บทที่ 1 รับจักรพรรดินีผู้ไร้ใจเป็ลูกศิษย์!
ด้านนอกูเาคุนหลุน
ร่างระหงของเด็กสาวผู้เลอโฉมในชุดกระโปรงยาวสีดำกำลังทะยานผ่านป่ารกชัฏอย่างรวดเร็วด้วยท่วงท่าพลิ้วไหว
เื้ัไม่ไกลนัก มีคนในชุดคลุมสีดำหลายคนไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ "อันเมี่ยวหลิง ท่านเ้าสำนักเตรียมจะแต่งตั้งเ้าเป็สตรีศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดเ้าจึงต้องหนี?"
อันเมี่ยวหลิงแค่นเสียงเ็าโดยไม่สนใจ
การที่เ้าสำนักนิกายมารแต่งตั้งนางเป็สตรีศักดิ์สิทธิ์ ก็เพียงเพราะนางมีร่างกายพิเศษ และ้าปลูกเมล็ดพันธุ์มารลงในร่างของนางเท่านั้น
หากปลูกเมล็ดพันธุ์มารสำเร็จ นางจะกลายเป็เตาหลอมมนุษย์ และต้องตกเป็ของเล่นของเขาตลอดไป เล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้ ในฐานะที่นางเป็จักรพรรดินีผู้ไร้ใจกลับชาติมาเกิด มีหรือจะดูไม่ออก
ในเมื่อได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าอะไรก็ไม่อาจขัดขวางการแข็งแกร่งขึ้นของนางได้
ในชาตินี้นางจะฝึกฝนบันทึกไท่ซ่างลืมเลือนรักให้ถึงขั้นสูงสุด แล้วจึงค่อยไปล้างแค้น จากนี้จะตัดขาดซึ่งสายใยกรรม อยู่ตัวคนเดียว และมุ่งสู่มรรคาแห่งเต๋าเท่านั้น
เมื่อนึกถึงการล้างแค้น สีหน้าของนางก็เย็นเยียบลง ครั้งนั้นนางร่วมมือกับยอดฝีมือระดับจักรพรรดิสามท่านเพื่อตามหาสมบัติ แต่คิดไม่ถึงว่านั่นจะเป็กับดัก
กับดักที่มีไว้เพื่อสังหารนาง...
ภายในูเาคุนหลุน
ณ สำนักกระบี่คุนหลุน ยอดเขาฉางเจี้ยน
วันนี้เป็วันที่สำนักกระบี่คุนหลุนเปิดรับศิษย์
ในฐานะประมุขยอดเขาฉางเจี้ยน ฉินเทียนจำเป็ต้องไปร่วมงานตามพิธีการ
ยอดเขาฉางเจี้ยนมีเพียงเขาคนเดียว ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะรับศิษย์ และก็ไม่มีใครเต็มใจจะเข้าสู่ยอดเขาฉางเจี้ยน
เพราะในสายตาคนนอก เขาเป็เพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำในระดับจิติญญาเคลื่อนไหวเท่านั้น และตัวเขาก็อยากจะเป็เพียงชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ
สถานที่รับลูกศิษย์เรียกว่าแท่นเซียนหยวน บนแท่นเซียนหยวนมีที่นั่งสิบที่ ประมุขยอดเขาทั้งเก้าของคุนหลุนครองที่นั่งคนละหนึ่งที่ และเ้าสำนักม่อเวิ่นเทียนครองอีกหนึ่งที่
หลังจากฉินเทียนนั่งลงประจำที่ของตน เขาก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านอย่างสบายอารมณ์
พอม่อเวิ่นเทียนเห็นท่าทางเกียจคร้านของฉินเทียนก็เริ่มมีน้ำโห "ดูเ้าสิ วัน ๆ ถ้าไม่ปลูกสมุนไพร ก็แหย่ปลาแหย่นก ่วัยที่รุ่งโรจน์ที่สุดกลับปล่อยให้เสียเปล่าไปหมด ข้าล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าตอนนั้นศิษย์น้องเจียงมองเห็นอะไรในตัวเ้า"
"ท่านเ้าสำนักโปรดระงับโทสะ ศิษย์น้องเจียงเป็ผู้ทรงเกียรติระดับปราชญ์เพียงหนึ่งเดียวของสำนักเราในรอบหลายพันปี ย่อมต้องมีสายตาที่โดดเด่นเป็เอกลักษณ์ของนางเองเ้าค่ะ"
ผู้ที่พูดคือซูหลาน ประมุขยอดเขาอวี้เจี้ยน นางเป็เพื่อนสนิทกับเจียงชิงเสวี่ย ประมุขยอดเขาฉางเจี้ยนคนก่อน
ดังนั้นเพื่อเห็นแก่หน้าเจียงชิงเสวี่ย นางจึงคอยดูแลฉินเทียนอยู่บ้าง
ซูหลานไม่พูดคงจะดีกว่า พอพูดแล้วม่อเวิ่นเทียนยิ่งโมโหหนัก "สายตาโดดเด่นอะไรกัน เ้าดูสิว่าเขามีตรงไหนที่โดดเด่น?"
