หลังจากเด็กผู้ชายอาบน้ำเสร็จหมดแล้วก็ถึงคราวของเด็กผู้หญิงอย่างโยวยาโถว ถิงยาโถว บุตรสาวของนางฉี สองพี่น้องแซ่หลิว ตลอดจนน้องสาวของเถี่ยต้าน
และในที่สุดก็มาถึงกลุ่มสตรีวัยผู้ใหญ่
เหอจิ่วเหนียงผ่อนลมหายใจอย่างผ่อนคลายขณะนั่งแช่น้ำในบ่อ
นางหยูเอ่ยขึ้น “แปลกจริง สระน้ำก็เล็กเท่านี้ อาบน้ำให้เด็กไปแล้วตั้งหลายคนแต่น้ำกลับไม่ขุ่นเลยสักนิด!”
“นั่นน่ะสิ น้ำสะอาดมาก สะอาดเหมือนตอนที่พวกเราเห็นครั้งแรกเลย!”
เหอจิ่วเหนียงหลับตาแช่น้ำไม่พูดอะไร ในใจคิด ‘แหงสิ ก็ข้าแอบเปลี่ยนน้ำนี่!’
คนหลับตาอยากแช่น้ำเงียบ ๆ โดยหารู้ไม่ว่าสายตาของสตรีทั้งบ่อกำลังจับจ้องมาที่ตัวเอง
และคนแรกที่เอ่ยขึ้นก็คือนางหยู “น้องสะใภ้สาม ผิวของเ้าขาวเนียนยิ่งนัก เหมือนเด็กน้อยที่เพิ่งคลอดอย่างไรอย่างนั้น”
คำพูดนี้ไม่เกินจริง นางฉีจ้องมองหน้าอกอีกฝ่ายด้วยความอิจฉา “นั่นสิ แล้วเ้าดูหน้าอกของนาง เหมือนอยู่ในวัยแม่กำลังให้นมลูกเลย ไม่เหมือนข้า เหลือแค่หนังที่กำลังหุ้มอะไรสักอย่างอยู่บนร่างกาย! จิ่วเหนียง นี่เ้าทำได้อย่างไร?”
กล่าวจบ เหล่าสตรีที่ผ่านการออกเรือนทั้งหลายก็ยังจับจ้องโฉมสะคราญด้วยสายตาร้อนฉ่า รอให้เหอจิ่วเหนียงบอกวิธีดูแลตัวเอง แม้แต่นางซุนก็ยังมองมา
เหอจิ่วเหนียงนิ่งเงียบ “...”
นางจะไปรู้ได้อย่างไรกัน นางเองก็ไม่เคยมีความรักมาก่อน ในภพก่อนนางเป็หญิงสาวบริสุทธิ์ เป็ดอกเบญจมาศที่ยังไม่เคยผ่านมือชาย แต่ตอนนี้ตื่นมาอีกทีก็มีบุตรชายจำเป็ซะแล้ว!
“ฮ่ะ ๆ ๆ ขะ ข้า…ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีอาจเป็เพราะร่างกายข้ากำลังเข้าสู่วัยเจริญเติบโตอีกครั้งกระมัง!”
ทุกคน “...”
ร่างกายเจริญเติบโตอีกครั้งหมายความว่าอย่างไร?
นางซุนช่วยทำลายความเงียบ “นางดูดีแล้วจะมีประโยชน์อะไร ข้าจะบอกให้ ตอนที่เสี่ยวโก่วเอ๋อร์เกิดมานางไม่มีน้ำนมด้วยซ้ำ ทำเอาหลานชายข้าร้องหิวทุกวัน!”
เหอจิ่วเหนียง “...”
จะช่วยก็ช่วยสิ เหตุใดต้องเหน็บแนมด้วย!
