เอาใจสาว(เกือบ)งาม
ส่งยู่เฟิง เจี่ยอินไปล่าสัตว์นับว่าไม่ผิดหวัง พวกเขากลับพร้อมกับกระตายป่าสี่ตัวและลูกกวางอีกหนึ่งตัว จางหลินถงมองสัตว์ที่ล่ามาได้ดวงตาเปล่งประกาย ก่อนหน้านี้นางอยู่พียงลำพัง ทั้งยังขาดความรู้และประสบการณ์ในการล่าสัตว์ในป่า บางมื้อล่าสัตว์ไม่ได้ก็ต้องอดทนและนอนทั้งที่ท้องหิว เมื่อเห็นคนนำอาหารมาตรงหน้านางจึงเผลอกลืนน้ำลายอย่างลืมตัว
ในจำนวนผู้คุ้มกันทั้งสิบเอ็ดคน มีผู้มีความสามารถที่หลากหลาย อู๋ฮวนผู้เป็เ้านายย่อมเก่งกาจรอบด้าน แม้แต่อาหารเขาก็ทำเป็ แต่คนอย่างเขามีบ่าวรับใช้มาปรนนิบัติจนเคยชิน มีหรือต้องลงมือเอง
หากถามถึงคนที่มีความสามารถในการทำอาหาร ต้องยกให้ผู้คุ้มกันนามหูจิง เขาไม่รอให้อู๋ฮวนสั่งแต่ลุกไปจัดการกับอาหารสดที่ได้มาทันที เขาตัดหัว ถลกหนัง แหวกท้องควักเครื่องในและลำไส้ออกมาอย่างคล่องแคล่ว มีดสั้นที่เขาใช้คมมาก รอยตัดเรียบกริบเป็เส้นตรงสมบูรณ์แบบไม่มีรอยหยักแม้แต่จุดเดียว จางหลินถงเหม่อมองแล้วอดที่จะชื่นชมฝีมือของเขาไม่ได้ หากนางใช้มีดได้คล่องแคล่วเหมือนหูจิง คงไม่ต้องห่วงว่าจะดูแลตัวเองไม่ได้อีก
หลังจากถลกหนังล้างน้ำทำความสะอาดแล้ว หูจิงนำถิ่งพ้วย[1]เพียงเล็กน้อยผสมเกลือและบดเข้าด้วยกัน จากนั้นทาจนทั่วเนื้อกระต่ายและลูกกวาง เสียบไม้ย่างไฟ ถิ่งพ้วยมีกลิ่นหอมช่วยดับคาวจากเนื้อสัตว์ มีรสชาติเผ็ดขม และยังมีสรรพคุณในการปรับพลัง บำรุงม้าม ขับเสมหะ ขับความชื้น แก้ไอ แก้อาเจียน บำรุงกระเพาะเหมาะกับจางหลินถงมาก นางแช่ตัวในธารน้ำเย็น ร่างกายดูดซับความเย็นและความชื้นเอาไว้มาก หากไม่ขับออกเสียบ้างจะทำให้ป่วยได้
เนื่องจากเดินทางเป็ประจำ จึงต้องมีวัตถุดิบจำพวกสมุนไพรดับคาวและเครื่องปรุงรสติดตัวไว้ อีกประการอู๋ฮวนพิถีพิถันในการกินอาหารอย่างมาก หากมีกลิ่นคาวเพียงเล็กน้อยก็จะไม่แตะต้องอาหารมื้อนั้นเลย หูจิงในฐานะคนทำอาหารจะละเลยไม่ได้เด็ดขาด กว่าเขาจะผ่านการทดสอบเข้ามาไม่ใช่เื่ง่าย จึงไม่อยากถูกไล่ออกเพราะความสะเพร่าด้วยเื่เล็กน้อย
กลิ่นเนื้อย่างโชยฟุ้ง จางหลินถงแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างห้ามใจไม่อยู่ พอได้สติว่าเพิ่งทำเื่น่าอายลงไป นางที่ได้รับอบรมมาอย่างดีก็รีบก้มหน้าหล่นซ่อนความอับอายทันที แต่ท้องของนางดันทรยศส่งเสียงร้องโครกคราก อู๋ฮวนหันไปมองแต่ไม่ได้กล่าวอะไร
ในขณะที่ผู้ติดตามหันมองจางหลินถงแล้วกลั้นขำ นางอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ในขณะที่คิดว่าจะกอบกู้ชื่อเสียงตนเองคืนมาอย่างไรดี หูจิงก็นำเนื้อกระต่ายที่ย่างจนสุก เนื้อเหลืองกรอบส่งให้อู๋ฮวน จางหลินถงมองตามตาเป็มัน
อู๋ฮวนรู้ว่านางหิว เขายื่นมือมารับเนื้อกระต่ายย่างมาแล้วสูดดม พบว่าหอมใช้ได้จึงยื่นไปทางจางหลินถง โดยไม่หันมองนางพลางกล่าว“แม่นางเสี่ยวถง ข้ายกให้เ้า”
