ความเชื่อเื่การเกิดแก่เจ็บตายการกลับชาติมาเกิดเพื่อมาชดใช้กรรม เมื่อเสียชีวิตจะได้ไปสู่การอยู่ร่วมกับพระเ้าในดินแดน์ความเชื่อเ่าั้ได้ถูกลบทิ้งโดยทันที เมื่อเธอได้มาจุติยังโลกหนึ่งที่ล้าสมัยกว่าในยุคศตวรรษที่21 ใน่ปลายปีค.ศ. 2018 หากยังมีชีวิตอยู่คงจะได้พบสิ่งแปลกใหม่ที่รออยู่ด้านหน้า ช่างเป็อะไรที่น่าเสียดายเหลือเกินเมื่อนึกถึงมัน
เมื่อมองตัวเองผ่านกระจกเงาก็อดที่จะนึกถึงเื่ราวในอดีตอย่างเสียไม่ได้ หญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ใบหน้ากลมมนราวกับลูกโลกที่ใช้ในวิชาสังคมศึกษา รูปร่างท้วมไม่ต่างอะไรจากถังขยะที่อยู่ริมถนนและเสียชีวิตอย่างน่าอนาถ เพราะสะดุดสายไฟจนกระเด็นตกหลุมที่ถูกขุดเอาไว้
แต่ในตอนนี้ทุกอย่างกลับแตกต่างกันอย่างลิบลับหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ กลับชาติมาเกิดเป็คุณหนูผู้สูงศักดิ์ ที่มีใบหน้างดงามราวกับเทพเซียนแม้ว่า์จะเห็นใจในโชคชะตา แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถยอมรับ กับสิ่งที่์ประทานมาให้ได้จึงตัดสินใจเร้นกายอยู่ในเรือนท้ายจวน ไม่คิดจะออกไปจากจวนสกุลลั่วเป็อันขาด
“ถ้าจะให้ฉันเกิดมาสวยขนาดนี้ก็ควรจะลบความทรงจำในอดีตของฉันไปด้วยสิ ไม่ใช่ปล่อยเอาไว้แบบนี้คนมันเคยไม่สวยมาก่อนนะ ได้มาปุบปับแบบนี้แล้วจะให้ฉันทำตัวยังไงใช้ชีวิตแบบวิถีคนสวยอย่างนั้นหรอ”หญิงสาวส่ายหน้าเบาๆ เมื่อได้เห็นใบหน้าของตัวเองผ่านกระจกก่อนที่จะหยิบผ้าคลุมหน้าขึ้นมาสวม แล้วผูกเชือกไว้ด้านหลังจนแน่น
“ตอนที่ฉันมาที่นี่ฉันไม่ได้ดื่มน้ำแกงยายเมิ่ง[1] หรอกหรอ ถึงได้จำทุกอย่างได้แม่นขนาดนี้แต่ว่า…มันก็ผ่านไปตั้งสิบแปดปีแล้วนะ ทำไมฉันถึงไม่ชินกับหน้าตาของตัวเองสักทีอยากจะออกไปท่องยุทธภพจะแย่อยู่แล้ว”เธอถอนหายใจเบาๆพลางขมวดคิ้วขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนหนึ่ง กำลังเดินมาที่เรือนท้ายจวน
“ต้าเจีย[2]ได้เวลาออกไปนอกจวนแล้วเ้าค่ะ”เมื่อได้ยินเสียงของหญิงสาวผู้หนึ่ง ที่ยืนอยู่ด้านหน้าประตูเรือนเธอจึงหยิบพัดแล้วเดินไปเปิดประตูเรือนทันทีพลางมองหญิงสาวทั้งสามและชายหนุ่มอีกหนึ่งคน ที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ถึงเวลาแล้วเราไปกันเถอะเ้าค่ะ/ขอรับ”ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งฉีกยิ้ม เมื่อเห็นพี่สาวคนโตที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วเดินเข้าไปคล้องแขนของนางทันที
“แน่ใจนะว่าการออกไปนอกจวนในครั้งนี้ของข้าพวกเ้าจะร่วมไปกับข้าด้วย”เธอกวาดสายตามองน้องชายและน้องสาวที่ยืนขนาบข้างและยืนอยู่ด้านหน้าของเธอ “ลั่วฟูหรง ในฐานะที่เ้าเป็พี่สาวของพวกเขาจงตอบข้ามาว่าพวกเขายินดีร่วมไปกับข้าหรือไม่”
