บทที่ 11
หลอมกลั่นปราณจิตโอสถอนัตตา
อรุณรุ่ง แห่งวันออกผจญภัยหาวัตถุดิบก็มาถึง
ทั้งสองตื่นขึ้นมาอย่างตื่นเต้น ระคนเมื่อยล้าจากการเดินทางเมื่อวาน
“ท่านทั้งสองเชิญท่านอาหารก่อนเ้าค่ะ” เป็เสียงเหม่ยซียงที่เอ่ยกับทั้งสองก่อน
“เป็ยังบ้างเ้าค่ะท่านเหม่ยเซียง” เพ่ยเจินเอ่ยกล่าวทักทาย
“อันใดกันเ้าค่ะ ทำไมกล่าวกับข้าเยี่ยงนั้นละเ้าค่ะ” เหม่ยเซียง
“เ้ายังไม่ชินอีกหรือ นางก็เป็ของนางเช่นนี้ เคารพทุกคนนั่นแหละ” เสินว่านหันมากล่าวกับเหม่ยเซียงแทนเพ่ยเจิน
ส่วนเพ่ยเจิน นางก็ได้แต่ยิ้มมิได้กล่าวอะไร
“ก็ข้าไม่ชินนี่เ้าค่ะ” เหม่ยเซียงเอ่ยกล่าวอย่างเกรงใจ
“เอาหน่า เป็กุศลของเ้าแล้วที่ได้มาติดตามนาง อย่าได้ทำให้นางผิดหวังเชียวนา” เสินว่านยังเอ่ยตอบเหม่ยเซียงไปตามอารมณ์
“ท่านอย่าคิดมากเลย ตามที่ท่านเสินว่านกล่าวนั่นแหละเ้าค่ะ คิดเสียว่าข้าเป็ครอบครัวท่านก็ได้เ้าค่ะ” เพ่ยเจินยิ้มกล่าวอย่างจริงใจ
จากนั้นทั้งสามต่างพากันมานั่งที่ใกล้ ๆ กองไฟเพื่อทานอาหารกัน โดยเสินว่านก็ได้เอาคำภีร์ที่ท่านเฟยหวงซางจวิ้นให้ไว้ออกมา และได้ปรึกษาวิธีการกับเพ่ยเจิน
“ข้าคิดว่าเื่นี้ไม่ยากอย่างที่คิดนะ” เสินว่านหันไปกล่าวกับเพ่ยเจินในขณะที่กำลังทานข่าวอยู่
“หมายความยังไงหรือเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยอย่างงงงันกับเสินว่าน
“ก็เื่ที่เราต้องไปทำในวันนี้ไง ต้นหญ้าอาบจันทราจะมีลักษณะเห็นได้ในกลางคืนเท่านั้น จะมีแสงเรืองรองเมื่อกระทบแสงแห่งจันทรา ซึ่งเราก็อยู่ใจกลางของดงหญ้าอาบจันทราอยู่แล้ว ส่วนต้นปราณฟ้านั้นก็เป็ต้นไม้ที่เราใช้อาศัยอยู่ใต้ร่มเงาตอนนี้ จะเป็ต้นไม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติทั่วไป ที่สำคัญคือมีพลังปราณฟ้าดินแฝงอยู่จำนวนมาก สุดท้ายคือรากโสมกลืนปฐี อันนี้คือสิ่งที่เราต้องตามหาในวันนี้ ลักษณะคือ เป็พืชต้นเล็กติดอยู่กับพื้นดิน แต่มีลักษณะใบสีน้ำตาลเข้มสะท้อนแสง หากอายุพันปีขึ้นไปจะมีพิษที่สั่นประสาทให้หมดสติได้ ยิ่งพิษแรง อายุของรากโสมกลินปฐีจะยิ่งสูง” เสินว่านอ่านคัมภีร์ไปด้วยก็อธิบายให้เพ่ยเจินฟังไปด้วย
“เป็อย่างนี้นี่เอง งั้นแสดงว่าท่านอาจารย์ก็ได้เลือกสถานที่ทุกอย่างให้สะดวกแก่เราแล้ว” เพ่ยเจินเอ่ยกล่าวอย่างปลื้มปิติใจ ที่รับรู้ถึงความเมตตาของท่านเฟยหวงซางจวิ้นที่มีต่อศิษย์อย่างพวกนาง
“แล้วเราจะเริ่มจากรากโสมกลืนปฐีก่อนใช่ไหมเ้าค่ะ” เพ่ยเจินหันไปกล่าวกับเสินว่าน
“แน่นอนสิ เพราะ นั่นอาจเป็สิ่งที่ง่ายแก่เรา เดี๋ยววันนี้เราจะเดินเป็วงกลมค่อย ๆ ออกค้นหากันไป หากได้เจอพืชที่มีลักษณะใกล้เคียงตามตำราเราก็จะได้สืบเสาะหาต่อไป” เสินว่านเอ่ยกล่าวอย่างตั้งใจ
เมื่อทั้งสามรับประทานอาหารเรียบร้อย ต่างก็ได้เตรียมความพร้อมของตน โดยทั้งสามตกลงว่าจะให้เหม่ยเซียงตามไปด้วย เพราะไม่อยากให้อยู่คนเดียวกลัวจะเกิดอันตรายแก่นางได้
แล้วพวกนางก็ได้เดินออกจากที่พักไป
ครึ่งค่อนวันพวกนางก็ยังหารากโสมกลืนปฐีไม่เจอ
“นี่ก็จะครึ่งวันละนะเนี้ยทำไมยังไม่เจออีกนะ” เสินว่านบ่นอย่างอาการหัวเสีย
“ท่านใจเย็น ๆ ก่อนนะเ้าค่ะ งั้นเราพักทานอาหารก่อนดีกว่า ท่านจะได้หายเหนื่อยด้วย” เพ่ยเจินเอ่ยปลอบประโลมเพื่อนสาวของตน
“เหม่ยเซียง จัดเตรียมอาหารกันก่อนเถอะ” เสินว่านหันไปกล่าวกับเหม่ยเซียงอย่างพยายามใจเย็น
ทั้งสามต่างพากันนั่งทานอาหารริมธารสายหนึ่ง ทุกคนทานด้วยความเงียบงัน เนื่องจากอาการที่เหนื่อยล้ามาครึ่งวันแล้ว
“จากนี้เราจะทำยังไงดีเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยเพื่อขอความเห็นจากเสินว่าน
“เห้อออ ข้าก็จนปัญญาเช่นกัน เพราะนี่ต่างเป็ครั้งแรกของพวกเราในการผจญภัยหาสิ่งของในป่ากันตามลำพังด้วย” เสินว่านเองก็เอ่ยกล่าวอย่างทอดถอนใจ
(เบนหน้าเดินขึ้นเหนือสิ ข้าััได้ถึงกลิ่นอายของรากโสมกลืนปฐีอยู่ลาง ๆ) เสียงของบุรุษผู้นั้นเอ่ยขึ้นในห้วงแห่งจิตของเพ่ยเจิน
(ขึ้นเหนือจากตรงนี้หรือเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะลองกล่าวกับเสินว่านก่อนนะเ้าค่ะ) เพ่ยเจินกล่าวในห้วงแห่งจิตนั้น
“ท่านเสินว่าน เราลองเดินขึ้นเหนือไหมเ้าค่ะ หากไม่เจอก็ค่อยเดินกลับที่พักกันก่อน” เพ่ยเจินลองหยั่งเชิงกล่าวชวนเสินว่านนี่
“เ้าคิดจะลองแบบนั้นดูก็ย่อมได้ สักพักเราค่อยออกเดิน” เสินว่านที่จนปัญญาก็คล้อยตามที่เพ่ยเจินเอ่ยกล่าวเป็อย่างดี
หลังจากทั้งสามพักกันเรียบร้อย ก็ได้พากันลองเดินลัดเลาะขึ้นไปตามทางเหนือแบบตามที่เพ่ยเจินเอ่ยก่อนหน้านี้
ทั้งสามเดินกันไปหนึ่งชั่วยาม เสินว่านก็เริ่มรับรู้ได้ถึงกลิ่นฉุน ๆ ที่ลอยมาเตะจมูกตน
“เราคงจะเจอรากโสมกลืนปฐีจริง ๆ แล้วละ เพราะข้าได้กลิ่นฉุนที่ลอยมา จนตอนนี้ข้าเริ่มวิงเวียนศรีษะบ้างแล้ว” เสินว่านรีบเอ่ยกล่าวแก่เพ่ยเจินที่เดินค่อยดูรอบ ๆ ตัวอยู่
“จริงหรือเ้าค่ะ อย่างนี้เราก็สบายแล้ว” เพ่ยเจินรีบหันไปกล่าวกับเสินว่านอย่างตื่นเต้นดีใจ
แต่ทั้งสามยังไม่ทันได้ดีใจอะไรกัน ก้เกิดเหตุการณ์ที่คาดฝนเสียก่อน
“นายท่านเ้า…” เสียงของใครคนหนึ่งกล่าวยังไม่ทันจบประโยค ก็พลันหายไป
ตูบ!!!
