กลางดึกคืนนั้นภายหลังจากที่ทุกคนในครอบครัวโรบินสันเข้านอนกันหมดแล้ว แซลลี่กับเม๊กในชุดนอนก็ย่องลงไปในครัว ในท่ามกลางความมืดนั้น สองพี่น้องหยิบบิสกิต ไก่ทอด และผลไม้ใส่ลงในตะกร้า จากนั้นก็ย่องกลับขึ้นไปยังห้องของลิซซี่
และโดยปราศจากการรบกวนที่จะปลุกพี่สาวให้ตื่นขึ้น ทั้งสองค่อยๆ แง้มประตูและเดินเข้าไปในห้องนั้น ขณะที่เม๊กวางตะกร้าอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียงลิซซี่นั้น แซลลี่ก็ล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อนอน หยิบกระดาษที่เขียนข้อความขึ้นไว้ลวกๆ วางลงบนตะกร้าใบนั้น ในกระดาษมีข้อความว่า
“เรารักพี่ค่ะ”
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ภายหลังจากที่แซมมวลออกจากบ้านไปยังสำนักงานทนายความของเขาได้ไม่นาน สเตเฟนก็แอบออกไปที่ประภาคาร เพื่อปรึกษาหารือกับเอซ่า โรบินสัน ปู่ของพวกเขา
เมื่อสเตเฟนกลับมาจากประภาคารได้ไม่นานเอซ่า หรือกัปตันโรบินสัน อันเป็ชื่อที่รู้จักกันดีของผู้คนที่อยู่บนเกาะแห่งนี้ก็ออกจากที่นั่นเช่นเดียวกัน ตอนที่จะเดินทางเข้าไปในเมืองนั้น เขาได้แวะไปที่บ้านของลูกชายด้วย
เมื่อเข้าไปในบ้านและทักทายกับแม่บ้านพอสมควรแล้ว เขาก็เดินขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนของลิซซี่
เขายืนอยู่หน้าประตูห้องนั้นเป็ครู่ ลองเอาหูแนบกับบานประตูเพื่อฟังเสียงจากภายใน เมื่อไม่ได้ยินเสียงอะไรก็เคาะเบาๆ เมื่อเห็นลิซซี่มิได้มาเปิดประตูรับ เขาก็ย่องกริบเข้าไปในห้อง
ลิซซี่นั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ กำลังเขียนอะไรบางอย่างลงในสมุดบันทึก สีหน้าหม่นหมอง ดูซูบซีดบอบบางลงกว่าครั้งหลังสุดที่เขาได้เห็นอยู่มาก และไม่เคยมีครั้งใดที่เอซ่าจะเห็นหลานสาวมีสีหน้าระทมทุกข์เช่นนี้
“กำลังทำอะไรอยู่หรือหลาน” เขาถามพร้อมกับเดินไปทรุดตัวลงนั่งตรงขอบเตียง
ลิซซี่เงยหน้าขึ้น แล้วหัวใจก็พองโตเมื่อได้เห็นว่าเป็คุณปู่ที่แสนรักของเธอ...ปู่เป็เพียงคนเดียวที่เกือบจะเข้าใจในตัวเธอมากที่สุด
“สวัสดีค่ะ...คุณปู่ หนูก็เรื่อยๆ ค่ะ”
“ปู่มาเยี่ยม ไม่เห็นหนูอยู่ข้างล่างก็รู้สึกคิดถึง”
“ถ้าคุณปู่คิดถึงหนูจริง ก็คงเป็คนเดียวเท่านั้นล่ะค่ะหนูว่า” ลิซซี่ตอบ
“โอ...ถ้าเป็ปู่จะไม่พูดอะไรแบบนั้นหรอก เพราะเท่าที่ได้ยินมารู้สึกว่าทุกคนเขาก็ต่างคิดถึงหนูกันทั้งนั้น เห็นแมทท์เล่าให้ปู่ฟังว่า จนป่านนี้แล้วเม๊กยังไม่ยอมหยุดร้องไห้ที่เขาพูดไม่ดีในโต๊ะอาหารเมื่อวันก่อนเลย”
“งั้นคุณปู่ก็ช่วยบอกเม๊กด้วยแล้วกันว่าเลิกร้องไห้ได้แล้ว หนูไม่ได้โกรธอะไรแกหรอกค่ะ เพราะจริงๆ แล้วแกก็เป็แค่เด็กเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง”
