ตอนที่ 17
เมื่อกลับมาถึงตำหนักปินปินก็ได้เอาของที่แวะซื้อระหว่างทางไปเก็บส่วนไป๋กุนหลางที่กำลังรู้สึกดีก็ได้พูดขึ้นว่า "วันนี้ช่างเป็วันที่ดีจริงๆได้กระทืบพี่ชายจอมวางท่าและได้เจอสหายรู้ใจใหม่ๆ"
ปินปินกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บของก็นึกไปถึงหญิงสาวชนเผ่าอินทรีที่มีสัดส่วนที่แสนพิเศษและท่าทางของไป๋กุนหลางยามมองไปที่นางก็กล่าวแดกดันว่า "นั่นสินะเพคะเป็สหายรู้ใจที่ใหญ่มากๆใหญ่จนองค์ชายไม่ยอมละสายตาเลยนี่เพคะ"
ไป๋กุนหลางมองไปที่ปินปินที่กำลังก้มตัวจัดของจนสัดส่วนที่งอนงามของนางโค้งโด่งขึ้นมาไป๋กุนหลางแอบย่องไปหาแล้วก็ได้…
ป้าบ!!!
โอ้ย!!! องค์ชาย!เอาอีกแล้วนะเพคะ!!
ถ้าว่านฉีิเหยามีหน้าอกขนาด 600 ซีซีที่แสนพิเศษจนไป๋กุนหลาง อยากบีบนวดดูว่ามันจะยืดหยุ่นและสู้มือขนาดไหน ปินปินเองก็มีบั้นท้ายที่งดงามเป็พิเศษโดยเฉพาะเวลานางก้มตัวต่อหน้าเขาเหมือนกับว่ามันส่งกระแสจิตมาบอกเขาว่า 'ได้โปรดััฉันสิ' ทำให้แม้จะรู้ว่าปินปินต้องเ็ปแต่ไป๋กุนหลางก็ไม่อาจขัดขืนได้เลยต้องส่งฝ่ามือของเขาไปััมันอย่างเต็มแรงทุกทีไป
ไป๋กุนหลางเดินเข้าไปหาปินปินที่กำลัง ยืนลูบสะโพกตัวเองอยู่แล้วก็ได้ใช้มือข้างหนึ่งโอบกอดนางเข้ามาในอ้อมอกแล้วมืออีกข้างหนึ่งก็ยื่นไปบีบนวด สะโพกของนางอย่างอ่อนโยนเพื่อให้คลายความเ็ปส่วนปินปินหลังจากที่โดนไป๋กุนหลางบีบนวดสะโพก นางก็ได้ดิ้นรนออกจากอ้อมกอดของเขาแต่ไป๋กุนหลางก็พูดขึ้นว่า "ทำไมเ้าต้องไปอิจฉานางด้วยละในเมื่อเ้าเองก็มีก้นที่แสนพิเศษจนข้าอดใจไม่ไหวต้องตีมันทุกครั้งที่มีโอกาสทั้งที่รู้ว่าเ้าจะต้องเจ็บจริงไหมละหืม...ปินปินของข้า"
ปินปินที่ได้ยินก็ไม่รู้ว่าควรดีใจหรืออับอายดีที่ไป๋กุนหลางชื่นชมนางในเื่นี้จึงได้แต่ซุกหน้ากับอกของไป๋กุนหลางปล่อยให้เขาบีบก้นของนางให้สมอยากเพราะนางเองก็ไม่ได้รังเกียจที่ไป๋กุนหลางจับก้นของนางเพียงแต่รู้สึกอายเท่านั้น
ว๊าย!!!!!
ในขณะนั้นก็ได้มีกลุ่มสาวใช้ 4 คนเดินเข้ามาและเพราะทิศทางที่พวกนางเดินเข้ามานั้นทำให้เห็นได้อย่างเต็มตาว่าไป๋กุนหลางกำลังบีบก้นปินปินอย่าง เต็มไม้เต็มมือจนเหมือนเนื้อจะทะลักะเิออกมาตามง้ามมือ พวกนางจึงร้องออกมาด้วยความใ
ปินปินที่ได้ยินเสียงร้องก็สะดุ้งสุดตัวจึงผลักไป๋กุนหลางออกแล้วก็ได้วิ่งหนีไปพร้ะโกนออกมาว่า
"องค์ชายบ้าที่สุด!!"
