเอ่ยตอบ ด้วยความที่นางสูงเพียงอกของเขาเท่านั้น จึงเป็เื่ยากที่จะมองหน้าตรงๆ ิหลันทำได้เพียงหักคอเหงนหน้าขึ้นไปตอบบุรุษที่โอบรัดตนอย่างยากลำบาก
จิ้นสิงมองนางอย่างอารมณ์ดี เสียงใสที่แฝงไปด้วยความหยิ่งทะนงทำให้เขาหุบยิ้มไม่ได้ แววตาหวานเยิ้มของเขาส่งให้นางอย่างเปิดเผย เขาไม่ได้เอ่ยเพียงแต่ส่ายหน้าช้าๆ แทนคำตอบ
ิหลันทนต่อสายตานั้นไม่ไหวจึงรีบก้มหน้าลง แล้วเอ่ยตอบเสียงใส “ดิ้นไปก็เจ็บตัว ข้าไม่นิยมความเ็ป” นางพูดไปพรางแอบขยิบตาส่งสัญญาณให้เยว่ฉี แต่ดูเหมือนเยว่ฉีจะไม่เข้าใจสัญญาณลับของนางเสียที ิหลันจึงเสี่ยงเริ่มแผนการนี้ด้วยตนเอง นางเริ่มเจรจาต่อรองกับจิ้นสิงอย่างจริงจัง
“เ้าเป็ถึงจอมมารมิใช่หรือ”
“ใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แล้วอย่างไร”
“ก็ถ้าใช่ เ้าก็กลับไปจัดขบวนมารับข้าให้สมฐานะ หน้าข้าใหญ่เพียงนี้ขบวนเล็กๆ คงมิได้” ิหลันพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ตอนที่เจอจิ้นสิงครั้งแรก นางช่างเป็กระต่ายตื่นตูมนักน่าขายหน้ายิ่ง ตอนนี้สติกลับมาสมบูรณ์จึงเร่งมองหาทางรอด ‘จิ้นสิงเคยบอกรักข้า หากมันเป็เื่จริงเขาคงรับข้อเสนอนี้แน่ เฮ้อ.....ตอนนี้ดูจากศิษย์พี่รองที่ไม่กล้าพูดจาจาบจ้วงแถมยังดูให้เกียรติจิ้นสิงขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะพลังเซียนด้อยกว่า ก็คงมีเื่บางอย่างที่ข้ายังไม่รู้แน่ เวลานี้ต้องหาทางหนีไปจากจิ้นสิงให้ได้ก่อน เื่อื่นค่อยว่ากัน’
บุรุษร่างใหญ่ยื่นแข็งค้างเมื่อได้ยินข้อเสนอของนาง เพียงไม่นานเขาก็เริ่มหัวเราะออกมาเสียงดังสนั่น ‘เ้าก้อนหินน้อยข้า เ้าพลาดเอ่ยเื่นี้ออกมาเองน่ะ’ ั์ตาที่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเฉิดฉายออกมาชัดเจน จิ้นสิงก้มไปกระซิบข้างหูนางอย่างแ่เบา
“ได้ ข้าจะจัดขบวนไปรับเ้าให้ยิ่งใหญ่ แบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน”
“งั้นข้าจะรอ” ิหลันพูดพร้อมดิ้นเล็กน้อยเพื่อส่งสัญญาณบอกจิ้นสิงว่าควรปล่อยนางได้แล้ว
จิ้นสิงหัวเราะในลำคอก่อนจะปล่อยนางออกจากอ้อมกอดตน แล้วทิ้งคำข่มขู่ให้นางก่อนจาก “หากเ้าหลบหนี ข้าจะตามหาจนเจอไม่ว่าอยู่ที่ใด รักษาคำพูดตนในวันนี้เสียด้วย” จิ้นสิงเดินลับจากไปพร้อมรอยยิ้ม
