บทที่ 4 : ูเาแห่งการทรมานและรอยแผลในใจ
หลังจากรอดพ้นจากป่าแห่งมรณะมาได้อย่างหวุดหวิด คณะเดินทางของอัคคีและเมษาก็มาถึงเชิงเขาของ 'ูเาแห่งการทรมาน' เทือกเขาแห่งนี้สูงเสียดฟ้า ยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนตัดกับท้องฟ้าสีเทาทึม บรรยากาศบนเขานั้นหนาวเย็นะเืและเต็มไปด้วยลมกระโชกแรงที่พัดผ่านช่องเขา เสียงโหยหวนของลมนั้นฟังคล้ายเสียงกรีดร้องของผู้คนที่กำลังทรมาน
"ูเาแห่งนี้เป็สถานที่ที่พลังแห่งเงามืดสะสมตัวอย่างหนาแน่นที่สุดพะยะค่ะ" เทียนฟงซึ่งเดินทางมาพร้อมกับอัคคีและเมษา กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "ว่ากันว่าิญญาของผู้ที่ตายไปในความเ็ปและความทุกข์ทรมานจะถูกกักขังอยู่ที่นี่ และเงามืดจะใช้พวกมันเป็เครื่องมือในการทำร้ายผู้ที่ผ่านเข้ามา"
อัคคีมองขึ้นไปยังยอดเขา เขาไม่รู้สึกหวาดกลัว แต่กลับรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่พยายามจะบดขยี้จิตใจ ออร่าสีแดงเพลิงของเขาสว่างจ้าขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อต้านทานแรงกดดันนั้น เมษาที่ยืนอยู่ข้างกายก็รู้สึกถึงพลังงานที่ผิดปกติเช่นกัน ออร่าสีฟ้าครามของเธอก็เปล่งประกายออกมาเช่นกัน เพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น
"เตรียมพร้อมทุกคน!" อัคคีออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เราจะเดินทางขึ้นเขาไปตอนนี้เลย ไม่มีเวลาให้เสียแล้ว!"
เมษาพยักหน้าเล็กน้อย เธอรู้ดีว่ายิ่งช้าเท่าไหร่ เงามืดก็จะยิ่งแผ่ขยายอำนาจมากเท่านั้น
เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางบนูเาแห่งการทรมาน อุณหภูมิโดยรอบก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว ลมที่พัดผ่านช่องเขาไม่ใช่เพียงแค่ลมหนาวธรรมดา แต่เป็ลมที่พัดพา 'ความรู้สึก' แห่งความเ็ป ความสิ้นหวัง และความทรมานเข้ามาในจิตใจของผู้ที่ัั
"ทุกคนจงมีสติไว้!" เมษาเอ่ยขึ้น "เงามืดที่นี่จะเล่นงานจิตใจของพวกเราโดยตรง!"
และเหมือนกับที่เมษาเตือน ทุกคนก็เริ่มเห็นภาพหลอนที่หลอกหลอนจิตใจ อัคคีเห็นภาพของบิดาที่กำลังทรมานบนแท่นบรรทมในปราสาทสุริยะอัสนี ภาพซ้อนทับด้วยใบหน้าของมารดาที่จากไปั้แ่เขายังเด็ก เสียงของมารดาที่ร้องไห้ด้วยความเ็ปดังขึ้นในโสตประสาทของเขา "ลูกไร้พลัง! ลูกไม่สามารถปกป้องแม่ได้เลย!"
เปลวเพลิงในกายของอัคคีเริ่มปั่นป่วนอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงกว่าในป่าแห่งมรณะหลายเท่าตัว ออร่าสีแดงเพลิงของเขากะพริบอย่างรวดเร็ว ริ้วสีดำเริ่มปรากฏชัดขึ้นอีกครั้ง
"ไม่! มันไม่ใช่ความจริง!" อัคคีคำราม พยายามต่อสู้กับภาพหลอนที่กัดกินจิตใจ
ในขณะเดียวกัน เมษาก็ต้องเผชิญกับภาพหลอนของตัวเอง เธอเห็นภาพของหอคอยวายุที่กำลังล่มสลาย เสียงกรีดร้องของผู้คนในอาณาจักรวารีเมฆาดังก้องในหู ภาพของดวงแก้วปฐมธาตุที่แตกร้าวเป็เสี่ยงๆ และความว่างเปล่าที่ตามมา เงามืดพยายามจะบอกเธอว่า "เ้าไร้ประโยชน์! เ้าไม่สามารถปกป้องใครได้เลย! ความรู้ของเ้าก็แค่สิ่งไร้ค่า!"
