เขาเกือบจะสูญเสียทั้งอนุภรรยาและบุตรสาวอันเป็ที่รักไปเสียแล้ว “เอาหลักฐานมา แล้วนำตัวสวีเพ่ยหรานไปยังศาลต้าหลี่[1]!”
องครักษ์สองคน รีบเข้ามาหิ้วปีกสวีเพ่ยพรานทันที
ชายหนุ่มพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็เป็เพียงบัณฑิตผู้อ่อนแอ ที่ไม่อาจต่อกรกับเหล่าองครักษ์ได้
“ท่านอาโปรดไตร่ตรองด้วย พวกเราสองตระกูลรักใคร่ปรองดองกันมาเนิ่นนาน อีกทั้งท่านก็เห็นข้ามาแต่เล็กแต่น้อยน่าจะรู้ดีว่าข้าเป็คนเช่นไร อีกอย่าง ข้าก็เป็ถึงเสนาบดีกรมราชทัณฑ์ ย่อมรู้ผิดชอบชั่วดียิ่งไปกว่านั้น ข้าก็รักหนีเจียเอ๋อร์ จะลงมือทำเื่โหดร้ายเช่นนั้นกับมารดาของนางได้อย่างไร!”
“ฮึ่ม...แก้ตัวเก่งนัก แต่ถึงอย่างไรข้าก็ต้องส่งเ้าไปยังศาลต้าหลี่ เพื่อรับโทษต่อสิ่งที่เ้าได้กระทำเอาไว้พาตัวไป!”
สวีเพ่ยพรานถูกลากตัวออกมาแต่เขาก็ยังคงพยายามะโแก้ต่างให้ตัวเอง “ท่านอา ข้าหาได้เป็คนวางยา ข้ามิได้ทำ!”
อีกด้านหนึ่ง โจวชิงหวาซึ่งไปรับยากลับมาก็เดินตรงไปที่สวีเพ่ยหราน โดยไม่สนใจคำพูดแก้ตัวหรือสายตาผู้คน จากนั้น ก็ซัดหมัดเข้าใส่ใบหน้าเขาอย่างแรง
ทุกคนเบิกตากว้าง ด้วยความตะลึงงัน
ทว่า ชายหนุ่มไม่ใส่ใจ เพียงอธิบายวิธีการต้มยาในมือก่อนทะยานไปยังลานกว้างหน้าเรือนของหนีเจียเอ๋อร์
จิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมาทำให้แม้แต่เหล่าองครักษ์ ก็ยังต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยความหวาดหวั่นไม่อยากจะนึกเลย ว่าหากพวกตนเผลอไปมีเื่กับโจวชิงหวาเข้าละก็ จะเป็เช่นไร?
นายท่านสกุลหนีหรี่ตาลงก่อนตวาดกร้าวใส่องครักษ์ “มัวยืนทื่ออะไรกัน? รีบคุมตัวสวีเพ่ยพรานไปศาลต้าหลี่เดี๋ยวนี้!”
คนทั้งสองสะดุ้งเฮือกก่อนรีบนำชายหนุ่มออกไป คนหนึ่งพยุงส่วนบน อีกคนอุ้มส่วนล่าง พาตัวออกไปอย่างทุลักทุเล
เว่ยอี๋เหนียงเริ่มเป็กังวลด้วยเกรงว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะสร้างความแตกแยกระหว่างสองตระกูล จึงรีบเข้าไปขวางทันทีโดยมีลวี่ซย่าช่วยประคองอยู่ไม่ห่าง
“ช้าก่อน!”
องครักษ์ทั้งสองลอบมองหน้ากันแล้วค่อยๆ วางร่างของสวีเพ่ยหรานลง
นายท่านสกุลหนีรีบเข้ามาดูอาการเว่ยอี๋เหนียงทันทีทั้งยังไม่ลืมตำหนิลวี่ซย่า ที่พาอีกฝ่ายออกมา “ใครสั่งให้เ้าพานางมา”
เขาคว้ามือข้างหนึ่งของอนุภรรยาขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า “เ้าจะทำอะไราเ็เช่นนี้ เหตุใดจึงไม่ไปพักผ่อน?”