“แล้วทำไมหลายถึงไม่เขียนจดหมายไปหาป้าโฟบีล่ะลิซซี่ เพราะไม่ช้าก็เร็วหลานก็ต้องเขียนอยู่วันยังค่ำ นั่นแหละ และหลานเองก็ไม่ได้มีลักษณะของบุคคลที่ถึงกับจะฆ่าตัวตายได้สักหน่อย” เขากล่าว “อีกประการหนึ่งนะ หลานย่อมจะรู้ดีกว่าใครว่าพ่อของหลานน่ะจะไม่ยอมอ่อนข้อกับเื่นี้แน่ รับรองว่าไม่ใช่ครั้งนี้ เพราะเขาทำไม่ได้จริงๆ เขาได้ตัดสินใจลงไปแล้ว และทุกคนในครอบครัวต่างก็ได้รับรู้เื่นี้กันแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะให้เขาเป็ฝ่ายถอยน่ะ เขาไม่ยอมหรอกเพราะการยอมแพ้ในครั้งนี้มันจะทำให้เขาต้องอับอายขายหน้ามาก แต่หลานน่ะสามารถยอมรับข้อเสนอของเขาได้นี่ บางทีการได้เดินทางไปบอสตันมันอาจจะเป็สิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตหลานก็ได้ ซึ่งถ้ามันไม่ได้เป็เช่นนั้นจริง หลานก็สามารถจะกลับมาบ้านได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว หรือไม่หลานก็อาจจะไปอยู่ที่ประภาคารกับปู่ก็ยังได้นะ”
ลิซซี่เงยขึ้นมองดวงตาที่เป็ประกายสดใสของคุณปู่
“หลานไม่ได้เซ็นสัญญาออกไปล่าปลาวาฬสักหน่อย หรือไม่ได้ถูกขายไปเป็ทาสในเมืองจีนด้วย” เอซ่าโรบินสันกล่าวกับหลานสาว
“ที่คุณปู่พูดมานี่...หมายความว่าอยากจะให้หนูเขียนจดหมายไปถึงผู้หญิงแก่ๆ ที่น่ากลัวคนนั้น ขอบคุณที่เชื้อเชิญให้หนูไปอยู่ด้วย แล้วก็บอกว่าหนูยินดีอย่างยิ่งที่จะไปเช่นนั้นหรือคะ?”
“ใช่ เพราะปู่ััได้ด้วยหัวใจของปู่เองว่ามันจะต้องเป็สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับหลาน ว่าแต่หลานจำคำเทศน์ที่เราได้ยินมาด้วยกันที่โบสถ์เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วได้หรือเปล่าล่ะ...ที่กล่าวถึงนักปราชญ์คนหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครในบ้านเกิดจำเขาได้น่ะ?”
“มันคลุมเครือเต็มทีค่ะคุณปู่” ลิซซี่ตอบ “เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วน่ะ หนูว่ามันออกจะยากอยู่เหมือนกันนะคะที่จะให้ความสนใจกับการเทศน์สั่งสอน เพราะถ้าคุณปู่ไม่ลืมคงจะนึกออกว่า ยายมิสซิสฮูเซย์พยายามจะโอ้อวดเสื้อโคทหนังแมวน้ำ ตัวที่สามีของแกเอามาฝากจากการเดินทางเที่ยวที่แล้วเสียจริงๆ จังๆ เลย”
“ใช่...” คำพูดของหลานสาวทำให้เอซ่า โรบินสันอดหัวเราะไม่ได้ “แล้วแกก็เกือบจะเป็ลมตายเพราะความร้อนด้วย...