คำข่มขู่ของเขารบกวนจิตใจนางจนมิอาจนิ่งเฉย ิหลันเดินไปมาไม่หยุดปากก็พร่ำเพ้อถึงทางออกที่คิดได้ซ้ำไปซ้ำมา “อ๊าก!” เรียกร้องดังะเิขึ้นมา สมองน้อยยิ่งคิดยิ่งปวดหนึบจึงะโร้องออกมาอย่างลืมตัว เวลาที่ยื้อได้มีเพียงนิดหากไม่พบทางออกจะทำเช่นไรนี้เป็สิ่งที่นางกังวลจนลืมว่ามีเยว่ฉีอยู่ตรงนั้นด้วย
เยว่ฉีมองดูิหลันเดินวนไปมาอยู่ที่เดิม ปากก็บ่นพรึมพรำไม่หยุดก็ให้นึกแปลกใจ ศิษย์น้องเล็กเป็คนที่ตัดสินใจเด็ดขาดและรวดเร็วเสมอ นางไม่เคยแสดงท่าทีกังวลเช่นนี้มาก่อนจึงทำให้เยว่ฉีเป็กังวลตามไปด้วย
“น้องเล็ก เหตุใดจึงบอกจิ้นสิงเช่นนั้น” เยว่ฉีเอ่ยถามด้วยความร้อนรุ่ม
“พี่สาว! ..... ฮ่าๆ ตอนนี้ข้าควรอยู่พูดคุยกับท่าน ข้าเป็น้องสาวที่แย่เสียจริง” เสียงของเยว่ฉีดึงนางออกจากภวังค์ ิหลันเอ่ยตอบเยว่ฉีด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
นางยกยิ้มรับศิษย์พี่รองด้วยใบหน้าสดใสคล้ายไม่หลงเหลือเื่ทุกข์ใจเลยสักนิด ร่างน้อยเดินเข้าไปโอบกอดเยว่ฉีด้วยความคิดถึง ท่าทีที่ดูไร้กังวลแสดงออกบนใบหน้าอย่างชัดเจนมันช่างขัดสมองน้อยๆของนางที่หนักอึ้งไปด้วยปริศนามากมายหลังออกจากเขตกักขัง มีหลายเื่เหลือเกินที่คิดไม่ตก หนึ่งในนั้นคือ หมอกมายาที่มีทั้งไอเซียนของท่านอาจารย์ อีกทั้งกลิ่นคาวเืที่คลุ้งไปทั่วผืนป่าแห่งนี้ ยังมีเื่ที่จิ้นสิงกลายเป็จอมมารแล้วทำท่าทีเสมือนไม่รู้จักกัน รวมถึงการช่วยเหลือบุรุษโลภมากที่นอนหลับใหลอยู่ในหุบเขาแห่งนี้
“หมื่นปีมานี้ท่านเป็เช่นไรบ้าง สบายดีหรือไม่” ิหลันเอ่ยถามเสียงใส รอยยิ้มแป้นของนางไม่เปลี่ยนไปจากเดิม
“ ข้าสบายดี ” เยว่ฉีตอบเสียงเรียบ สำหรับนางเสมือนพึ่งจากลาิหลันมาชั่วครู่ ความรู้สึกตื้นตันจึงไม่ปรากฎออกมาแม้แต่นิด
ผิดแปลกไปจากิหลันนางทั้งตื่นเต้น ทั้งดีใจ จนเกือบลืมเื่ราวทุกข์ใจที่พึ่งผ่านไปเมื่อครู่จนสิ้น “ข้าก็สบายดี ท่านไม่ต้องเป็ห่วง” นางตอบอย่างเคยชิน ใจก็นึกตลกตน ศิษย์พี่รองยังไม่ได้เอ่ยถามก็ปากเร็วตอบออกไปเสียแล้ว
“ ท่านอาจารย์อยู่ที่ใดหรือพี่สาว แล้วคนพวกนี้ควรทำเช่นไรดี ช่วยออกไปดีหรือไม่ ” ิหลันถามออกมาเป็ชุด
“ เ้าอยากช่วยคนพวกนี้หรือ ” เยว่ฉีเอ่ยตอบ
“ ข้าอยากพาพวกเข้าออกไปจากที่นี้ ” ภายในใจของิหลันหุบเขาแห่งนี้เป็ของนาง ศิษย์พี่ทั้งสองและท่านอาจารย์เท่านั้น ส่วนคนอื่นนางไม่อยากให้ย่างกรายเข้ามาเลย