เว่ยอี๋เหนียงฝืนทนอาการเ็ปและพยายามเกลี้ยกล่อมผู้เป็สามี “นายท่าน เื่นี้ยังไม่เป็ที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไรกันแน่ ดังนั้นอย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าเป็ความผิดของคุณชายสวี มิฉะนั้น เพียงแค่คุมตัวเขาออกจากประตู ข่าวจะแพร่สะพัดไปทั้งเมือง
ซึ่งนั่นไม่เพียงแต่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลต้องจบลงเท่านั้นแต่ยังเป็การทำลายจวนราชครู และชื่อเสียงของตระกูลสวีด้วย นายท่านโปรดพิจารณาให้ดีนะเ้าคะ”
มีหรือที่นายท่านสกุลหนีจะไม่รู้ถึงผลกระทบซึ่งจะตามมาแต่เพราะตอนนี้เขากำลังโกรธและหวาดกลัว ว่าจะสูญเสียบุคคลอันเป็ที่รักทั้งสอง ถึงได้พลั้งปากกล่าวไปเช่นนั้น “แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร?”
เว่ยอี๋เหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเสนอความเห็น “นายท่านข้าว่ากักตัวคุณชายสวีไว้ก่อนดีหรือไม่? รอจนทุกอย่างกระจ่างชัดแล้วหากพบว่าเขาผิดจริง ค่อยพาตัวไปก็ยังไม่สาย”
ได้ยินเช่นนั้น นายท่านสกุลหนีก็เงียบไปดวงตาคมเหลือบมองร่างอันหมดสติของสวีเพ่ยหราน แล้วสั่งองครักษ์เสียงขรึม “พาตัวไปไว้ที่เรือนในสวน ห้ามผู้ใดเข้าออกหากมิได้รับอนุญาตจากข้าโดยเฉพาะฮูหยิน”
“ขอรับ!”
องครักษ์ทั้งสอง จึงนำตัวสวีเพ่ยหรานไปขังไว้ที่เรือนในสวน
…
อีกด้านหนึ่ง
ทันทีที่มาถึงห้องนอนของหนีเจียเอ๋อร์โจวชิงหวาก็ดันร่างหนีเจียเฮ่อให้พ้นทางทันที “หากเจ็บก็ร้องออกมา ไม่ต้องกลั้นไว้”
หญิงสาวขมวดคิ้วแน่นใบหน้าซีดเซียว แต่ยังพยายามจะคลี่ยิ้ม “หากเจ็บ ก็ให้ร้องออกมาอย่างนั้นหรือ?”
หนีเจียเฮ่อที่ถูกผลักไปอยู่ปลายเตียงมองโจวชิงหวาด้วยความงุนงง “นี่เ้าทำอะไรอยู่รู้ตัวหรือไม่? เสี่ยวเอ๋อร์คือน้องสาวข้า มันถูกต้องแล้วหรือที่เ้าจะผลักข้าออกมาเช่นนี้!”
แต่โจวชิงหวาไม่สนใจ “ข้าว่าตอนนี้ ท่านควรจะไปเยี่ยมเว่ยอี๋เหนียงมากกว่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนีเจียเอ๋อร์ก็พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้ว ท่านพี่รีบไปดูแลเว่ยอี๋เหนียงเถอะ ร่างกายนางอ่อนแอ ข้าเป็ห่วง เกรงว่านางจะเป็อะไรไป”
หนีเจียเฮ่อมองคนทั้งสองก่อนโน้มตัวลง กระซิบที่ข้างหูโจวชิงหวา “ไว้พวกนางปลอดภัยแล้ว ข้าจะมาคิดบัญชีกับเ้า”
โจวชิงหวายังคงเมินเฉยดวงตาของเขา เอาแต่จับจ้องไปยังหญิงสาวบนเตียง “ข้าจะรอ”
หนีเจียเฮ่อเลิกคิ้วก่อนเดินออกไป
ในห้องจึงเหลือเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นพอหันไปมองโจวชิงหวา หนีเจียเอ๋อร์ก็รู้สึกอึดอัด ทำอะไรไม่ถูก รีบพลิกตัวหนีทันที
โจวชิงหวามองร่างสั่นเทาของหญิงสาวแล้วโน้มตัวไปกอดอีกฝ่ายจากด้านหลัง “อย่าดิ้น ข้าสัญญาว่าจะระวัง มิให้ใครพบเห็น”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจนหนีเจียร์เอ๋อร์ไม่อาจขยับหนี
ฝ่ามือใหญ่ วนลูบบริเวณหน้าท้องของนางเบาๆ “ดีขึ้นหรือไม่?”