ปู่ว่าในโบสถ์วันนั้น ความร้อนสักเจ็ดสิบเห็นจะได้กระมัง แค่สวมเสื้อคลุมบางๆ ก็ยังแทบจะทนไม่ไหวแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเสื้อคลุมขนแมวน้ำหรอก” เขาหยุดเว้นระยะมองหน้าลิซซี่อยู่ “ปู่ออกจะเสียดายที่หลานไม่ได้ตั้งใจฟังเทศน์วันนั้น เพราะมันจะเป็ตัวอย่างที่ดีสำหรับหลานได้ ไม่มีใครในแนนทัคเก็ตจะเปิดโอกาสให้หลานพิสูจน์ตัวเองหรอก เพราะพวกเขาจดจำแต่เื่ราวในอดีตมากเกินไป หลานจำเป็จะต้องเปลี่ยนอะไรให้มันใหม่ๆ เสียบ้างนะลิซซี่ มันจะเป็การเริ่มต้นใหม่ที่ดี ไปอยู่บอสตัน อยู่กับป้าโฟบีเสียเถอะ อย่าไปมองว่ามันเป็การลงโทษ หรืออะไรทั้งสิ้น แต่จะต้องมองว่านี่คือโอกาสที่จะปรับปรุงตัวเองเสียใหม่ ไปหาความรู้ หาประสบการณ์ที่หลานจะไม่มีโอกาสเรียนรู้ได้จากที่นี่ และเมื่อหลานกลับมาอีกครั้งหลานจะไม่เหมือนกับเด็กสาวคนไหนบนเกาะแห่งนี้อีกต่อไป และเขาเ่าั้ก็จะมองหลานด้วยความอิจฉาเพราะหลานจะมีอะไรบางอย่างที่พวกเขาไม่มีกันเลยอย่างแน่นอน”
“ทาวิส แมคคินน่อน” ลิซซี่เอ่ยชื่อนั้นออกมา...ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมอยู่ด้วยความหวัง
“นั่นด้วย...เช่นกัน” เอซ่าลอบยิ้มอยู่กับตัวเอง
“ถ้าอย่างนั้นหนูก็ควรจะเขียนจดหมายไปหาป้าโฟบี...แต่เพื่อปู่เท่านั้นนะคะ” เธอกล่าวเสริมภายหลัง จากทบทวนความคิดอยู่เป็ครู่ว่า “จริงๆ แล้วเมื่อมาถึงตอนนี้หนูก็ไม่ได้คิดจะต่อต้านเหมือนคืนก่อนหรอกค่ะ เพราะหนูคิดถึงมันในแง่บวกมากขึ้น เพียงแต่ไม่รู้จะบอกให้ปาป้ารับทราบได้อย่างไร โดยไม่ให้ดูเหมือนว่าหนูยอมแพ้นะคะ” เธอขมวดคิ้วย่นราวนึกถึงอะไรบางอย่างที่ไม่น่าพอใจ “หนูไม่ชอบการยอมแพ้อยู่แล้ว”
“ปู่รู้” เอซ่าพยายามซ่อนยิ้มไว้ด้วยความยากลำบาก “ปู่เองก็ไม่ชอบถอดหมวกเหมือนกัน แต่มันก็มีบางเวลาที่จำเป็ต้องทำ อย่างเช่นตอนไปโบสถ์ที่ปู่จำเป็ต้องถอดหมวกออก” เขาลุกขึ้นยืนและลิซซี่ก็จับตามองหมวกกัปตันที่ห้อยอยู่กับมือที่หยาบกร้านเหี่ยวย่นด้วยความชรา “เอาละ ปู่เห็นจะต้องถอนสมอเสียที จะลงไปดูสิว่าข้างล่างมีอะไรกันบ้าง ให้ปู่หวังว่าจะได้เห็นรอยยิ้มของหลานตอนเวลาอาหารค่ำได้ไหมนี่?”
สีหน้าของหลานสาวสดใสขึ้นมาทันที
“หมายความว่าคุณปู่จะอยู่ทานอาหารด้วยยังงั้นหรือคะ?”
“แน่นอน” เอซ่าพยักหน้ารับ “ปู่อยู่แน่ถ้าหลานจะลงไปกินอาหารข้างล่าง” เขาเลิกคิ้วสูงเป็เชิงถาม
“ค่ะ” ลิซซี่ตอบรับด้วยสีหน้ารันทดท้อ “หนูจะลงไป...แม้อยากสารภาพว่าหนูยินดีเผชิญหน้ากับพายุเฮอร์ริเคนที่มีความแรงร้อยไมล์ต่อชั่วโมง ขณะที่ตัวเองอยู่ในเรือบดลำเล็กๆ ก็ตาม”
และลิซซี่ก็ลงไปที่ห้องรับประทานอาหาร เดินตรงเข้าไปในห้องนั้นตรงเวลา มิได้ทำให้ทุกคนในครอบครัวต้องรอคอยเช่นที่เคยทำอยู่
“พ่อดีใจมากที่หนูสำนึกได้แล้ว” แซมมวลเอ่ยขึ้น “พ่อคิดว่าหนูคงเขียนจดหมายถึงป้าโฟบีแล้วนะ”
“เขียนแล้วค่ะ” ลิซซี่ตอบด้วยน้ำเสียงสดใส
“และพ่อเป็คนส่งให้เอง” เอซ่าบอก “ถือไปที่ทำการไปรษณีย์ด้วยตัวเองทีเดียวนะ”
แซมมวลเลื่อนสายตาจากใบหน้าของบิดามาที่ลูกสาวได้เห็นสีหน้าที่เคลิ้มฝันนั้น
“แล้วในจดหมายฉบับนั้นเขียนไปว่ายังไงบ้างล่ะ?”
