สวัสดีท่านผู้อ่านอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน เนื่องจาก้าพักสมองยาว ๆ เพื่อให้มีแรงกลับมาแต่งต่อได้อย่างเมามันส์อีกครั้ง ในครั้งนี้จะกลับมาทั้งหมด 15 ตอนเช่นเดิม เตรียมใจไว้ดี ๆ นะครับ จัดหนักจัดเต็มไปเลย !
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กว่าสามเดือนที่เหตุการณ์วุ่นวายต่าง ๆ นา ๆ ได้ผ่านพ้นไป กลับถูกเข้าแทนที่ด้วยความเหน็บหนาวในเดือนสิบ เมฆหมอกหนาตาพร้อมกับปุยหิมะสีขาวเย็นะเืได้เข้าปกคลุมไปทั่วเมืองหนานโจว และเมืองระแวกรอบข้างบ่งบอกถึงฤดูหนาว่เวลาแห่งความลำบากยากแค้นได้มาเยือนแล้ว และอีกหนึ่งเทศกาลประจำปีก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง นั่นก็คือ
‘ งานกระชับมิตรสมาคมผู้ค้าโอสถ ’
มันเป็งานที่แต่ละสมาคมจะต้องส่งตัวแทนเข้าร่วมเรียกง่าย ๆ ว่ามันเป็งานประลองเพื่อเปิดตัวสินค้าของแต่ละสมาคมก็ว่าได้ และงานนี้ก็ได้จัดขึ้นเพื่อเป็การระลึกถึงสองมหาเซียนตามตำนานของจอมราชันโอสถ ‘หนึ่งชายผู้สร้างพลังยุทธและหนึ่งสตรีผู้สร้างความงาม’
แน่นอนว่าเวทีนั้นก็จะแบ่งออกเป็ 2 เวทีเช่นกัน เวทีแรกใช้ในการประลองพลังยุทธของเหล่าชายฉกรรจ์ ผู้เข้าท้าชิงสามารถใช้โอสถของสมาคมตนเองได้เพียง 3 เม็ดเท่านั้น ส่วนเวทีที่สองเป็เวทีที่ใช้ประกวดความงามของเหล่าสตรีผู้เข้าประกวดสามารถใช้โอสถได้ไม่เกิน 3 เม็ดเช่นกัน
โดยในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมท้าชิงราวร้อยสมาคม ทั้งสมาคมขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ซึ่งเปิดโอกาสให้สมาคมขนาดเล็กได้มีโอกาสเติบโตขึ้นในสภาวะเหน็บหนาวอดอยากยากแค้นใน่ฤดูหนาว ผู้เข้าท้าชิงสามารถส่งใครก็ได้ในสมาคมลงเข้าประลองจะเป็หัวหน้าสมาคมหรือเป็เพียงเด็กรับใช้ในสมาคมก็ยังได้ นั่นก็เพราะ้าให้แต่ละสมาคมได้ออกมาโชว์ผลงานโอสถประจำสมาคม ส่วนการต่อสู้นั้นก็เป็ส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงวรยุทธ์ประจำสมาคมและตัดสินแพ้ชนะในการประลองนั้นด้วย ดังนั้นวิชาวรุยุทธ์ก็เป็สิ่งสำคัญเช่นกัน นั่นทำให้แต่ละสมาคมสามารถจ้างผู้เก่งกล้าวรยุทธมาลงประลองแทนได้เช่นกัน แต่ก็มีบางสมาคมที่หัวหน้าสมาคมลงมาต่อสู้ด้วยตนเองเช่นกัน
ส่วนผู้ชนะการประลองนั้นจะได้รับ โอสถปลุกพลังระดับ 9 จำนวน 10 ชิ้นกลับบ้านไปพร้อมกับชื่อเสียงที่จะตามมาอีกด้วย !
ในตอนนี้ตี้เฉินเองก็หมั่นบ่มเพาะกำลังภายในเพื่อที่จะก้าวข้ามพลังปราณในระดับลมหายใจเทวะขั้นต่ำไปสู่ขั้นกลางให้เร็วที่สุด เพราะตามความทรงจำของมันแล้วเหล่าเ้าสำนักสมาคมขนาดใหญ่นั้นมีลมปราณในขั้นลมหายใจเทวะระดับกลางกันเป็ส่วนใหญ่นั่นจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะนำพาสมาคมให้เติบใหญ่ได้ถึงเพียงนี้
สองมือร่ายรำท่วงท่าอย่างพริ้วไหวโบกสบัดมวลคลื่นลมปราณไปมารอบกายอย่างน่าอัศจรรย์ใจอยู่ภายในมิติเซียน พลางเ้าลูกเหยี่ยวสามตาที่ตี้เฉินเก็บมาเลี้ยงดูก็เติบใหญ่ขึ้นสูงเท่าเด็กอายุสิบขวบ นั่งดูการร่ายรำกระบวนท่าของเขาอยู่ไม่ห่างเหิน
.