“เหม่ยเซียง!” เสียงของเพ่ยเจินะโร้องอย่างใในเหตุการณ์
“นางเป็อะไรไป” เสินว่านที่เดินนำหน้าอยู่ก็รีบรูดเข้ามาใกล้
“อยู่ ๆ นางก็ล้มลงไปกองอยู่กับพื้นเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเองก็กล่าวอย่างละล่ำละลัก
“นางโดนพิษของมันเข้าแล้ว เดี๋ยวเราถอยจากตรงนี้ก่อน ให้ข้าได้ฟื้นฟูนางสักหน่อยละเราค่อยเข้าไปต่อ” เสินว่านกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจัง
จากนั้นพวกนางต่างก็ช่วยกันพยูงเหม่ยเซียงถอยออกมาจากที่เดิม แล้วเสินว่านก็ได้ใช้ศาสตร์หอแก้วพิสดารของนางช่วยฟื้นฟูสติสัมปชัญญะให้นางอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักนางก็ฟื้นคืนสติดั่งเดิม
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง” เสินว่านเอ่ยถามอย่างเป็ห่วง
ส่วนเพ่ยเจินเองก็จับมือนางไว้ บีบบ้างครั้งคราวเพื่อให้นางได้สติ อย่างห่วงไย
“ข้าดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะ ข้าได้กลิ่นที่ฉุนเอามาก ๆ เลยเ้าค่ะยังไม่ทันได้บอกแก่พวกท่านข้าก็หมดสติไปก่อน” เหม่นชยเซียงกล่าวด้วยอาการตื่นกลัว
“เ้าไม่เป็ไรแล้ว เดี๋ยวเ้ารอพวกข้าอยู่ที่นี่ก่อน พวกข้าจะลองเข้าไปดู” เสินว่านกล่าวด้วยสีหน้าเริ่มตึงเครียด
จากนั้นนางก็พยักหน้าเป็สัญญาณแก่เพ่ยเจินให้ออกเดินต่อ แต่ครานี้เสินว่านหันมาใช้ศาสตร์คาถาที่สนับสนุนความว่องไว ความแข็งแกร่ง และสติสัมปชัญญะแก่เพ่ยเจินแทน
ทั้งสองค่อย ๆ เดินเข้าไปได้ไม่ทันถึงหนึ่งลี้ด้วยซ้ำ อาการก็เกิดแก่พวกนาง
“เพ่ยเจิน ข้าเริ่มไม่ไหวแล้ว” เสินว่านกล่าวแล้วได้ถอยหลังมาประชิดตัวเพ่ยเจิน ตอนนี้เสินว่านมีอาการหน้าฉีดเซียวดั่งคนไม่มีโลหิตกระนั้น
“ท่านเป็อย่างไรบ้างเ้าค่ะ” เพ่ยเจินรีบไปพยูงเสินว่านไว้ด้วยความเป็ห่วง
“ข้าแทบจะล้มแล้ว เราประมาทเกินไปคิดว่าจะเข้าไปขุดเอามาง่าย ๆ ตอนนี้ข้ารู้ซึ้งแล้ว” เสินว่านกล่าวด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดี
“เราจะทำอย่างไรกันดี เพราะข้ามีศาสตร์คาถาของท่านข้าเลยพอเดินได้บ้าง” เพ่ยเจินเองตอนนี้ก็จนใจที่จะกล่าวแล้ว
“เอาอย่างนี้ ข้ารั้งรอเ้าที่นี่ แล้วข้าจะใช้ศาสตร์คาถาของข้าสนับสนุนเ้าไปให้ได้ไกลที่สุดไม่เกินหนึ่งลี้ หากเ้าไปได้ถึงที่สุดแล้วหากไม่ไหวให้ถอย เ้าเข้าใจไหม” เสินว่านกล่าวอย่างยากลำบาก แต่นางก็ยังจับมือเพ่ยเจินบีบกล่าวอย่างหนักแน่นและเป็ห่วง นางรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเพ่ยเจินหากได้ลงว่าจะทำอย่างมุ่งมั่นตั้งใจแล้ว นางจะทำอย่างสุดความสามารถเป็แม้นหมั่น นางจึงกำชับเตือนก่อนที่นางจะทำอะไรเลยเถิดไป
“เ้าค่ะ ข้าจะทำเต็มที่ หากไม่ไหวจะถอยทันทีเ้าค่ะ” เพ่ยเจินก็กระชับมือเสินว่านกล่าวเช่นกัน
แต่เสินว่านสังเกตสายตานั่นออกอย่างดียิ่ง ว่าเพ่ยเจินต้องพยายามอย่างสุดชีวิตแน่ ดั่งนั้นนางจึงทำใจให้สงบ
เสินว่านพยายามควบคุมสติให้มั่นคงที่สุด นางนั่งขัดสมาธิลง แล้วก็ได้เร่งเร้าพลัง
ปราณยุทธ์ทั้งหมดที่นางมี ตอนนี้วงแหวนสีฟ้าอ่อนแผ่ออกรอบตัวนางหนึ่งเส้น มีดวงดาวสีฟ้าลอยคว้างรอบตัวนางเจ็ดดวง จากนั้นนางก็ได้ร่ายศาสตร์คาถาทันทีว่า
“ศาสตร์คาถาหอแก้วพิสดารสามชั้น วิถีที่สองเสริมมรรคาฟ้าสุดหยั่ง วิถีที่ห้าเสริมสติสัมปชัญญะ วิถีที่หกยกความสุขขุมเยือกเย็น แฮ๊ก ๆ” เสินว่านเริ่มร่ายศาสตร์คาถาตนลงสู่เพ่ยเจินที่กำลังเดินไปข้างหน้าอย่างยากเย็น ตอนนี้เสินว่านเองก็ฝืนทนอยู่กับอาการขึ้นไส้อยากอาเจียนเป็ที่สุด สตินางค่อยเริ่มพร่าเลือนลงเรื่อย ๆ
ส่วนทางเพ่ยเจินเองที่กำลังเดินไปข้างหน้าอย่างรอบคอบ เมื่อได้รับการเสริมสนับสนุนจากศาสตร์คาถาหอแก้วพิสดารที่ขึ้นชื่อเื่การสนับสนุนเป็เลิศแล้ว ตอนนี้นางก็เริ่มสบายตัวขึ้นมากกว่าเดิม แต่ก็ยังคงยากจะเดินต่อไป
เพ่ยเจินค่อย ๆ เดินไปสุขุมเยือกเย็น ตอนนี้นางยังคงอดทนอดกลั้นได้อยู่
หลังจากที่เพ่ยเจินเดินไปได้ยังไม่กี่อึดใจ นางก็เริ่มสังเกตเห็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ติดอยู่กับพื้นดินไม่สูงนัก แต่ที่สะดุดตาของนางคือลำต้นและใบของต้นไม้เล็กชนิดนี้เป็สีน้ำตาลเข้มและเรืองแสงวิบวับอย่างเห็นได้ชัดกว่าทุกต้น
(ข้าเจอมันแล้วท่านเสินว่าน) เพ่ยเจินส่งกระแสจิตไปที่เสินว่า
(อะไรกันนี่เ้าส่งปราณกระแสจิตได้แล้วหรือ) เสินว่านที่อยู่ห่างออกไปไกลก็ใรีบตอบในกระแสจิตมา
(ใช่เ้าค่ะ ข้าทำได้ั้แ่เมื่อหลอมกลั่นปราณจิตเริ่มแรกแล้ว แต่ไม่ไกลเท่าตอนนี้) เพ่ยเจินตอบไปอย่างยากเย็น
