“เจ้าก็รู้สึกได้เช่นกันหรือ?” โม่จ้านมองลาถีเท่อด้วยความตกตะลึง “ข้ายังนึกว่าข้าคิดไปเอง”
ลาถีเท่อพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ใช่แล้ว มีสัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งกำลังจ้องมองพวกเราอยู่จริงๆ หากเป็นจอมเวทที่ควบคุมลมหายใจจะไม่มีทางถูกพวกเราพบง่ายดายเช่นนี้”
“ใช่…ความรู้สึกข่มให้หวาดกลัวเช่นนั้น ทำให้ผู้อื่นขนลุกขนชันจริงๆ” โม่จ้านหวนนึกถึงความรู้สึกในยามนั้น
“เช่นนั้นแล้วเหตุใดข้าจึงไม่รู้สึกสักนิด!?” เก๋อจือจวนจะเสียสติ “ข้ามิใช่จอมเวทเพียงหนึ่งเดียวที่มีตรารับรองงั้นหรือ?!”
โม่จ้านดีดหน้าผากเก๋อจือที่กำลังแยกเขี้ยวยิงฟันหนึ่งที “เจ้ามัวแต่สบตากับจอมเวทฝั่งตรงข้าม ไม่รับรู้ก็เท่ากับเจ้ากำลังใจจดจ่อ”
เก๋อจือกุมหัวพลางร้องไห้อย่างไร้น้ำตา “แล้วลาถีเท่อเล่า? เหตุใดเขาจึงสัมผัสได้?”
“…แท้จริงแล้วข้ามีหนึ่งการคาดเดาที่บุ่มบ่าม นี่เป็นหนึ่งในความพิเศษของเผ่าพวกเจ้ากระมัง?”
โม่จ้านหันไปมองลาถีเท่อที่ทำหน้าใสซื่อไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงฟังดูจริงจังอย่างมาก
“คราก่อนยามอยู่ในป่าก็เช่นกัน เจ้าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติก่อน ภายหลังพวกเราก็เจออันตรายจริงๆ”
ลาถีเท่อนิ่งงัน ดวงตากลอกไปมาคล้ายกำลังหวนนึกถึงเรื่องราวมากมาย สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นหนักอึ้ง
“ท่านแม่เคยกล่าวว่า ‘ในยามที่เจ้ารับรู้ถึงอันตรายให้รีบหนีไปให้ไกลเท่าใดได้ยิ่งดี’ ข้าคิดว่านี่เป็นเพียงการกำชับเรื่อยเปื่อย ไม่เคยคิดว่าจะเป็นความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งมาก่อน”
เก๋อจือพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจ ลาถีเท่อเติบโตมาในกิลด์นักดาบพเนจร รอบกายไร้ซึ่งคนเผ่าเดียวกัน แน่นอนว่าคงมิรู้ว่า 'ลางสังหรณ์' ของตนหมายถึงสิ่งใด คราก่อนถูกเข้าใจผิดว่าเป็น 'อาการหวาดกลัวป่า' ที่เกิดเงาดำภายในใจ ทว่าแท้จริงแล้วเป็นสัญญาณเตือนภัยที่มีต่ออันตราย
ทั้งๆ ที่มีลางสังหรณ์บอกอันตรายล่วงหน้า กระนั้นกลับยังมิอาจหนีพ้นอันตราย เพลิงลุกโชนโอบล้อมผืนดินที่พวกเขาใช้อยู่อาศัย ทั้งกองทัพของจักรวรรดิอันปู้เอ่อร์ยังแข็งแกร่งอย่างมาก เผ่าหมานมิอาจเคลื่อนไหวได้อย่างปลอดภัยแม้แต่น้อย
เจียนั่วได้ยินเรื่องราวในอดีตของลาถีเท่อจากปากโม่จ้านเสียแต่ต้นแล้ว เขาตบลงบนบ่าของลาถีเท่อเพื่อแสดงถึงการปลอบใจ
“เช่นนั้น…เหตุใดสัตว์ปีศาจระดับสูงจึงมาจ้องพวกเรา?”
เก๋อจือเอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนา คิดอยากจะทำลายบรรยากาศหนักอึ้ง แต่คล้ายกับจะพาทุกคนย้ายจากหลุมหนึ่งไปยังอีกหลุมหนึ่ง
“…สัตว์ปีศาจระดับสูงรังเกียจมนุษย์มาแต่ไหนแต่ไร จะเป็นฝ่ายวิ่งออกมาหาเรื่องต่อยตีกับมนุษย์ได้อย่างไร?”
“เจ้าถามข้า ข้าก็มิรู้เช่นกัน” โม่จ้านสบสายตากับคนทั้งสอง ใบหน้าของแต่ละคนล้วนแต่เขียนไว้ด้วยเครื่องหมายคำถามมิต่างกัน
“…อาจจะเป็นเพราะกินเนื้อสัตว์จนเบื่อแล้ว อยากจะลองเปลี่ยนรสชาติ ฮ่า ฮ่าๆ ฮ่าๆๆ ..แค่ก!”