..
.
มันเป็วันที่ยังคงเงียบสงบอย่างเช่นเคย หากแต่ในวันพรุ่งจะถึงงานเทศกาลเฺฉลิมฉลองแล้ว
“ แกว้กกกกก !!!”
“ มีอะไรอย่างนั้นหรือ เฉินยิ่น ”
เ้าเหยี่ยวน้อยนามว่าเฉินยิ่นะโร้องออกมา นั่นก็ทำให้ตี้เฉินสะดุ้งขนหยุดโคจรลมปราณ
พลางมองออกมาที่นอกมิติเซียน ก็พบตี้เทียนชายแก่ที่กำลังจะเปิดประตูห้องเข้ามา…
“ ตี้เฉิน เ้าอยู่หรือไม่ … ข้าจะเข้าไปแล้วนะ”
“ ท่านพ่อเข้ามาเลย ”
ตี้เฉินที่วิ่งออกมาจากมิติเซียนได้อย่างทันท่วงที ส่งยิ้มมุมปากเ้าเล่ห์ออกมา
“ มะ…มีอะไรอย่างนั้นหรือท่านพ่อ ”
ชายแก่เปิดประตูเดินเข้ามา
“ ข้าจะมาหารือกับเ้าเื่งานในวันพรุ่งนี้…เ้าคิดหรือยังว่าเ้าจะส่งใครไปเป็ตัวแทนสมาคมของเรา”
ชายหนุ่มยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างชัดเจนพลางกล่าวกับชายแก่ด้วยสีหน้าจริงจังอันแรงกล้า
“ ข้า…จะลงเองท่านพ่อ ”
“…"
เป็สีหน้าของชายแก่ที่นิ่งตลึงงันไปชั่วครู่หนึ่งนับนานวันพันปีตี้เฉินลูกชายเขาไม่เคยสนใจกับเทศกาลนี้เลยพอถึงเวลาก็สำมะเรเทเมาเคล้านารีกับกลุ่มชายฉกรรจ์ในหมู่บ้าน แต่กลับมาวันนี้เขาเติบใหญ่ขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจเสียจนน้ำตาเริ่มปริ่มที่ริบขอบตาของชายแก่อย่างปลาบปลื้มใจ
“ ในที่สุด…เ้าก็โตเสียทีนะตี้เฉิน ฮึก ”
“ เอ่อ ท่านพ่อท่านร้องไห้ทำไมกัน เห้ะ ?!?”
“ ฮือออ…ิญญาแม่ของเ้าคงได้นอนตายตาหลับเสียทีที่ข้าเลี้ยงเ้าจนเติบใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ ”
“ ท่านพ่อใจเย็น ๆ ก่อนเดี๋ยวมีคนมาเห็นเอาเข้าจะเป็ขี้ปากให้คนเขานินทาเอานะท่านพ่อ ”
ชายแก่หยุดร้องไห่พลันหันมายิ้มร่าให้กับชายหนุ่ม
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า อย่างนั้นหรือถ้าเ้าตัดสินใจเช่นนั้น…ข้าก็ไม่อาจปฏิเสธคำพูดของเ้าได้…เอาล่ะถ้าเป็เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเ้าแล้วล่ะ…พยายามเข้าล่ะ ! ”
ชายแก่เดินออกจากห้องไปด้วยสีหน้าเบิกบานใจ พลางชายหนุ่มกลับเข้าสู่มิติเซียนเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันรุ่งขึ้นด้วยกำลังใจที่เต็มเปี่ยม !
.
.
.
ขยับซ้ายอีกหน่อย !
ยกของมาทางนี้เลย !!
ตรงนั้นแหละ !!
มันเป็เช้าที่เต็มไปด้วยเสียงเอะอะโวยวายจากการรวมตัวกันของกลุ่มคนมากมายกำลังช่วยกันจัดแจงยกย้ายสิ่งของเพื่อเตรียมงานเทศกาลในค่ำคืนนี้ เสียงพูดคุยนั้นดังไปทั่วเมืองหนานโจว ราวกับมดแตกรัง
เป็ร่างของชายหุน่มที่ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียงด้วยอาการเหนื่อยล้าจากการฝึกวรยุทธทั้งคืนเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดลมปราณของตนเอง
“ อาา เช้าแล้ววว ดีล่ะ ! ข้าต้องรีบไปลงทะเบียนเสียก่อนค่อยกลับมาดูงานที่สมาคม ”
ชายหนุ่มพูดพลางใช้สองมือถีบตัวเองขึ้นจากเตียงด้วยความฮึกเหิม
ฮึ้บ !
