วันที่ 28 ของเกมส์แห่งา
เวลา่รุ่งอรุณของวัน
***ปักษาผู้เป็ไท [เปอร์ไซด์]
สวัสดีค่า~ (ลากเสียงยาวดัดจริต)
หนู เปอร์ไซด์ผู้น่ารักเองค่ะ!
หลังจากที่หาทางบินกลับรังมาได้สองวัน ในที่สุดหนูก็รู้ตัวบางอย่างแล้วละคะ
สิ่งนั้นก็คือ~
“หนูกำลังหลงทางค่ะ! ”
“ปี้~! ”
เ้าหนูน้อยออกไซด์ของฉันส่งเสียงออกมาประมาณว่า “ก็หนูบอกแล้วไง! ”
แหม่~ คนเรามันพลาดกันได้ค่ะ
“ปี้ ปี้ ปิบปี๊~! ”
เ้าหนูมันชี้ไปที่เงาของูเาในทิศตรงข้าม
ราวกับจะบอกหนูว่า “ูเาตั้งหัวโด่อยู่ตรงนั้น ยังจะหลงได้อีกนะแม่! ”
...จริงของเ้าหนู หลงทิศได้ยังไงนะตัวเรา?
“คิดไปก็ปวดหัวเปล่า พักกันก่อนเถอะออฟไซด์”
“ปี้!? ”
หนูไม่สนคำประท้วงของเ้าหนูน้อย แล้วร่อนถลาลงมานอนอยู่ที่ใต้ต้นไม้ข้างริมบ่อน้ำเล็ก ๆ บนกลางทุ่งนาแห่งนี้
ก็นะ บินติดต่อมาหลายวันมันเหนื่อยอยู่นะรู้หรือเปล่า?
แต่เ้าหนูกลับไม่ยอมมานอนด้วย มันเล่นบินจากไปในทิศตรงข้ามเฉยเลย
คงออกไปล่าเหยื่อกินละมั้ง?
งั้นขอตัวนอนก่อนละคะ!
~Zzz
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
ในที่สุดก็สามารถข้ามแม่น้ำกว้างมาสู่อีกฟากฝั่งได้สำเร็จ
หลังจากเคลื่อนทัพตามคำสั่งของยัยป้าแฟตั้แ่วันที่ยี่สิบสาม พวกเราก็ตั้งหน้าเดินทัพมาทางตะวันตกโดยไม่หยุดพักกันเลย
ใช้เวลาสามวันเดินมาถึงแม่น้ำ และใช้เวลาอีกหนึงวันในการสร้างสะพาน และใช้เวลาอีกสองวันกับการเดินทางตัดผ่านทุ่งหญ้าตรงหน้า
เป้าหมายคือสำรวจพื้นที่บริเวณตีนเขาทางตะวันตกเพื่อหาที่มั่นของพวกปีศาจน้อย
หากใช้เวลาครบหนึ่งอาทิตย์ยังไม่เจอ พวกเราก็จะถอยทัพกลับกัน
“แถวนี้น่าจะดี”
เพราะเป็ภารกิจระยะยาว ผมเลยคิดที่จะสร้างป้อมปราการหน้าด่านตรงบริเวณริม่ที่ห่างจากสะพานข้ามแม่น้ำออกมาราวหนึ่งกิโลเมตรตรงนี้
แต่ก่อนที่ผมจะได้เริ่มออกคำสั่งลงไปที่กองทัพหนึ่งแสนนาย ผมก็ต้องหยุดตัวเองเอาไว้เสียก่อน
“นั่น...ตัวอะไร? ”
ไกลออกไปราวหนึ่งร้อยเมตร ที่ตรงนั้นมีแอ่งน้ำปรากฏอยู่
แอ่งน้ำธรรมชาติที่พร้อมจะเหือดแห้งนั้น มีขนาดราวสิบเมตรได้