เสียงหัวเราะน่าอึดอัดของเก๋อจือหยุดลงฉับพลันด้วยหนึ่งฝ่ามือหมีของลาถีเท่อ เด็กหนุ่มเผ่าหมานตบท้ายทอยของเด็กหนุ่มผมแดง ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันที่หลอมเหล็กมิเป็นเหล็กกล้า
“เจ้านึกว่าจะเหมือนเจ้าหรืออย่างไร? สัตว์ปีศาจระดับสูงไม่กินเนื้อมนุษย์ นี่เป็นเนื้อหาที่เขียนไว้ในทุกตำราเกี่ยวกับการล่าเหยื่อของสัตว์ปีศาจ”
“ข้าเพียงแค่อยากล้อเล่นเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ…”
เก๋อจือที่รู้ว่าตนเหลวไหลไร้เหตุผลกุมท้ายทอยพลางแลบลิ้นออกมา ครั้นเหลือบมองไปทางโม่จ้าน กลับพบว่าโม่จ้านกำลังส่งสายตาสื่อสารอันใดบางอย่างกับเจียนั่ว
โม่จ้านส่งสัญญาณมือพลางขมวดคิ้วและชี้ที่นอกห้อง เจียนั่วใคร่ครวญครู่หนึ่งพลันลุกออกไปข้างนอก ไม่นานนักจึงกลับเข้ามาอีกครั้งก่อนพยักหน้าสื่อความหมายว่าเห็นดีด้วยไปทางโม่จ้าน โม่จ้านทำมือ 'OK' จากนั้นตบมือแล้วจึงเอ่ยกับเด็กหนุ่มทั้งสองคน
“เอาเช่นนี้ วันนี้ทุกคนเหนื่อยแล้ว พักผ่อนกันก่อน วันพรุ่งนี้พวกเราจะเริ่มล่าสัตว์กันต่อไป”
“…อันใดนะ ยังจะต่อ? มิกลัวถูกสัตว์ปีศาจระดับสูงกิน…ฆ่าหรืออย่างไร?!”
ดวงตาของเก๋อจือเบิกกว้างจนกลมดิก ลาถีเท่อเงยหน้าขึ้น ส่งสายตาฉายแววสงสัยไปยังคนทั้งสองเช่นกัน
“อืม ข้ากับเจียนั่วล้วนแต่คิดว่ามิเป็นปัญหาอันใด”
โม่จ้านหันไปมองสายตายืนยันของเจียนั่วอีกครั้งแล้วจึงเริ่มอธิบายอย่างจริงจัง
“นั่นคือลมหายใจของสัตว์ปีศาจระดับสูงมิผิด เพียงแต่หากอีกฝ่ายดึงดันจะโจมตีพวกเรา จะต้องชิงลงมือก่อนที่ลมหายใจจะถูกเปิดเผย ทำให้พวกเรารับมือมิทัน”
“แต่นั่นก็มิได้ยืนยันว่ามันจะขี้ขลาดถึงเพียงนั้น? อาจจะเป็นเพราะมันเห็นว่ามีคนจำนวนมากจึงรอเวลาลงมืออีกครั้งก็เป็นได้”
เก๋อจือเอ่ยสิ่งที่สงสัย ลาถีเท่อเหลือบมองเจียนั่วที่สีหน้าผ่อนคลายลง
“ข้าให้เจียนั่วลงไปสอบถามข้ารับใช้ของโรงเตี๊ยมแล้ว ได้ข่าวมาสองข่าว อย่างแรกเมื่อก่อนหมู่บ้านที่อยู่ริมชายป่าแห่งนี้เคยถูกสัตว์ปีศาจระดับสูงรบกวนเป็นครั้งคราว มีสัตว์เลี้ยงตกใจตายเป็นบางครั้งและต้นไม้ออกผลถูกชนจนล้มเป็นต้น ทว่าตั้งแต่หัวหน้ากิลด์สาขาย่อยซีนั่วล้อมป่าเอาไว้ ภายในหมู่บ้านก็ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ดังนั้นเหล่าชาวบ้านจึงพากันสร้างโรงเตี๊ยมด้วยความดีใจ”
โม่จ้านชะงักครู่หนึ่งก่อนเผยยิ้มบาง
“ข่าวที่สองคือ หัวหน้ากิลด์สาขาย่อยซีนั่วเคยให้คำมั่นกับเจ้าบ้านเอาไว้ว่า หากมีมนุษย์หรือสัตว์ทำลายรั้วบุกเข้าป่าจะมีสัญญาณแจ้งเตือนด้วยตนเอง จนถึงยามนี้สัญญาณเตือนดังขึ้นมิน้อยครั้ง ทว่าล้วนแล้วแต่เป็นมนุษย์ที่คิดจะแอบเข้าไปในป่า”
“…อืม หรือก็หมายความว่าที่นี่มิได้รับแจ้งเตือนใด เป็นไปได้สูงว่าจะมิใช่สัตว์ปีศาจระดับสูงล่วงล้ำ”
ลาถีเท่อพยักหน้าพลางใช้ความคิด ทว่าเกือบถูกเก๋อจือสะบัดหน้าชน
“ห๋า? มิใช่สัตว์ปีศาจระดับสูงกลับมีกลิ่นอายของสัตว์ปีศาจระดับสูง? หรือว่าจะเป็นสัตว์ปีศาจที่เลี้ยงเอาไว้?”
