ลอยด์แทบไม่ได้ฟังการแนะนำตัวของอูซิน เพราะว่า สิ่งที่เขาสนใจคือประโยคที่บอกว่า ตระกูลเมเยอร์ ร่วมมือกับศาสนจักรแห่งแสง และ ภาคีไตรเนตร เพื่อสังหารล้างตระกูลของเขา
“แฮ่กๆ ระ..เื่จริงงั้นเหรอ” เสียงอันแ่เบาของลอยด์ดังออกมา เขาพยายามฝืนตนเองใช้พลังที่เหลืออยู่น้อยนิดของตนพูดออกมาให้ได้
“ทะ..ทำไม..กัน… แฮ่กๆ ทะ.. ทำไมถึง….” แววตาของลอยด์เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ แต่ความรู้สึกที่ะเิอยู่ภายในก็คือ ความแค้น ความรู้สึกไม่เป็ธรรม ความคิดด้านลบมากมายเกิดขึ้นภายในจิตใจ ไหลเข้าสู่เมล็ดพันธุ์บางอย่างที่ฝั่งอยู่ในใจกลางดวงิญญาของลอยด์ กระตุ้นจนมันเกิดความเปลี่ยนแปลง เมล็ดพันธุ์ทมิฬราวกับหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง มันสูบฉีดและกลืนกินมวลอารมณ์ด้านลบที่พลุ่งพล่านของลอยด์เข้าไปเป็พลังงานในการฟักตัว
ตึก! ตึก!
เสียงหัวใจของลอยด์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมล็ดพันธุ์สีดำ ค่อยๆ แตกออกเล็กน้อย ตอนนั้นความรู้สึกเจ็บแสนสาหัสก็จู่โจมดวงิญญาของลอยด์ ความเ็ปครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าการโดนพลังมรณะโจมตีเสียอีก
“อ๊ากกกกกกก”
ร่างกายของลอยด์ค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลง ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความรู้สึกกลับค่อยๆ ว่างเปล่าราวกับคนไร้จิตสำนึก ดวงตาสีเขียวมรกตสว่างไสว ค่อยๆ หม่นแสงลงกลายเป็สีเขียวอมดำราวกับโดนความมืดกลืนกิน ปล่อยพลังเวทออกมาอย่างต่อเนื่อง พลังเวทที่เคยเป็สีเขียวอ่อน ค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีเขียวเข้มอมดำ ไม่เพียงเท่านั้นยังปล่อยควันสีดำสนิทออกมารอบๆ กลายเป็พลังที่เหมือนกับ ประสานทั้งเวทธาตุลมและพลังมรณะเอาไว้
อูซินมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
“พลังมรณะประสานกับพลังเวทของตัวเอง? .. ทำได้ยังไงกัน” เพราะตามความเข้าใจของอูซิน พลังมรณะ เป็หนึ่งในรูปแบบพลังขีดจำกัดสายเื หากไม่ได้มีสายเืเฉพาะ ก็มีเพียงโดนคำสาปจนกลายร่างเป็การ์กอยล์ทมิฬเท่านั้นที่จะสามารถใช้พลังมรณะได้
“คนที่มีควันพุ่งออกมาคือใคร” อูซินหันไปถามโรซาน
“ละ.. ลอยด์ แวนแจนซ์” โรซานตอบอย่างตะกุกตะกัก
เมื่อได้ยินชื่อของลอยด์ แวนแจนซ์ เมาเมาและอูซิน กลับมองหน้ากันราวกับว่า ทั้งสองรู้จักชื่อนี้อยู่เลย
“ตระกูลแวนแจนซ์? ตระกูลที่ิญญาแฝดของท่านพ่อไปเกิดงั้นเหรอ?” อูซินกล่าวเสียงเบา
ดวงตาของเมาเมาเองก็ส่องแสงออกมาเล็กน้อยเช่นเดิม ความทรงจำที่ได้รับมาไหลเข้าสู่สมองของมัน
"ลอยด์ แวนแจนซ์ ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวของ ตระกูลแวนแจนซ์ แต่ภายหลังโดนจิติญญามารครอบงำ ทำให้ไร้ความทรงจำเดิม กลายเป็คนที่ไล่ล่าและสังหารผู้บริสุทธิ์ จนสุดท้ายตกอยู่ภายใต้การควบคุมของภาคีไตรเนตรที่ทำลายตระกูลตนเอง... ถูกใช้เป็หมาล่าเนื้อจนวาระสุดท้ายของชีวิต.. ช่างเป็ชะตากรรมที่น่าสงสารจริงๆ" เมาเมากล่าว จนอูซินที่ได้ยินเื่ราว อดไม่ได้ที่จะหดหู่กับเื่ราวของลอยด์