ต้นไม้ที่แปลกตาสูงหกเมตร ได้แผ่พุ่มให้เป็ร่มเงากับสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งที่กำลังนอนหลับอยู่ตรงริมบ่อน้ำนั้น
และตัวตนของสิ่งนั้นคือ…
“พวกปีศาจปีก…”
รูปร่างใบหน้าที่คล้ายกับพวกปีศาจั์และปีศาจน้อย
เสื้อผ้าที่ดูเหมือนจะสร้างจากการเอาใบพืชหลากชนิดมาเย็บเข้าด้วยกัน
ขนสีแดงสลับขาวที่เรียงสวยทั่วทั้งร่าง อีกทั้งยังมีปีกและกรงเล็บอันน่ารังเกียจ
ไม่ผิดแน่ พวกมันคือหนึ่งในสิ่งมีชีวิตทรงภูมิ อริศัตรูของพวกเราตามกฏของเกมส์แห่งาโลกนี้ พวก [พวกปีศาจปีก] เ่าั้นั่นเอง
“...ทุกคนระวังตัวด้วย บางทีอาจจะเป็กับดัก”
มานอนคนเดียวกลางทุ่งหญ้าโล่ง ดูยังไงก็เป็กับดักชัด ๆ
พวกมันเป็เผ่าที่บินได้สูงมาก เลยถือว่าเป็ศัตรูที่เลวร้ายที่สุดสำหรับพวกเรา
หากมีพวกมันดักรออยู่ข้างหน้า ผมคงต้องตัดสินใจยอมถอยทัพกลับไปก่อน
“ (สเต็บ แกออกไปเช็คดูทีซิ) ”
“ (ทำไมเป็ผม!?) ”
“ (เอ็งวิ่งเร็วสุดในกลุ่มของนายกองไม่ใช่หรอกเรอะ?) ”
“ (ครับ คราบ…) ”
เสียงตอบรับของเ้าสเต็บฟังดูไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหรนัก
ไอเ้านี่…
หรือว่ามันจะไม่พอใจที่ถูกมอบหมายหน้าที่อันตรายแบบนี้?
แต่ผมเป็ขุนพลที่ดูแลนำทัพหนึ่งแสนนายนี้ ถ้าหากผมตายไป แล้วใครจะเป็คนสั่งการแทนละ?
มดทหารสเต็บในชุดเกราะดินสีดำค่อย ๆ เดินเข้าใกล้ปีศาจน้อยสีแดงสลับขาวตัวนั้น
“ (ไม่มีวี่แววศัตรุเลยครับ) ”
“ (อย่าประมาท) ”
ผมเตือนมันผ่านทางคลื่นสื่อสารสมอง
เวลาได้ผ่านไปอย่างสงบราวหนึ่งนาที
สองนาที
จนกระทั้งสิบนาที
“ (... จับมัดเชือกแล้วพาตัวมันมา เราจะลองสอบปากคำมันดู) ”
ดูท่าจะไม่ใช่กับดัก
บางทีคงเป็สายสืบหรืออะไรแบบนั้นมากกว่า
“นี่ครับ... ”
“ขอบคุณที่เสี่ยงภัยให้นะ”
เ้าปีศาจน้อยถูกจับมัดมาส่งอยู่ตรงหน้าของผม
มันนอนหลับปุ๋ยไม่รู้เื่รู้ราวอะไรเลย
ขนาดโดนจับมัดแล้วพาตัวมาที่นี่ มันก็หยับคงหลับเป็ตายต่อไปอย่างไร้เดียงสา
“...”
ยังไม่ตายใช่มั้ยนั่น?