เมษาไม่ตอบสนองด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นอัคคี แต่เธอแสดงออกด้วยความเ็ปที่ซึมลึก ออร่าสีฟ้าครามของเธอเริ่มสั่นไหวเล็กน้อยจากการปะทะกับพลังงานมืด
"ท่านเมษา!" เทียนฟงร้องด้วยความเป็ห่วง
เมษาหลับตาลง เธอควบคุมลมหายใจ สูดพลังธาตุลมบริสุทธิ์เข้าสู่กาย พลังราศีกุมภ์ของเธอช่วยให้เธอมองเห็น 'แก่นแท้' ของภาพลวงตาเหล่านี้ แม้จะััได้ถึงความเ็ปในจิตใจ แต่เธอก็เลือกที่จะไม่จมปลักกับมัน
"ท่านอัคคี! จงจำไว้ว่าท่านไม่ได้อยู่คนเดียว!" เมษาเอ่ยเสียงหนักแน่น "จงใช้พลังของท่านเพื่อปกป้อง ไม่ใช่เพื่อทำลาย! จงเชื่อมั่นในตัวท่านเอง! จงเชื่อมั่นในตัวข้า!"
คำพูดของเมษาดึงสติของอัคคีกลับมา เขาเห็นเธอที่กำลังต่อสู้กับภาพหลอนของตัวเองเช่นกัน แต่เธอกลับสงบนิ่งและแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดใจ
ในวินาทีที่อัคคีลังเล สิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดที่เกิดจากความเ็ปของผู้คนก็พุ่งเข้ามาโจมตี พวกมันมีรูปร่างคล้ายสัตว์ร้ายที่ทำจากหมอกควันสีดำ ดวงตาเรืองแสงสีแดงราวกับถ่านเพลิงที่ลุกโชน อัคคีสะบัดมือ พลังเพลิงพุ่งออกไปแผดเผาพวกมัน แต่พวกมันมีจำนวนมากเกินไป และยังคงสามารถแทรกซึมเข้ามาได้
"พวกมันกำลังแทรกซึมเข้ามาในจิตใจเรา!" องครักษ์คนหนึ่งร้องเมื่อเขาล้มลงกับพื้น ดวงตาของเขาฉายแววหวาดกลัวเมื่อเห็นภาพหลอนของตัวเอง
อัคคีรู้ดีว่าหากปล่อยให้เป็เช่นนี้ พวกเขาทุกคนจะจมดิ่งสู่ความบ้าคลั่งไม่ต่างจากผู้ที่เคยถูกเงามืดครอบงำไปแล้ว เขาหันไปมองเมษา
"เมษา! เราต้องทำอะไรสักอย่าง!"
เมษาพยักหน้า เธอรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องแสดงพลังที่แท้จริงของราศีกุมภ์ที่สามารถ "ปรับสมดุล" ได้
"ท่านอัคคี! จงใช้พลังเพลิงของท่านเป็ 'แสงสว่างนำทาง'!" เมษาสั่ง "อย่าใช้มันเพื่อเผาผลาญทุกสิ่ง แต่จงใช้มันเพื่อส่องสว่างความมืดมิด! ข้าจะใช้พลังราศีกุมภ์ของข้าเพื่อ 'ชำระล้าง' เงามืดที่กัดกินจิตใจของทุกคน!"