“ ข้าไม่อยากช่วย ” เยว่เสียงแข็งขึ้น
“ ข้า.. คือว่า...... พี่สาว ” เห็นเยว่ฉีตอบเช่นนั้น ก็ทำเอาิหลันไปไม่ถูก
“ ทำไมหรือ พวกมันสมควรได้รับโทษแล้ว ” เยว่ฉีตอบหน้าตาย นางเริ่มอึดอัดกับท่าทีอ้อยอิ่งของศิษย์น้องเล็กเต็มที “ตอนนี้ข้ามีตำแหน่งเทพา ส่วนเ้าิหลันท่านอาจารย์้าให้เ้าถูกจดจำแค่เทพศัสตราในตำนาน เ้าเป็แค่ตำนานที่ตายไปแล้ว ต่อจากนี้เรียกข้าว่าท่านเทพ” เสียงที่เอ่ยออกมานั้นดูเรียบ แต่ก็รับรู้ถึงความเย็นะเืที่แผ่ออกบางเบา
ิหลันถึงจะใแต่ก็พยายามใช้เหตุผลเพื่อโน้มน้าวความคิดของศิษย์พี่รอง นางง้างปากเตรียมเอ่ยก็ต้องนิ่งค้างชะงัก เพราะสายตาที่ศิษย์พี่รองมองนางในยามนี้มีเสี้ยวหนึ่งที่แฝงไปด้วยความโกรธแค้น
“เมื่อก่อนศิษย์ที่มีจิตใจเมตตาที่สุด ก็คงจะเป็ข้า เห็นทีตอนนี้ .......มันคงเป็เ้าสิน่ะ” เยว่ฉีเอ่ยขึ้นเอื่อยๆ คล้ายไม่สนใจสิ่งที่ตนกล่าวมากนัก
“ท่านเทพ ข้าแค่ไม่อยากให้เขาเหลียงซานกลายเป็สุสานคนเป็ ท่านลองมองดูสิ ที่ที่พวกเราเคยอาศัย ตอนนี้ไม่ต่างจากสุสานเลย” ิหลันพ่นเหตุผลของตนออกมาอย่างหนักแน่น นางยังไม่คุ้นชินกับอารมณ์ที่แสนซับซ้อนแบบนี้สักเท่าใด จึงมองข้ามคำพูดของเยว่ฉีไปอย่างง่ายดาย
เสียงอันหนักแน่นของิหลังดึงสติเยว่ฉีให้กลับมาอีกครั้ง นางนึกตำหนิตนอยู่ภายในใจ ‘เหตุใดจึงมีความคิดร้ายกาจเช่นนี้ ข้าเป็อะไรไป’
“ช่วยเถิด” เยว่ฉีผยักหน้าพร้อมเอ่ยตอบเสียงเรียบ ความสุขุมกลับมาดั่งเดิม
ฝ่ายิหลันเมื่อได้รับคำอนุญาตจากเยว่ฉีจึงเริ่มช่วยเหลือเหล่าบุรุษตรงหน้าทันที โดยเริ่มจากบุรุษรูปงามที่นางเกือบจะล่วงเกินคนนั้น
ร่างน้อยก้มลงนั่งข้างๆกายบุรุษรูปงาม มือบางล้วงเอาระฆังเลี่ยงหลิงออกมาแกว่งอยู่เหนือใบหน้าคมคายของเขา พร้อมเอ่ยเรียกเสียงใส “บุรุษรูปงาม เดินตามเสียงนี้ออกมาจากหมอกมายาส่ะ นี้คือโอกาศสุดท้ายที่เ้าจะได้ออกมา” เสียงระฆังดังกังวานขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปเพียงครู่บุรุษรูปงามผู้นั้นก็ฟื้นคืนสติด้วยความงุนงง
“ยามตื่น ดูหล่อเหล่าเป็เท่าตัว” ิหลันเอ่ยทักอย่างที่ตนคิด
บุรุษหนุ่มได้ฟังคำชื่มชมต่อหน้าก็ให้รู้สึกเขินอาย เอ่ยถามกลับด้วยความประหม่า “ท่านคือเทพศัสตราิหลันหรือ” ถึงเขาเขินอายเพียงใดก็มิอาจเอาชนะความอยากรู้ไปได้