หนีเจียเอ๋อร์พยักหน้า “ดีขึ้นมากแล้ว”
โจวชิงหวานวดต่อไป โดยไม่ปริปากบ่น
คิ้วที่ขมวดมุ่นของหญิงสาวเริ่มคลายออก แม้อาการเจ็บบริเวณช่องท้องยังคงมีอยู่ แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
ทันใดนั้น ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นที่ด้านนอกโจวชิงหวาจึงผละออกห่าง แล้วลุกขึ้นไปยืนอยู่ข้างเตียง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ส่วนหนีเจียเอ๋อร์ จู่ๆก็รู้สึกขัดเขิน จนต้องดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมใบหน้าแดงก่ำของตนเอาไว้
ประตูห้องนอนเปิดออก เป็เสี่ยวเสวียนที่นำถ้วยยาเข้ามาให้นั่นเอง “คุณหนู ยามาแล้ว รีบดื่มก่อนที่มันจะเย็นนะเ้าคะ อาการปวดจะได้ทุเลาลง”
หนีเจียเอ๋อร์จึงค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งเมื่อเห็นใบหน้าแดงก่ำของผู้เป็นาย เสี่ยวเสวียนก็พลันตื่นตระหนกทันที “คุณหนู ทำไมถึงหน้าแดงเช่นนี้ล่ะเ้าคะ!หรือว่าจะมีไข้?”
โจวชิงหวาลอบยิ้ม
ส่วนหนีเจียเอ๋อร์ ก็ได้แต่อ้าปากพะงาบไม่รู้จะอธิบายแก้ต่างว่าอย่างไร จึงคว้าถ้วยยามาดื่มรวดเดียวหมดในทันที
หลังจากหนีจวิ้นหว่านกับหนีเจียเอ๋อร์ดื่มยาแก้พิษก็หลับไปจนถึงรุ่งเช้า พอตื่นขึ้น ร่างกายก็กลับมาแข็งแรงเช่นเดิมเมื่อหมอเข้ามาตรวจ ก็พบว่าพิษของพวกนางได้ถูกขจัดออกไปแล้ว
มีเพียงเว่ยอี๋เหนียงเท่านั้นที่แม้จะดื่มยาแก้พิษ แต่ก็ยังไม่ได้สติ พอหมอตรวจดู ก็พูดด้วยน้ำเสียงหวั่นๆ ว่าหากมิได้เห็ดหลินจือพันปีช่วยเอาไว้ ป่านนี้นางคงตายไปแล้ว ตอนนี้จะเป็เช่นไร ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตา
หนีจวิ้นหว่านหาได้้าให้เื่ราวเป็เช่นนี้นางมิได้อยากจะดึงสวีเพ่ยหราน ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ แต่สถานการณ์กลับแย่ลงทุกทีหญิงสาวจึงไม่รอช้า รีบไปที่เรือนของสวีซื่อทันที เพื่อให้มารดาช่วยหาทางออกให้
--------------------------------------
[1] ศาลต้าหลี่คือศาลของกรมอาญา ซึ่งมีอำนาจในการพิพากษาขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ที่กระทำผิด โดยมีเ้ากรมอาญาเป็ผู้พิพากษาหลัก