อัคคีไม่เข้าใจในตอนแรก แต่เขาก็เชื่อใจเมษา เขารวบรวมพลังราศีสิงห์อีกครั้ง เปลวเพลิงสีแดงเพลิงสว่างจ้าออกมาจากกายของเขา แต่ครั้งนี้ไม่ได้แผดเผาทุกสิ่ง แต่กลับแผ่รัศมีออกไปคล้ายแสงไฟที่อบอุ่น ออร่าสีแดงของเขาบริสุทธิ์และทรงพลังยิ่งกว่าที่เคยเป็มา
ในขณะที่อัคคีกำลังแผ่รัศมีเพลิง เมษาก็หลับตาลง เธอส่งพลังราศีกุมภ์ออกไปอย่างเต็มที่ พลังแห่งธาตุลมที่บริสุทธิ์และสามารถชำระล้างได้แผ่ขยายออกไปัักับจิตใจของทุกคนที่อยู่รอบตัวเธอ ออร่าสีฟ้าครามของเธอส่องสว่างเจิดจ้า ราวกับดวงดาวที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
พลังราศีกุมภ์ของเมษาสามารถแทรกซึมเข้าไปในจิตใจของทุกคนที่กำลังถูกเงามืดกัดกิน เธอไม่ได้ต่อสู้กับภาพหลอนเ่าั้ แต่เธอกลับ "ปรับสมดุล" อารมณ์และความรู้สึกที่ปั่นป่วนเ่าั้ เธอเชื่อมโยงจิตใจของทุกคนเข้ากับ "ความหวัง" และ "ความเข้มแข็ง" ที่ซ่อนอยู่ภายใน
ภาพหลอนที่หลอกหลอนผู้คนเริ่มจางหายไป ความกลัวและความเ็ปที่เคยกัดกินจิตใจเริ่มทุเลาลง สิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดที่ทำจากหมอกควันก็เริ่มสลายหายไปเมื่อถูกพลังของเมษาชำระล้าง
อัคคีรู้สึกได้ถึงความเบาบางในจิตใจของเขา ภาพของบิดาและมารดาที่เ็ปจางหายไป กลายเป็ภาพของบิดาที่แข็งแกร่งในอดีต และมารดาที่เปี่ยมด้วยความรัก เขารู้สึกถึงความสงบที่เข้ามาแทนที่ความโกรธ
เมษาลืมตาขึ้น ดวงตาสีครามของเธออ่อนล้าเล็กน้อย แต่ก็ฉายแววพึงพอใจ เธอมองไปรอบๆ ทุกคนในคณะเดินทางต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก ใบหน้าของพวกเขาบ่งบอกถึงการต่อสู้กับจิตใจที่เพิ่งจบสิ้นลง
"เราผ่านพ้นมันมาได้แล้ว!" องครักษ์คนหนึ่งร้องด้วยความดีใจ
อัคคีเดินเข้าไปหาเมษา เขาััได้ถึงความอ่อนล้าของเธอ และเห็นออร่าสีฟ้าครามที่อ่อนแสงลงเล็กน้อย
"เ้าใช้พลังไปมากเกินไปหรือไม่?" อัคคีถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
เมษาส่ายหน้าเบาๆ "ไม่เป็ไรค่ะ ข้าทำได้"
"แต่เ้าไม่จำเป็ต้องแบกรับทุกสิ่งไว้คนเดียว" อัคคีเอ่ยขึ้น "ข้าอยู่ตรงนี้ ข้าจะอยู่เคียงข้างเ้า"
เมษาสบตากับอัคคี แววตาของเธอฉายแววประหลาดใจกับคำพูดของเขา เธอเห็นถึงความห่วงใยที่จริงใจในดวงตาสีอำพันของเขา
ในยามค่ำคืน พวกเขาตั้งค่ายพักแรมในถ้ำเล็กๆ แห่งหนึ่งบนูเา อากาศภายนอกยังคงหนาวเย็นะเื แต่ภายในถ้ำกลับอบอุ่นด้วยเปลวไฟที่อัคคีสร้างขึ้น
อัคคีกำลังนั่งลับคมดาบอยู่เงียบๆ ในขณะที่เมษากำลังนั่งอ่านตำราโบราณเล่มหนึ่งใต้แสงไฟ
"ตำรานั้น... มันบอกอะไรเ้าบ้าง?" อัคคีเอ่ยถาม ทำลายความเงียบที่ปกคลุมอยู่
เมษาเงยหน้าขึ้นจากตำรา "มันกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของดวงแก้วปฐมธาตุ และพลังแห่งเงามืดค่ะ มันบอกว่าเงามืดไม่ได้เป็เพียงแค่พลังงานทำลายล้าง แต่มันคือ 'การบิดเบือน' พลังแห่งความรู้สึกด้านลบของผู้คน... ความกลัว ความสิ้นหวัง ความโกรธแค้น และความริษยา"
"แล้วมันจะกลืนกินโลกนี้ได้อย่างไรกัน?" อัคคีถาม
"มันจะกัดกินดวงแก้วปฐมธาตุไปทีละน้อย ทำให้สมดุลของพลังงานในโลกเสียไป ผู้คนจะถูกครอบงำด้วยอารมณ์ด้านลบ และพลังราศีของพวกเขาจะบิดเบี้ยวจนทำลายตัวเอง" เมษาตอบ "เงามืดไม่ได้้าทำลายล้างทันที แต่มัน้า 'บิดเบือน' โลกนี้ให้กลายเป็โลกแห่งความมืดมิดและสิ้นหวัง"
อัคคีเงียบไป เขานึกถึงภาพของบิดาที่ถูกเงามืดกัดกิน และความบ้าคลั่งของตัวเองในตอนแรก มันเป็ความจริงที่น่ากลัว
"แล้วเ้าล่ะ เมษา?" อัคคีเอ่ยถาม "เ้าไม่กลัวมันบ้างเลยหรือไง?"