ฝ่ายผู้ถูกถามเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ลุกหนีออกห่างจากบุรุษผู้นั้นทันที คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น ร่างน้อยเอามือไพล่หลังแล้วเดินวนรอบกายบุรุษผู้นั้นพร้อมจ้องมองเขาอย่างพินิจั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนเอ่ยเสียงตะคอกต่ำแกรมข่มขู่ “เ้ารู้ได้ยังไง”
“ในนิมิตข้าเห็นท่าน......ท่านเลี้ยงข้ามา”
“ฮ่าๆๆ ข้านี้น่ะเลี้ยงเ้า” ิหลันหลุดหัวเราะออกมายกใหญ่ “บุรุษร่างโต เหตุใดถึงทำตัวเป็เด็กที่พึ่งตื่นนอนแล้วร้องหาแม่เสียได้ หลับฝันมานานจนเพ้อเจ้อ หากเ้ายังไม่ตื่นข้าจะปลุกด้วยฝ่ามือนี้” นางเอ่ยเตือนสติบุรุษรูปงามตรงหน้า พร้อมยกมือเตรียมฟาดหากยังไม่หยุดเพ้อเจ้ออีก
“ข้าคือ เซียจื่อ แมงป่องหิมาลัย ท่านจำข้าได้หรือไม่” เขาถามย้ำความกับิหลัน ก่อนหน้านี้เพราะเหตุใดเขาถึงลืมนางไปจนสิ้น หากไม่มีหมอกมายามาเติมเต็มความทรงจำที่ขาดหายไปในครานี้ ความทรงจำเกี่ยวกับิหลันเ้านายคนเก่าคงสลายหายไปเหมือนไม่เคยพบเจอ
“อ่อ..ข้าจำได้ งั้นเ้าไปปลุกคนที่เหลือ” นางยืนระฆังเลี่ยงหลิงให้เซียจื่อทันที
“เอ่อ ข้าดีใจที่พบท่านอีกครั้ง ข้า ..”
“ข้าไม่มีเวลาทั้งวัน รีบหน่อย” ิหลันเอ่ยขัดเสียงใส นางหยุดความลิงโลดของเซียจื่อไว้ด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
เซียจื่อเดินคอตกไปช่วยเหล่าบุรุษที่นอนหลับใหลไร้สติด้วยอารมณ์หดหู่ เขาใช้เวลาพักใหญ่จึงช่วยบุรุษตรงหน้าได้จนหมด เหล่าบุรุษหนุ่มทั้งหลายเดินผ่านิหลันดั่งนางเป็แค่ต้นไม้ต้นหนึ่งเท่านั้น พวกเขารีบตรงมาคำนับเทพาเยว่ฉีพร้อมเอ่ยขอบคุณที่ช่วยชีวิตพวกตนในครานี้
เซียจื่อเห็นพวกบุรุษหนุ่มพวกนั้นแสดงกิริยาต่ำทรามไม่ให้ความเคารพต่อิหลันก็เืขึ้นหน้า ตะคอกเสียงต่ำใส่พวกไม่รู้ความ “คนที่ช่วยพวก.. ”
“พวกเ้าเห็นอะไรในหมอกบ้าง” ิหลังที่นิ่งเงียบมานานเอ่ยถามขึ้นเพราะความสงสัย คำพูดนางทำให้เซียจื่อไม่อาจเอ่ยต่อจนจบประโยค
“เซียนผู้นี้คือ” บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยตอบ
“พวกเ้าเห็นอะไรในหมอกบ้าง” ิหลันถามย้ำคำถามเดิม แต่ครั้งนี้น้ำเสียงเริ่มมีโทสะออกมากดดันบุรุษพวกนั้นอย่างชัดเจน