(เ้าเข้าไปใกล้มันได้ไหม ตอนนี้ข้าก็เต็มกลืนแล้วนานกว่านี้ไม่ไหว) เสินว่านรีบกล่าวอย่างพลันวัน
(ข้าจะลองดูนะเ้าค่ะ) เพ่ยเจินกล่าวตอบ
หลังจากปรึกษากันเป็ที่เข้าใจ เพ่ยเจินก็ลองก้าวเท้าเข้าไปใกล้ต้นโสมกลืนปฐีนั้น
แต่เมื่อนางก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว ก็พลันเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น
อ๊ากกก
เพ่ยเจินอยู่ ๆ ก็ล้มลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น นางเวียนหัวอย่างกะทันหัน
(ข้าเดินต่อไปไม่ได้แล้วเ้าค่ะ) เพ่ยเจินกล่าวโดยที่ตาตนเองยังมองอะไรไม่ชัด เป็ผลอันเนื่องมาจากพิษที่กระจายออกจากเกสรของต้นโสมกลืนปฐี
(อาการเ้าเป็เยี่ยงใดบ้าง) เสินว่านรีบกล่าวถามโดยทัน
(ข้ายังไหวเ้าค่ะ) เพ่ยเจินตอบ
(เ้าไม่ไหวแล้ว พอได้แล้ว พอทีไว้ค่อยกลับมาใหม่) เสินว่านกล่าวประหนึ่งว่าจะอ้อนวอนขอเพ่ยเจินเสียอย่างนั้น
(ข้ายังไหวเ้าค่ะ ท่านมิได้ไว้ใจข้าหรอกหรือเ้าค่ะ) เพ่ยเจินเอ่ยกล่าวอย่างยากเย็น
เสินว่านเมื่อได้ยินคำกล่าวของสหายตนดังนั้นก็กล่าวอันใดมิได้อีก นางทำได้เพียงแค่ร่ำร้องโอดครวญอยู่ภายในใจตนเอง
(เมตตาท่านช่วยสนับสนุนข้าแต่เพียงสติสัมปชัญญะก็พอเ้าค่ะ ช่วยยื้อให้ข้ามิเกินอึดใจเ้าค่ะ) เพ่ยเจินกล่าวแก่เสินว่านอีกครา
(อันใดกัน นี่เ้าคิดจะทำอันใดกันแน่ ข้า ข้า ตามแต่ใจเ้าละกัน ข้าจะฟ้องท่านอาจารย์) เสินว่านกล่าวอย่างโมโหโกรธา เพราะนางไม่รู้ว่าสหายของตน นางนี้กำลังจะทำสิ่งใด และการร้องขอแบบนั้นมา นี่นางจะทำสิ่งใดกันแน่
“ศาสตร์คาถาหอแก้วพิสดารวิถีที่ห้าเสริมสติสัมปชัญญะสุดพรรณนาไร้ที่ติมหาศาล อ๊ากกก” เสินว่านร่ายศาสตร์คาถาของตนเองอย่างยากเย็นเจียนจะตายอยู่รอมร่อ
ส่วนทางด้านเพ่ยเจินที่ตอนนี้นางก็ได้พยายามฝืนควบคุมสติให้ดำรงอยู่กับตนให้ได้นานที่สุด นางค่อย ๆ นอนราบคว่ำหน้าลงกับพื้นอย่าแ่เบาที่สุด จากนั้นได้ตั้งอินเผชิญหน้าไว้ที่ปากของตน จากนั้นก็ได้ร่ายศาสตร์คาถาของตนว่า
“ปราณมหามรรคาฟ้าเทพอัญเชิญ หนึ่งกระบี่ วิถีทะลวง”
หลังจากที่เพ่ยเจินร่ายศาสตร์คาถาเรียบร้อย นางก็ได้เหยียดมือที่ตั้งอินเผชิญหน้าออกไปที่ต้นไม้เรืองแสงสีน้ำตาลที่อยู่ห่างออกไปยี่สิบวาเศษ นางตั้งสติจับจ้องอย่างสุดความสามารถ
“ทะลวง” สิ้นเสียงของเพ่ยเจิน หนึ่งกระบี่ที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศก็พุ่งทะยานออกอย่างฉับไวปราดเปรียว
เพ่ยเจิน ใช้วิถีการควบคุมกระบี่ได้แม่นยำประดุจดั่งมือของตนเองก็มิปาน นั่นเนื่องมาจากการที่นางได้แต่ฝึกวิถีทะลวงมาั้แ่ต้น ไม่ได้ฝึกปรือไปอย่างอื่นเลย ดังนั้นนางจึงคุ้นชินกับการควบคุมวิถีกระบี่ในระยะสองลี้เป็ที่สุด
ฉึกกก
เสียงของหนึ่งกระบี่ที่ปักลงไปในดินใต้โคนต้นโสมกลืนปฐีนั้นลึกจนสุดใบกระบี่ จากนั้นกระบี่ก็งัดเอาต้นโสมกลืนปฐีนั่นจนกระเด็นขึ้นลอยไปบนอากาศ
(แฮ๊ก ๆ ท่านเสินว่านเราทำสำเร็จแล้วเ้าค่ะ) เพ่ยเจินส่งปราณจิตไปหาเสินว่าน
(ฟู่… เ้าอย่าทำแบบนี้อีกจะได้ไหมข้าจะบ้าตายแล้ว มาแบกข้ากลับด้วยข้าไม่เหลือแรงแล้ว) เสินว่านเป่าลมโบ่ยปากออกมาอย่างหมดแรง
(เ้าค่า) เพ่ยเจินตอบอย่างสนุก
จากนั้นเพ่ยเจินค่อย ๆ พยูงตัวให้ลุกขึ้นได้อย่างทุกลักทุเล แล้วได้รีบเดินไปหยิบเอาต้นโสมกลืนปฐีนั่นมา
ในขณะที่เพ่ยเจินหยิบจับต้นโสมกลืนปฐีอยู่นั้น นางก็ยังรับรู้ได้ถึงพลังงานอย่างมหาศาล จนทำให้ตัวนางเองถึงขั้นกับกระอักกระอวนปั่นป่วนภายในเป็อย่างมาก นางจึงรีบเก็บใส่ในถูงปราณฟ้าของตนที่ข้างเอวทันที
เมื่อเพ่ยเจินเดินมาถึงตรงที่เสินว่านอยู่ ก็พบว่าสหายของตนนั้นนอนรออย่างไม่สนใจอะไรกับโลกนี้อีกแล้ว
“ฮ่า ๆ ท่านทำอะไรของท่านนะเสินว่าน” เพ่ยเจินหัวเราะให้กับเสินว่านที่นอนราบอยู่กับพื้น
“เ้ายังจะมาหัวเราะเยาะข้าอีกนะ เพราะเ้านั่นแหละข้าถึงไม่เหลือแรงแล้วเนี้ย” เสินว่านกรอกตาไปหาเพ่ยเจินที่กำลังยืนหัวเราะจนตัวงออยู่นั้น
“มา ๆ เ้าค่ะ เดี๋ยวข้าเพ่ยเจิน จะอาศัยลากขาท่านเสินว่านกลับเองเ้าค่ะ” เพ่ยเจินยังกล่าวอย่างสนุกสาน
“อะไรกันย่ะ นี่เ้าจะลากข้ากับที่พักหรือนี่ มิสู้ข้ากระเสือกกระสนกลับเองดีกว่า” เสินว่าเมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบกระตุกตัวให้นั่งตรง แล้วกล่าวอย่างถอนใจไป
เพ่ยเจินรีบเดินไปใกล้เสินว่าน แล้วยื่นมือดึงเสินว่านให้ยืนขึ้น แล้วทั้งสองก็เดินพยูงกันไป เพ่ยเจินนั้นแม้จะเหนื่อยล้า และเ็ปในศรีษะตนเองแต่นางก็ยังมีท่าทีอย่างสนุกสนาน ส่วนเสินว่านตอนนี้นั้นนางไม่สนใจอะไรทั้ง ทำหน้ายู่เดินไปกับเพ่ยเจินอย่างจะะโกลับไปนอนที่พักก็มิปาน