แต่จะว่าไปก็เป็ความจริง โก่วเอ๋อร์ในวัยทารกสุขภาพไม่แข็งแรง เ้าของร่างเดิมก็ไม่มีน้ำนม ทำให้ทารกน้อยได้ดื่มแค่นมแกะ กระทั่งอายุยังไม่ถึงสามเดือนครอบครัวก็ไม่มีกำลังความสามารถที่จะหานมแกะมาให้เด็กน้อยดื่มได้อีก นางซุนจึงต้มน้ำซาวข้าวป้อนให้เขาดื่ม เลี้ยงดูหลานชายคนนี้จนเติบโตมาถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เื่ง่ายเลย
เมื่อทุกคนได้ฟัง ความรู้สึกอิจฉาก็มลายหายไปจนหมด แม้จะมีรูปลักษณ์เทียบเหอจิ่วเหนียงไม่ได้ แต่อย่างน้อยลูก ๆ ของพวกนางก็มีนมแม่ให้กินไม่ขาด
การอาบน้ำร่วมกันแบบนี้ความจริงแล้วเหล่าสตรีวัยออกเรือนก็ขัดเขินไม่น้อย แต่หลังจากชำระล้างร่างกายเสร็จทุกคนก็รู้สึกสบายตัวอย่างยิ่ง
.
ยามรัตติกาล
เหอจิ่วเหนียงมองบุตรชายที่ตัวหอมสะอาดก็อดหอมแก้มไม่ได้
ใบหน้าของโก่วเอ๋อร์มีน้ำมีนวลขึ้นกว่าหลายวันก่อน ยามใช้มือััก็ให้ความรู้สึกดีไม่น้อย เวลาว่าง ๆ เหอจิ่วเหนียงมักจะเล่นแก้มน้อย ๆ ของเขา
“ท่านแม่ เอาอีก หอมอีก!”
หญิงสาวหอมแก้มเล็ก ๆ ไปแล้วหนึ่งทีก็เตรียมจะนอน แต่เสี่ยวโก่วเอ๋อร์กลับชอบให้แม่ของตนทำเช่นนี้กับเขามาก นิ้วเล็ก ๆ ชี้หน้าตนเอง พร้อมยื่นหน้าเข้าหามารดาและร้องขอให้หอมแก้มอีก
เหอจิ่วเหนียงไม่อาจปฏิเสธ ทั้งหอมทั้งจุ๊บแก้มนุ่มนิ่มไปหลายครั้ง
มั้วะ ๆ ๆ ๆ
อีกทั้งยังแกล้งจั๊กจี้ โก่วเอ๋อร์หัวเราะจนไม่อาจหยุดได้
สองแม่ลูกหยอกล้อกันอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเข้าสู่ห้วงนิทรา
นางซุนและสามีนอนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง หญิงชราเอ่ยตำหนิ “่นี้สะใภ้สามยิ่งนานวันก็ยิ่งเอะอะเสียงดังเรื่อย ๆ!”
ชายชราหัวเราะเบา ๆ “ก็เป็เื่ดีไม่ใช่หรือ ก่อนหน้านี้เ้าบอกเองว่าสะใภ้สามพูดไม่เก่ง อีกอย่างเ้าดูสิ ่นี้เสี่ยวโก่วเอ๋อร์ก็ดูแข็งแรงขึ้นมากด้วย”
เขาพลิกตัวหันมาหาภรรยา “ลูก ๆ หลาน ๆ เขาก็มีทางรอดของตัวเอง รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางกันต่อ”
นางซุนไม่พูดอะไรอีก หันไปมองเหอจิ่วเหนียง ั์ตามีร่องรอยของรอยยิ้มปรากฏขึ้นจาง ๆ
…หากเ้าสามมีชีวิตรอดกลับมาได้ก็คงจะดี
…
ห้าวันต่อมา
คณะชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลลู่ไม่ได้ใช้เส้นทางูเาแล้ว แต่เปลี่ยนมาเดินเส้นทางสายหลักแทน
เมื่อเข้าสู่เส้นทางสายหลักก็เริ่มพบเห็นผู้คน แต่ละคนต่างมีสภาพท้อแท้เซื่องซึม เมื่อคนเ่าั้เห็นกลุ่มของพวกเขาที่มีชายหนุ่มจำนวนน้อย ส่วนมากเป็ผู้หญิงและเด็ก แววตาของพวกเขาก็ลุกโชนขึ้นทันที