พอเห็นใบหน้าที่ไร้เดียงสาหลับแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวนั้น ผมก็เริ่มชักไม่แน่ใจแล้วว่าเ้านี่เป็สายสืบ หรือเป็แค่ไอบ้าตัวหนึ่งกันแน่
“จับตาดูเอาไว้ พอมันตื่น ให้มารายงานผม ผมอยากจะเค้นความจริงจากมันด้วยตัวเองนะ”
ตอนนี้ช่างหัวเ้านี่ไปก่อน ที่สำคัญคือการสร้างป้อมปราการหน้าด่านเพื่อเตรียมการบุกต่างหาก
ในขณะที่ทางฝั่งทิศตะวันตกของทวีกกำลังจะเกิดาครั้งใหญ่ระหว่างสามเผ่าพันธ์ุ
ณ ที่อีกฟากฝั่งของทวีป เลยไปทางทิศตะวันออก สถานที่แห่งนี้เองก็กำลังจะเกิดาขึ้นเช่นกัน
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
“จัดแถวรบ เตรียมรับศึก! ดอก~”
ก็ว่าไปนั่น
ฉันกำลังฝึกสั่งการรบอยู่ที่หน้ากระจกภายในห้อง
ไม่ใช่ว่าฉันต้องไปออกรบแถวหน้าหรอกนะ แค่ว่าอยากพูดคำนี้มานานแล้วงะ… ดอง~
หลังจากที่รายงานประธานาธิบดีแล้ว พวกเขาก็ออกคำสั่งกลับมาประมาณนี้
[จัดการได้ตามใจชอบเลย ยัน~]
สรุปคือตอนนี้ฉันมีอำนาจลงมือได้เต็มที่เลยนั่นแล~
ไม่ต้องสนใจเ้าพวกจากกระทรวงกลาโหมด้วยดอง~
ตอนนี้ฉันเลยจัดหนัก จัดเต็ม สั่งให้ประชาชนหนึ่งหมื่นจากทั้งเมืองให้เตรียมพร้อมออกรบในทันที
ว่าไปนั่น เอาจริงก็มีเหลืออยู่แค่หนึ่งหมื่นคนเท่านั้นนั่นละ
คนที่เคยเป็ทหารมีสองพันคน ที่เหลือไม่มีประสบการณ์รบสักกะนิดเลยดอก~
“แต่ด้วยแผนการร้ายของฉัน ยังไงก็ชนะใส ๆ ดอง~! ”
ดอก ดอง ดอก ดอง ดอก ดอง
ฉันหัวเราะอย่างบ้าคลั่งคนเดียวเช่นนั้น
อ๊ะ เสียงดังไปแล้ว
ฉันจะให้คนอื่นมาเห็นบุคลิกแบบนี้ของฉันไม่ได้
เพราะฉันคือ [ปราชญ์แห่งพงไพร เอสเทอ] ภูติที่ขึ้นชื่อว่ารอบรู้ที่สุดของเผ่าพันธุ์
ฉันต้องมีภาพลักษณ์ที่ดูเยือกและเย็นฉลาดหลักแหลมเข้าไว้
“รายงานดิก~ ทุกหน่วยเข้าประจำที่แล้วดิก~”
เสียงของดีลอนนิกได้ดังลอดผ่านเครื่องสื่อสารเข้ามาภายในห้องทำงานของฉัน
“ดี เดียวจะลงไปบัญชาการเดียวนี้เอง ดอง~! ”
กองทัพอาร์โทร์โพดาได้มาถึงป่าของเหล่าภูติแล้ว
สะพานไม้ขนาดห้าเมตรได้ถูกสร้างข้ามแม่น้ำที่กว้างใหญ่มาสู่อีกฟาก
กำลังพลของมดทาสจำนวนหนึ่งแสนห้าหมื่นนายต่างเร่งรีบงานก่อสร้างป้อมปราการดินขึ้นที่อีกฟากของแม่น้ำ
เนินดินสูงสิบเมตรกับหลุ่มลึกสามเมตรได้ปรากฏขึ้นบนผืนแผ่นดินของเหล่าภูติ
ป่าริมน้ำจำนวนมากถูกตัดโค่น แล้วนำส่งข้ามสะพานไปที่อีกฟากของแม่น้ำ
ทิวแถวมดทาสสีดำและแดงได้ต่อเรียงเป็แถวยาวไปจนถึงเส้นขอบฟ้า
กองทัพภูติหนึ่งหมืนนายที่หล่นซ่อนอยู่ภายในป่า ต่างจับจ้องพฤติกรรมของศัตรูอย่างเงียบงัน
ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ] ได้บินลงต่ำอยู่ที่แถวหลังสุดของกองทัพ