แล้วทั้งสองก็มาถึงที่ตรงเหม่ยเซียงรั้งรออยู่ เมื่อเหม่ยเซียงเห็นทั้งสองก็รีบลุกขึ้นเดินไปพยูงเสินว่านช่วยเพ่ยเจิน
“ท่านทั้งสองเป็อย่างไรบ้างเ้าค่ะ” เหม่นเซียงรีบเอ่ยถาม
“ไม่ต้องมาถามข้านะ นุ่นไปถามนางนุ่น” เสินว่านกล่าวอย่างจะยิ้มก็มิยิ้ม จะโกรธก็มิโกรธ
“ฮ่า ๆ เอาหน่า ข้าและท่านเสินว่านสบายดีเ้าค่ะ ป่ะเราค่อย ๆ กลับกันเถอะ” เพ่ยเจินเอ่ยกล่าวอย่างอดยิ้มหัวเราะออกมามิได้
เมื่อทั้งสามเดินทางมาถึงยังที่พักของพวกตน ก็พบว่าท่านเฟยหวงซางจวิ้นได้มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว นางส่งยิ้มมาให้ทั้งสามอย่างอ่อนโยน และให้กำลังใจในดวงหน้า
“กลับมากันแล้วหรือ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวทักทายพวกศิษย์ของตน
“เ้าค่ะ” ทั้งสามเอ่ยพร้อมกัน และต่างก็ได้ประสานมือทำการคารวะแก่ท่านอาจารย์ของพวกตน
“เหม่ยเซียงเ้าไปตระเตรียมอาหาร ส่วนเ้าทั้งสองมานั่งใกล้ ๆ ข้านี่มา” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวสั่งความแก่ทั้งสามเป็อย่างดี
เพ่ยเจิน และเสินว่าน ต่างก็พากันมานั่งใกล้ ๆ ท่านเฟยหวงซางจวิ้นด้วยอาการที่สำรวม
“เอาละพวกเ้าเป็อย่างไรบ้าง ไหนผลของวันนี้เอาออกมาให้ข้าเชยชมหน่อย” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวอย่างเรียบเฉย แต่น้ำเสียงกลับนุ่มนวลเป็อย่างยิ่ง
เพ่ยเจินรีบล้วงเอาต้นโสมกลืนปฐีที่พวกนางกว่าจะได้มา อย่างยากลำบากต้นนั้นยื่นให้ท่านอาจารย์พวกนางไป
เมื่อท่านเฟยหวงซางจวิ้นได้รับมาแล้ว ก็ได้พิจารณาดูต้นโสมกลืนปฐีนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ท่านเฟยหวงซางจวิ้นแสดงออกทางสีหน้าอย่างพอใจในผลของความตั้งใจของทั้งสอง
“ดีมาก ผลของวันนี้น่าพึงพอใจจริง ๆ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวเป็การชื่นชมแก่ศิษย์ทั้งสอง
“แต่…” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยเว้นระยะไว้
“พวกเ้าทั้งสองยังใช้ไม่ได้ พวกเ้าเข้าใจความหมายที่ข้ากำลังจะกล่าวไหม” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเริ่มดึงสีหน้าอย่างเคร่งขรึมกว่าเมื่อกี้มาก
เพ่ยเจิน และเสินว่านต่างมองสบตากัน แล้วก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่สลดออกมา พวกนางรู้ดีว่าวันนี้พวกนางพยายามเต็มที่แล้ว แต่ก็หาได้ดีที่สุดไม่ พวกนางขาดการวางแผนที่รอบคอบ ประมาทเลินเล่อ จึงเป็ผลทำให้พวกนางเก็บเอาชีวิตไม่รอด
“พวกศิษย์ประมาทเกินไปเ้าค่ะท่านอาจารย์” เสินว่านเป็คนเอ่ยตอบคำถาม
ท่านเฟยหวงซางจวิ้นแสดงออกว่าพอใจในคำตอบ และสำนึกของศิษย์ตนทั้งสองนี้ ท่านจึงได้กล่าวสอนไปว่า
“พวกเ้าทั้งสองทำได้ดี แต่พวกเ้ายังขาดประสบการณ์ เมื่อพวกเ้ารู้ว่าตนเองขาดประสบการพวกเ้าควรที่จะรอบคอบมากกว่านี้ และที่สำคัญ เสินว่านเ้าเป็สายสนับสนุนเ้าต้องเชื่อใจเพ่ยเจินให้มาก ส่วนเพ่ยเจินเ้าควรที่จะบอกกล่าวแก่เสินว่านเื่ที่เ้าจะทำด้วย เพราะพวกเ้าทั้งสองต่างต้องร่วมเผชิญกับสิ่งที่อันตรายด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นพวกเ้าต้องไว้ใจ และต้องมองเห็นกันอยู่เสมอ เข้าใจไหม”
เมื่อทั้งเพ่ยเจิน และเสินว่านได้ยินคำกล่าวตักเตือนจากท่านอาจารย์ของตน พวกนางก็รับรู้ได้ในข้อบกพร่องของตนเองอย่างชัดเจนขึ้น
เพ่ยเจินรู้ว่าตนเองนั้นชอบทำอะไรบุ่มบ่ามเป็ที่สุด วันนี้ก็เกือบทำให้เสินว่านต้องเจ็บตัวเพราะนางเอง
ส่วนเสินว่านเองก็ไม่เชื่อใจในเพ่ยเจิน จึงเป็เหตุที่เกือบช่วยสนับสนุนล่าช้า เกือบเสียท่าไปแล้วในครานี้
“เ้าค่ะ ท่านอาจารย์” เพ่ยเจิน และเสินว่านกล่าวตอบอย่างเข้าใจดี
“เอาละพรุ่งนี้พวกเ้าจงพักผ่อนให้เต็มที่ก่อน แล้วหลังจากนั้นพวกเ้าค่อยออกไปล่าราชสีห์ขนทอง ใช้กลวิธีเช่นครานี้ หรือว่าหากพวกเ้ามีดีอะไรก็ใส่ให้เต็มที่อย่าได้รั้งรอ เพราะราชสีห์ขนทอง ไม่ใช่ของเล่น ๆ จำไว้ด้วย” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยย้ำให้ศิษย์ได้ระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิมอีก
แล้วทั้งศิษย์และอาจารย์ก็ได้รับประทานอาหาร และได้แยกย้ายกันไปบำเพ็ญต่างที่กันไป
ในค่ำคืนนี้ก็เป็เสินว่านอีกตามเคย ที่หลังจากเข้าสมาธิรวบรวมพลังฟ้าดินเรียบร้อยก็เข้านอนก่อนทุกคนไป แล้วเพ่ยเจินเองก็ตามไปนอนด้วยเช่นกัน เพราะทั้งสองต่างระบมในศรีษะมาครึ่งค่อนวันแล้ว จึงพักผ่อนไปอย่างไร้เสียงเล็ดรอดอีกเลย
ค่ำคืนนี้จึงเป็ค่ำคืนที่เงียนสงบงัน