เขาลุกขึ้นจัดแจงอาบน้ำเปลี่ยนชุดให้เข้ากับงานประจำปีนี้ เขาใส่ชุดคลุมหัวหน้าสมาคมกระต่ายขาวที่มีสัญลักษณ์ของกระต่ายขาวสลักลงบนชุดด้วยไหมทองคำเส้นเล็ก ๆ ตกแต่งลวดลายเป็ปุยเมฆดูสวยงามสะอาดตา พลางเดินออกจากสมาคมด้วยความอารมณ์ดี ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสบ่งบอกว่าวันนี้เป็วันที่ดีอีกวันอย่างแน่นอน
ผลั่ก !!
ตี้เฉินเดินชนเข้ากับหญิงสาวร่างบางคนหนึ่งนั่นคงไม่ใช่ใครที่ไหนหากแต่เป็หลินเซียวที่ยืนจัดเตรียมสิ่งของสำหรับงานเทศกาลในคืนนี้อยู่
ตี้เฉินรีบลุกขึ้นและพยุงนางขึ้นด้วยความรีบร้อนเพราะเขาเป็คนเดินชนนาง
“ เ้าเจ็บตรงไหนหรือป่าวหลินเซียว… ”
“ ข้าไม่เป็อะไรนายท่าน ข้าผิดเองที่มายืนขวางทางท่าน ”
ร่างบางตอบกลับด้วยสีหน้าที่ยังคงสำนึกผิดนางไม่กล้าที่จะสบตาเขาแม้เพียงเล็กน้อย
“ นี่หลินเซียว ”
“ คะ นายท่าน ”
“ เ้าเดินไปลงทะเบียนเข้าประลองเป็เพื่อนข้าหน่อยสิ ”
“ เอ่อแต่ว่า…ข้าต้องทำ”
พูดไม่ทันจบคำตี้เฉินก็คว้ามือนางเดินออกจากสมาคมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ นายท่าน ! ”
นางก็ได้แต่คล้อยตามเขาไปด้วย
เดินมาได้สักพักก็ถึงจุดสำหรับลงทะเบียนเข้าร่วมการประลอง
"ใครจะเข้าร่วมประลองเชิญต่อแถวที่ด้านนี้ได้เลย !!"
เสียงของชายวัยกลางคนกำลังนั่งอยู่ที่โต้ะมีผ้าปูสีขาวพร้อมกับพู่กันไว้ลงชื่อแซ่ผู้เข้าลงทะเบียน
ชื่อของผู้้าประลองยุทธ์ถูกเขียนลงบนผ้าผืนนั้น นับไม่ถ้วน แต่ที่สะดุดตาเป็อย่างมากนั่นก็คือชื่อของชายคนหนึ่งที่มีนามว่า คั่วเล่ย เ้าของฉายาพัดแห่งหายนะ ที่วันนี้ก็ได้มาลงนามเพื่อเข้าร่วมการประลองครั้งนี้เช่นกัน
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้านึกแล้วเชียวว่าเ้าต้องมาลงประลองด้วยท่านหัวหน้าสมาคมกระต่ายขาว ”
เสียงหัวเราะด้วยความชอบใจราวกับเจอสหายเก่าแก่ที่ไม่ได้เจอกันมานาน คงจะเป็ผู้ใดไม่ได้เสียอีกนอกเสียจาก คั่วเล่ย ที่กำลังเดินถือพัดขนไก่ เข้ามาหาตี้เฉินพร้อมกับบริวารของเขา
“ คารวะ ท่านคั้วเล่ย เป็เกียรติอย่างมากที่ได้พบท่านวันนี้ ”
ตี้เฉินกล่าวทักทายด้วยท่าทีอ่อนน้อมถึงแม้เขาจะมีอายุที่ไม่ห่างกันมากนัก
“ ไม่ต้องพิธีรีตองมากหรอก ถ้าไม่ได้เ้าในวันนั้นก็คงจะไม่รู้ว่าใครที่เป็คนเผาโอสถของข้าทิ้ง ”
“ ท่านกล่าวเกินไปแล้ว หากไม่มีท่านมาช่วยข้าก็คงจะหาตัวคนร้ายไม่ได้เป็แน่ ”
“ เอาล่ะ ๆ เชิญเ้าไปเตรียมตัวเถิดข้าไม่รบกวนพวกเ้าล่ะ…ว่าแต่แม่นางคนนี้ใช่ลูกสาวของ หลินฟง เ้าของสมาคมบัวหิมะสินะ ”