แววตาฉายแววเย้าหยอกของคนทั้งสามจดจ้องมายังตน เก๋อจือนิ่งงันเสียแล้ว หลังขบคิดเพียงชั่วอึดใจจึงได้รู้ตัว
“…ใช่แล้ว เหตุใดจึงเป็นสัตว์ปีศาจที่ถูกเลี้ยงเอาไว้มิได้เล่า…”
…..
“บอกเจ้าแล้วว่าอย่าตามมา เหตุใดจึงมิเชื่อฟัง? ทำเอาพวกเราเกือบถูกพบเข้าเสียแล้ว!”
ณ มุมหนึ่งของป่าไร้นาม สัตว์ปีศาจหนึ่งขาสูงประมาณสามชั้นยืนอยู่เบื้องหน้าคนผู้หนึ่ง ส่วนสูงของทั้งสองต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าหากสัตว์ปีศาจพ่นหนึ่งลมหายใจก็สามารถทำให้คนตรงหน้ากระเด็นออกไปนับร้อยเมตร
ซีนั่วดึงหนังของสัตว์ปีศาจก่อนพ่นน้ำลายอย่างนึกเจ็บใจที่หลอมเหล็กมิเป็นเหล็กกล้า “หลินเค่อซืออาหลินเค่อซือ เจ้าเลิกเพิ่มส่วนสูงได้แล้ว รีบเพิ่มสมองบ้างเถิด หากถูกผู้อื่นพบเข้ามิเท่ากับรอลงหม้อแกงหรอกรึ?”
สัตว์ปีศาจส่งเสียงร้องด้วยความน้อยใจ กรงเล็บทั้งสองปิดดวงตากลมเอาไว้ กระนั้นยังเหลือซอกเล็กเอาไว้เพื่อแอบมองซีนั่ว ซีนั่วโมโหจนหัวเราะเสียแล้ว เขาหย่อนก้นลงข้างหลินเค่อซือพลางลูบกรงเล็บแหลมคมมีขนปุกปุยของมันเบาๆ
“ท่านราชาปีศาจ…บุตรของสหายที่ภักดีที่สุดของท่าน ข้าได้ช่วยเลี้ยงมันจนเติบใหญ่แทนท่านแล้ว ท่านวางใจเถิด”
สายลมอ่อนพัดผ่านป่า ใบไม้เล็กที่แนบชิดใบหน้าของซีนั่วถูกเขายาวบดบังหนทางปลิวไป ซีนั่วยกมือขึ้นไปหยิบใบไม้ลงมา หวนนึกถึงยามนั้นที่ท่านราชาปีศาจรับเลี้ยงตนขึ้นมาอีกครั้ง พลางเผยสีหน้าขุ่นเคืองระคนโศกเศร้าที่จะแสดงออกมายามอยู่ลำพังเท่านั้น ตามด้วยทุบหมัดลงบนต้นขาอย่างแรง
……
“เจ้าหมอนั่น…เหตุใดจึงได้ไปอยู่ร่วมกับพวกเขา”
หลังกลับถึงโรงเตี๊ยมอย่างปลอดภัย ความเคร่งขรึมบนใบหน้าจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อยังคงมิลดเลือนลง
เคอเอินนึกสงสัยมากเช่นกัน “…นึกมิถึงว่าจะมีอัศวินเวทอยู่กับพวกเขาด้วย ความสามารถยังเป็นรองกว่าท่านหัวหน้าเพียงเล็กน้อย?”
“หากมิใช่เพราะธาตุไฟของข้าข่มธาตุน้ำแข็งของเขา ความสามารถของอัศวินเวทผู้นั้นคงจะเทียบเคียงกับข้า”
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อกุมปลายคางพลางก้มหน้านิ่งเงียบใช้ความคิด
“นอกจากนั้น…ทักษะการต่อสู้ของคนผู้นั้นมักทำให้ข้ารู้สึกคุ้นเคย คล้ายกับเคยพบเห็นที่ใดมาก่อน”
“ท่านหัวหน้าเคยพบเจอผู้คนมากมายถึงเพียงนั้น มิสู้พวกเรากินไปคิดไป…”
หลู่เต๋อกุมท้องส่งเสียงร้องโครกครากพลันเอ่ยเสียงเบาหนึ่งประโยคจากด้านข้าง ทว่ากลับถูกเคอเอินถลึงตาใส่