วันคืนเวลาค่อย ๆ เลื่อนผ่านไป
“นี่ก็ผ่านมาตั้งสามวันแล้ว อาการเ้าดีขึ้นบ้างไหม” เสินว่านเอ่ยถามเพ่ยเจิน
“ข้าดีมากแล้วเ้าค่ะ วันนี้เราจะออกไปล่าเลยไหมเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยถามเสินว่าน
“ข้าก็ว่าจะชวนเ้าอยู่พอดี ยังไงเราก็ต้องล่าเ้าราชสีห์ขนทองนั่นอยู่แล้ว สู้ออกไปหาสถานที่มันไว้ก่อนก็ยังดี” เสินว่านเอ่ยตอบ
เพ่ยเจินพยักหน้าเป็การเห็นด้วยกับคำกล่าวของเสินว่านเป็อย่างยิ่ง จากนั้นทั้งสองต่างรีบตระเตรียมการออกเดินทางอีกครั้งหนึ่ง
ในครานี้เสินว่านได้นำของวิเศษ เครื่องราง ของขลัง ที่ตนมียัดใส่ย่ามน้อยของนางไปด้วยทันที เพื่อความไม่ประมาท ส่วนเพ่ยเจินเองก็เตรียมกระบี่ให้พร้อม ทั้งสองเล่ม โดยหนึ่งเล่มเป็ถึงกระบี่วิเศษขั้นที่ห้า นั่นย่อมไม่ด้อยสามารถแล้ว
“เหม่ยเซียง ครานี้เ้าต้องอยู่รอพวกข้าที่นี่นะ หากเกิดอันตรายให้ส่งสัญญาณผ่านเครื่องรางของท่านอาจารย์ อย่าลืมละ” เสินว่านเอ่ยเตือนเหม่ยเซียงก่อนที่จากพาเพ่ยเจินเดินออกจากที่พักไป
เพ่ยเจิน และเสินว่านต่างพากันเดินลัดเลาะไปตามแนวลำธาร เพราะคาดการณ์ว่าสัตว์ต้องลงมากิน และอาศัยน้ำในลำธารเป็แน่
“ท่านเสินว่าน ช่วยอธิบายเื่ของราชสีห์ขนทองให้ข้าทีได้ไหมเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยถามเสินว่าน เพราะนางเองไม่สามารถอ่านอักษรในม้วนคัมภีร์นั่นออกได้
“ได้สิ ราชสีห์ขนทอง เป็สัตว์อสูรที่ขึ้นชื่อเื่ความดุร้าย ปราดเปรียวในการสังหารเหยื่อมีทั้งวิธีการซุ่มฆ่าเหยื่อ และจู่โจมอย่างกะทันหันด้วย และที่สำคัญคือ มันมีการโจมตีในระยะไกลด้วย คือมันสามารถปล่อยขนที่เป็ดั่งเข็มทองนั่นพุ่งใส่ศัตรูของมันได้ มันจึงเป็สัตว์อสูรที่ขึ้นชื่อมาก ๆ” เสินว่านเดินนำไปก็อธิบายไป
ทั้งสองเดินจนเลยเวลาเที่ยงวัน พักรับประทานอาหารกันเรียบร้อยก็เร่งออกเดินทางต่อ แต่ทั้งสองก็เดินไปทั้งวันก็ยังไม่เจออะไรที่เป็เบาะแสเกี่ยวกับราชสีห์ขนทองเลย
“นี่ก็ใกล้เย็นแล้วนะเ้าค่ะ เราจะเอาอย่างไรดีเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยถามเสินว่านเพราะเห็นบรรยากาศใกล้เย็นมากแล้ว
“ข้าก็คิดอยู่นานแล้วนะ แต่ในคำภีร์ก็ระบุว่ามันจะอาศัยใกล้ลำธาร โดยจะอยู่ในที่ที่มีหญ้าขึ้นหนาทึบหน่อย นี่เราก็เดินมาเกือบจะชั่วยามแล้ว เห้อออ สังสัยจะคว้าน้ำเหลวแล้วละ” เสินว่านเอ่ยกล่าวด้วยสีหน้าที่สลดลงเล็กน้อย
“งั้นพวกเราเดินอ้อมกลับไปดีกว่า เราจะไม่กลับทางเดิมอีก” เสินว่านอธิบาย
เพ่ยเจิน พยักหน้าเป็สัญญาณว่าพร้อมแล้ว จากนั้นทั้งสองต่างค่อย ๆ เดินประชิดกัน เพราะเสินว่านได้กำชับเพ่ยเจินให้ระวังเสมอ โดยได้ตรึงกระบี่เก่าของนางไว้ในอากาศธาตุเสมอ เพื่อไม่ให้ผิดพลาดอีก
โครรร!!!
อยู่ ๆ ก็มีเสียงคำรามดังสนั่นแนวป่าทั้งหมดขึ้น หมู่นก หรือสัตว์ที่อยู่ในระแวกต่างวิ่งกรูออกจากบริเวณนั้นทั้งหมด
ทันใดนั้นที่เสียงยังไม่ทันจาง ก็มีอะไรบางสิ่งกระโจนข้ามศรีษะเพ่ยเจินไป พร้อมกันนั้นมันเหวี่ยงเท้าหน้าเข้าตะปบตรงส่วนศรีษะของเสินว่านเป็แน่นอนแล้ว อีกไม่ถึงหนึ่งฟ่ามือกรงเล็บนั่นก็จะโดนส่วนศรีษะเสินว่านแน่อน
“ทะลวง!!!” เพ่ยเจินะโอย่างสุดเสียงทันที
หนึ่งกระบี่เก่าคร่ำครึนั้น แม้มันจะเก่า แต่มันยังคงไว้ลวดลายแห่งความปราดเปรียวว่องไวเป็เลิศอยู่ คมกระบี่พทะลวงโดนลำตัวมันอย่างแรงจนไม่หวืดในการตะปบศรีษะเสินว่านไป
ติ่งงง
แต่การทะลวงครั้งนั้นของกระบี่เพ่ยเจินหาทำอันใดมันได้ไม่
“มันไม่ระคายผิวเลยเ้าค่ะ” เพ่ยเจินรีบตั้งหลักสู้ และได้หันไปกล่าวกะเสินว่าน
“ศาสตร์คาถาหอแก้วพิสดารเจ็ดชั้น วิถีที่สี่ เสริมความว่องไวไร้ที่ติ วิถีที่หนึ่ง เสริมแกร่งสุดพรรณนา ลุยให้เต็มที่เลยเพ่ยเจิน” เสินว่านเร่งเร้าปราณยุทธ์ของตน พร้อมสั่งการ เนื่องจากเสินว่านฝึกปรือมานับสิบปี จึงเร่งเร้าพลังปราณยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว เพียงไม่ถึงอึดใจวงแหวนสีฟ้าอ่อนพร้อมกับดวงดาวทั้งเจ็ดดวงก็ผุดขึ้นรอบตัวเสินว่าน
“ปราณมหามรรคาฟ้าเทพผู้อัญเชิญ กระบี่คู่เกรี่ยวกระหวัดทะลวง” เพ่ยเจินก็ร่ายคาถา พร้อมเร่งเร้าพลังปราณยุทธ์อย่างเต็มที่ ตอนนี้มีกระบี่อีกเล่มทะลุออกมาจากวงแหวนอัญเชิญกลางอากาศธาตุอีกหนึ่งเล่ม
ทั้งสองยืนซ้อนกันอยู่ เพ่ยเจินยืนด้านหน้าจ้องมองหาศัตรูของพวกตนอยู่ ส่วนเสินว่านก็ยืนด้านหลังผสานอินคู่จรดค้ำฟ้าคอยสนับสนุนเพ่ยเจินอย่างเต็มที่
โครรร
ทันใดนั้นสิ่งมีชีวิตสี่ขา ลำตัวสีเหลืองเข็มดั่งทองคำ สูงจากพื้นสักห้าศอก ลำตัวยาวห้าวาด้วยกัน