ซูหลานยิ้มแห้ง ๆ อย่างกระอักกระอ่วนแล้วกล่าวว่า "อาจจะเป็เพราะยังไม่ถึงเวลาของเขาก็ได้เ้าค่ะ"
ฉินเทียนส่งยิ้มอย่างเป็มิตรให้ซูหลาน โดยไม่ได้ใส่ใจคำพูดของม่อเวิ่นเทียนมากนัก
เมื่อสิบห้าปีก่อน เดิมทีเขาเป็ลูกเศรษฐีในโลกปุถุชน เจียงชิงเสวี่ยได้รับาเ็สาหัสขณะออกไปฝึกฝน ประจวบเหมาะกับที่ฉินเทียนกำลังท่องเที่ยวอยู่ได้พบเข้า
ต่อมาฉินเทียนจึงพานางกลับมาพักรักษาตัวที่บ้าน ซึ่งใช้เวลาพักฟื้นถึงครึ่งเดือน
ก่อนจากไป เพื่อเป็การตอบแทนบุญคุณ เจียงชิงเสวี่ยจึงพาเขาผู้มีพร์ย่ำแย่ กลับมาฝึกฝนที่ยอดเขาฉางเจี้ยน กลายเป็ลูกศิษย์คนที่สองของยอดเขาฉางเจี้ยน
หลังจากมาถึงยอดเขาฉางเจี้ยน เขากลับได้รับระบบลงชื่อเข้าใช้ การลงชื่อครั้งแรกเขาได้รับเคล็ดวิชาเนรมิตอิสระ ซึ่งเป็เคล็ดวิชาระดับจื้อจุน
แม้เคล็ดวิชาจะร้ายกาจ แต่พร์ในการฝึกฝนของเขาย่ำแย่เกินไป
จนกระทั่งการลงชื่อครั้งที่สอง เขาจึงได้รับรางวัล ทำให้เคล็ดวิชาเนรมิตอิสระเลื่อนระดับเป็ขั้นที่สอง หลังจากเคล็ดวิชาเลื่อนระดับ ระดับพลังของเขาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
รางวัลนี้ทำให้เขาประหลาดใจมาก และมองเห็นความหวังในการแข็งแกร่งขึ้น
จากนั้นเขาก็เก็บตัวอยู่ที่ยอดเขาฉางเจี้ยน ลงชื่อเข้าใช้อย่างเงียบ ๆ พร้อมกับใช้เวลาร่วมกับเจียงชิงเสวี่ยทุกวันคืน
ทว่าวันเวลาอันแสนสุขนั้นสั้นนัก ห้าปีต่อมา หลังจากเจียงชิงเสวี่ยทะลวงเข้าสู่ระดับปราชญ์ได้ไม่นานนางก็จากไป ว่ากันว่านางไปฝึกฝนในสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง
ก่อนจากไป ฉินเทียนรับปากว่าวันหนึ่งจะตามหานางให้พบ ด้านเจียงชิงเสวี่ยเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วจากไป
หลังจากนั้นยอดเขาฉางเจี้ยนจึงเหลือเขาเพียงคนเดียว และเขาก็ได้กลายเป็ประมุขยอดเขาฉางเจี้ยนไปโดยปริยาย
เมื่อผ่านการลงชื่อเข้าใช้มาหลายปี ฉินเทียนก็ฝึกฝนเคล็ดวิชาเนรมิตอิสระจนถึงขั้นที่เก้า บรรลุระดับกึ่งปราชญ์
แต่เขาไม่คิดจะเปิดเผยระดับพลัง เพราะหากเปิดเผย จะต้องมีผู้คนมากมายมาขอฝากตัวเป็ศิษย์ ถึงตอนนั้นต้องมาคอยจัดการ ต้องมาสอนลูกศิษย์ มันวุ่นวายเกินไป สู้ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือ?