“พวกเราทั้งสี่คนยินดีที่จะร่วมไปกับท่าน”
“ใช่เ้าค่ะเสี่ยวหลานยินดีที่จะออกไปนอกจวนกับท่าน เดินเคียงข้างท่าน ดูสิเ้าคะวันนี้ข้าปักปิ่นดอกจำปีที่ท่านซื้อให้ข้าด้วย”
“ข้าเองก็ปักปิ่นที่ท่านซื้อให้ข้าด้วยต้าเจีย”
“ลั่วไป๋หลงเ้าพูดตามข้าทำไม”
“ลั่วไป๋หลานเ้าเป็พี่สาวฝาแฝดของข้าเหตุใดเ้าถึงได้กล้ากล่าวหาน้องชายฝาแฝดของเ้าเช่นนี้”
“ต้าเจียข้าปักปิ่นก่อนเขา”
“ต้าเจีย ข้าปักปิ่นก่อนนาง”เมื่อต่างฝ่ายต่างได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวจึงหันมาสบสายตาด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ ลั่วไป๋หลานจึงตบแขนของน้องชายทันทีเช่นเดียวกับลั่วไป๋หลง ที่หยิกแก้มของพี่สาวเพื่อโต้ตอบ
‘ลั่วซูฮวา…ลั่วซูฮวาทำไมเธอต้องมาเป็กรรมการห้ามมวยสองพี่น้องคู่นี้ด้วยเนี่ย’ลั่วซูฮวาถอนหายใจเบาๆพลางมองน้องชายและน้องสาวที่กำลังกอดแขนของเธอ แล้วทะเลาะกันไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน
หมับ!
ลั่วซูฮวาใช้มือทั้งสองข้างจับท้ายทอยของสองพี่น้อง ลั่วไป๋หลานและลั่วไป๋หลงที่กำลังทะเลาะ ต้องหยุดชะงักขึ้นมาทันทีพลางเหลือบไปมองมือของลั่วซูฮวา ที่กำลังจับท้ายทอยของตัวเองเอาไว้แล้วหันไปสบสายตาของนางที่นิ่งสงบ จนสองพี่น้องรับรู้ได้ถึงพลังงานบางอย่าง ที่แฝงอยู่ในแววตาของลั่วซูฮวา
“ต้าซื่อ[3]เสี่ยวซื่อ[4]หากพวกเ้าสองพี่น้องยังไม่หยุดทะเลาะ อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”เมื่อได้เห็นแววตาและและคำพูดของลั่วซูฮวาลั่วไป๋หลานและลั่วไป๋หลงจึงสบตาซึ่งกันและกัน ก่อนที่จะพร้อมใจแกะมือของลั่วซูฮวาที่จับท้ายทอยของตัวเอง แล้วเดินเข้าไปกอดแขนซึ่งกันและกันทันที
“ข้ากับเสี่ยวซื่อน่ะหรือทะเลาะกันเป็ไปไม่ได้ ท่านเข้าใจพวกเราผิดแล้ว ต้าเจีย”
“นั่นน่ะสิข้ากับต้าซื่อน่ะหรือทะเลาะกันที่พวกท่านเห็นมันเป็แค่เพียงการหยอกเย้าตามประสาพี่น้องต่างหาก”
“สมแล้วที่พวกเ้าสองคนเป็พี่น้องฝาแฝดกัน”ลั่วซูฮวาส่ายหน้าเบาๆพลางเหลือบไปมองน้องสาวทั้งสองคน ที่ยืนอยู่ด้านหลังสองพี่น้องฝาแฝดคู่นี้“ลั่วฟูหรง เ้าดูแลลั่วไป๋หลาน ลั่วลี่เม่ยเ้าดูแลลั่วไป๋หลงอย่าปล่อยให้สองคนนี้อยู่ด้วยกันเด็ดขาด”
“เ้าค่ะต้าเจีย”เมื่อได้ยินคำตอบรับของน้องสาวทั้งสอง ลั่วซูฮวาจึงเดินนำออกไปทันทีพลางเหลือบไปมองไป๋ลู่ สาวใช้คนสนิทที่กำลังเดินมายังเรือนท้ายจวน ด้วยท่าทางที่เร่งรีบ
“โชคดีเหลือเกินที่พวกท่านยังไม่ได้ออกไปด้านนอก”ไป๋ลู่เอ่ยขึ้นมาด้วยอาการที่เหนื่อยหอบพลางลูบอกของตัวเองเบาๆ เพื่อให้ผ่อนคลายลง
“มีอะไรหรือเปล่าเสี่ยวลู่”
