“หากเป็อย่างที่เ้าคาดเดาจริงแล้วมันมีเหตุผลอันใดถึงต้องปิดบังเื่การมีอยู่ของเผ่ามนุษย์สายเือสูรกัน”เซียนอิน รู้สึกเห็นด้วยกับความคิดของเทียนคงและจึงเกิดความสงสัยเช่นเดียวกัน
“นั่นแหละคือปัญหาที่เราคงต้องหาคำตอบ แต่ตอนนี้เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรกับสตรีที่นอนอยู่นี่ก่อนเมื่อนางได้สติขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะอาละวาดอันใดหรือไม่” เทียนคง ยังไม่คิดถึงเื่ราวที่แท้จริงนั้นเป็อย่างไรแต่สิ่งที่เขากำลังคิดหนักอยู่ตอนนี้คือจะทำอย่างไรกับสตรีลึกลับผู้นี้ดีเมื่อนางได้สติ และจะแก้ปัญหาอย่างไรหากนางเกิดอาละวาดขึ้นมา
“ก็เ้าบอกเองว่า สามารถเอาชนะนางได้นี่แล้วจะต้องกังวลอันใดอีก และที่สำคัญ นางาเ็ขนาดนี้ต่อให้ได้สติก็คงทำอะไรไม่ได้มากหรอก แค่ลุกขึ้นเดินจะทำได้หรือไม่ยังไม่รู้เลย”เซียนอิน เมื่อมองดูสภาพของสตรีลึกลับที่นอนอยู่บนเตียงก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เทียนคง จะกังวลว่านางจะอาละวาดทำไมเพราะเขาก็เอาชนะนางได้อยู่แล้วแถมอาการาเ็ของนางนั้นก็สาหัสเกินกว่าที่จะทำอะไรได้ในเร็ววันแม้แต่จะเดินก็ยังลำบาก
“นั่นนับได้แค่กับพวกเ้าน่ะสิ”
“หมายความว่าอย่างไร กับพวกข้า ??”
“ใช่ ระหว่างที่ข้าทำการรักษานางนั้นก็ค้นพบว่า ร่างกายของนางต่างจากเ้าพอสมควรถึงแม้ว่ารูปร่างภายนอกจะดูไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ในระดับเซลล์แล้วร่างกายของนางนั้นแข็งแกร่งกว่ามากและแน่นอนว่าการรักษาตัวเองของนาง ก็เหนือกว่าพวกเ้าอยู่มากโข อาจจะราว ๆ 10 เท่าได้ เมื่อเทียบกันกับพวกเ้า”
“มากขนาดนั้นเลยรึ เช่นนั้นเ้าหมายความว่ามีความเป็ไปได้ที่นางจะฟื้นมาพร้อม ๆกับการที่ร่างกายรักษาตัวเองจนหายดีแล้ว ??” เซียนอินแม้เคยได้ยินเื่ของมนุษย์สายเือสูรมาบ้าง แต่สิ่งที่นางได้ยินมา มนุษย์ในปัจจุบันแม้ตอนนี้สายเืจะต่างกันตามแต่สิ่งที่ได้ตกทอดมาสมัยบรรพบุรุษ ก็มีความสามารถกายภาพไม่ต่างกันมาก เมื่อได้ยินเทียนคงบอกนางว่า สตรีคนนี้สามารถรักษา และฟื้นฟูตัวเองได้มากกว่ามนุษย์สายเืปีก์ถึง 10 เท่า นางก็อดที่จะใไม่ได้
“ใช่ เ้าเข้าใจถูกต้อง หากข้าคาดเดาไม่ผิดจากนี้อีกไม่เกินหนึ่งเดือนนางจะสามารถหายดีได้ และเหลือทิ้งไว้เพียงแผลเป็เท่านั้น”
“เ้าว่าอย่างไราแขนาดนี้จะหายได้ภายในหนึ่งเดือน มันเป็ไปได้เหรอ ?” เซียนอินอ้าปากค้าง นางคาดเดาไว้ในตอนแรกที่เห็นสภาพของสตรีลึกลับ ก็เดาไว้ว่าต่อให้เทียนคงรักษาาแที่ทำให้ถึงชีวิตได้แล้ว แต่นางก็ต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกกว่า 10 เดือน หรืออาจจะ 1 ปี และเมื่อเทียนคงบอกว่านางมีความสามารถในการรักษาตัวเองมากกว่าตัวเองถึง 10 เท่า ก็คิดว่าอย่างน้อยก็คงต้อง 3 - 4 เดือนล่ะ แต่นี่บอกว่าไม่ถึงเดือน โม้ไปหรือเปล่านี่ ต่อให้มี 3 อัญมณีนพเก้าแห่งการรักษาช่วย ก็ไม่เร็วเท่านี้ แต่ก็นั่นแหละนี่เป็ข้อมูลที่เป็ของมนุษย์สายเืปปีก์