แต่ทุกคนกลับแสดงท่าทีกระอักกระอ่วนที่จะตอบ “ เอ่อ.....” เสียงกลับตอบอย่างไม่ใส่ใจดังออกมาจากหลายทิศทาง บุรุษพวกนั้นไม่ได้สนใจหรือเกรงกลัวต่อสตรีร่างน้อยผู้นี้เลยสักนิด หากเทพาเยว่ฉีไม่ได้อยู่ตรงนี้พวกเขาคงหักไม้ไล่ตีนางเป็แน่
“พวกเ้าเห็นสิ่งใดบอกมาเถิด” เยว่ฉีเอ่ย
“ท่านเทพสิ่งที่ข้าเห็น มีเพียงหุบเขาแห่งนี้ หุบเขาที่ว่างเปล่าไม่มีผู้ใดนอกจากข้า” บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยตอบแทบจะทันทีที่เยว่ฉีเอ่ยถาม
“ข้าก็เห็นเช่นนั้น........ ฯลฯ”
“ข้าก็ด้วย...........ฯลฯ ” พอคนหนึ่งเริ่ม คนอีกก็พากันแย่งตอบ
เหล่าเซียนรุ่นหลังล้วน้าฝากตัวเป็ศิษย์ของเทพาเมื่อได้โอกาศพวกเขาจึงรีบคว้าไว้ การไถ่ถามของเยว่ฉีในครั้งนี้เปรียบเสมือนเส้นทางสายทองคำที่ต้องยื้อแย่งเพื่อจะได้ยืนอยู่บนนั้น การมีตัวตนในสายตาของเทพอันสูงส่งนับเป็สิ่งที่เซียนชั้นต่ำทั้งหลายล้วนไขว่คว้ามาอย่างยากลำบาก บทสนทนาอันน้อยนิดกลับสร้างความหวังอันพรั่งพรูให้เหล่าเซียนน้อยอย่างไม่มีวันจบสิ้น
เยว่ฉีได้ยินเสียงเหล่าบุรุษที่ยื้อแย่งกันเล่าเื่ราวพร้อมกันจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ก็เริ่มหงุดหงิดและเหนื่อยเต็มที จึงเอ่ยขึ้นเพื่อตัดความรำคาญ “กลับกันเถิด”
เสียงเยือกเย็นของนางเสมือนกับคลื่นพายุคลั่งหอบพัดโหมน้ำทะเลเข้าอุดปากเหล่าบุรุษไว้จนหมด บรรยากาศเงียบงันเริ่มเข้าปกคลุมพื้นที่แห่งนี้อีกครั้ง บุรุษหนุ่มอาภรณ์สีม่วงเข้มที่ยื่นดูเหตุการณ์อยู่ทางด้านหลังอย่างเงียบๆ เอ่ยตอบรับเยว่ฉีเสียงเรียบ “เชิญท่านเทพ” เหล่าบุรุษหนุ่มปากมากเมื่อครู่คล้ายคืนสติรีบเปิดทางให้เยว่ฉีอย่างนอบน้อม ร่างระหงเดินนำลิ่วอย่างไม่รีรอ ทุกย่างก้าวล้วนงดงามดูสง่าและมั่นคง เทพาเยว่ฉีก้าวเดินโดยไม่หันกลับมามองเหล่าบุรุษที่ติดตามตนมาอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าเงาตามตัวนางเสียอีก
ท้ายขบวนมีเพียงิหลันและเซียจื่อรั้งอยู่เท่านั้น ทั้งสองมองแผ่นหลังของเหล่าบุรุษโง่เง่า ก็ส่ายหน้าเพราะเอื้อมละอายกับการกระทำอันเพ้อฝันของพวกเขา