เขาต้องเอาใจนางให้มากหน่อยถึงจะมีบุญคุณต่อกัน เวลานั้นเขาเพียงเอ่ยปากขอให้นางติดตามเขา นางต้องคิดถึงบุญคุณของเขาและยอมติดตามเขาแต่โดยดี
อู๋ฮวนไม่แสดงความรู้สึกผ่านสีหน้า จางหลินถงจึงไม่รู้ว่าในใจเขาคิดอะไร นางเห็นเขายื่นเนื้อกระต่ายย่างมาให้ นางจึงรับไว้และยิ้มให้เขา แล้วลงมือฉีกเนื้อกินด้วยความหิวทันที เพียงคำแรกที่เข้าปาก ดวงตานางเปล่งประกาย นางมีความสุขประดุจได้ลิ้มรสอาหารบนหอชิงชิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเมืองหลวง
อาหารมื้อนี้ไม่เพียงทำให้นางประทับใจในน้ำใจของคนแปลกหน้า แต่ทำให้เกิดความรู้สึกติดค้างบุญคุณมาก จนไม่อาจละเลยมารยาทอันดีงามได้“ขอบคุณคุณชายมากเ้าค่ะ”
“อืม”เขาเพียงครางรับและมองนางกินเนื้อย่างอย่างเงียบๆ แต่พอเห็นแววตานางมองไปที่กองไฟ เขายกยิ้มที่มุมปาก ดวงตาของเขาค่อยๆเผยความเ้าเล่ห์ ขณะเปรียบเทียบนางเป็ลูกเสือน้อยหายากที่กำลังเดินเข้าหากับดัก หลังได้กลิ่นเนื้อที่เขาวางล่อ อู๋ฮวนจึงกระดิกนิ้วอีกหนึ่งครั้ง หูจิงก็ส่งเนื้อกระต่ายที่ย่างจนสุกอีกตัวไปให้ เขาสูดดมกลิ่นอาหารแล้วส่งให้สตรีเพียงคนเดียวในกลุ่มเหมือนเช่นเคย
จางหลินถงชะงักของเก่ายังไม่ทันหมด เห็นเขาส่งชิ้นใหม่มาให้หากไม่รับไว้ก็เกรงจะเสียมารยาท นางยิ้มกว้างพลางยื่นมือรับอย่างไม่อิดออด“ขอบคุณคุณชายมากเ้าค่ะ”
ความหิวโหยช่างไม่ปราณีใครจริงๆ กระต่ายสี่ตัวล้วนตกไปอยู่ในท้องจางหลินถง ในขณะที่อู๋ฮวนเอาแต่นั่งปั้นหน้าเรียบเฉยไม่สนแววตาผู้ติดตามที่มองเขาอย่างมีคำถาม เมื่อจางหลินถงอิ่มแล้ว และเหลือเพียงลูกกวางที่เพิ่งย่างสุก ชายหนุ่มจึงเอ่ยปากขึ้นมาว่า
“ข้า้าขาข้างหนึ่ง ที่เหลือพวกเ้าแบ่งกัน”
ในที่สุดผีสาวผู้สิงสถิตบนเขาหวีฟานก็ยอมอิ่ม พวกเขายังลุ้นอยู่ว่าจะเหลือตกถึงท้องบ้างหรือไม่ ดีที่นางยังรู้ความ หูจิงใช้มีดสั้นตัดส่วนขาส่งให้อู๋ฮวน และที่เหลือตัดแบ่งตามจำนวนคนอย่างเท่าเทียม แม้จะรู้สึกไม่อิ่มอยู่บ้าง แต่เ้านาย้าเอาใจสตรีเป็ครั้งแรก พวกเขาจึงไม่กล้าปากมาก
ตอนแรกก็สงสารนางอยู่หรอก แต่ครั้นเห็นเ้านายเอาใจนางจนไม่เห็นหัวพวกเขา เซินสี่จึงไม่อยากมองหน้าจางหลินถง เพียงแค่คิดว่าต่อไปอู๋ฮวนจะยกนางขึ้นเป็นายหญิงของเขา เซินสี่ถึงกับลำคอตีบตันจนกินอะไรไม่ลง แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นและเห็นสายตาผู้คุ้มกันหลายคนจ้องมองส่วนแบ่งในมือของเขา เขาก็ได้แต่ยัดเข้าปากและกัดคำใหญ่
หลังจากกินอิ่มเก็บเศษกระดูกไปทิ้งแล้ว กลุ่มอู๋ฮวนไม่มีทีท่าว่าจะจากไปเสียทีทำราวกับจะยึดถ้ำเป็ของตนเอง นางจึงเกิดความไม่พอใจ แต่ครั้นนึกถึงบุญคุณที่เขามีต่อนาง ไม่ว่าจะเื่ปกป้องชื่อเสียง มอบเสื้อคลุมที่ไม่ใช้แล้วให้นาง ยาแก้พิษร้อยชนิด และยังมีกระต่ายย่างอีกสี่ตัว หลินถงจึงไม่กล้าเสียงแข็งใส่เหมือนครั้งแรกที่ได้พบหน้า นางจึงถามเสียงเบาว่า