จิติญญามาร คือ ศูนย์รวมความคิดด้านลบที่รวมตัวกันจนก่อกำเนิดเป็เมล็ดพันธุ์จิติญญามาร มันก่อกำเนิดจากความคิดด้านลบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็ความโกรธ ความแค้น ความอิจฉา ความริษยา ความหวง ความโลภ อารมณ์ด้านลบทั้งหมด แม้ว่าจะสามารถสร้างเมล็ดพันธุ์แห่งจิติญญามารได้ แต่ก็ยังไม่ใช่ตัวกระตุ้นในการทำให้เมล็ดจิติญญามารฟักตัว เพราะเมื่อใดก็ตามเมล็ดจิติญญามารฟักตัวมันจะสามารถก่อสร้างตัวตนได้ ภายในตัวของคนคนนั้นก็ราวกับมีอีกจิติญญาหรืออีกบุคลิกเกิดขึ้นมา และ บุคลิกที่เกิดจากความคิดด้านลบ ย่อมคิดแต่สิ่งชั่วร้าย และ หนึ่งในความคิดของจิติญญามารก็คือ การยึดครองร่างกายแทนจิติญญาดั้งเดิม
“แต่ถึงกับหลอมรวมพลังมรณะเข้าร่างกายเนี่ยนะ เป็ไปได้ด้วยเหรอ?” อูซินถามเมาเมา
“ก็พอเป็ไปได้อยู่ ถึงแต่เดิมพลังมรณะจะเป็พลังสายเื แต่ภายหลังก็โดนราชวงศ์จันทราทมิฬ ทดลองจนสามารถนำไปใส่ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่น อย่างลูกพี่เสี่ยวหยุนเองก็คือ 'วิหคมรณะ' ที่มีพลังของราชวงศ์จันทราทมิฬ ยิ่งในความทรงจำของข้า หากนำน้ำยากลายร่างผสมพลังมรณะและวัตถุดิบอีกนิดหน่อยก็สามารถสร้าง 'สสารทมิฬต้องสาป' เพื่อเปลี่ยนร่างมนุษย์ให้กลายเป็การ์กอยล์ทมิฬ… เพราะแบบนั้นหากลอยด์คนนั้นจะสามารถหลอมพลังมรณะเข้ากับพลังของตนเองได้ก็ไม่ใช่เวลาจะเป็ไปไม่ได้ ภายในร่างของคนๆ นี้อาจมีพลังบางอย่างช่วยหลอมรวมพลังสายเืก็ได้” เมาเมากล่าว
"เข้าใจแล้ว. แสดงว่า... ภายในตัวมีเมล็ดพันธุ์แห่งจิติญญามารอยู่ก่อนแล้วสินะ จากนั้นก็โดนกระตุ้นเพราะความแค้นและใกล้ตาย เมล็ดพันธุ์จิติญญามารที่ตื่นขึ้นเลยเอาพลังที่เกือบสังหารตนเองมาเป็พลัง" อูซินกล่าว
ร่างของลอยด์ค่อยๆ ยืนขึ้น ดวงตาไร้แววราวกับสิ่งมีชีวิตที่ไร้ความรู้สึก แต่พลังเวทภายในร่างกายกลับค่อยๆ สูงขึ้น ไม่เหมือนกับคนที่าเ็เลยแม้แต่น้อย
อูซินมองไปยังดวงตาและกระแสพลังที่ออกมาจากร่างกาย มันไม่ได้เป็พลังที่เรียบง่ายอย่างพลังเวทอีกต่อไป
“ดูจากกระแสพลังที่ออกมา มีทั้งพลังเวท จิต และ ิญญา… เป็เพียงจิติญญามารแรกเกิดที่ยังสร้างจิตสำนึกของตนเองไม่ได้ ทำได้เพียงเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ แต่กลับสามารถใช้ไสยเวทได้เลยงั้นเหรอ มิน่าในอนาคตถึงไม่โดนสังหาร แต่โดนเก็บไว้ใช้งานแทน” อูซินกล่าว
พลังบนโลกมนตราแม้จะมีหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่ย่อมต้องเป็ 'พลังเวท' แต่ก็มีหลายคนที่สามารถใช้ 'พลังจิต' ได้ แต่พลังที่หายากที่สุดย่อมเป็ 'พลังิญญา' ที่จะพบได้เพียงหนึ่งในหมื่นคนเท่านั้น แต่ยิ่งที่หาได้กว่ายิ่งกว่าผู้ใช้พลังจิต หรือ พลังิญญา ก็คือ ผู้ที่เกิดมาแล้วสามารถใช้พลังทั้งสามสายได้ เพราะนั้นมีเพียงหนึ่งในแสนเท่านั้น