เมษาหลับตาลงช้าๆ "ข้าก็กลัวค่ะ... แต่สิ่งที่ข้ากลัวยิ่งกว่าคือการที่โลกนี้จะจมดิ่งสู่ความมืดมิดโดยที่เราไม่ทำอะไรเลย" เธอเงยหน้าขึ้นมองอัคคี "ข้าเห็นภาพในอดีตของท่านตอนอยู่ในป่าแห่งมรณะ... ท่านรักบิดาของท่านมากใช่ไหมคะ?"
อัคคีชะงักไป คำถามของเมษาทำให้เขานิ่งงัน เขาไม่เคยเล่าเื่ราวส่วนตัวให้ใครฟังมาก่อน
"ท่านแม่ของข้า... ท่านจากไปั้แ่ข้ายังเด็ก" อัคคีเอ่ยเสียงแ่เป็ครั้งแรก "นางป่วยด้วยโรคประหลาดที่ไม่มีใครรักษาได้ ข้าพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยนาง แต่พลังของข้ายังไม่แข็งแกร่งพอ... ข้าจึงรู้สึกโกรธตัวเอง โกรธที่ไร้พลังที่จะปกป้องคนที่ข้ารัก"
เมษาฟังอย่างเงียบๆ ออร่าสีฟ้าครามของเธอเปล่งประกายอ่อนโยน โอบล้อมความรู้สึกเ็ปของอัคคี
"ความโกรธนั้นได้กลายเป็เปลวเพลิงที่กัดกินท่าน" เมษาเอ่ย "เงามืดใช้ความเ็ปจากอดีตของท่านเป็ช่องทางในการเข้าควบคุม ท่านจึงต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความเ็ปนั้น ไม่ใช่จมปลักอยู่กับมัน"
อัคคีมองเมษา เขารู้สึกถึงความเข้าใจจากหญิงสาวผู้นี้ เธอไม่ได้ตัดสินเขา ไม่ได้มองว่าเขาอ่อนแอ แต่กลับเข้าใจความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแข็งแกร่งของเขา
"แล้วเ้าล่ะ เมษา?" อัคคีถามกลับ "เ้าเองก็คงมีาแในใจเหมือนกันใช่หรือไม่? ภาพที่เ้าเห็นในป่าแห่งมรณะ..."
เมษาถอนหายใจแ่เบา "ข้าสูญเสียอาจารย์ที่เคารพรักไปเมื่อหลายปีก่อน ท่านเป็ผู้สอนให้ข้าใช้พลังราศีกุมภ์อย่างเต็มศักยภาพ ท่านเป็ผู้ที่เชื่อในตัวข้ามากที่สุด..." เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย "...ท่านจากไปเพราะปกป้องดวงแก้วปฐมธาตุจากการโจมตีของเงามืดครั้งแรก... ข้าโทษตัวเองที่ไม่แข็งแกร่งพอที่จะช่วยท่านไว้ได้"
อัคคีรับรู้ได้ถึงความเ็ปที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสงบเยือกเย็นของเมษา เขาไม่เคยคิดว่าหญิงสาวที่ดูแข็งแกร่งเช่นเธอจะมีความรู้สึกอ่อนไหวเช่นนี้
"ความเ็ปนั้นไม่ใช่ความผิดของเ้า" อัคคีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยมีใครเคยได้ยินมาก่อน "บางสิ่งเราก็ไม่สามารถควบคุมได้ ถึงแม้ว่าเราจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ตาม"
เมษาสบตาอัคคี รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าของเธอเป็ครั้งแรก รอยยิ้มที่ทำให้ดวงตาสีครามของเธอดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวา
"ข้าเชื่อว่าเราจะสามารถกอบกู้โลกนี้ได้ค่ะ ท่านอัคคี" เมษาเอ่ย
"ข้าก็เชื่อเช่นนั้น... หากมีเ้าอยู่เคียงข้าง" อัคคีตอบกลับอย่างจริงใจ
ความมืดมิดของยามค่ำคืนบนูเาแห่งการทรมานไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป เมื่อมีแสงไฟจากกองไฟ และความเข้าใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจของชายหนุ่มผู้ร้อนแรงและหญิงสาวผู้เยือกเย็น