ขณะนี้ด้านล่างเริ่มคึกคักขึ้น ผู้เข้าร่วมการทดสอบสำนักกว่าร้อยคนทยอยเดินเข้าสู่สำนักคุนหลุน
เมื่อเข้ามาแล้ว พวกเขาก็ถึงกับตะลึง
ภายในสำนักมีปราณิญญาหนาแน่นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า วังเซียนตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่ทั้งสี่ทิศ นอกจากนี้บนท้องฟ้ายังมีลูกศิษย์จำนวนมากเหินกระบี่พูดคุยกันอย่างรื่นเริง ทุกอย่างราวกับดินแดนเซียน
นี่คือสำนักที่พวกเขาใฝ่ฝัน และเป็หนึ่งในสามสำนักฝ่ายธรรมะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตงโจว
"ดูนั่นสิ! คนที่นั่งตรงกลางคือเ้าสำนักม่อเวิ่นเทียน หนึ่งในหกยอดฝีมือระดับกึ่งปราชญ์ของตงโจว"
"ยังมีประมุขยอดเขาอวี้เจี้ยนซูหลาน ที่เป็หนึ่งในสามสาวงามแห่งตงโจวด้วย" ผู้ทดสอบในชุดสีเขียวอุทานด้วยความทึ่ง
ผู้ทดสอบในชุดสีขาวกล่าวว่า "เื่ที่เ้าพูด ใคร ๆ ก็รู้กันทั้งนั้น แต่เ้ารู้หรือไม่ว่า เมื่อสิบปีก่อน สำนักคุนหลุนเคยเป็ขุมกำลังอันดับหนึ่งของตงโจว และทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้แก่ประมุขยอดเขาฉางเจี้ยน เจียงชิงเสวี่ย นางเป็ยอดฝีมือระดับปราชญ์เพียงหนึ่งเดียวในตงโจว และยังเป็สาวงามอันดับหนึ่งของตงโจวอีกด้วย
เพียงแต่่เวลาดี ๆ นั้นสั้นนัก หลังจากทะลวงระดับได้ไม่นาน นางก็จากไป"
ผู้ทดสอบชุดสีเขียวพูดต่อ "เื่นี้ข้าเคยได้ยินท่านพ่อเล่าให้ฟัง แต่ยอดเขาฉางเจี้ยนในตอนนี้ไม่ไหวแล้ว
ว่ากันว่า ประมุขยอดเขาฉางเจี้ยนมีระดับพลังเพียงระดับจิติญญาเคลื่อนไหวพอ ๆ กับพวกเรา พวกเ้าต้องระวังอย่าเลือกผิดล่ะ"
กลุ่มคนยังคงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเซ็งแซ่ เพื่อรอการเริ่มต้นของการทดสอบ
ที่หน้าประตูสำนัก อันเมี่ยวหลิงมองดูผู้ทดสอบที่เข้ามาตามลำดับ นางจึงเดินตามเข้าไปด้วย
เมื่อคนในชุดคลุมสีดำที่ไล่ตามมาเห็นอันเมี่ยวหลิงเข้าไปในสำนักคุนหลุน ก็ทำได้เพียงยอมถอยไปชั่วคราว "ไปเถอะ กลับไปรายงานท่านประมุข เื่นี้ยังไม่จบง่าย ๆ"
หลังจากอันเมี่ยวหลิงเข้าไป เวลาในการเข้าสู่ลานก็สิ้นสุดลง เสียงระฆังดังขึ้น ม่อเวิ่นเทียนค่อย ๆ ลุกขึ้นประกาศ
"การทดสอบเริ่มต้นขึ้นได้!"