และ เมื่อพลังทั้งสามสายได้หลอมรวมกันจนกลายเป็หนึ่งเดียว จึงจะกลายเป็พลังอันแข็งแกร่งที่เรียกว่า
'ไสยเวท'
“แต่หาก 'เมล็ดพันธุ์' ยังไม่สามารถสร้างจิติญญาของตัวเองได้… อาจจะยังมีทางช่วยิญญาดั้งเดิม” อูซินวิเคราะห์จากท่าทางของลอยด์
“เมาเมา เ้ากลับเข้าไปที่แก่นิญญาของข้าก่อน.. ตอนนี้พลังิญญาของเ้ากับข้ามีระดับเท่ากัน แต่เ้ามีเพียงร่างิญญา หากโดยโจมตีด้วยพลังมรณะที่กัดกร่อนิญญา ถึงจะเป็เ้าก็อันตรายเกินไป” อูซินกล่าว
“ได้เลยนายน้อย ท่านเองก็ระวังตัวด้วย” เมาเมากลายเป็แสงสีขาวกลับไปในแก่นิญญาของอูซิน
อูซินจ้องมองลอยด์อย่างไม่วางตา
"ทั้งพลังเวทกับพลังิญญาของข้าตอนนี้เป็เพียงระดับสามขั้นต้น... แต่จากที่ััได้ของลอยด์ พลังทั้งสามสายเป็ระดับสี่ขั้นสูง…. ยุ่งยากจริงๆ" อูซินคิดหาวิธีช่วยคนตรงหน้า เพราะหากสามารถกำจัดจิติญญามารแล้วนำลอยด์มาเป็พวกได้ เขาก็จะมีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง และ ยิ่งเป็คนมีความแค้นกับศาสนจักรแห่งแสง หากสามารถเปลี่ยนให้มาเป็พรรคพวกได้ย่อมกลายเป็กำลังที่แข็งแกร่ง
“ชิ… เพิ่งจะดึงพลังจิตออกไปสร้างร่างใหม่ ระดับพลังในตอนนี้เลยยังไม่สามารถใช้สำนึกรู้ระดับ 'เจตจำนง'ได้ คงใช้สูงสุดได้แค่'แก่นแท้'สินะ” อูซินพยายามหาทางช่วยลอยด์โดยที่ตนเองไม่ต้องเสี่ยงไปด้วย จนกระทั่งมองไปยังดวงิญญาของโรซานที่เขากำลังบีบคออยู่
"ยังมีวิธีนั้นอยู่นี่" อูซินมองโรซานแล้วยกยิ้ม แต่สำหรับโรซานแล้วมันเป็รอยยิ้มที่น่าสยดสยอง
"ถึงจะน่าเสียดายเื่ข้อมูล.. แต่เอามาเป็พลังคงจะคุ้มกว่า ข้อมูลหาทีหลังก็ได้" มือขวาที่เคยคว้าคอของโรซานก็กำแน่นขึ้น จนแม้จะเป็ร่างิญญาแต่โรซานกลับรู้สึกเหมือนจะขาดใจ
"ยะ..อย่า" ดวงิญญาโรซานพยายามขัดขืนแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะแต่เดิมเขาก็ไม่ใช้คนที่มีพลังิญญาแต่กำเนิด เมื่อเป็ดวงิญญาก็ไม่อาจใช้พลังเพื่อต้านทานอะไรได้เลย แต่ยังไม่ทันที่จะพูดสิ่งใดได้มากกว่านี้ อูซินก็บิดจนดวงิญญาของโรซานกลายเป็เพียงดวงไฟิญญา และ ถือเอาไว้ทั้งแบบนั้น
อูซินจับขวานของตนเองให้แน่นขึ้น
"เห้ยย... ไอ้จิติญญามาร มาทางนี้" อูซินแตะหินที่อยู่ข้างๆ ไปยังลอยด์ และ ปล่อยจิตสังหารออกไปอย่างรุนแรง
แม้ว่าดวงตาของลอยด์จะไร้แวว แต่มันกลับหลบการโจมตีของอูซินได้อย่างง่ายดาย และ เมื่อมันััได้ถึงจิตสังหารของอูซิน มันไร้สติและจิตสำนึกรับรู้เพียงว่าอูซินเป็อันตรายต่อมัน ยิ่งคนที่ปล่อยจิตสังหารออกมามีพลังน้อยกว่ามัน เมล็ดพันธุ์จิติญญามารจึงเลือกที่จะโจมตีอูซินทันที
ไสยเวทสายลมมรณะ กรงเล็บสายลมมรณะ
สายลมสีเขียวเข้มอมดำที่พุ่งออกจากร่างกาย ถูกควบคุมให้รวมกันที่มือทั้งสิบนิ้ว จากนั้นลอยด์ก็ขยับอย่างรวดเร็ว ร่างของลอยด์พุ่งเข้าหาอูซินอย่างรวดเร็วกรงเล็บทั้งห้ากางออกจนสุด โจมตีไปยังอูซิน