ผิดกับเปลวไฟปะทุ [ดีลอนนิก] ที่ขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าสุด
เอสเทอพิจารณาจากรูปแบบการเคลื่อนไหวของอริศัตรู
จำนวนของศัตรูคงมีราวสองแสน
แต่จำนวนพลที่สวมเกราะและติดอาวุธกลับมีเพียงแค่ห้าหมื่น
จากความรู้ของเอสเทอ ทำให้เธอพอจะคาดการจุดประสงค์ของอริศัตรูได้แล้ว
“มาเพื่อล่าทรัพยากรสินะดอก~”
การทำาเป็สิ่งฟุ่มเฟือย
ไม้ หิน ดิน ทุกอย่างล้วนต้องใช้เพื่อนำไปแปรรูปเป็อาวุธทำา
และของพวกนี้ก็มักจะหมดลงอย่างรวดเร็ว
“หากรุกเข้ามาลึกกว่านี้ เป็ได้เจอเมืองแน่ดอง~”
เอสเทอตัดสินใจแล้ว
“จัดแถวรบ เตรียมรับศึก! ดอก~”
เธอได้คำรามลั่นกลองศึกออกไป
ทั่วทั้งป่าได้สั่นไหว
เสี่ยงะเิพุ่งแหวกทะลุแมกไม้ที่หนาทึบ
เหล่ามดทาสที่กำลังตัดไม้ต่างหยุดงานในมือของตัวเองลง
“นั่นคือเสียงอะไร? ”
พวกเขาคิดเช่นนั้น
แล้วพวกเขาก็พบคำตอบแทบจะในทันที
สิ่งนั้นคือสัตว์ที่ดุร้ายที่สุดของเผ่าภูติ
ดุร้ายชนิดที่ขนาดเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของพวกเขาต่อกรแทบไม่ไหว
สิ่งนั้นมีผิวสีม่วง
เขาคู่ที่ใหญ่กว่าหนึ่งเมตร
ขนแผงที่หลังซึ่งลุกโชนสีแดงราวเปลวไฟ
กรงเล็บและอุ้งเท้าที่ใหญ่พอจะบดขยี้ตึกได้ทั้งหลัง
อีกร่างกายที่แข็งแกร่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสูงสิบเมตร
สิ่งนั้นพวกมนุษย์รู้จักในชื่อว่า [เบฮีมอธ]
แต่เผ่าภูติจะเรียกมันว่า [ภัยพิบัติ]
แผนการของเอสเทอคือการยื้มมือเ้าสัตว์ร้ายตัวนี้มาฆ่าศัตรู
เธอส่งคนไปสร้างะเิเสียงเพื่อปลุกมันที่รัง แล้วล่อให้พวกมันมาทางนี้กัน
ใช่แล้ว มา [ทั้งรัง]
เบฮีมอธจำนวนยี่สิบตัวได้พุ่งโจมตีใส่มดทาสของอาร์โธร์โพด้าที่กำลังทำงานอยู่
“ปกป้องมดทาส! ”
[อลูฟ] ขุนศึกที่รับทำภารกิจจัดหาทรัพยากรไม้ได้รีบออกคำสั่ง
มดทหารเลว และมดทหารระดับสูงในชุดเกราะสีแดงเืหมูได้พุ่งเข้าไปขวางอสูรร้าย
จำนวนของพวกเขามีเพียงแค่ประเภทละสองหมื่นห้าพันนายเท่านั้น
รวมทั้งหมดจึงมีแค่ห้าหมื่นคน ที่สามารถต่อสู้ได้
เพราะนี่เป็แค่การหาทรัพยากร ไม่ได้มาทำา พวกเขาเลยไม่ส่งมดทหารระดับที่สูงกว่านี้มา
อสูรร้ายเริ่มบดขยี้เหล่าทหารหาญของอาร์โธร์โพดาราวกับเศษกระดาษ
ดาบเขี้ยวไม่อาจแทงทะลุกล้ามเนื้อของมันได้
สติงเกอร์ที่ไม่อาจขว้างปาหินสะกิดผิวมันได้
แม้แต่เขี้ยวที่แสนภาคภูมิใจ ก็ยิ่งมิอาจคบเคี้ยวทะลุได้เช่นกัน
ดวงตาสีแดงก่ำของตัวภัยพิบัติได้จับจ้องไปที่ภูติซึ่งบินเหนือท้องฟ้าขึ้นไปแปดหมื่นฟุต
นี่คือระดับเฉลี่ยสูงสุดที่เผ่าของเขาจะบินไหว
“โฮกกก! ”
ตัวภัยพิบัติคำรามอย่างหัวเสีย
พวกมันเป็พวกที่แค้นฝังลึก