มีบางคน้าเข้ามาหาเื่ แต่เมื่อเห็นบุตรชายคนโตของผู้เฒ่าลู่ชักดาบออกมาพวกเขาก็ใกลัวจนถอยหนี ดังนั้นคณะตระกูลลู่จึงเดินทางอย่างสงบสุข
กระทั่งผ่านไปอีกสองวัน
ตลอดการเดินทางพวกเขาไม่พบเจอคนรู้จักเลย ทุกคนจึงยิ่งรู้สึกเคร่งเครียด
สภาพจิตใจของแต่ละคนไม่ค่อยดีนัก บัดนี้ต่างคนจึงต่างไม่ได้พูดคุยกัน
มีเพียงทางด้านครอบครัวลู่ที่บางครั้งจะมีเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังขึ้น เด็กที่อายุน้อยที่สุดสามคนี้เีเดิน เหอจิ่วเหนียงจึงจัดการพื้นที่ตรงกลางเกวียนให้ว่าง แล้วใช้ผ้าปูให้เ้าตัวน้อยทั้งสามนั่ง โดยมีสิ่งของตั้งอยู่รอบตัวเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาตกลงมา
เหอจิ่วเหนียงกลัวว่าพวกเขาจะเบื่อ จึงดึงเศษผ้าออกมาเป็เส้นหนึ่งเส้นให้พวกเขาเล่นพันด้าย การละเล่นนี้สำหรับผู้ใหญ่ย่อมไม่น่าสนใจ แต่สำหรับเด็ก ๆ กลับสามารถเล่นได้ทั้งวัน และเสียงหัวเราะเป็ระยะก็มาจากพวกเขานั่นเอง
ส่วนเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยเห็นแล้วก็อยากเล่นเช่นกัน ทว่าขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทาง จึงทำได้เพียงอดทน รอพลบค่ำยามพักผ่อนค่อยเล่นก็ยังไม่สาย
“ท่านอาสะใภ้สาม เชือกเส้นเดียวก็ทำให้สนุกได้ถึงเพียงนี้ อาสะใภ้สามฉลาดยิ่งนัก!”
โยวยาโถวเดินเข้าไปใกล้เหอจิ่วเหนียง มองนางด้วยแววตาชื่นชมและศรัทธา
เมื่อก่อนนางแค่รู้สึกว่าอาสะใภ้สามเป็สาวงามคนหนึ่งที่มีนิสัยไม่ค่อยพูดค่อยจาเท่านั้น แต่ตอนนี้อาสะใภ้สามไม่เพียงหน้าตางดงาม แต่ยังเป็มิตร ช่างเจรจา และปราดเปรื่องอีกด้วย
นางอยากเก่งให้ได้อย่างอาสะใภ้สาม!
คำเยินยอของสาวน้อยทำให้เหอจิ่วเหนียงอารมณ์ดีมาก นางจึงกล่าว “มันว่างไม่มีอะไรทำ เดินทางก็เบื่อ ข้าเลยคิดหาอะไรทำสนุก ๆ น่ะ ไม่ใช่แค่ข้านะ พวกเ้าก็ควรคิดเหมือนกัน…อย่างเช่น หากไปถึงอันโจวแล้วเ้าอยากทำอะไร มีสิ่งไหนที่อยากทำเป็พิเศษหรือไม่”
“อยากทำอะไรอย่างนั้นหรือ?”
โยวยาโถวสับสนทันใด ปีนี้นางเพิ่งจะอายุแปดขวบ ที่ผ่านมาตอนอยู่บ้านนางมักจะช่วยท่านย่ากับท่านแม่ทำงานบ้าน ไปหาผักป่าตามตีนเขา ไม่เคยมีใครถามนางมาก่อนว่านางอยากทำอะไร
อีกอย่าง นางก็เป็แค่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ต้องอยู่กับเหย้ากับเรือนรอจนถึงวัยแต่งงานไม่ใช่หรือ อยากจะทำอะไรนั่นสำคัญด้วยหรือ?
สมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ หันมามองสะใภ้สามเช่นกัน หัวใจถูกสะกิดด้วยคำถามที่ว่า ‘มีอะไรอยากทำหลังจากนี้’
อย่าว่าแต่เด็ก ๆ เลย แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างพวกเขาก็ไม่เคยถามตัวเองมาก่อนว่าตัวเองอยากทำอะไร
นางซุนตัดบท “เ้าก็เอาแต่พูดเื่ไร้สาระทั้งวัน ถึงตอนนั้นก็ต้องรอดูว่าทางการจะจัดให้พวกเราไปอยู่ที่ไหน อีกอย่าง พวกเราเป็ครอบครัวชาวนาก็ต้องทำไร่ทำนาสิ! ทำให้ท้องอิ่มเป็เื่สำคัญที่สุด ถึงตอนนั้นแล้วใครจะสนใจเหมือนเ้าล่ะว่าอยากทำหรือไม่อยากทำอะไร”
ทั้งครอบครัวพยักหน้าหงึกหงัก พวกเขาก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าความคิดเช่นนี้ไม่เข้าท่าอย่างยิ่ง นางจึงตั้งใจจะบ่มเพาะเื่นี้กับพวกเขาเสียหน่อย
หญิงสาวสองภพเอ่ยเสียงเบา “ท่านแม่ ท่านคิดเช่นนี้ไม่ผิดเ้าค่ะ แต่ท่านแม่ลองคิดดูนะเ้าคะ ต่อให้พวกเราทุกคนช่วยกันปลูกพืชเกษตร ปีหนึ่งเราก็ได้เงินมาแค่เท่าไรเอง? ไหนจะภาษีท้องนา แล้วต้องใช้ชีวิตมัธยัสถ์แบบเดิมอย่างนั้นหรือเ้าคะ? เมื่อก่อนเราไม่มีเงินก็เลยไม่กล้าคิดไปไกลกว่านั้น แต่ตอนนี้เรามีเงินแล้ว เราคิดหาวิธีเอาเงินมาต่อยอดดีกว่านะเ้าคะ”
ครอบครัวลู่ไม่เคยได้ยินแนวความคิด ‘เอาเงินมาต่อยอด’ อะไรนี่มาก่อน บัดนี้จึงตั้งใจฟังเหอจิ่วเหนียงเป็พิเศษ
“ชาวนาอย่างพวกเรามีรายได้น้อยที่สุดในสังคม หากอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม เราก็ต้องหาวิธีอื่น
ตอนนี้พวกเรามีเงินแล้ว ลูกหลานในครอบครัวเมื่อถึงวัยก็ต้องส่งไปเรียนวิชาหาความรู้ที่สำนักศึกษา จะให้ดีกว่านั้นก็ต้องลองเข้าสนามสอบขุนนาง แต่หากไม่มีพร์ การได้รู้จักตัวหนังสือมาบ้างก็นับว่าไม่เลวแล้ว อย่างไรเสียเวลาออกไปข้างนอก จะได้ไม่ถูกคนอื่นเอาเปรียบได้
พวกพี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สะใภ้อยู่ที่บ้านทำการค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถือว่าเป็การนำเงินมาต่อยอดแล้ว ทรัพย์สินเราค่อย ๆ เก็บสะสมกันไปทีละนิด เื่เช่นนี้จะใจร้อนไม่ได้ แต่อันดับแรก ทุกคนต้องมีความฝันก่อน! ลองคิดทบทวนดูว่าตัวเองอยากทำอะไร ชอบสิ่งไหน หากใช้ความสามารถของตัวเองมาทำเงินได้ก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือเ้าคะ?”
.
.
.