ด่านแรกคือการทดสอบพร์ ซึ่งด่านนี้สามารถคัดคนออกได้มากกว่าครึ่ง มีผู้คนเดินออกจากสำนักกระบี่คุนหลุนพร้อมเสียงถอนหายใจอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งถึงเวลาทดสอบของอันเมี่ยวหลิง ทั่วทั้งลานก็เกิดความโกลาหล แม้แต่ฉินเทียนที่เกียจคร้านยังต้องเหลือบมอง
อุณหภูมิในสนามลดต่ำลง เงาร่างของเฟิ่งหวงน้ำแข็งปรากฏขึ้นราง ๆ
"นี่คือสายเืเฟิ่งหวงน้ำแข็ง!" ม่อเวิ่นเทียนมีสีหน้าตกตะลึง สายเืโบราณเช่นนี้หากตื่นขึ้น โอกาสที่จะบรรลุระดับปราชญ์นั้นสูงมาก
“ฟู่!” ม่อเวิ่นเทียนข่มความตื่นเต้นในใจลง และเริ่มวางแผนบางอย่าง
หลังจากการทดสอบพร์คือการประลองยุทธ์
ในการประลองยุทธ์ อันเมี่ยวหลิงอาศัยเคล็ดวิชาและทักษะการต่อสู้จากชาติก่อน คว้าอันดับหนึ่งมาได้อย่างง่ายดาย
เมื่อการทดสอบทั้งหมดสิ้นสุดลง ประมุขยอดเขาทั้งเก้าต่างลุกขึ้นแนะนำตัวทีละคน ในขณะที่แนะนำตัว พวกเขาล้วนจ้องมองไปที่อันเมี่ยวหลิงอย่างตั้งใจ
กระทั่งถึงคราวฉินเทียนแนะนำตัว เขาลุกขึ้นและพูดสั้น ๆ ว่า "ข้าคือฉินเทียน ประมุขยอดเขาฉางเจี้ยน ข้าเป็คนค่อนข้างี้เี ไม่มีอะไรโดดเด่น"
พูดจบเขาก็นั่งลง
"โอ้โห! ท่านประมุขยอดเขาฉินรูปงามเกินไปแล้ว!"
"ใช่เลย! ถ้าได้จุมพิตเขาสักครั้ง ข้ารู้สึกว่าข้าอาจจะทะลวงระดับได้เลย"
"น่าเสียดายจัง ถ้าท่านพ่อไม่ห้าม ข้าอยากเข้ายอดเขาฉางเจี้ยนจริง ๆ"
เหล่าผู้ทดสอบหญิงด้านล่างถูกดึงดูดด้วยรูปลักษณ์ของฉินเทียนในทันที
ม่อเวิ่นเทียนได้ยินเสียงจากด้านล่างก็แค่นเสียงในใจ ความหล่อมันกินได้หรือไง?