“ใช่ เป็ไปได้และที่ยิ่งไปกว่านั้นที่ทำให้ข้าต้องเป็กังวล คือระหว่างที่ร่างกายของนางรักษาตัวเองนั้น มันไม่ได้แค่รักษาอย่างเดียวแต่มันพัฒนาตัวเองไปด้วย นั่นหมายความว่า เมื่อนางหายดีแล้วพลังของนางจะเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนหน้าแน่นอน” เทียนคงอธิบายถึงสิ่งที่เขาเป็กังวลให้เซียนอินได้เข้าใจ
“นี่ ... นี่มัน น่าเหลือเชื่อมากเพราะข้อมูลที่พวกเรามีเกี่ยวกับมนุษย์สายเือสูรก็มีไม่มากนักข้อมูลพวกนี้เป็สิ่งที่ข้าเคยได้ยินเป็ครั้งแรกเลยว่าแต่ว่าพลังก่อนหน้าของนางอยู่ที่ระดับเท่าใดกัน” สิ่งที่ชวนทำให้ใมาอย่างต่อเนื่อง แค่รักษาตัวเองได้อย่างรวดเร็วก็น่าทึ่งพอแล้ว นี่ถึงกับพัฒนาไปด้วยได้ จะน่าเหลือเชื่อไปไหม
“ระดับสูงขั้นสูง” เทียนคงเอ่ยเสียงเรียบ
“ !!! ห๊ะ ระดับสูงขั้นสูงแล้วเ้าเอาชนะนางมาและทำให้นางาเ็ขนาดนี้ได้ยังไง”
“นั่น เอ่อออ ข้าเองก็ยังไม่มั่นใจบางทีอาจจะเกิดข้อผิดพลาดบางประการ ทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็เช่นนี้” แท้จริงแล้ว เทียนคง รู้อยู่แก่ใจว่าเขาเอาชนะนางมาได้อย่างไรแต่ด้วยคำที่หลุดออกมาจากสตรีลึกลับนางนี้ตอนที่ปะทะกันว่าเขาสามารถใช้วิชาของเผ่าพันธุ์ั์ได้อย่างไร จึงทำให้เื่ต่าง ๆเริ่มซับซ้อนมากขึ้น เขาจึงตัดสินใจเบี่ยงเบนประเด็นในเื่นี้ต่อเซียนอินไปก่อนเพื่อไม่ให้เกิดคำถามที่มากไปกว่านี้ เพราะเขาก็ไม่ทราบว่าจะตอบอย่างไร สู้เลี่ยงไปเลยจะดีกว่า
“เป็เช่นนั้นเองแล้วระดับพลังของนางจะพัฒนาไปได้ขนาดไหนกัน หากเป็อย่างที่เ้าว่า”
“ส่วนนี้ข้าเองก็ไม่อาจทราบได้อาจจะมากขึ้นเป็เท่าตัว หรือเพียงเล็กน้อย ข้าไม่อาจวัดได้รู้แต่เพียงว่าพลังจะต้องเพิ่มขึ้นแน่ ๆ ซึ่งหากพลังของนางมากขึ้นกว่าเดิมมากนั่นจะทำให้เกิดปัญหาอย่างแน่นอน เพราะตอนที่ข้าเอาชนะนางได้นั้นก็อย่างที่ข้าบอกไปเมื่อครู่ ว่ามันมีเหตุบังเอิญบางอย่างทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็เช่นนี้ดังนั้นข้าจึงกำลังคิดอยู่ว่า จะทำอย่างไรกับนางดีในตอนนี้”
“ข้าเข้าใจความกังวลของเ้าแล้ว และข้าคิดว่าตอนนี้ข้ากังวลกว่าเ้าอีก แล้วเ้าคิดไว้อย่างไรบ้างเล่า ว่าจะทำอย่างไร” เซียนอิน ตอนนี้รู้ว่ายืนได้ไม่มั่นคง จึงนั่งกุมขมับตัวเองแล้วกำลังนวดไปมา
“ที่ข้าคิดไว้ตอนนี้มีอยู่ 2 ทางเลือก หนึ่งคือนำนางกลับไปยังจุดที่นางพบข้าหลังเนินเขานั่น และสองคือให้นางอยู่ที่นี่ก่อนแต่เปลี่ยนที่พักไว้ในจุดอื่นที่มีความแข็งแรงมากกว่านี้เพื่อรองรับการปะทะหากเกิดว่านางอาละวาดขึ้นมาจริง ๆและรอให้นางฟื้นขึ้นมาเพื่อเจรจา และสอบถามข้อมูล เ้าคิดว่าอย่างไร”