กรงเล็บทั้งห้ามุ่งไปยังใบหน้า หวังโจมตีทะลวงหัวในครั้งเดียว แต่ทางอูซินก็เตรียมตัวไว้ั้แ่แรกแล้ว ใช้พลังกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งประสานพลังเวทและแก่นแท้ความเร็ว เบี่ยงตัวหลบเพียงเล็กน้อย กรงเล็บอันแหลมคมเฉียดแก้มจนมีเืไหลออกมาเป็ทางยาว และ มีควันสีดำปรากฏขึ้นมาพยายามที่จะกัดกินิัของอูซิน
แต่เมื่ออูซินโคจรพลังสีขาวไปทั่วร่างกาย ควันสีดำก็หายไปอย่างรวดเร็ว าแเองก็หายไปอย่างรวดเร็วราวกับชำระล้างพลังมรณะ ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ร่ายเวทรักษาตนเองออกมาเลยแม้แต่น้อย
การโจมตีแรกของเมล็ดพันธุ์จิติญญาพลาดเป้า แต่ว่าร่างของเขาไม่ได้หยุดการเคลื่อนไหว โจมตีอย่างต่อเนื่อง กรงเล็บจากทั้งสองมือสลับกันคว้าโจมตีไปยังอูซิน
เพลงขวานไร้ธาตุ ขวานผ่าฟืน
ขวานกับกรงเล็บ เข้าปะทะกับทั้งๆ ที่พลังของทั้งสองคนห่างกันถึงหนึ่งระดับสองขั้น แต่อูซินกลับสามารถใช้ขวานรับได้โดนไม่เพลี่ยงพล้ำ เขาเพียงขยับขวานให้ใช้แรงน้อยที่สุดสลายแรงปะทะของกรงเล็บ
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
อูซินรับการโจมตีได้อย่างต่อเนื่อง แต่สายลมของกรงเล็บทั้งสิบ ได้แตกออกเป็สะเก็ดเล็กน้อยทุกครั้งที่ขวานและกรงเล็บปะทะกัน กระจายออกไปเฉือนมือและแขนของอูซิน แต่าแและควันสีดำปรากฏออกมาเพียงเสี้ยววินาทีก็หายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน ร่างกายของอูซินราวกับมีความพิเศษบางอย่าง จนสามารถต่อต้านพลังมรณะและรักษาตนเองได้อย่างรวดเร็ว
แต่ว่าเมื่อการโจมตีดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แรงการปะทะที่เมล็ดพันธุ์จิติญญามารโจมตีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สายลมที่แตกออกมาทุกครั้งที่ปะทะเองก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน าแมากมายปรากฏขึ้นพร้อมกับควันสีดำที่ทะลักออกมาจากาแ หากเป็คนอื่นย่อมดิ้นและร้องออกมาอย่างทรมาน แต่สีหน้าของอูซินกลับเรียบเฉยไร้ความกลัว าแของเขาหายไปอย่างรวดเร็ว ควันสีดำที่ปรากฏออกมาก็หายไปด้วยความเร็วเดียวกัน การโจมตีทางิญญาอันเป็เอกลักษณ์ของพลังมรณะก็ไม่อาจทำอะไรอูซินได้
“ดูเหมือนว่ายิ่งเวลาผ่านไป จะใช้ไสยเวทชำนาญขึ้นเรื่อยๆ … อีกไม่นานทั้งความเร็วและพลังโจมตีคงเพิ่มขึ้นจนไม่อาจหยุดได้ง่ายๆ อีกแล้ว” อูซินกล่าว ทั้งๆ ที่ยังใช้ขวานปัดป้องการโจมตีที่เข้ามาไม่หยุด
อูซินเลือกที่จะถอยออกมาไม่ใช้พลังปะทะพลังอีกต่อไป เร่งความเร็วของตนเองจนถึงขีดสุด
เมล็ดพันธุ์จิติญญาเมื่อเห็นอูซินถอยมันก็พุ่งโจมตีอย่างต่อเนื่อง แต่ว่าทุกๆ การโจมตีก็ไม่เข้าเป้าเลยแม้แต่น้อย สร้างได้เพียงาแเท่ารอยข่วนเท่านั้น หากสังเกตดีๆ จะพบว่าที่เท้าของอูซิน มีพลังเวทและพลังิญญาผนึกเอาไว้ เมื่อเขาหลบทุกครั้งที่เหยียบลงพื้นดินจะส่งพลังเวทิญญาลงไปด้วย อูซินหลบอย่างต่อเนื่องและส่งพลังไปยังพื้น เขาเคลื่อนที่ไปมาผ่านทั้งหมดสิบจุด จนดูเหมือนกับกำลังวาดเป็วงแหวนบางอย่าง เป็สิบจุดที่มีรูปแบบอย่างเห็นได้ชัด