หลังจากแนะนำตัวเสร็จ ประมุขยอดเขาแต่ละท่านก็เริ่มเลือกคน
"แม่หนูหลินเสวี่ยเหมาะกับการฝึกเคล็ดกระบี่หยก เข้ามายอดเขาอวี้เจี้ยนของข้าเถอะ" ซูหลานกล่าว
ม่อเวิ่นเทียนพยักหน้า "เหมาะสมจริง ๆ"
"คนที่ชื่อจ้าวเทียนมีพร์ธาตุสายฟ้า ยอดเขาอวี้เหลยเฟิงของข้าขอรับตัว"
ประมุขยอดเขาแต่ละท่านต่างลุกขึ้นเลือกศิษย์ มีเพียงฉินเทียนที่ยังคงนั่งอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์
ไม่นานนัก ผู้ทดสอบในสนามก็ถูกเลือกจนเหลือเพียงอันเมี่ยวหลิงคนเดียว
ขณะนี้อันเมี่ยวหลิงยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าเ็า ราวกับเทพธิดาผู้ไม่ข้องแวะกับโลกมนุษย์ แต่หากมองให้ดี ก็จะเห็นความหยิ่งทะนงในแววตาของนาง
ประมุขยอดเขาทุกท่านรวมถึงเ้าสำนักต่างจ้องมองไปที่อันเมี่ยวหลิง เพราะนางอาจจะเป็เจียงชิงเสวี่ยคนต่อไป
ม่อเวิ่นเทียนลุกขึ้นกล่าวว่า "ข้าอยากรับเ้าเป็ศิษย์ปิดสำนัก เ้าเต็มใจหรือไม่?"
อันเมี่ยวหลิงขมวดคิ้ว แม้ม่อเวิ่นเทียนจะเป็เ้าสำนัก แต่เขาก็เป็ยอดฝีมือระดับกึ่งปราชญ์ หากติดตามเขา ความลับบางอย่างของนางอาจเสี่ยงที่จะถูกเปิดเผย
อันเมี่ยวหลิงลังเล ม่อเวิ่นเทียนชะงักไป ส่วนประมุขยอดเขาคนอื่น ๆ แสดงสีหน้าดีใจ
"เมื่อครู่เห็นเ้าใช้เพลงกระบี่ได้ไม่เลว น่าจะเป็ผู้ฝึกกระบี่ หากพูดถึงวิถีกระบี่ ยอดเขาเทียนเจี้ยนของข้าถือเป็อันดับหนึ่งในสำนัก
กระบี่เฟิงเหลยของยอดเขาอวี้เหลยเฟิงข้าก็ไม่เลว ขอเพียงเ้าเต็มใจมา ข้าจะถ่ายทอดกระบี่เฟิงเหลยระดับ์ให้เ้า"
"มาที่ยอดเขาสมุนไพริญญาของข้าเถอะ สมุนไพริญญามีให้ใช้ไม่อั้น" ประมุขยอดเขาสมุนไพริญญาก็ไม่ยอมแพ้
ฉินเทียนเห็นภาพนี้ก็แอบขำในใจ
"เ้ายังจะขำอีก ลองกลับไปทบทวนตัวเองดูเถอะว่าทำไมถึงรับคนไม่ได้"
ม่อเวิ่นเทียนพูดกับฉินเทียนเสร็จ ก็หันไปมองอันเมี่ยวหลิงต่อ "เ้าอยากเข้ายอดเขาไหนก็เลือกเอาเองเถอะ ทรัพยากรการฝึกฝน สำนักไม่ให้เ้าขาดแคลนแน่นอน"
อันเมี่ยวหลิงพยักหน้า แล้วเริ่มกวาดสายตามองประมุขยอดเขาแต่ละท่าน จนสุดท้ายนางก็กำหนดเป้าหมายไปที่ฉินเทียน
"ข้าขอเข้ายอดเขาฉางเจี้ยนเ้าค่ะ" การตัดสินใจครั้งนี้ นางคิดทบทวนมาอย่างดีแล้ว สิ่งที่นางขาดในตอนนี้คือทรัพยากรการฝึกฝน ไม่ใช่คำชี้แนะจากยอดฝีมือ
บรรยากาศเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก!