“เป็มันจริง ๆ ด้วยเ้าราชสีห์ขนทอง” เสินว่านสบถกล่าวอย่างห้าวหาญ
มันวิ่งได้ปราดเปรียวนักในโพรงหญ้า หายวับไป แล้วก็มาโพล่อีกที่สลับไปมาอย่างนี้เพื่อ
หลอกล่อเพ่ยเจินให้เสียสมาธิในการจ้องจะโจมตี
มันะโออกจากพุ่มไม้ด้านซ้ายของเพ่ยเจิน พร้อมกับเหวี่ยงขาหน้าขวาจะขย้ำศรีษะเพ่ยเจิน แต่เพ่ยเจินหาได้หวั่นไม่ นางจ้องมองหาจุดตายมานานพอ เมื่อมันเหงื้อมขาขวา เพ่ยเจินก็ปล่อยกระบี่เก่าให้สกัดกั้นขาขวามันทันที แม้จะไม่สามารถสร้างาแได้ แต่ก็หยุดการโจมตีของมันได้
เพ่ยเจินได้ซ้อนคมกระบี่วิเศษขั้นห้าไว้ในพุ่มหญ้า เมื่อราชสีห์ขนทองกระเด็ดเซไปเล็กน้อย นางก็มองเห็นแผงออกของมันทัน นางเพ่งมองอย่างชัดเจน จึงได้ส่งปราณกระแสจิตเข้าสู่กระบี่วิเศษขั้นห้าทันที
“ทะลวง!” กระบี่วิเศษขั้นห้าที่ซุ่มรอคอยเวลาจะสังหารอย่างเืเย็น ก็ถลันพุ่งออกปรี่เข้าใส่แพงหน้าอกของมันทันที
ฉึกกก โครรร
ทันทีที่คมกระบี่วิเศษทิ่มแทงโดนมัน แม้จะไม่ได้โดนจัง ๆ แต่ก็ทำให้มันเ็ปได้ มันร่ำร้องเสียงหลงด้วยความเ็ป มันดิ้นพล่านบนพื้นจนฝุ่นคลุงตลบ แล้วมันก็กระโจนเข้าพุ่มไม้ไป
“โอกาสมาแล้ว ตามสังหารเลย” เสินว่านเอ่ยอย่างเร่งรีบ
“ในระยะสามลี้ข้าตามมันได้เ้าค่ะ” เพ่ยเจินเอ่ยอย่างเร็วรี่พอกัน
จากนั้นคมกระบี่สังหารทั้งสอง ก็ทะยานพุ่งสลับกันตามแทงเ้าสัตว์อสูรร้ายที่พิการาเ็ไป แต่สัตว์อสูรตนนี้ก็ขึ้นชื่อเื่ความปราดเปรียวเช่นกัน จึงยากที่กระบี่จะแทงโดน แม้โจมตีทะลวงนับไม่ถ้วน กลับสร้างาแแก่มันได้เพียงแค่สามแผลที่สันหลัง โคนขาหลัง และสีข้างอีกเล็กน้อย ไม่พอที่จะสยบมันได้
มันห้อตะบึ่งหนีและวิ่งวกวน กลับมาทำร้ายเพ่ยเจินกับเสินว่านเป็บางครั้ง แต่หาได้อันตรายดั่งห่าแรกไม่
“มันใกล้ออกรัศมีมรรคาเ้าแล้ว ตามกันเถอะ” เสินว่านรีบเอ่ยเตือน
เมื่อเพ่ยเจินได้ยิน ก็รีบออกตัววิ่งตามทันที โดยมิได้ลดคมกระบี่ลง แต่ก็โจมตีไม่ได้
ทั้งสองวิ่งตามไปอย่างสุดชีวิต แล้วก็มาหยุดบนเนินหินเนินหนึ่ง เพ่ยเจินมองเห็นมันที่อยู่ต่ำกว่าอย่างชัดเจน จึงได้ตั้งอินเผชิญหน้าจรดฟ้าอีกที ครานี้นางมองอย่างชัดเจน และมั่นใจเป็อย่างที่สุด
“ทะลวง”
สิ้นเสียงเพ่ยเจิน กระบี่ทั้งสองปรี่พุ่งทะยานออกไปทันที คมกระบี่ทั้งสองเล่มตีสลับกันแบบผสานงานอย่างปราดเปรียวว่องไว และทรงพลังทำลายอย่างมหาศาลที่อันเนื่องมาจากการสนับสนุนจากเสินว่านอีกแรง
ราชสีห์ขนทอง ผู้อาภัพที่ต้องมาเจอกับนักปราณยุทธ์สายโจมตีที่ปราดเปรียวว่องไว อย่างสายกระบี่ พร้อมกับสายสนับสนุนอย่างสอยสายหอแก้วพิสดารนี้ ก็เท่ากับว่าชะตาของมันได้ดับดิ้นลงอย่างสนิทแล้ว
ฉึกกก พรั่ววว พรวดดด
สามเสียงที่ทยอยเกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน คมกระบี่ทั้งสองแทงเข้าสีข้างทางละเล่มดังฉึก จากนั้นคมกระบี่ก็ตีคว้านเป็เกรียวหมุนทะลวงเข้าไปในลำตัวของราชสีห์ขนทองดังพรั่ว ๆ จนแทงทะลุออกทรวงอกหน้าดังพรวดโลหิตสดมากมายหลั่งทะลักอย่างพรั่งพรู เมื่อสิ้นเสียงที่สาม ราชสีห์ขนทองก็เป็อันแนบนิ่งเป็ดุษณีไป ที่หน้าโพรงถ้ำแห่งหนึ่ง
“สำเร็จหรือไม่” เสินว่านที่หลบอยู่ด้านหลังเพ่ยเจินเอ่ยกล่าว เพราะนางมองไม่เห็นเหตุการณ์ใด ๆ
“แน่นิ่งไปแล้วเ้าค่ะ” เพ่ยเจินตอบอย่างหอบเหนื่อย
“พวกเราเข้าไปดูกัน ระวังด้วยอย่าประมาท” เสินว่านเอ่ยชวน พร้อมกับกำชับกับสหายสนิทของนาง
ทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ร่างของสัตว์อสูรที่ชื่อราชสีห์ขนทองนี้ ที่นอนนิ่งอยู่หน้าปากถ้ำแห่งนั้น
เมื่อเข้ามาใกล้เพ่ยเจิน กับเสินว่านก็เข้าไปนั่งตรวจดูว่ามันได้ตายลงอย่างสนิทหรือยัง และแล้วทั้งสองต่างยิ้มออกมาได้สักที
“มันสิ้นใจแล้ว” เสินว่านหันไปกล่าวอย่างดีใจจนยิ้มออกมาในดวงหน้า
ทั้งสองต่างดีใจที่ได้พยายามทำอย่างสำเร็จ
ฟ่อออ
ในขณะที่ทั้งสองนั่งมองซากศพของราชสีห์ขนทองนั้นก็มีอะไรคลืบคลานเข้ามาหาอย่างช้า ๆ ดั่งมัจจุราชเงาก็มิปาน
(ระวัง!) เสียงใครคนหนึ่งรีบเอ่ยขึ้นในห้วงกระแสจิตของเพ่ยเจินอย่างจริงจัง
ฟูบบบ
เสียงอะไรสักอย่างด้านหลังพวกนางที่กำลังพุ่งใส่อย่างรุ่นแรง ทุกอย่างเกิดขึ้นในขณะที่ยังหายใจได้ไม่ถึงอึกด้วยซ้ำ
เพ่ยเจินรีบพลักเสินว่านให้หลบไปอีกทาง ส่วนตัวเองก็หลบไปอีกทาง
ตุบบบ
เสียงของอะไรสักอย่างพุ่งกระทบพื้นดินอย่างแรง
เพ่ยเจินไม่ได้สนใจอะไรสักอย่าง เมื่อนางกลิ้งแล้วรีบหมุนตัวกลับมานั่งอีกที จากนั้นก็พุ่งอินเผชิญหน้าไปทางที่เสียงเกิด
ติ่งงง เสียงของกระบี่วิเศษที่แทงไม่เข้า และยังกระเด็นออกมาอย่างชัดเจน