“ความโลภในจิตใจกระตุ้นความปรารถนาไม่มีวันจบ บทลงโทษแห่งความว่างเปล่าของหมอกมายาคงไม่พอดับความปรารถนาของเหล่าเซียนพวกนี้ได้” ิหลันเอ่ยขึ้นเสียงเบา นางเริ่มอนาถใจกับความโลภที่ไม่ว่าจะก้าวเดินไปในที่ใดล้วนพบเจอ
“เ้าจะกลับไปกับข้าหรือไม่” ระหว่างทางเดินกลับิหลันเอ่ยถามเซียจื่อ
“ข้าอยากกลับไปกับท่าน แต่ว่าตอนนี้ข้า .....” เซียจื่อเอ่ยอย่างหนักใจ
“เ้าคงมีที่ไปแล้วสิ ช่างเถิด.....เห็นเ้ามีที่พึ่งพิงข้าก็สบายใจ” ิหลันเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม
“เทพศัสตรา หากมีโอกาศข้าจะตอบแทนท่านอย่างแน่นอน ท่านเป็ผู้ชุบเลี้ยงข้าครั้งยังให้ตบะเซียนจนข้าสามารถสร้างกายหยาบนี้ขึ้นมาได้ ข้าเซียจื่อจะไม่มีวันลืมบุญคุณ” เซียจื่อคาราวะิหลันพร้อมกล่าวคำสัญญาเสียงหนักแน่น
“อือ....งั้นข้าจะรอ” ิหลันกล่าวตอบเสียงใส มือบางยื่นไปตบบ่าเขาเบาๆ
หุบเขาเลียงซานที่ถูกปกคลุมโดยหมอกมายาสีดอกท้อถูกเรียกขานใหม่ว่า เกาะไร้นาม เหตุเพราะก่อนที่จะขึ้นเกาะแห่งนี้ได้ล้วนต้องผ่านน้ำทะเลลืมเลือนที่รายล้อมอยู่โดยรอบ น้ำทะเลสีหวานฉ่ำกลับซ่อนสัตว์อสูรร้ายกาจไว้เพื่อขัดขวางผู้บุกรุก แต่ไหนเลยสัตว์อสูรที่ร้ายกาจยังไม่อาจนำพาอันตรายเทียบเท่าน้ำทะเลสีหวานที่ล่อหลวงผู้คนให้หลงคิดว่ามันไร้ซึ่งพิษสง หากผู้ใดหลงััเพียงนิดก็จะสูญสิ้นความทรงจำไปทั้งหมดลืมแม้กระทั่งตนเป็ใคร ส่วนผู้ที่ผ่านมันมาได้ก็ต้องเผชิญกับหมอกมายาที่ปกคลุมทั่วหุบเขาแห่งนี้ หมอกมายาอันแข็งแกร่งจนไม่มีผู้ใดผ่านไปได้
เหล่าเซียนน้อยเดินตามเทพาเยว่ฉีมาจนถึงเขตน้ำทะเลลืมเลือน ก็ผงะร่นถอยหลังทันทีที่ประจันหน้ากับน้ำทะเลสีหวาน ทุกคนล้วนรู้ดีว่ากว่าจะผ่านทะเลลืมเลือนนี้มาได้ช่างยากลำบากยิ่ง หากพลาดเพียงก้าวก็ต้องสูญสิ้นตัวตน ความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจเหล่าเซียนทั้งหลายขึ้นอีกครั้ง “หากพวกเ้าขึ้นเรือไปพร้อมข้าจะไม่มีเหล่าสัตว์อสูรคอยก่อกวน อย่าได้กังวล” เสียงเรียบที่ทรงพลังแทรกขึ้น เหล่าเซียนน้อยมองไปยังต้นเสียงก็พบเทพาเยว่ฉียืนอยู่บนหัวเรือด้วยท่าทีสง่าดุจหงส์สยายปีก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ขับบารมีเพิ่มพูนจนมิอาจเอื้อม ความสูงส่งของท่านเทพปัดเป่าความหวาดกลัวภายในใจของพวกเขาจนหมดสิ้น เหล่าเซียนทั้งหลายรีบย้ายร่างขึ้นเรือตามเทพาไป