ทุกคนต่างตกตะลึง
"เ้าคิดดีแล้วหรือ?" ม่อเวิ่นเทียนกล่าว
อันเมี่ยวหลิงพยักหน้าอย่างจริงจัง "คิดดีแล้วเ้าค่ะ"
สิ้นคำพูดนั้น สีหน้าของประมุขยอดเขาหลายท่านก็มืดมนลงทันที
"เ้าจะติดตามเขา? ตัวเขาเองก็แค่ระดับจิติญญาเคลื่อนไหว จะสอนอะไรเ้าได้?" ประมุขยอดเขาอวี้เหลยเฟิงเป็คนแรกที่โพล่งขึ้นมา
"นั่นสิแม่หนู ในการฝึกฝนหากมีอาจารย์ที่ดีชี้แนะ จะช่วยให้ก้าวหน้าได้เร็วขึ้นมาก เ้าอย่าถูกรูปลักษณ์ของฉินเทียนล่อลวงเข้าล่ะ" ประมุขยอดเขาเทียนเจี้ยนกล่าวเสริม
"รูปลักษณ์?"
ฉินเทียนมองอันเมี่ยวหลิงอย่างละเอียด ใบหน้าจิ้มลิ้มราวกับนางมารผู้ล่มเมืองของอันเมี่ยวหลิงในตอนนี้ ไม่มีสีหน้าพิเศษใด ๆ
ยังคงเรียบเฉยและเ็า
"เ้าแน่ใจนะว่าจะกราบข้าเป็อาจารย์?" ฉินเทียนวางหนังสือในมือลง แล้วพูดช้า ๆ
อันเมี่ยวหลิงพยักหน้า "แน่ใจเ้าค่ะ!"
ม่อเวิ่นเทียนมองฉินเทียนแล้วกระซิบว่า "รีบรับสิ จะยืนบื้ออยู่ทำไม?"
ฉินเทียนยิ้มอย่างจนใจ "ในเมื่อเ้าดึงดันจะกราบข้าเป็อาจารย์ เช่นนั้นก็ต้องทำตามกฎของข้า เ้าเต็มใจหรือไม่?"
อันเมี่ยวหลิงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว ข้าเป็ถึงจักรพรรดินีผู้ไร้ใจมากราบเ้าเป็อาจารย์ ยังต้องมีเื่ยุ่งยากมากมายขนาดนี้เชียวหรือ?
แต่เพื่อสภาพแวดล้อมในการฝึกฝนที่ดี ในที่สุดนางก็อดทน "ข้าเต็มใจเ้าค่ะ"
ฉินเทียนมองอันเมี่ยวหลิงด้วยความประหลาดใจ แล้วพูดต่อว่า "ข้าเป็คนงานยุ่งมาก ดังนั้นอาจจะไม่มีเวลาชี้แนะเ้าเท่าไหร่"
ไม่รอให้อันเมี่ยวหลิงตอบ ม่อเวิ่นเทียนก็รีบพูดแทรกว่า "แม่หนู หากมีปัญหาเื่การบำเพ็ญเพียร สามารถมาหาข้าได้ตลอดเวลาเลยนะ"
ตอนนี้เขาแค่้ารั้งตัวนางไว้ ส่วนใครจะเป็คนสอน ไว้ค่อยว่ากันทีหลังก็ยังไม่สาย
ฉินเทียนพูดต่อ "บางครั้งข้าจะมอบหมายงานจิปาถะให้เ้าทำ เ้าเต็มใจหรือไม่?"
อันเมี่ยวหลิงมองฉินเทียนอย่างลึกซึ้ง ใบหน้าไม่มีการแสดงออกใด ๆ แต่ในใจกลับโกรธจัด
ข้าจะอดทน! อีกไม่กี่วันระดับพลังของข้าน่าจะทะลวงจากระดับจิติญญาเคลื่อนไหวเข้าสู่ระดับกายทองคำ รอให้ข้าทะลวงระดับได้ก่อนเถอะ ดูสิว่าเ้าจะสั่งข้าได้อย่างไร
เมื่อคิดได้ดังนี้ นางจึงตัดสินใจเด็ดขาด