“วิ่งเพ่ยเจิน วิ่งงง” เสียงของเสินว่านเอ่ยกล่าวอย่างร้อนรน นางเองก็ะโพุ่งทะยานออกไปไกลหลายวาแล้ว
ส่วนเพ่ยเจินตอนนี้เองก็วิ่งหนีกันไปคนละทิศละทางกับเสินว่าน นางไม่มีแม้โอกาสจะหันกลับไปมอง
เสินว่านวิ่งไปหลบหลังต้นไม้ต้นหนึ่งที่ใหญ่พอสมควร ส่วนเพ่ยเจินตอนนี้ได้วิ่งไปหลบที่หลังก้อนหินใหญ่อย่างจวนตัว
“นั่นมันงูอสรพิษล่องนภา อายุเกินสามพันปีแน่นอน” เสินว่านรีบะโให้เพ่ยเจินทราบ
“รีบวิ่งไปหากันก่อนเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเองก็รีบเอ่ยกล่าว พร้อมกันนั้นก็ได้ออกวิ่งไปหาเสินว่านอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้เ้างูอสรพิษล่องนภามันได้กลิ่นของทั้งสองมันก็ออกตามอย่างลวดเร็ว ทั้งสองยังไม่ทันได้บอกกล่าวอะไรแก่กันก็จำเป็ต้องห้อตะบึงกันอย่างมิทันได้ตั้งตัว
“เอาอย่างไรกันดีเพ่ยเจิน” เสินว่านที่วิ่งนำหน้าอย่างรวดเร็วก็ะโถามไปทางด้านหลัง
เพ่ยเจินเองตอนนี้ก็แทบจะควบคุมสติไม่อยู่แล้ว นางไม่รู้จะทำเยี่ยงไรต่อไป ภายในใจก็พยายามคิดว่าจะเอาอย่างไรดี
“เพ่ยเจิน เ้ายังอยู่ดีไหม” เสินว่านเองก็วิ่งอย่างไม่ได้หันหลังกลับ จึงได้เอ่ยย้ำเตือนไปหาเพ่ยเจินอีกครา
“ท่านช่วยสนับสนุนพลังปราณฟ้าดินให้ข้าได้ไหมเ้าค่ะ” เพ่ยเจินเมื่อได้ยินเสินว่านเอ่ยเตือนครั้งที่สองก็พอมีสติ
“ได้สิ แล้วเ้ามีแผนหรือยัง” เสินว่านะโ
“เ้าค่ะ เมื่อท่านสนับสนุนข้าแล้ว ได้โปรดะโออกทางขวาให้ไกลที่สุดนะเ้าค่ะ” เพ่ยเจินะโบอกอย่างรวดเร็ว
“ศาสตร์คาถาหอแก้วพิสารเจ็ดชั้น วิถีที่สองเสริมปราณมรรคาฟ้าดินสุดพรรณาไร้ที่ติมหาศาล” เสินว่านร่ายศาสตร์คาถาของตนพร้อมเร่งเร้าพลังปราณยุทธ์อย่างเต็มที่ พลังงานแสงสีฟ้าได้ไหลเข้าสู่กายเพ่ยเจินที่วิ่งมาด้านหลังอย่างท้วมท้น
(ท่านหลิงเทียนเ้าค่ะ โปรดอภิบาลคุ้มครองข้าด้วย) เพ่ยเจินเอ่ยดั่งว่ากำลังอ้อนวอนต่อสิ่งที่มองไม่เห็นฉะนั้น
(หึ)
“ปราณมรรคาฟ้าเทพผู้อัญเชิญ กระบี่หลิงเทียน จงสดับคำเรียกขานแห่งข้า…” เพ่ยเจินะโร่ายศาสตร์คาถาอย่างรวดเร็วหนักแน่นเป็ที่สุด วงแหวนสีขาวสว่างจ้าแผ่ออกรอบตัวเพ่ยเจินสามวงแหวน
แขว๊กกก เสียงของอะไรสักอย่างที่กำลังแหวกอากาศธาตุออกมา ซึ่งตรงนั้นเป็ที่ที่วงแหวนของเพ่ยเจินกำลังสำแดงศาสตร์คาถาอัญเชิญอยู่
ซวิ้งงง กระบี่นิลกาฬเล่มนั้นได้ล่องลอยอย่างฉับไวมาอยู่ตรงข้างศรีษะของเพ่ยเจิน พร้อมที่จะปล่อยออก
ทุกอย่างในป่าล้วนเงียบสงบงัน ประดุจว่าสัตว์ทุกตัวล้วนโดนอำนาจอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่อย่างหาที่สุดมิได้กดทับพวกมันอยู่ สัตว์บางชนิดถึงขั้นหมดสติล้มตึงไป
เ้างูอสรพิษล่องนภา ได้กระตุกกึกไปชั่วขณะหนึ่ง
เมื่อเพ่ยเจินััได้ถึงช่องโหว่ที่มีมา แม้จะน้อยนิดแต่ก็ถือว่าเป็โอกาสที่สำคัญที่สุดแล้ว
“เสินว่านโดดดด” เพ่ยเจินะโบอกแก่เสินว่าน
ส่วนตัวเพ่ยเจิน ก็รีบหมุนตัวตีวงกลับอย่างฉับไวทันใดที่สบตาต่อเ้าอสรพิษร้ายนั้น นางก็หาได้หวั่นเกรงไม่ ในตอนนี้คือ่ที่นางสงบนิ่งเป็ที่สุด เยือกเย็นที่สุด และนางก็ปราดมือพุ่งออกชี้ไปที่เ้าอสรพิษนั้น
“ทะลวงงง”
สิ้นเสียงกระบี่สีนิลกาฬเล่มนั้นก็ปราดพุ่งทะยานออกอย่างรุนแรงน่ากลัว
วิดดด เสียงกระบี่สีนิลกาฬแหวกอากาศธาตุออกจากกัน ฉึกกก พรวดดด เสียงกระบี่สีนิลกาฬแทงทะลุทะลวงอย่างไร้ปราณี
คมกระบี่นิลกาฬนั้นแทงสวนเข้าใต้คาง ทะลุออกส่วนหัวของมันตัดขั้วประสาทสั่งการทันที นี่คือการโจมตีทะลวงอันเป็ประกาศิตปลิดชีพมันอย่างแน่นอน
เ้างูอสรพิษล่องนภา ที่มีขนาดส่วนหัวใหญ่สี่ถึงห้าคนโอบ ลำตัวยาวร่วมยี่สิบวาได้สิ้นชีวิตกลางอากาศทันที แต่มันหาได้หยุดแค่นั้นไม่
ตูบบบ มันลอยมาชนอกของเพ่ยเจินอย่างจัง จนนางกระเด็ดไปหลายก้าว นางหมดสติในทันที
เสินว่านที่ลุกขึ้นได้ พอสติก็รีบวิ่งปานจะจะะโก็มิปานมาหาเพ่ยเจิน
“เ้าไปช่วยพวกนางเสีย” เสียงบุรุษผู้นึ่งกล่าวแก่ท่านเฟยหวงซางจวิ้นที่อยู่ไกลเกือบร้อยกว่าลี้
“ท่านอนุญาตให้ข้าไปแล้วใช่ไหมเ้าค่ะ” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวด้วยสีหน้าที่ร้อนรนอย่างหาที่สุดมิได้
จากนั้นท่านเฟยหวงซางจวิ้นก็แปลงเป็แสงไฟพุ่งปราดแวบเดียวก็มาถึงที่เสินว่านทันที
(เ้าเป็อย่างไรบ้าง) เสียงบุรุษผู้นั้นเอ่ยกับเพ่ยเจินในห้วงแห่งจิต
(ท่านเองหรือเ้าค่ะ ข้าคงหมดชีพตรงนี้แล้วเ้าค่ะ) เพ่ยเจินเอ่ยกล่าวอย่างสลด
(หึ อันใดกัน เ้าอย่าลืมสิสิ่งที่ข้าเคยเอ่ยกับเ้าไว้) เสียงนั้นกล่าวอย่าวเรียบเฉยปนอ่อนโยน
(มิเช่นนั้น ข้าขอพักก่อนนะเ้าค่ะ เพราะข้าไม่มีแรงแล้วเ้าค่ะ) เพ่ยเจินเอ่ยอย่างหมดแรง
