ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก แม้แต่ความเ็ปก็ไม่มี เหลือเพียงแค่อาการด้านชา
แขนซ้ายของวารุตห้อยโตงเตงข้างตัวไม่สามารถควบคุมได้ แม้จะกระดิกปลายนิ้วก็ยังทำไม่ได้ ไม่ใช่เพียงแค่แขนที่รู้สึกมึนชา หัวของเขาก็รู้สึกวิงเวียนไปหมดเหมือนว่าโลกกำลังหมุนติ้วด้วยความเร็ว เข่าของวารุตทรุดทิ้งดิ่งลงล้มทั้งยืน แววตาเหม่อลอยไรสติ
“สิ้นฤทธิ์แล้วสินะ เ้าเด็กจองหอง ฆ่ามันซะโตมร”
เ้าม้าลายตัวใหญ่ะโโหยงเหยงกระดี๊กระด๊าร่าเริง ดูเหมือนว่าเ้านายจะชื่นชอบในผลงานของมัน มันจึงได้แสดงท่าทางแปลกประหลาดพิลึกพิลั่นแบบนี้ และทันใดนั้นเองมันก็ตอบสนองกับคำสั่งของเขา มันตวัดยกสองขาหน้าขึ้นสูง หมายจะกระทืบร่างที่สติรวยรินของวารุตให้จมดิน
ทันทีที่กีบเท้าทั้งสองข้างกำลังจะกระทืบลงกระแทกร่าง แต่แล้วก็มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญโผล่เข้ามา
ซวบ! ซวบ! ซวบ! ซวบ! เสียงอุ้งเท้ากระทบพื้นดังสนั่น
จู่ ๆ ก็มีเสือโคร่งตัวใหญ่โผล่ออกมาจากทิศทางไหนไม่รู้ กระโจนเข้าตะปบไปที่ต้นคอเ้าม้าลายั์ตัวนี้เข้าเต็มๆ
มันเกือบจะเสียหลักล้มทั้งยืน แต่ก็ยังยั้งตัวไว้ได้ทัน ส่วนชายที่นั่งอยู่บนหลังของมัน เขาเองก็เกือบจะกระเด็นพลัดตก แต่ก็ยังพยายามยึดเกาะพยุงตัวเองให้ทรงตัวลุกขึ้นมาได้
แล้วจึงได้เหลือบมองไปยังทิศทางฝั่งตรงข้าม เห็นกลุ่มทหารกลุ่มใหญ่ที่กำลังวิ่งตามเสือโคร่งตัวนี้มา เขามองเห็นชายคนหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายสบตากัน ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งคู่จะรู้จักกันด้วย และเมื่อเห็นท่าว่าไม่ดี ชายผู้นี้ก็อาศัยจังหวะนี้ควบตะบึงม้าลายชิงวิ่งหนีหายเข้าไปในความมืด โดยไม่สนใจเหล่าลูกน้องของตัวเองที่นอนแผ่หลากองอยู่ตรงนั้นเลยแม้แต่น้อย
ทางฝ่ายที่ไล่ตามมาทีหลัง ก็เห็นเพียงแค่ด้านหลังของบั้นท้ายของเ้าม้าลายที่มันค่อยๆ ลับตาไป
“ -- ตามไปไหมขอรับ”
ทหารนายหนึ่งเอ่ยขึ้นขณะที่ทุกคนหยุดชะงัก
“ไม่ต้อง! มันอันตรายเกินไป บางทีพวกมันอาจจะมีพรรคพวกอยู่ไม่ใกล้จากที่นี่ก็ได้”
เสียงของชายตัวสูงโปร่งร่างกายกำยำ ดูเหมือนเขาจะเป็ผู้นำของเหล่าทหารกลุ่มนี้ เขาแต่งกายด้วยชุดสีดำ ทั้งเสื้อและกางเกงแขนขาสั้น ประดับประดาด้วยลวดลายสีทองดูมียศถาบรรดาศักดิ์และองอาจ ทรงผมของเขาแสกกลางเป็ระเบียบ
เสือโคร่งั์ค่อยๆ เดินย่ำเท้ากลับมาหาเขา คมเขี้ยวบริเวณริมฝีปากของมันเปรอะเปื้อนไปด้วยเืของม้าลาย
เสือโคร่งตัวนี้มีร่างกายใหญ่โตจนน่าสะพรึง แต่มันไม่ได้ดูเทอะทะ มันสูงโปร่งและน่าเกรงขาม ทว่าดูท่าทางของทหารกลุ่มนี้ก็ไม่ได้มีท่าทีที่หวาดกลัวมันเลย บางทีคนพวกนี้อาจจะคุ้นชินมันแล้วก็ได้
“ไม่ผิดแน่ มีแค่คนเดียวที่มีสัตว์ซาตานประจำกายเป็ม้าลาย ไอ้หมอนั้นพาชี หนึ่งในสมาชิกของกองโจร์ทมิฬ”
บุรุษผู้นี้เอ่ยกับเหล่าทหารที่ยืนล้อมรอบอยู่บริเวณนั้น
และเขายังได้เล่าอีกด้วยว่า ตัวของเขาเองนั้นได้เผชิญหน้ากับพาชีหนึ่งในสมาชิกกองโจร์ทมิฬชายผู้ที่ถือครองม้าลายผู้นี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ขณะที่เขาเกือบจะจัดการมันได้อยู่รอมร่อ แต่อีกฝ่ายก็หาทางชิ่งหนีแบบนี้ได้ตลอด
ในระหว่างเขากำลังพูด จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งเอ่ยแทรกขึ้นอย่างกะทันหันและร้อนรน
“มีคนได้รับาเ็!”
