บ่าวของหลนจงทำท่าทีไม่เกรงใจนั่งลงข้างๆ จูเยว่ มือไม้ไม่อยู่สุขหยิบถ้วยบนโต๊ะเล่น มองหน้านางก็ขำรอบดวงตาที่เป็ดวงดำๆ ของจูเยว่ บ่าวชายใช้มือเชยคางจูเยว่เพื่อดูดวงตานั่นแล้วหัวเราะชอบใจ จูเยว่ปัดตบมือบ่าวชายออกไปด้วยเล็บทู่ๆ ของนาง
“ข้าไม่รู้จักท่าน ท่านไม่รู้จักข้าท่านกลับไปที่ของท่านเถอะ” ฮวาผิงไล่ทำเสียงขู่ฟ่อๆ เบาๆ หลนจงจับมือนางเข้ามาจะหอมทันที แต่อาปั๋วมาพอดีตบมือหลนจงหลุดออกจากมือฮวาผิงทันที “พลั๊ว!!”
“ข้าว่าเ้ากลับไปนั่งที่ของเ้าซะดีกว่าในฐานะที่ข้าเป็ผู้คุ้มกันดูแลที่นี่เ้าอย่าหาเื่ใส่ตัวจะดีกว่านะ” อาปั๋วซ่าทันทีที่รับงานคุ้มกันใหม่มาหมาดๆ พร้อมยกมือที่ตบหลนจงเมื่อสักครู่ขึ้นมามีขนของหลนจงติดมาด้วยหลายเส้น
เขาเป่าลมปากใส่ที่มือตัวเองให้ขนของหลนจงปลิวหลุดจากเล็บมือไป หลนจงกระดิกหนวดที่เหมือนเขียนด้วยหมึกของเขามองมืออาปั๋วแล้วแค้นในใจ แต่แล้วค่อยๆ เดินกลับโต๊ะไปแต่ยังมองหน้าอาปั๋วอยู่แบบเก็บความเคียดแค้นเอาไว้และไม่พูดสิ่งใด
“ลำบากจริงๆ เลยข้าจะโหดได้อย่างไรดูหน้าเ้าหมอนั่นสิมีหนวดตลกชมัด” อาปั๋วกลั้นขำพูดลอยๆ เสียงดังออกมา เขาหันกลับมาเจอหน้ากับจูเยว่ที่มีขนวงดำที่เบ้าตาหนึ่งข้างเขากลั้นหัวเราะไว้จนไม่ไหวเลยหัวเราะออกมาดังๆ แต่ทำไม่รู้ไม่ชี้ว่าขำใครกันแน่
“พึ่งรับงานทำก็มีงานเลยคุ้มค่าๆ ไม่เสียแรงที่รับงานนี้เลยจริงๆ” อาปั๋วตบผางเข้าที่เข่าตัวเองแรงๆ ยังแอบหัวเราะดวงตาของจูเยว่อยู่ ยิ่งมองไปมาระหว่างหน้าหลนจงกับจูเยว่เขาแอบคิดในใจถ้าคู่นี้แต่งงานกันสงสัยแขกในงานพิธีคงหัวเราะงอหายน่าดู
“ขอบคุณท่านมากไม่ทราบว่าท่านผู้นี้มีนามว่าอะไร?” ฮวาผิงยกมือคำนับนางกระดิกหางเบาๆ
“ข้าชื่ออาปั๋วมีอะไรก็บอกข้าได้ข้ากับฟูเหรินทำงานให้เถ้าแก่เนี๊ยะแล้ว เราจะดูแลความปลอดภัยของที่นี่เอง” พูดพลางตบอกตัวเองเบาๆ ด้วยความภูมิใจ เขาพยายามไม่มองจูเยว่อีกกลัวจะหลุดขำเสียมารยาท
“ถ้าเช่นนั้นในอนาคตถ้ามีอะไรให้ช่วยข้าจะขอพึ่งท่านทั้งสองนะข้าขอบคุณท่านล่วงหน้า” ฮวาผิงยิ้มหวาน
“ไม่ต้องเกรงใจๆ” อาปั๋วรีบเดินจากไปก่อนที่เขาจะกลั้นขำไม่อยู่อีกรอบ
ในใจของนางช่างยินดียิ่งนัก ยินดียิ่งกว่านอกใบหน้าอีกถึงแม้ฟูเหรินจะไม่สนใจนางแต่นางกลับชอบเขาไปแล้ว ตอนนี้นางคิดถึงคำพูดของผู้ที่มีดวงตาสีเหลืองสดผู้นั้นในความฝัน