“หนูก็บอกไปว่าหนูยินดีที่จะไปเยี่ยมป้าโฟบีในบอสตัน เพราะที่แนนทัคเก็ตนี่มันไม่เคยเป็สถานที่ให้คนอย่างหนูสามารถแสดงออกถึงความเป็ตัวของตัวเองได้ หนูบอกป้าว่าหนูได้สร้างความอับอายขายหน้าให้กับครอบครัวสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับปาป้ามากที่สุด เพราะฉะนั้นมันสมควรที่หนูจะต้องถูกขับไล่ไสส่งไปให้พ้นจากที่นี่โดยไม่มีสักซู...”
“ซูที่ว่านั่นคืออะไรคะ?” เม๊กถาม
“มันเป็ภาษาฝรั่งเศสน่ะ...ก็...คงเหรียญห้าเซ็นต์ละมั้ง พี่ว่า” แมทท์ตอบแทน
“แล้วทำไมพี่ถึงไม่เขียนว่าเหรียญห้าเซ็นต์ล่ะคะ?” แซลลี่ไม่คลายสงสัย
“ก็เพราะว่าคำนั้นมันไม่แฝงเสียงดนตรีไว้น่ะสิ แต่เวลาที่เธอพูดคำว่า...ซู...เสียงมันเต้นอยู่ตรงปลายลิ้นเพราะดีไงล่ะ” ลิซซี่ตอบ
“โอ้โฮ...เต้นอยู่ตรงปลายลิ้นเลยหรือคะ?” เม๊กร้องก่อนจะหันไปทางบิดา “ปาป้าคะ...ก็ปาป้าไม่เคยสอนหรอกหรือคะว่าเราไม่ควรเอาเหรียญอมไว้ในปากน่ะ?”
“หุบปากเสียทีเถอะน่า แม่หัวต้นโอ๊ค ที่ลิซซี่พูดน่ะเขาไม่ได้หมายความว่าให้เอาเงินจริงๆ เข้าไปอมไว้ในปากหรอก แต่เขาพูดให้มันเป็บทกวีต่างหากล่ะ” แซลลี่บอกน้องสาว
“พี่คิดว่าลิซซี่เขาพูดถูกแล้วนะ” สเตเฟนซึ่งนั่งอยู่ด้านไกลออกไปเอ่ยขึ้นบ้างคำว่า “ซู” มันเพราะดี
จริงๆ เสียด้วยสิ”
“อันที่จริงน่าจะใช้คำว่า “ฟาร์ธิง” จะดีกว่า” เฮย์เดน พี่ชายอีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้นบ้าง “พี่ว่าเสียงมันก็เพราะดีเหมือนกันนะ”
แซมมวลเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เลื่อนสายตาจากลูกคนหนึ่งไปที่อีกคนหนึ่ง ท่าทางของเขาในยามนี้คล้ายกับไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้อีกเช่นเคย เมื่อมองไปยังลิซซี่ ซึ่งดูจะได้รับความสนใจจากทุกคนในโต๊ะอาหารอย่างมาก เขาก็ไม่อาจขจัดความคิดที่ว่าการลงโทษเธอในครั้งนี้ดูจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงลงเสียไม่ได้ แซมมวลอดคิดด้วยความเสียดายไม่ได้ว่า ในยุคนี้ยังไม่มีนักการเมืองหญิง เพราะถ้าลิซซี่จะต้องเป็นักการเมืองที่ดีมีฝีมือคนหนึ่งทีเดียว