“คุณชายกล่าวว่าจะเดินทางเข้าเมืองหลวง จะออกเดินทางเมื่อใดหรือเ้าคะ”
อู๋ฮวนเลิกคิ้ว นางถามเช่นนี้หรือว่านางอยากขอติดตามเขาแล้ว ไวดีจริงๆในที่สุดลูกเสือน้อยหายากก็ยอมออกมาให้เขาจับแต่โดยดีแล้ว ชายหนุ่มอมยิ้มมองนางและกล่าวว่า “แม่นางเสี่ยวถงอยากติดตามข้าเข้าเมืองหลวงหรือไม่”
“ไม่ดีกว่า”จางหลินถงรีบส่ายหน้า ปฏิเสธอย่างไม่ลังเล ความรู้สึกบอกนางว่านางควรอยู่ให้ห่างจากเมืองหลวงสักระยะ รอให้ร่างกายฟื้นฟูแข็งแรงดีกว่านี้ แล้วค่อยกลับไปที่บ้านตระกูลจาง สืบหาร่องรอยก็ยังไม่สาย “ข้าไม่มีครอบครัวแล้วจะกลับไปที่เมืองหลวงเพื่ออันใด อีกอย่างข้ากลัวว่ามือสังหารที่ทำร้ายครอบครัวข้าจะพบเห็นเข้า”
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้”เขาลืมนึกถึงข้อนี้ อู๋ฮวนพยักหน้า เขาเข้าใจจุดประสงค์ของนางแล้ว นับว่านางฉลาดมากที่สร้างข่าวลือน่าสะพรึงกลัวและหลบอยู่ในป่า แต่กว่าเขาจะตามหานางพบ ไม่ใช่เื่ง่าย เลยจะปล่อยให้นางคลาดสายตาอีกไม่ได้เด็ดขาด“พวกข้าเดินทางมาไกลติดต่อกันหลายวัน เหนื่อยนักอยากแบ่งปันที่พักกับแม่นาง ไม่รู้ว่าจะพอแบ่งปันได้หรือไม่”
เมื่อเขาถามเช่นนั้น จางหลินถงจึงเริ่มคิด สตรีคนเดียวอยู่ร่วมกับชายหนุ่มถึงสิบสองคน หากใครมาพบเห็นเข้าชื่อเสียงของนางคงไม่เหลือให้พูดถึง แต่นางเป็สตรีที่เคยออกเรือนและยังเคยตายมาแล้ว ในสายตาชาวเมืองนางคือคนที่ตายไปแล้ว ยังจะมีชื่อเสียงใดให้รักษาอยู่อีก ที่สำคัญใบหน้าและสภาพร่างกายนางอัปลักษณ์ เป็คนครึ่งผี คงไม่มีใครกล้าคิดไม่ดีแน่ อีกอย่างเขามีบุญคุณแบ่งอาหาร นางก็ควรจะแบ่งที่พักให้เขาเป็การตอบแทน เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางพยักหน้า
“ถ้ำนี้ไม่ใช่ของของข้า ข้าเพียงหลบพักแรมชั่วคราว พวกท่านจะพักนานเท่าใดก็ได้ เพียงแต่ข้าจองพื้นที่ด้านในสุดก็แล้วกัน”
นางกล่าวถึงพื้นที่ที่ดีที่สุด จุดที่ลมเย็นพัดเข้าไปไม่ถึงและมิดชิดพ้นสายตาคน อู๋ฮวนพยักหน้า ปกติแล้วเขาต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด แต่หนนี้เขาต้องยอมนางไปก่อน “ตกลง”
ผู้คุ้มกันทั้งสิบเอ็ดได้แต่มองตากัน เ้านายจองห้องพักที่โรงเตี๊ยมในเมือง มีทั้งอาหารและที่พัก มีทั้งน้ำอุ่นให้แช่ตัว แต่กลับบอกแม่นางน้อยว่าขอพักที่นี่ พวกเขางุนงงไปหมดแล้ว ทว่าไม่กล้าเปิดปาก เพราะรู้ดีว่าอู๋ฮวนไม่เคยทำการค้าที่ขาดทุน เมื่อเ้านายหนุ่มลงทุนเอาใจนางถึงเพียงนี้ แสดงว่าฮู๋ฮวนค้นพบความพิเศษในตัวนางเข้าแล้ว
[1] ถิ่งพ้วย คือเปลือกส้มจีน รสเผ็ดขม กลิ่นหอมช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์
**********************************