(หึหึ อันใดกัน ่นี้นะสิคือ่ที่ประเสริฐที่สุด) เสียงนั้นกล่าวอย่างเยือกเย็น
(เื่อันใดหรือเ้าค่ะ) เพ่ยเจินกล่าวอย่างเหนื่อยล้า
(หลอมกลั่นปราณจิตโอสถอนัตตากันเถอะ) เสียงนั้นกล่าวอย่างเรียบเฉยก็จริง แต่ครานี้เพ่ยเจินเหมือนถูกบังคับร่างกายให้ทำตามอย่างขัดขืนมิได้
(อันดกันเ้าค่ะ) เพ่ยเจินใกับการกระทำที่ควบคุมไม่ได้ของตน
(เร่งปราณยุทธ์ทั้งหมดที่มีเข้าสู่ทรวงอกเร็ว) เสียงนั้นเอ่ยสั้นกระชับชัดเจน
เพ่ยเจินเมื่อได้ฟังก็ได้แต่ทำตามอย่างขัดขืนไม่ได้ นางได้เร่งเร้าพลังปราณยุทธ์อย่างที่สุด จนเกิดวงแหวนสามวงซ้อนขึ้น แต่เมื่อเพ่ยเจินสังเกตดี ๆ นี่มิใช่สีทองแบบปกติ แต่นี้กลายเป็สีแสงสว่างจ้ารอบตัวนาง
จากนั้นปราณจิตโอสถทิพย์ของนางที่ได้รับพลังปราณฟ้าดินอย่างมหาศาลเข้าไปก็ได้พลุบลอยออกมาจากทรวงอกของนาง มันได้ลอยขึ้นสู่กลางอากาศบนศรีษะของเพ่ยเจินอีกที
(เร่งให้สุด ดูดกลืนให้เต็มที่ไปเลย) เสียงนั้นกล่าวเตือนมาอีกระยะ
เพ่ยเจินเร่งดูดกลืนพลังปราณยุทธ์ฟ้าดินทั้งหมดอย่างกระหายก็มิปาน ก้อนปราณจิตโอสถทิพย์ที่ลอยคว้างอยู่นั้นเริ่มเปล่งแสงจ้าออกมา และค่อย ๆ ปล่อยวงแหวนออกมาอีกวงที่มีแสงจ้า เต็มไปด้วยอักขระโบราณกาล และขนาดค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
(นั่นแหละดี ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่ามันจะพอใจ) เสียงนั้นเอ่ยสำทับอีกครา
เมื่อระยะเวลาผ่านไปสองชั่วยามทุกอย่างก็เริ่มสงบลง การดูดกลืนพลังปราณยุทธ์ฟ้าดินก็ค่อย ๆ คลายและอิ่มตัวลง
ในที่สุดก้อนปราณจิตโอสถทิพย์ที่ตอนนี้มีขนาดเท่าไฮสุราไฮหนึ่งนั้น อยู่ ๆ ก็หดตัวเล็กลงเหลือเท่าเม็ดถั่วอย่างรวดเร็ว
ตูมมม ปราณจิตโอสถทิพย์ได้ะเิออก พร้อมกันนั้นก็คลายวงแหวนวงที่สี่ลงสู่ตัวของเพ่ยเจิน แล้วตัวปราณจิตโอสถทิพย์ของนางตอนนี้ได้กลายเป็รูปทรงผลึกขนาดเท่าไฮมีแสงจ้าสว่างตาเป็ที่สุด มีวงแหวนน้อยพร้อมอักขระยันต์โบราณกาลทั้งสี่วงรายล้อมอยู่
(นี่ข้าได้หลอมกลั่นปราณจิตโอสถอนัตตาได้แล้วหรือเ้าค่ะ) เพ่ยเจินเอ่ยกล่าวอย่างตื้นตันใจ แม้นนางจะเหนื่อยล้าสักปานใด แต่ในตอนนี้นี่คือ รางวัลแห่งความเพียรพยายามของตัวนางเอง นางอดไม่ได้ที่จะชื่นชมปราณจิตโอสถอนัตตาของตนอย่างยินดีที่สุด
ภายนอกหลังจากท่านเฟยหวงซางจวิ้นได้รีบพาเสินว่าและเพ่ยเจินมาถึงที่พักก็ได้ตรวจอาการอย่างถี่ถ้วนก็รู้ว่านางกำลังจะบรรลุการหลอมกลั่นปราณจิตโอสถอนัตตาในคืนนี้
ท่านเฟยหวงวางจวิ้นจึงไม่ได้กังวลอีก เพราะนางรู้ดีว่าท่านผู้นั้นได้เข้ามาช่วยเหลือนางแล้ว
“เ้าอย่าได้กังวลไปนางกำลังหลอมกลั่นปราณจิตโอสถอนัตตาแล้ว ปล่อยให้นางพักผ่อนของนางเถิด” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวแก่เสินว่าน และเหม่ยเซียงที่ค่อยเฝ้าเพ่ยเจินอย่างไม่ห่าง
“เ้าค่ะท่านอาจารย์” เสินว่านกล่าว
“เ้ารู้ใช่ไหม ว่าสิ่งที่พวกเราทำทั้งหมดนี้มีเพียงเพื่อการวิวัฒน์ของเพ่ยเจินเท่านั้น” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าวถามแก่เสินว่าน
“เ้าค่ะ ข้ารู้เ้าค่ะ” เสินว่านตอบ
“เ้าไม่น้อยเนื้อต่ำใจหรือ ที่ข้าทุ่มเทแก่เพ่ยเจินมากมายขนาดนั้น” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นเอ่ยกล่าว
“ไม่เลยเ้าค่ะ ข้ายินดีมากที่จะติดตามนาง ข้ารู้ดีแก่ใจว่าเพ่ยเจินนางประเสริฐกว่าผู้อื่นหลายพันหมื่นเท่าเ้าค่ะ อันนี้คือความบริสุทธิ์ใจของข้าเองเ้าค่ะ” เสินว่านเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ชื่นชมเพ่ยเจินเป็อย่างมาก และนั่นก็คือความในใจของนางจริง ๆ
“เอาละเ้าก็พักผ่อนให้เต็มที่ อีกสองวันเ้าต้องบรรลุนักปราณยุทธ์พิชิตประตูฟ้า ขั้นแปดดาวได้แล้ว” ท่านเฟยหวงซางจวิ้นยิ้มกล่าว
เสินว่านเองเมื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ้มขึ้นหน้าอย่างเปรมปรีที่สุดแล้ว
ค่ำคืนนี้ช่างเป็ค่ำคืนที่เย็นสบายที่สุดแล้ว เมื่อได้ออกเดินทางมา
(ท่านเ้าค่ะ ท่านจะอยู่ช่วยข้าไปอีกนานเท่าใดเ้าค่ะ) เพ่ยเจินเอ่ยในห้วงจิตอย่างแผวเบา เพราะนางเริ่มคุ้นชินกับบุคคลผู้นี้ไปทีละน้อย อย่างที่นางก็ยังไม่รู้ตัว
(หึหึ นิจนิรันดร์ เ้าเคยได้ยินคำนี้ไหมละ) เสียงนั้นเอ่ยกล่าวอย่างเรียบเฉย ไม่มีท่าทีแสดงออกทางน้ำเสียงใดแฝงอยู่
แต่นั้นก็ทำให้เพ่ยเจินสาวน้อยค่อย ๆ มีพวงแก้มที่เริ่มแดงระเรี่ยไป นางมีความรู้สึกที่แปลกใหม่ภายในใจ แต่ก็เหมือนจะเนิ่นนานเมื่อได้ััใกล้ชิดกับเขาผู้นี้ หรือนี่คือโชคชะตาของข้ากันแน่…