ไสยเวทสายลมมรณะ อักขระปิดกั้นอาณาเขต
ก่อนที่อูซินจะลงมือ เมื่อเมล็ดพันธุ์จิติญญามารเห็นว่าตนเองไม่อาจโจมตีได้ มันก็ะเิสายลมสีเข้มดำออกมา ผนึกสายลมเป็กลายเป็อักขระหลายร้อยตัวและร้อยเรียงต่อกันจนสามารถสร้างเป็ห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสผนึกปิดกั้นทางหนีไม่ให้อูซินหลบอีกต่อไป
“ถึงกับใช้อักขระมิติสายปิดกั้นได้แล้ว… เป็เมล็ดพันธุ์จิติญญามารที่แข็งแกร่งเอาเื่จริงๆ แต่ว่า…. ข้าเองก็ไม่ต้องหลบแล้ว” อูซินกลับไปยืนอยู่ ณ จุดแรกก่อนที่เขาจะหลบออกมา มือซ้ายนำดวงไฟิญญาที่ได้มาจากโรซาน
เมล็ดพันธุ์จิติญญามารที่เห็นเป้าหมายของตนเองยืนนึ่ง ก็ใช้กรงเล็บอันแหลมคมของตนเองแทงไปยังร่างของอูซินตรงๆ โดยที่อูซินเองก็ไม่ยอมขยับตัวหลบเลยแม้แต่น้อย
ฉึก กรงเล็บจากนิ้วทั้งห้าแทงไปยังกลางหน้าอกของอูซินจนทะลุไปด้านหลัง เืมากมายไหลรินออกมาเป็สาย
“อ๊ออก.. จะ เจ็บเอาเื่จริงๆ” อูซินกระอักเืออกมาไม่น้อย หากเป็คนปกติาแเท่านี้ก็เพียงให้เืออกจนตายได้แล้ว แต่สีหน้าของอูซินกลับไม่ได้แสดงถึงสีหน้าที่หวาดกลัวความตายออกมาเลย
“ถึงเ้าจะแข็งแกร่ง แต่ว่า…อาณาเขตของข้าก็สมบูรณ์แล้ว…ทักษะิญญา สังเวยดวงิญญา” อูซินบีบดวงไฟิญญา ดวงิญญาของโรซานที่มีพลังระดับห้าขั้นต้นกระจายออกไปร้อยๆ พร้อมกับที่จุดสิบจุดบนพื้นส่งแสงสว่างขึ้นพร้อมๆ กัน อูซินใช้มือประสานอินอย่างรวดเร็ว
“ถึงพลังของข้าตอนนี้จะมีพลังระดับสามขั้นต้น แต่ถ้าสังเวยดวงิญญาระดับห้าขั้นต้นก็ยังสามารถหยุดเ้าได้อยู่” อูซินกล่าว หากเขาคิดจะสังหารอีกฝ่ายย่อมไม่จำเป็ต้องเจ็บตัวแบบนี้ แต่เพราะเขาคิดจะช่วยเหลือโดยสะกดข่มเมล็ดพันธุ์จิติญญามาร ถึงต้องยอมโดนโจมตีเพื่อให้ิญญาสะกดได้โดยอีกฝ่ายไม่หลบหนี แถมจำเป็ต้องใช้พลังิญญาที่เหนือกว่า และ เขาก็มีเพิ่งสังหารคนที่มีระดับห้าขั้นต้นพอดี
ค่ายกลเวทิญญา ดาราสิบแฉกไร้ธาตุ
จุดทั้งสิบที่อูซินวางเอาไว้ มีแสงสีขาวปรากฏขึ้นลากเชื่อมต่อกันจนกลายเป็รูปดาวสิบแฉก เมื่อดาวสิบแฉกปรากฏขึ้น อักขระสีเขียวเข้มดำที่เมล็ดพันธุ์จิติญญามารสร้างขึ้นก็สั่นะเื จากนั้นก็ค่อยๆ สลายหายไป ไม่เพียงอักขระเท่านั้นที่หายไป แต่ว่าสายลมสีเขียวเข้มรอบตัวของเมล็ดพันธุ์จิติญญามารก็หายไปเช่นเดียวกัน จนทำให้ทั้งความเร็วและกรงเล็บสายลมหายไปด้วยเช่นเดียวกัน
เมื่อ'เมล็ดพันธุ์จิติญญา'ััได้ว่าพลังของตนเองไม่อาจใช้ออกมาได้สัญชาตญาณของมันก็บอกถึงภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้น มันคิดจะชักมือที่กำลังทะลวงร่างของอูซินออกมาแต่ว่า
หมับ อูซินที่ควรจะแน่นิ่งหรือหมดสติจากการเสียเืมหาศาลกลับคว้าจับไปยังคอมือของอีกฝ่ายอย่างแน่น ไม่ยอมให้หนีไปโดยง่าย