ฮ่าๆๆๆ
ไป๋กุนหลางได้ยินก็หัวเราะเสียงดังลั่นแล้วะโกลับไปว่า "ข้าได้ยินว่ามีปลาทับทิมส่งเข้ามาในวังเ้าไปแบ่งมา ทําปลาสามรสสัก 2 ตัวเผื่อเ้าด้วยตัวหนึ่ง ข้าจะออกไปเดินเล่นรอเย็นนี้เ้าต้องทานข้าวเป็เพื่อนข้านะ"
"เพคะ!!" ปินปินะโตอบออกมา จากด้านในของตำหนัก
_______________________
ไป๋กุนหลางเดินเล่นเรื่อยๆจนมาถึงริมทะเลสาบที่ชื่ออะไรเขาก็จำไม่ได้แล้วที่ใช้เป็ที่พักผ่อนของคนในพระราชวัง ไป๋กุนหลางไม่ได้เดินเข้าไปในศาลากลางน้ำที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ชมทะเลสาบแต่เขายืนอยู่ริมตลิ่งของทะเลสาบเอากระบี่กฤษณาโลหะทมิฬ ปักกับพื้นส่วนตัวเองยืนกอดอกปล่อยให้สายลมโชยพัดเส้นผมและผ้าคลุมปลิวไสวสายตามองไกลไปในทะเลสาบ ด้วยรูปร่างหน้าตาและท่วงท่าในตอนนี้ของเขาถ้าเกิดแมวมองได้ไหมเห็นคงติดต่อเขาไปเป็พระเอกหนังโดยที่ได้ค่าตัวสูงที่สุดเป็ประวัติการณ์แน่นอน
แต่ไป๋กุนหลางไม่มีเวลาชื่นชมความ หล่อเหลาของตัวเองไปมากกว่านี้ เพราะสิ่งที่ตี้ลี่อินพูดเมื่อตอนไปเลี้ยงฉลองกันนั้นเป็ความจริงถ้าเทียบในด้านพลังวัตรเขานั้นเป็รององค์ชายใหญ่อยู่มากแต่ก็ไม่แปลกเพราะองค์ชายใหญ่นั้นคร่ำเคร่งฝึกปรือมานานหลายปีส่วนเขาเพิ่งมาตั้งใจฝึกได้ไม่ถึงปีพลังจะด้อยกว่าก็ไม่แปลก
ความจริงด้วยยาไขกระดูกัและการช่วยเหลือของเ้าระบบที่ช่วยหาวิธีทำลายขีดจำกัดของพลังได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมมาให้เขาใช้ ขอเวลาแค่ 1 ปีเขาก็จะเหนือกว่าองค์ชายใหญ่เป็เท่าตัว
แต่ไป๋กุนหลางไม่พอใจที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นเพราะในนิยายอีกไม่ถึง 1 ปีพระเอกก็จะมาเรียนวิชาในหอคอยแห่งความรู้แล้วทำให้เขาต้องหาวิธีที่จะเพิ่มพลังของตัวเองให้ได้เร็วขึ้นให้ได้
ส่วนเื่วิเคราะห์อาคมมิติหาชื่อเสียงได้ถูกเขาเก็บเข้ากรุแล้วโยนกุญแจทิ้งทันทีเพราะตอนนี้พลังต้องมาก่อน
ตอนนี้วิธีที่เขาคิดออกคือต้องให้เ้าระบบหาสูตรยาที่เหนือกว่ายาไขกระดูกัมาให้ได้ความจริงก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มียาที่มีสรรพคุณ เหนือกว่ายาไขกระดูกันั่นคือยากำเนิดปราชญ์ของสมาพันธ์เทพนักสู้ ที่ใช้ชื่อนี้ก็เพราะว่าก่อนที่เทียนจุนจะบรรลุระดับเทพยุทธ์นั้นระดับกึ่งเทพยุทธ์ถูกเรียกว่าระดับ "มหาปราชญ์" และยาโอสถทองของสมาคมยื้อนรก ก็ล้วนแล้วแต่เหนือกว่ายาไขกระดูกัทั้งนั้น แต่ว่าสูตรยาทั้งสองก็ถือว่าเป็ความลับระดับสูงสุดของสมาพันธ์และสมาคมทั้งสองเลยทีเดียว
และต่อให้มียาหลุดออกมาในตลาดมืดต่อให้ไป๋กุนหลางทุ่มเงินทั้งหมดซื้อยามาได้แต่แค่เม็ดสองเม็ดก็ไม่มีส่วนช่วยอะไรกับเขาได้
เมื่อไป๋กุนหลางกำหนดทิศทางต่อไปของตัวเองได้ก็ได้ตัดสินใจกลับตำหนักแต่ในระหว่างที่เขาหันกลับนั่นเอง…
"อุ้ยเหี้ย!!!"
ไป๋กุนหลางใจนเผลออุทานเพราะข้างหลังเขาใต้ต้นไม้ห่างไปไม่ถึงสิบก้าวมีชายสวมหมวกอีโม่งสีดำยืนมองเขาอยู่