เหลือเพียงิหลันที่ยิ้นเค้นยิ้มแสยะมองพวกเซียนน้อยอยู่บนริมฝั่ง “เ้าพวกคนโลภ! ทั้งขี้ขลาดทั้งโง่เง่า เห็นเพียงน้ำทะเลยังตัวสั่นเป็ลูกหมา พวกเ้าคิดว่าหมอกมายาที่ปฐมเทพฮุ้ยเหอสร้างจะผ่านไปได้ง่ายๆหรือ” เสียงใสะโด่ากราดอย่างไม่เกรงกลัว ‘ฮึ.....ข้าอุตสาคิดว่าพวกเ้าเก่งกาจพอตัว ถึงได้กล้าเข้ามาขโมยศัสตราเทพภายในเกราะเเห่งนี้ ใครจะคิดเล่าว่าน้ำทะเลแค่นี้ก็ทำให้ตัวสั่นยังกับลูกหมา นี้พวกเ้าคงดูถูกหมอกมายาของท่านอาจารย์เลยลองเข้ามาดูสิน่ะ น่าโมโหเสียจริง’
“เ้า......! ตัวเล็กเท่าลูกหมายังอาจหาญกล่าวว่าร้ายพวกข้า คิดว่าข้าไม่กล้าสั่งสอนเ้าหรือ” เสียงโกรธเกรี้ยวตะคอกกลับอย่างลืมตัว เหล่าเซียนบนเรือบางคนถึงกับเก็บอาการไม่อยู่เตรียมง้างปากประสมโรงร่วม
“หยุดได้แล้ว !” เยว่ฉีเอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาเรียวงามมองไปยังสตรีร่างเล็กที่อยู่เท้าเอวอยู่บนฝั่ง
“เ้าก็รีบขึ้นมาได้แล้ว ข้าอยากออกจากที่นี้เต็มที” เยว่ฉีเอ่ยสั่งิหลันด้วยความไม่พอใจ นางเหนื่อยล้าจนเห็นอะไรก็ชวนหงุดหงิดไปหมด
พวกเขาทั้งหมดเดินทางโดยเรือผ่านน่านน้ำสีดอกท้ออันงดงามไปอย่างช้าๆ เหล่าเซียนทั้งหลายได้แต่นิ่งเงียบไม่กล้าเอ่ยปากพูดคุย เพราะั้แ่ที่เรือแล่นออกจากฝั่งเทพาเยว่ฉีก็ยืนอยู่ที่หัวเรือไม่ได้ย้ายไปไหน ท่าทางที่สงบจนดูโดดเดี่ยวของนางทำให้ผู้พบเห็นไม่กล้าเเม้แต่จะหายใจแรงเสียด้วยซ้ำ ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยามเรือลำใหญ่ก็พาทุกคนมาส่งถึงฝั่ง เหล่าเซียนทั้งหลายเมื่อลงจากเรือได้ก็พากันคุกเข่าต่อหน้าเทพาอ้อนวอนขอติดตามรับใช้นาง แต่พวกเขายังไม่ทันได้คำตอบ เทพาและิหลันก็หายไปทันที ทิ้งให้เหล่าเซียนน้อยทั้งหลายร้องเรียกหาเสียงหลงเป็นานสองนาน
เซียจื่อเห็นพฤติกรรมของพวกเขาก็หลุดขบขันออกมาเล็กน้อย “คงเป็จริงดั่งที่ท่านเทพกล่าว พวกโง่เง่า โง่จนมองข้ามเทพสูงส่งอีกคนไปได้” เซียจื่อเอ่ยกับตนเองเสียงเบา
“เทพอีกคนหรือ สตรีอาภรณ์ม่วงเข้มนั้นคงเป็เทพศัสตราในตำนาน?”
เสียงเข้มแทรกดังมาจากด้านหลังของเซียจื่อ เขาหันกลับไปตามเสียงนั้นทันที “ชิวถัง” ดวงตาลุกโตเมื่อเห็นคนผู้นั้นชัดเจน
“ใช่....ข้าเอง”
บุรุษหนุ่มสวมอาภรณ์สีม่วงเข้มเช่นเดียวกับิหลันเดินเข้ามาใกล้เซียจื่อเรื่อยๆ