“คิดจะหนีไปไหน…” อูซินรวมพลังิญญาที่ยังลงเหลือ จับไปยังหัวของลอยด์ทันที
“หลับไปซะ” อาศัยพลังของค่ายกลที่ยังเหลือ ใช้พลังโจมตีไปยังจิติญญาของเมล็ดพันธุ์จิติญญามาร บังคับให้อีกฝ่ายกลับเข้าไปเป็เพียงเมล็ดพันธุ์อีกครั้ง
ร่างของลอยด์ค่อยๆ ล้มลง และ หลับไปในที่สุด
“ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลแวนแจนซ์งั้นเหรอ.. เอาเื่เหมือนกันนะเนี่ย” อูซินมองไปยังหน้าอกของตนเองที่โดนทะลวง แต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปเล็กน้อย หน้าอกที่เคยมีาแฉกรรจ์กลับรักษาตนเองอย่างรวดเร็ว ราวกับคนที่ไม่เคยาเ็มาก่อน
อูซินมองไปยังร่างของคนที่นอนสลบอยู่ที่ใต้เท้า เรียกเมาเมาออกมาอีกครั้ง
“ดูเหมือนว่าจะช่วยได้แล้วนะนายน้อย” เมาเมากล่าว
“ใช่ แต่หากข้าช่วยเขาตอนนี้ ถ้าเกิดอนาคตมันเริ่มเปลี่ยนั้แ่ตอนนี้…ความทรงจำเกี่ยวกับอนาคตที่เ้ามี จะยังใช้ได้อยู่งั้นเหรอ” อูซินถาม
“นายท่านได้บอกกับข้าว่า 'ความทรงจำ' และ 'เื่ราว' ต่างๆ ของโลกมนตรา นั้นเป็เพียงเื่ราวของเส้นเวลาที่ไม่มีท่านในโลกมนตรา ทันทีที่ท่านมายังโลกมนตรา เื่ราวของโลกใบนี้ย่อมค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปจนไม่อาจคาดเดาได้ สิ่งที่จะเกิดในอนาคตอาจเป็ได้ทั้งดีขึ้นหรือเลวร้ายลง ให้ท่านและข้าใช้เื่ราวของอนาคตเป็เพียงแนวทางเท่านั้น” เมาเมากล่าว
“งั้นเราจะทำยังไงกับเขาดีล่ะ?” อูซินกล่าว
………
เวลาผ่านไปราวๆ สิบชั่วโมง
“เฮือก!!…ท่านพ่อ” ลอยด์สะดุ้งตื่นขึ้นมา
“ตื่นแล้วงั้นเหรอ” เสียงของชายหนุ่มผมม่วงดังขึ้นเรียกความสนใจของลอยด์ ทำให้เห็นว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังนั่งพิงอยู่ข้างๆ ต้นไม้ ไม่ไกลจากที่เขานอนอยู่ โดยมีแมวน้อยขนสีดำแถมยังมีสองหางนั่งอยู่บนไหล่
“ขอบคุณที่ช่วยชีวิต ข้า.. ลอยด์ แวนแจนซ์ ท่านล่ะ?” ลอยด์ค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่ง
“สกุลอู..ชื่อ ซิน”
“อูซิน? เ้าเป็คนจากแดนอสูรงั้นเหรอ” ลอยด์ถาม เพราะทั้งชื่อและโครงหน้าของอูซิน คล้ายกับคนของแดนอสูร
“อยากรู้เื่ของข้างั้นเหรอ” อูซินถาม
“กะ.. ก็” ตอนที่ลอยด์กำลังจะพูด อูซินกลับยกมือห้ามเอาไว้ก่อน
“ข้าจะบอกก็ได้… แต่ว่านั่นเป็หลังจากที่เ้าสามารถรอดกลับมาได้” อูซินกล่าว
“รอด? ข้าก็รอดแล้วไม่ใช่เหรอ” ลอยด์มองไปรอบๆ เพราะเขาคิดว่ายังมีคนที่จะตามมาล่าเขา แต่เมื่อเขามองไปรอบๆ สิ่งที่พบก็มีเพียงซากไม้จากการต่อสู้ที่รุนแรง มันรุนแรงกว่าในความทรงจำของเขาที่อูซินสู้กับโรซาน
“ไม่ใช่จากคนที่ไล่ล่าเ้า ถึงพวกมันจะส่งคนมาเพื่อหาร่องรอยของเ้าแต่ว่าก็หาไม่เจอหรอก เพราะข้ามีอุปกรณ์ซ่อนตัวระดับสูง” อูซินชี้ไปยังลูกบอลเล็กกลมๆ ที่ลอยด์ไม่ทันสังเกต