ทหารนายหนึ่งเอ่ยโพล่งขึ้น
“ข้าคิดว่าแขนของเขาหักขอรับ ท่านศารทูล”
ทหารนายนั้นนั่งคุกเข่าลงตรงร่างของวารุตที่นอนแผ่หลาอยู่ไม่ไกล ดวงตาของวารุตยังคงกะพริบ แต่สีหน้าของเขาไม่สู้ดีนักเลย เขารู้สึกว่าแขนซ้ายของตัวเองมันเริ่มมีอาการปวดขึ้นมาแล้ว
“พ่อ..ของ..ข้า..อยู่ฝั่งโน้น”
วารุตพูดน้ำเสียงครวญคราง พลางชี้ไปทิศทางนั้นด้วยมือข้างขวา
“นอก..เหนือ..จาก..นั้น เป็พวก..โจร..ทั้งหมดเลย..ขอรับ”
วารุตกัดฟันพูดด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย
“อะไรนะ! พวกที่นอนสลบเหมือดอยู่ตรงนี้เป็พวกของกองโจร์ทมิฬทั้งหมดเลย อย่างงั้นหรือ”
ทหารนายนั้นทวนถาม
บุรุษผู้ซึ่งผู้นำของทหารกลุ่มนี้เขามีนามว่าศารทูล ทำหน้าตาฉงนพร้อมทั้งประเมินสถานการณ์ มันจึงมีอะไรบางอย่างที่เขาอยากจะรู้ในทันทีถ้าหากเป็ไปได้ แต่ทว่านี่คงไม่ใช่เวลาที่จะมาตั้งข้อสงสัยหรือสอบหาข้อมูลอะไรทั้งนั้น เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องทำก็คือต้องรีบนำสองพ่อลูกกลับไปรักษาโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะหนุ่มน้อยที่แขนซ้ายหักเป็สองท่อนคนนี้
วารุตร้องโอดโอยอย่างทรมาน ระหว่างที่ทหารยกร่างของเขาขึ้นด้วยเปลที่ทำมาจากกิ่งไม้และเสื้อผ้า สังข์ทองผู้เป็พ่อที่เขาเพียงแค่สลบไปก็รู้สึกตัวขึ้นมา เขาร้องไห้โฮ เมื่อได้เห็นสภาพลูกชาย ยิ่งได้เห็นาแฉกรรจ์นั้น ยิ่งร้องไห้หนักยิ่งกว่าเดิมเสียอีก มันทำให้ศารทูลรู้สึกรำคาญและสังเวชในเวลาเดียวกันจึงตะเบ็งเสียงตวาดตำหนิเขา
“นี่เ้าเป็พ่อประสาอะไร แสดงความเข้มแข็งออกมาสิ ขนาดลูกชายของเ้า เขายังไม่ร้องเลยสักแอะ”
“หนวกหูน่า!”
ทว่าสังข์ทองก็สวนคืนแบบทันควัน
และเสียงสะอึกสะอื้นของเขามันก็ค่อยๆ แ่ลง มีพวกลูกน้องของกองโจร์ทมิฬแปดคนถูกควบคุมตัวมัดมือไขว้หลังเดินตามสังข์ทองมาติดๆ โดยมีศารทูลและเสือโคร่งตัวใหญ่เดินปิดท้ายขบวนมุ่งหน้ากลับเข้าสู่เมืองมันตรายา