แสงโคมในบ้านไม้เก่าของหมอเกาสาดสีเหลืองนวลทั่วห้องเล็ก ๆ กลิ่นยาสมุนไพรลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นของธูปเก่าและไม้สนที่เปียกฝน ฮวาเสียนนอนอยู่บนฟูกไม้ไผ่สายตาเหม่อมองขึ้นไปยังขื่อไม้เก่าเกรอะกรังใบหน้าซีดขาวของนางยังคงเปียกด้วยหยาดน้ำตา ในแววตาคู่งามนั้นไม่ใช่ความว่างเปล่าดังแต่ก่อนแต่เป็ประกายแห่งความรู้และความเ็ปจากอดีต
หลิงจวินนั่งอยู่ข้างฟูกดวงตาคมกริบที่เคยนิ่งเฉยดังเหยี่ยวบัดนี้อ่อนลงจนแทบเป็คนละคน นิ้วมือแกร่งไล้เช็ดคราบน้ำตาจากข้างแก้มของนางอย่างแ่เบาราวกับกลัวััแรงไปจะทำให้หญิงตรงหน้าแตกสลาย
“เสียนเอ๋อร์” เขาเรียกชื่อของนางด้วยเสียงทุ้มต่ำอันแ่เบา
“เ้าจำข้าได้แล้วจริงหรือ”
ฮวาเสียนมองเขานิ่งแล้วพยักหน้าเบา ๆ
“ข้าจำทุกอย่างได้ทั้งวันที่เราพบกันใต้ต้นเหมยวันที่เ้าวางดาบเพื่อช่วยชาวบ้านและวันที่เ้าคุกเข่าขอข้าแต่งงานท่ามกลางสายฝนในเมืองเว่ยหลิน” เสียงของนางสั่นพร่า
“แม้แต่วันที่เืเปื้อนชายเสื้อเ้าทั้งแถบข้าก็จำได้”
ภาพในใจนางพรั่งพรูออกมาราวสายน้ำหลาก
ในอดีตหลิงจวินเป็แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหลาน ชื่อเสียงเกรียงไกรจนแม้ขุนนางในราชสำนักยังเกรงใจแต่เขากลับหลีกเลี่ยงงานเลี้ยงเข้าสนมหรือแม้แต่ตำแหน่งอ๋องที่ฮ่องเต้มอบให้เพราะเขามีเพียง “นาง” คนเดียวในใจ
ฮวาเสียนคือบุตรีของขุนนางคนหนึ่งผู้ตกอับนางเป็หญิงสาวเรียบง่ายไม่ปรากฏตัวในงานเลี้ยงตระการตา ไม่เป็ที่รู้จักในหมู่ขุนนางแต่กลับมีหัวใจบริสุทธิ์และสายตาที่มองโลกอย่างเข้าใจ
ความรักของทั้งคู่เกิดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายแห่งเมืองหลวงเป็ความรักที่สงบงดงามและซื่อสัตย์ยิ่งกว่าสิ่งใดจนกระทั่งวันหนึ่งข่าวลือเื่แม่ทัพหลิงเตรียมก่อฏแพร่สะพัด
“ข้าจำได้ว่าข้าเห็นท่านในชุดเกราะเปื้อนเืวิ่งฝ่ากองทหารหลวงเพื่อมาหาข้า ข้าเองก็พยายามจะวิ่งไปหาเ้า” ฮวาเสียนกล่าวเบา ๆ มือของนางวางทาบลงบนมือของเขา
หลิงจวินหลุบตาลง “แต่เ้าไม่เคยมาถึง”
“ข้าถูกจับตัว” น้ำเสียงนางพร่าน้ำตาคลออีกครั้ง
“ในคืนนั้นชินอ๋องเองที่ปรากฏตัวเขาใส่ชุดขาวยืนอยู่บนบันไดวังเก่าของสำนักพิธีการ เขาพูดว่า ‘เ้าคือกุญแจที่จะทำลายเขา’ แล้วเขาก็วางมือลงกลางหน้าผากข้า ทุกอย่างก็มืดไป”
หลิงจวินกำหมัดแน่นั์ตาเต็มไปด้วยความแค้นที่สุมในอกมานานแรมปี
“ชินอ๋อง” เขาพึมพำเสียงต่ำราวกับเสียงคำรามของเสือที่เก็บงำไว้ในเงามืด
“มันไม่ได้แค่ทำลายข้าแต่มันลบเ้าจากชีวิตข้าด้วย”
หมอเกายืนอยู่เงียบ ๆ ที่มุมห้องเขาเอ่ยขึ้นหลังจากปล่อยให้คนทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง
“ถ้าเ้าจำได้ทั้งหมดก็แสดงว่าผนึกจิตที่ใช้กับเ้าถูกทำลายแล้ว”
“แล้วนั่นหมายความว่าอะไร” ฮวาเสียนถาม
หมอเกาหรี่ตาสีหน้าหนักแน่นขึ้น “หมายความว่าตอนนี้เ้าคือเป้าหมายอีกครั้ง”
หลิงจวินลุกขึ้นทันที “ท่านหมายถึงเขาจะส่งคนมาอีก”
“ไม่เพียงแค่คนแต่อาจเป็มันเองที่มา”
คืนนั้นพายุฝนเทกระหน่ำหมู่บ้านซื่อหลงเงียบงันจนผิดปกติราวกับทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่ง หลิงจวินยืนเฝ้าประตูหน้าบ้านดาบยาวผูกผ้าแดงข้างเอวแววตาคมดุเยือกเย็นดุจเหล็กกล้าเขาไม่ได้นอนเลยแม้แต่นาทีเดียว ฮวาเสียนนั่งอยู่ข้างในถือมีดเล่มเล็กไว้แน่นแม้ใจจะหวาดกลัวแต่นางไม่ใช่หญิงสาวที่อ่อนแออีกต่อไปไม่นานเสียงกีบม้าก็ดังขึ้น
ตึง… ตึง… ตึง...
จากท่ามกลางหมอกเงาร่างชุดดำเจ็ดร่างปรากฏขึ้นค่อย ๆ เดินเข้ามาช้า ๆ เหมือนผีในความฝันแต่ในมือพวกมันกลับถือกระบี่ที่สะท้อนแสงสายฟ้า คนชุดดำทั้งหมดมีหน้ากากเงินรูปสัตว์ประหลาดมีเพียงดวงตาแดงก่ำที่ฉายแววไร้มนุษยธรรม
“นักฆ่าของชินอ๋อง” หลิงจวินพึมพำดึงดาบออกจากฝักอย่างไร้ความลังเล
เสียงดาบปะทะกันดังสนั่นในชั่วพริบตา หลิงจวินเคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งพายุดาบในมือเขาไม่ใช่แค่เหล็กมันคือความแค้น ความศรัทธา และความรักที่เขามีต่อนาง เืไหลนองพื้นไม้ฝนเทกระหน่ำลงมาจนพื้นดินกลายเป็โคลน แต่เขาไม่ล้ม
หลังต่อสู้ยาวนานร่างของนักฆ่าทั้งเจ็ดนอนแน่นิ่งท่ามกลางความมืดห่างออกไปบนยอดไม้สูงเงาร่างในชุดขาวยืนมองลงมา เส้นผมสีเงินยาวสยายชุดขาวปักลายเมฆหมอกสีเงินพริ้วไหวแม้ไร้ลมใบหน้าของเขายังคงสงบเงียบ เยือกเย็นจนคล้ายเทพนั่นคือ ชินอ๋อง เขามองหลิงจวินด้วยสายตาเย้ยหยันบางเบาก่อนจะหันหลังหายไปในความมืดอย่างไร้เสียง
หลิงจวินทรุดลงคุกเข่าดาบปักอยู่ในโคลนเืไหลจากแขนซ้ายของเขา ฮวาเสียนรีบวิ่งออกมาจากบ้าน คุกเข่าข้างเขามือสั่นเทาคลี่ผ้าพันแผลออกทันที
“เ้าบ้า! ท่านเืออกมากขนาดนี้ยังจะฝืนอีกหรือ”
หลิงจวินมองหน้านางแล้วยิ้มอ่อน ๆ เป็รอยยิ้มแรกที่นางเห็นจากเขา
“ตราบใดที่เ้าปลอดภัยข้าไม่กลัวแม้แต่ความตาย”
เสียงฝนเริ่มซาลงทว่าเมฆครึ้มยังปกคลุมทั่วผืนฟ้ากลิ่นเืจาง ๆ ลอยปะปนกับกลิ่นเปียกชื้นของดินโคลน ฮวาเสียนยังคงคุกเข่าอยู่ข้างหลิงจวินมือทั้งสองแแ่กับผ้าพันแผลที่เปื้อนเืของเขา
“ท่านเสียเืมากเกินไปแล้ว”
นางกล่าวเสียงสั่นดวงตาสั่นระริกด้วยความกลัวและความรักที่เพิ่งได้กลับคืนมา
“เ้ายังจะยิ้มอยู่ได้อีกหรือ”
หลิงจวินสบตานางสายตาอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยแสดงต่อผู้ใดนอกจากนาง
“เสียนเอ๋อร์ ข้าผ่านสมรภูมิมากมายเห็นคนตายรอบกายเหมือนใบไม้ร่วงในฤดูใบไม้ร่วงหากคืนนี้จะเป็คืนสุดท้ายของข้าก็ยังโชคดีที่ได้ตายข้างเ้า”
“เงียบไปเลย ข้าไม่ยอมให้เ้าพูดเช่นนี้เด็ดขาด”
ฮวาเสียนกัดริมฝีปากแน่นขณะดึงยาสมุนไพรจากถุงของหมอเกาออกมาลนไฟเผาแล้วปิดแผลทันที เสียงไหม้ิัดังฉ่า หลิงจวินนิ่งเฉยสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
หมอเการีบออกมาตรวจชีพจรเมื่อเห็นว่าเขายังพอมีแรงยืนอยู่ก็ถอนหายใจ
“ยังไม่ตายแต่เ้าคงไม่มีแรงฟาดฟันอะไรอีกพักใหญ่ หากพวกมันบุกมาอีกข้าคงต้องเอาตะหลิวในครัวสู้แทนเ้าแล้วล่ะ”
แม้จะเป็คำพูดประชดแต่น้ำเสียงของหมอเกาเต็มไปด้วยความเป็ห่วงอย่างแท้จริง หลิงจวินหลับตาพักหายใจชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำ
“ข้าเห็นมันยืนอยู่บนยอดไม้”
“ใครกัน” ฮวาเสียนถาม
“ชินอ๋อง”
เพียงแค่ชื่อนั้นหลุดออกจากปากความเงียบงันก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณอีกครั้ง หมอเกาเงียบไปก่อนจะกล่าวเสียงต่ำ
“ถ้ามันยอมเผยตัวแปลว่ามันไม่กลัวอะไรอีกแล้ว”
หลิงจวินพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาคู่นั้นลึกขึ้นเย็นลง
“ไม่เพียงแค่ไม่กลัวแต่มันกำลังเดินหมาก”
“เดินหมาก” ฮวาเสียนถามงุนงง
“ใช่ ทุกสิ่งที่ผ่านมาการใส่ร้ายข้าว่าเป็ฏ การลบความทรงจำของเ้า การส่งนักฆ่ามาฆ่าเราไม่สำเร็จทั้งหมดไม่ใช่เป้าหมายจริงมันเพียงล่อให้เรากลับมาเล่นในกระดานที่มันปูไว้”
ฮวาเสียนนิ่งงันชีพจรเต้นแรงราวกับจะทะลุอก
“แล้วเป้าหมายจริงของเขาคืออะไร”
หลิงจวินมองไปยังทิศตะวันออกทางที่ทอดยาวสู่เมืองหลวง
“คือราชบัลลังก์และการกวาดล้างผู้ที่ยังจงรักภักดีต่อองค์ฮ่องเต้”
หมอเกาเบิกตากว้าง “หมายความว่ามันวางแผนชิงบัลลังก์”
“ใช่และข้าก็เป็หมากที่มันต้องจัดการก่อนเพราะข้าคือผู้ถืออาญาสิทธิ์ของฮ่องเต้และข้าคือผู้เดียวที่เคยล่วงรู้ความลับของมัน”
ฮวาเสียนเงยหน้ามองเขาสีหน้าเปลี่ยนเป็จริงจังจนเกือบเด็ดขาด
“ถ้าเช่นนั้นเราต้องกลับเมืองหลวง”
หลิงจวินหันขวับ
“เ้าเสียสติหรือไม่”
“ไม่” นางพูดเสียงหนักแน่น
“ข้าจำอดีตได้หมดแล้ว ข้ารู้ว่าท่านปกป้องข้าอย่างไร ข้าไม่ใช่หญิงสาวที่ต้องให้ใครปกป้องเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป”
นางหยิบมีดเล่มเล็กขึ้นมาแล้วเอ่ยเสียงแ่แต่หนักแน่น
“หากคืนนี้คือการเริ่มต้นของาเงาข้าจะเดินเคียงข้างท่านในทุกก้าว”
หลิงจวินสบตานางและเขาไม่พูดอะไรอีกแต่ในดวงตาคู่นั้นมีคำมากมายที่ไม่ต้องเอ่ยออกมา