จนกว่าจะฆ่าตัวการที่รบกวนการนอนของมันได้ มันจะไม่ยอมหยุดอาละวาดเด็ดขาด
เขาคู่บนหัวของมันเริ่มเปล่งแสงสว่างออกมา
มวลโมเลกุลโดยรอบหัวเกิดการเปลี่ยนแปลง
อะตอมอากาศถูกจัดเรียงตัวใหม่ พลังงานจำนวนมากได้ถูกบีบอัดแน่น แล้วลูกไฟพลาสม่าขนาดหนึ่งเมตรก็เริ่มก่อตัวขึ้นในอากาศที่ว่างเปล่า
“ทุกคน สลายพลัง! ”
เอสเทอออกคำสั่ง
ปีกของเหล่าภูติเริ่มเรืองแสง ในขณะเดียวกับที่บอลพลาสม่าได้ถูกปล่อยออกไป
บอลคลื่นความร้อนสูงได้ขยายตัวออก และพร้อมที่จะปริแตกออกในท้องฟ้า
แต่บอลพลังงานที่ถูกอัดแน่นกลับสลายหายไปในอากาศ ด้วยการจัดเรียงอะตอมพลังงานตรงหน้าใหม่โดยเอสเทอ
เคล็ดลับของความสำเร็จ คือการที่มีคนรอบรู้อย่างเอสเทออยู่ด้วย
เอสเทอเป็คนนำการสลายพลังงาน ส่วนคนอื่น ๆ ก็แค่ช่วยสนับสนุนทำตามเธอ
ถ้าหากไม่ใช่คนที่มีความรู้มากพอเข้าใจโครงสร้างระดับโมเลกุลและอะตอม ก็คงมิอาจทำการสลายพลังงานได้เช่นนี้
คนที่จะทำแบบนี้ได้ คงมีแค่เอสเทอคนเดียวเท่านั้นในสถานที่แห่งนี้
เอสเทอรู้สึกชื่นชมกับผลงานของตัวเอง
แต่ใช่ว่าศัตรูของเธอจะเคี้ยวง่าย
“เคลื่อนพลไปที่สะพาน! ทิ้งป้อมไปเสีย และขนต้นไม้ไปให้มากที่สุด! ”
อลูฟได้รีบออกคำสั่งถอยทัพทันทีที่เห็นว่าเสียเปรียบ
กองกำลังของเขาเริ่มทยอยวิ่งผ่านสะพานขนาดเล็กกลับไปที่อีกฟาก
แต่เอสเทอไม่ปล่อยให้หนีไปง่ายขนาดนั้น
เธอสั่งให้ทั้งกองทัพบินลงต่ำ แล้วล่อพวกตัวภัยพิบัติให้ข้ามแม่น้ำตามพวกมันไป
สะพานขนาดเล็กถูกอัดแน่นไปด้วยสัตว์ั์
ในตอนนั้นเอง---
“พังสะพาน เดียวนี้! ”
เป็เพราะเคลื่อนไหวได้เป็ระบบระเบียบ เลยทำให้พวกเขาไปถึงอีกฝั่งได้อย่างรวดเร็ว
พอข้ามไปที่อีกฝั่งได้ครบทุกคน ขุนพลอลูฟก็เริ่มสั่งให้ทำลายสะพานทิ้งไป
ด้วยการออกแบบมาเป็อย่างดีของสะพานไม้ตรงหน้า เลยทำให้ทันทีที่พังตอม่อสะพานต้นแรกลงไป สะพานทั้งเส้นก็ถูกแรงพัดจากแม่น้ำพังลงมาในทันที
พวกภัยพิบัติทั้งยี่สิบตนต่างตั้งหลักไม่ทัน และถูกกระแสน้ำพันลอยไปไกลจนหมดสิ้น
อลูฟแหงนมองฟ้าไปที่เหล่าสิ่งมีชีวิตซึ่งกำลังแหงนมองลงมาที่พวกเขาจากท้องฟ้า
อลูฟเสียกำลังพลไปจากการปะทะเมื่อกี้ถึงหนึ่งพันนาย
หากดื้อดึงต่อสู้ต่อไป ต่อให้ล้มพวกตัวภัยพิบัติได้ แต่เขาก็คงไม่เหลือกำลังพอจะต่อสู้กับกองทัพของภูติ
อีกอย่าง อลูฟในตอนนี้ไม่มีอาวุธที่จะโจมตีขึ้นไปที่ระดับเหนือแปดพันฟุตได้
เมื่อพิจารณาแล้วว่าไม่อาจเอาชนะได้ในตอนนี้ อลูฟจึง---
“ถอยทัพ! พวกเราได้ไม้มากพอแล้ว คราวนี้พอแค่นี้ก่อน”
---จึงสั่งถอยทัพโดยไม่ดื้อดึงทำภารกิจต่อไป
และแล้ว าครั้งแรกระหว่างเผ่าภูติกับเผ่าอาร์โธร์โพดาจึงจบลงในลักษณะเช่นนี้