“น่าสนใจ…” ลอยด์มองไปยังลูกบอลเหล็กด้วยความสนใจ จากพลังที่มันปล่อยออกมา เขารู้ได้ทันทีว่ามันต้องเป็ของระดับสูงอย่างน้อยก็ระดับแปดหรือเก้าเลยทีเดียว
“งั้นข้าต้องรอดจากอะไรงั้นเหรอ” ลอยด์ถาม
“จากตัวเ้าเอง.. ไม่สิจากเมล็ดพันธุ์จิติญญามารของเ้าเอง” อูซินกล่าว
“เมล็ดพันธุ์จิติญญามาร? .. ข้าเนี่ยนะมีเมล็ดพันธุ์จิติญญามาร” ลอยด์กล่าวอย่างไม่เชื่อ
“ดูเอาเองก็แล้วกัน” อูซินใช้นิ้วชี้จิ้มไปยังระหว่างคิ้วของตนเอง ใช้พลังิญญาคัดลอกความทรงจำของตนเองออกมา จนเป็เส้นสีขาว จากนั้นก็โยนไปทางลอยด์
เมื่อเส้นสีขาวโดนร่างกายของลอยด์ ความทรงจำของอูซินั้แ่ที่เขาโดนยึดร่างจนถึงหยุดเขาได้ก็ปรากฏออกมา
“เื่จริงงั้นเหรอ” ลอยด์พยายามมองไปรอบๆ ก็พบเห็นซากของต้นไม้และพื้นดินที่เสียหาย ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีร่องรอยของหินที่โดนพลังสายลมมรณะบาด ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายของควันสีดำลอยออกมาไม่น้อย
“ไม่เห็นแปลก 'เมล็ดพันธุ์จิติญญามาร' เป็สิ่งที่เกิดจากความคิดด้านลบที่สะสมเป็เวลานาน.. ต่อให้เป็บุตรหลานของมหาตระกูลระดับสูงก็ไม่เว้นหรอก ยิ่งหากมีคนรุ่นเดียวกันที่แข็งแกร่งกว่าอยู่การจะเกิด 'ริษยา' ในความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย หรือ 'น้อยใจ' เพราะโดนเปรียบเทียบ หรือ เกลียดในตัวตนของอีกฝ่าย ต่อให้เป็ความรู้สึกที่ไม่มากจนให้ทำเกลียดชังอีกฝ่ายอย่างแท้จริง แต่มันก็สามารถทำให้เกิดเมล็ดพันธุ์จิติญญามารได้เหมือนกัน” อูซินกล่าว
เมื่อได้ยินสิ่งที่อูซินพูด ลอยด์ กลับไม่ได้เถียงออกมา เพราะว่าั้แ่ที่พ่อของเขารับ 'เรน' มาเป็บุตรบุญธรรม ด้วยความเก่งกาจของเรน ไม่ว่าจะเป็ด้านอักขระหรือการฝึกตน ทำให้เขามักโดนเปรียบเทียบระดับบุตรสายตรงและบุตรบุญธรรมเสมอมา ความน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ไม่แข็งแกร่งเท่า หรือ ความริษยาในความรู้ด้านอักขระ ยิ่งนานวันยิ่งทำให้ความรู้สึกเ่าั้มากขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งพ่อของเขาเป็คนที่เข้มงวดและคาดหวังเื่วิชาอักขระ ทำให้ความแตกต่างระหว่าง ลอยด์ กับ เรน ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายมีเพียงการแก้ไขอักขระเท่านั้นที่ ลอยด์ทำได้ดีกว่าเรน
“เพราะฉะนั้นหากไม่อยากจะโดนเมล็ดพันธุ์จิติญญามารกลืนกินตัวตนในอนาคต… ในตอนนี้ที่มันยังสร้างจิตสำนึกของตัวเองไม่ได้ ก็รีบกลืนกินแล้วทำลายมันซะ” อูซินกล่าว
“แต่ทำไมเมล็ดพันธุ์จิติญญามาร ถึงสามารถใช้พลังจิตและพลังิญญาได้ ทั้งๆ ที่ข้าใช้ไม่ได้” ลอยด์กล่าวเสียงเบา เพราะเขาไม่เคยรู้เลยว่าตนเองใช้พลังจิตและพลังิญญาได้