“นายท่านและฟูเหริน[5] เรียกให้พวกท่านเข้าพบแต่ข้าไม่อาจรู้ได้ว่านายท่านและฟูเหรินเรียกพวกท่านด้วยเหตุอันใด”
‘ลั่วซูฮวา...ลั่วซูฮวา...ลั่วซูฮวา!ดูเหมือนว่าชีวิตของเธอจะอยู่อย่างสงบสุขไม่ได้ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องเป็แบบนี้ นี่มันยุคอะไรก็ไม่รู้ ทำไมพระเ้าถึงให้ฉันมาอยู่ที่นี่ด้วยเนี่ยให้ฉันไปรับใช้เ้าแม่หนี่วา[6] ไม่ได้หรือไง’
“ข้าเข้าใจแล้วไปกันเถอะ”เมื่อได้ยินคำตอบรับของลั่วซูฮวา ไป๋ลู่จึงพยักหน้าน้อมรับคำสั่งทันทีก่อนที่ห้าพี่น้องจะเดินไปยังเรือนประธาน ตามคำสั่งของแม่ทัพลั่วและจางฟูเหริน
“คารวะท่านพ่อท่านแม่เ้าค่ะ/ขอรับ”ทั้งห้าพี่น้องทำความเคารพผู้เป็พ่อและผู้เป็แม่ก่อนที่จะแยกย้ายไปนั่งประจำที่ของตัวเอง ลั่วซูฮวาจึงเหลือบไปมองเสนาบดีหวังที่นั่งอยู่ด้านข้างแม่ทัพลั่ว
‘หวังชูชู[7] มาร่วมสนทนาภายในครอบครัวสกุลลั่วด้วย ต้องเป็เื่สำคัญแน่ๆ’
“ท่านทั้งสองเรียกพวกข้าเข้าพบมีธุระอะไรจะบอกกล่าวแก่พวกข้าหรือเ้าคะ และถ้าหากข้าคาดเดาไม่ผิดต้องเป็เื่สำคัญเป็แน่”
“เ้าคาดเดาได้ถูกต้องมันเป็เื่สำคัญสำหรับทุกคนโดยเฉพาะเ้า ฮวาเอ๋อร์”แม่ทัพลั่ววางจอกน้ำชาลงบนโต๊ะพลางคลี่ยิ้มให้แก่บุตรสาวคนโต ลั่วซูฮวาเมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอทำได้แค่เพียงมองรอยยิ้มและแววตาของแม่ทัพลั่วที่ได้ซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ รวมไปถึงจางฟูเหรินและเสนาบดีหวัง
“เป็อันว่าเสร็จพิธี”สิ้นเสียงของย้งจีโหราธิบดีแห่งแคว้นเหอเป่ย ทันทีที่ได้รับเซียมซีที่สลักชื่อของสตรีผู้หนึ่ง จากมือของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“หลี่เจิ้งเ้ากลับไปได้แล้ว”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าา”เมื่อได้รับคำสั่งจากหวงตี้[8]หลี่เจิ้งจึงเดินออกไปจากหอบรรพชนพร้อมกับองครักษ์คนสนิททันทีสีหน้าของเขาดูไม่พอใจกับพิธีการนี้สักเท่าไหร่ เช่นเดียวกับลั่วซูฮวาเมื่อได้รับฟังข่าวสารของเสนาบดีหวังที่เรือนประธาน
‘พิธีเสี่ยงทายเซียมซีเลือกไท่จื่อเฟย[9] คงจะเตรียมการมานานแล้วสินะ เพราะไท่จื่อ[10] หลี่เจิ้งอายุยี่สิบปีแล้ว ถ้าไม่มีผู้หญิงมาตำแหน่งไท่จื่อเฟยในยุคสมัยนี้ก็คงจะเป็เื่แปลก แต่ฉันไม่เข้าใจ การหาภรรยาให้ตัวเองคือการเล่นสุ่มเลือกสิ่งของอย่างนั้นหรอโหดร้ายกับผู้หญิงเกินไปแล้ว’ลั่วซูฮวาวางจอกน้ำชาลงพลางอ่านเจี่ยนตู๋[11] ที่อยู่ในมือของตัวเอง
“พิธีเสี่ยงทายเซียมซีเลือกไท่จื่อเฟยเท่าที่ฟังมา พิธีเสี่ยงทายเซียมซีเลือกไท่จื่อเฟย จะต้องเป็สตรีพรหมจรรย์อายุสิบแปดปี…”ลั่วไป๋หลานหยุดพูดพลางเหลือบไปมองลั่วซูฮวาที่กำลังอ่านเจี่ยนตู๋อย่างเงียบสงบ “ต้าเจีย ท่านเองก็อายุสิบแปดปีแล้วอาจจะ...”