“อยากได้สิ่งใดจงทำตามข้าแล้วเ้าจะได้สิ่งนั้น!!” นางคิดวนเวียนซ้ำไปซ้ำมายิ่งนางเห็นฟูเหรินสนใจเถ้าแก่เนี๊ยะมากเท่าไหร่ภาพนั้นในใจนางมันทำให้นางริษยาเต็มกลืนเกินจะทนรับไหว เห็นทีนางจะอยู่เฉยไม่ได้เสียแล้วต้องทำสิ่งใดสักอย่างไม่อย่างนั้นสิ่งที่นาง้าคงจะหลุดมือไปเป็แน่นางจะต้องวางแผนให้รอบคอบ
นางเดินกลับเรือนเช่าพักระหว่างทางนางก็คิดวางแผนต่างๆ ไปด้วย ข้าจะต้องเขียนจดหมายแจ้งไปที่บ้านว่าข้าจะเดินทางไปจงหนานล่าช้าลงจะหาข้ออ้างใดดีนะ…บอกว่าข้าเจอหนทางทำการค้าใหม่ๆ เลยจะดีกว่า จะต้องอยู่ศึกษารายละเอียดให้รู้ความก่อนสักระยะเมื่อเป็ที่พอใจแล้วข้าค่อยเดินทางต่อไปจงหนานทำธุระให้ท่านพ่อ จากนั้นค่อยกลับไปชิงหนงหาท่านพ่ออีกครั้ง เอาแบบนี้แหละแบบนี้จะถ่วงเวลาได้หลายเดือนเลย
“จูเยว่ไปหากระดาษกับพู่กันมาให้ข้าหน่อย” ฮวาผิงสั่ง
“เ้าค่ะ” จูเยว่รับคำสั่งนางรีบเดินไปทันที
“เมื่อข้า้าสิ่งใดข้าก็ต้องได้มา” ฮวาผิงพูดเบาๆ กับตัวเอง
จูเย่วเดินมาพร้อมกระดาษกับพู่กันวางลงที่โต๊ะในเรือนพักให้ฮวาผิงเขียนลงไป นางยืนฝนหมึกให้ฮวาผิงมองดูหน้าของฮวาผิงคิดไปในใจว่าเ้านายของนางกำลังคิดจะทำสิ่งใดกันคงไม่ใช่เื่ดีแน่ๆ
“ข้าเขียนถึงท่านพ่อ ข้าจะยังไม่ไปจงหนานในยามนี้เพราะข้าเห็นลู่ทางการค้าใหม่ๆ แล้วข้าจะส่งข่าวไปหาท่านที่ชิงหนงอีกครั้งเมื่อข้าได้รายละเอียด” นางเขียนสั้นเพราะตั้งใจว่าจะเขียนส่งไปเเป็ระยะเพื่อถ่วงเวลาไม่ให้ที่บ้านสงสัยนาง
ผ่านไปอีกวันเวลาเช้าในยามเฉิน 8.00 น. ผู้ที่มาพักแรมในโรงเตี๊ยมส่วนมากจะสอบถามเส้นทางและเสวนากันพูดคุยถึงรายละเอียด ข่าวสารของการเดินทางไปเมืองต่างๆ หรือเื่ทำมาหากินคุยกับนักเดินทางด้วยกันหรือถามเสี่ยวเอ้อ หลังจากเป็ที่พอใจก็จะเดินทางไปตามทางของตัวเอง
ฮวาผิงหลังจากเื่ยุ่งๆ ยามเช้าที่โรงเตี๊ยมในวันก่อนนางยังไม่คิดไปจากที่นี่เร็วนัก ถึงทางบิดาจะสั่งให้นางรีบไปทำธุระที่เมืองจงหนานแต่นางคิดว่าในเมื่อนางชอบฟูเหรินนางจะยังไม่ยอมไปไหนง่ายๆ ในตอนนี้หรอก
นางได้เขียนจดหมายไปแจ้งที่บ้านแล้วว่าจะอยู่อีกเป็เดือนเพื่อศึกษาช่องทางค้าขายถึงอย่างไรที่บ้านก็ทำอะไรนางไม่ได้ นางจะอยู่ที่นี่ไปก่อนจนกว่าจะมัดใจฟูเหรินได้ หลังจากกินอาหารเช้านั่งเล่นที่โถงโรงเตี๊ยมในวันนี้แล้ว

อาปั๋ว ฟูเหริน