“ที่ใช้ไม่ได้เพราะเ้าคิดว่าตนเองใช้ไม่ได้มากกว่า เมล็ดพันธุ์จิติญญามารทำได้เพียงใช้พลังทุกอย่างที่เ้าทำได้ ไม่อาจทำได้มากกว่าสิ่งที่เ้าทำได้ มีความเป็ไปได้ก็คือ 'พลังจิต' และ 'พลังิญญา' ของเ้าโดนชุดความคิดที่ว่าเ้าไม่เก่งเท่ากับคนอื่นสะกดข่มเอาไว้ ทำให้พลังจิตและพลังิญญาไม่ยอมแสดงออกมา..” อูซินกล่าว เพราะว่ามีคนหลายคนที่จริงๆ แล้วมีพลังจิตั้แ่เกิด แต่เพราะความคิดบางสิ่งที่ทำให้คิดว่าทำไม่ได้ หรือ ไม่อาจทำได้ ทำให้พลังของคนๆ นั้นไม่แสดงออกมาจนเกิดเหตุการณ์บางอย่างกระตุ้น
อย่างกรณีของลอยด์ก็คือ เมล็ดพันธุ์จิติญญามาร เพราะเมล็ดพันธุ์จิติญญามารนั้นไร้สตินึกคิด มีเพียงสัญชาตญาณเอาตัวรอด ไม่มีสิ่งใดปิดกั้นความคิดไว้ มันจึงแสดงพลังที่เหนือกว่าร่างจริงออกมาได้ และ ส่วนมากเมล็ดพันธุ์จิติญญามารก็จะเป็แบบนั้น สามารถใช้พลังบางอย่างที่เ้าของร่างจริงไม่เคยรู้ว่าตนเองทำได้ จึงดูเหมือนเมล็ดพันธุ์จิติญญาจะมีความแข็งแกร่งกว่าร่างจริงแต่แท้จริงแล้วกลับไม่ใช่แบบนั้น
“แล้วข้าต้องทำยังไงถึงจะสามารถใช้กลืนกินเมล็ดพันธุ์จิติญญาได้” ลอยด์ถาม
“ก็แค่เข้าไปภายในดวงจิติญญาของตัวเอง เพราะเมล็ดพันธุ์จิติญญามารมักจะซ่อนตัวในนั้น ยิ่งตอนนี้เมล็ดพันธุ์จิติญญามารของเ้ายังไม่สร้างจิตสำนึกของตัวเอง มีเพียงสัญชาตญาณเอาตัวรอดเท่านั้น หากกลืนกินตอนนี้ไม่แน่ว่าพลังของเ้าอาจจะเลื่อนระดับได้ถึงระดับห้าขั้นต้นเลย” อูซินผนึกพลังิญญาของเขาลงบนนิ้ว จากนั้นก็วาดดาวสิบแฉกลงบนพื้น พลังิญญาประสานกับพลัง'มานา'ธรรมชาติ สร้างเป็ค่ายกลขนาดเล็กที่ให้คนหนึ่งคนเข้าไปนั่งได้
“ลองเข้าไปนั่งดู มันจะนำจิตของเ้าเข้าไปยังดวงจิติญญาของตนเอง…. ถึงตอนนี้เมล็ดพันธุ์จิติญญามารจะยังไม่สร้างจิตสำนึกของตนเอง แต่มันก็ยังมีสัญชาตญาณเอาตัวรอดอยู่ หากเ้าเริ่มกลืนกินมันเมื่อไหร่ มันจะต่อต้านและสู้กลับ.. หากใจของเ้าแข็งแกร่งไม่พอ เ้าจะเป็ฝ่ายโดนกลืนกินและมันจะสามารถใช้จิติญญาของเ้า สร้างจิตสำนึกของตนเองได้” อูซินกล่าว
“เข้าใจแล้ว” ลอยด์เดินไปนั่งภายในวงแหวนสิบแฉก เมื่อลอยด์นั่งขัดสมาธิจิตใจของเขาก็เข้าสู่ห้วงจิติญญาของตนเองทันที เข้าสู่ห้วงอันว่างเปล่าที่มีเพียงแก่นพลังสีเขียวส่องสว่างอยู่ภายใน และหากสังเกตดีๆ จะพบว่าที่ภายในแก่นิญญา จะมีเมล็ดพันธุ์สีดำที่มีขนาดเท่ากับเมล็ดถั่วลอยอยู่ภายใน
“ขนาดเล็กเพียงเท่านี้เองงั้นเหรอ” ลอยด์ค่อยๆ เข้าไปใกล้เมล็ดพันธุ์สีดำ ตั้งจิตสมาธิเพ่งไปยังเมล็ดพันธุ์จิติญญา พยายามดูดกลืนเข้าไป
เมล็ดพันธุ์จิติญญามารสั่นสะท้านราวกับไม่ยินยอม มันเองก็ส่งพลังที่เหมือนกับจะพยายามดูดกลืนดวงิญญาของลอยด์ออกมาเช่นเดียวกัน กลายเป็ต่างฝ่ายต่างส่งพลังออกมาเพื่อดูดกลืนกันและกัน
“ข้าไม่คิดจะยอมให้เ้ากลืนกินข้าหรอกนะ” ลอยด์เองก็ส่งพลังของตนเองต่อต้านอย่างไม่ยินยอม เขาเองก็ไม่อยากที่จะหายไป เพราะในตอนนี้เขาต้องรอดไปให้ได้
จิตตั้งมั่นของลอยด์เข้าปะทะกับสัญชาตญาณของเมล็ดพันธุ์จิติญญามาร จิตตั้งมั่นของลอยด์ในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียวก็คือ ต้องรอด
รอด เพื่อแก้แค้นตระกูลเมเยอร์ และ ศาสนจักรแห่งแสง