สายตาของคั่วเล่ยที่หันไปพบกับหลินเซียวก็ดูจะพอใจกับความสวยงามของนางเป็อย่างมากจนไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย
“ ขอรับท่านคั่วเล่ยนี่คือหลินเซียวบุตรสาวของ หลินฟง นางได้ขอเข้ามารับใช้สมาคมของข้าเพื่อเป็การชดใช้กรรมที่พ่อของนางก่อเอาไว้ ”
“ ยินดีที่ได้รู้จักท่านคั่วเล่ย ” ร่างบางคารวะคั่วเล่ยลงอย่างอ่อนน้อม ทั้งคั่วเล่ยและหลินเซียวจ้องมองกันได้สักครู่ ตี้เฉินเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเอ่ยปากขึ้นมา
“ ถ้าหากท่านไม่มีสิ่งใดแล้วข้าขอไปเตรียมตัวก่อนนะขอรับ ” ตี้เฉินรีบกล่าวลาคั่วเล่ยด้วยสีหน้าที่คล้ายกับคนหึงพลางดึงมือของหลินเซียวให้เดินตามเขามา (หึงง้ะ!!)
“ นายท่าน ข้าเจ็บ ปล่อยข้า ! ” หลินเซียวเดินอิดโอยมาตลอดทางเพื่อบอกให้ตี้เฉินรู้ว่านางเจ็บ
“ หลินเซียวเ้ากลับไปก่อนเถอะวันนี้หน้าที่ของเ้าหมดแล้ว ”
“ แต่ว่า…”
“ หรือถ้าเ้าไม่อยากกลับก็ไปเป็คนช่วยข้าถือของก็ได้ ”
“ ข้าตกลง !”
ร่างบางโพล่งขึ้นมาด้วยท่าทีดีใจ เพราะนางก็เป็ผู้ที่ชื่นชอบในการต่อสู้เช่นกัน แต่ทางด้านความงามของนางนั้นก็ยังคงเป็หนึ่ง
“ ว่าแต่ระดับพลังของเ้าอยู่ที่เท่าไหร่กันล่ะ ”
ตี้เฉินเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย จนคิ้วขมวดขึ้นเล็กน้อย
“ เอ่อ..ข้ามีวรยุทธอยู่แค่ ปราณฝึกหัดขั้นสูงเอง แหะ ๆ ”
หลินเซียวตอบกลับด้วยท่าทีเขินอาย ถึงแม้นางจะชอบการต่อสู้แต่ก็ไม่มีเวลามากพอที่จะให้นางได้ฝึกฝนวรยุทธ์เนื่องจากนางต้องคอยจัดการงานบ้านงานเรือนอยู่ตลอดเวลา
“ ถ้าเช่นนั้น ไว้ว่าง ๆ มาให้ข้าช่วยเ้าฝึกดีไหม ? ”
“ ข้าไม่ปฎิเสธแน่นอน ”
หลินเซียวตอบตี้เฉินด้วยใบ้หน้ายิ้มแย้ม ทั้งสองคนยิ้มหัวเราะคิกคัก ราวกับคู่รักก็ไม่ปาน จนกระทั่ง เสียงระฆังดังขึ้นเป็สัญญาบอกว่างานประลองกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
“ เหม่ง ! ”
“ ขอให้ผู้เข้าประลองมายืนรวมกันด้านนี้ จะมีการประกาศสายของผู้เข้าประลอง ที่ป้ายประกาศพร้อมกับรายชื่อของคู่ตัวเอง”
เสียงโฆษกป่าวประกาศเสียงดังให้ผู้เข้าประลองมารวมตัวกันเพื่อประกาศถึงการประลองที่จะมีการคัดเลือกไปเรื่อย ๆ จนได้ผู้เข้าท้าชิงเหลือเพียงสองคน จากร้อยกว่าคน
“ ผู้เข้าประลองสายที่หนึ่ง คู่ที่ 1 คั่วเล่ย ปะทะ ลั่วซือ ”
เป็สีหน้าของตี้เฉินที่กำลังครุ่นคิดถึงสกุลที่คั่วเล่ยกำลังต่อสู้
“ ตระกูลลั่ว !! ”