“หากถามความเห็นข้าข้าย่อมไม่้าให้มีบุคคลภายนอกที่ข้าไม่รู้ที่มาที่ไปมาอยู่ในเขตการดูแลของข้า และข้าย่อม้าให้เ้าเลือกตัวเลือกที่หนึ่งแต่อย่างไรก็ตาม ข้าก็ยังเชื่อมั่นในการตัดสินใจของเ้าและจะสนับสนุนเ้าอย่างเต็มที่ในหนทางที่เ้าเลือก”
“ข้าดีใจนะที่เ้ากล่าวเช่นนี้”
“เหอะเพราะเ้าเคยช่วยชีวิตข้าหรอกนะ”
“ฮ่าๆๆ เื่นั้นเ้าอย่าได้เอามาเป็สิ่งติดค้างเลยเพราะสาเหตุส่วนหนึ่งมันก็มาจากข้าเช่นกัน อย่างไรก็แล้วแต่ข้าก็ต้องขอบคุณเ้าที่สนับสนุนข้าซึ่งข้าจะพยายามไม่ทำให้เ้าหรือชาวเมืองเ้าต้องเดือดร้อน”
“ชิมันก็ต้องเป็เช่นนั้นอยู่แล้ว ลองเ้าทำให้เมืองข้าต้องเดือดร้อนดูสิ”
การสนทนาของเทียนคงและเซียนอินดำเนินต่อไปอีกสักระยะก่อนที่เซียนอินขอตัวกลับไปยังเมืองประกายเงินเพื่อสะสางงานการเมืองต่อ เพราะเดิมที วันนี้ไม่ได้เป็วันที่นางต้องมาหาเทียนคงแต่นางได้แอบมาชั่วคราวเพื่อมาดูแอนดรอยด์เพียงเท่านั้น แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะได้รับรู้เื่ชวนตะลึง และก่อนที่เซียนอินกลับ เทียนคงตัดสินใจที่จะเลือกตัวเลือกที่สอง เพราะเขา้าสืบข้อมูลเท่าที่จะสามารถทำได้จากสตรีนางนี้ และตัวเขาเอง แม้รู้ว่าเสี่ยงแต่เขาเองก็ยังคงมีความมั่นใจอยู่ว่าจะรับมือกับนางได้
ย้อนกลับไปเล็กน้อย ณ เวลาเดียวกันกับเวลาที่เทียนคงพาสตรีลึกลับกลับมายังฐานได้สักครู่หนึ่ง
หลังเนินเขา ตำแหน่งที่เทียนคงและสตรีลึกลับปะทะกัน
“ท่านพี่ จุดนี้เป็จุดที่สัญญานของวิคทอเรียหายไป” บุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ร่างกายเต็มไปด้วยขนสวมใส่ชุดเกราะเบาที่ดูเหมือนกับสตรีลึกลับที่พบเทียนคงก่อนหน้าอย่างไม่ผิดเพี้ยนกล่าวต่อบุรุษอีกคนหนึ่งที่ตามมาสบทบกับเขาไม่นานนัก
“เช่นนั้นรึแล้วเ้าพบวิคทอเรียหรือไม่” บุรุษอีกคนหนึ่งเอ่ยถามหาสตรีนางหนึ่ง
“ข้าสำรวจดูทุกซอกทุกมุมแล้วท่านพี่แต่ก็ไม่พบร่องรอยใด ๆเลย”
“บ้าจริงเกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่ ...”
“ข้าว่าเรากลับไปรายงานท่านเ้ากันก่อนดีกว่าท่านพี่เพราะดูจากสภาพพื้นที่แล้ว ต้องเกิดเื่ร้ายแรงขึ้นแน่ ๆ”
“ได้ข้าเห็นด้วย ... !! หืออ นั่นมันอะไร” บุรุษลึกลับผู้เป็พี่สังเกตเห็นเศษผ้าชิ้นเล็ก ๆสีเงินชิ้นหนึ่ง ขนาดเพียงข้อนิ้วก้อย ห่างจากใจกลางหลุมไม่ไกลมากนัก
“อะไรหรือท่านพี่”
“เศษผ้า !!” ชายผู้พี่กล่าว และดูเหมือนจะเริ่มมีน้ำโห
“เศษผ้านี่มันทำไมหรือท่านพี่ ?” ชายผู้น้อง ชำเลืองมองเศษผ้าเล็ก ๆนี้อย่างไม่เข้าใจ
“เ้าโง่เอ้ยยย ดูไม่ออกหรือไง นี่มันไม่ใช่ผ้าที่ทำขึ้นจากพวกเราและมันเป็เบาะแสสำคัญชิ้นหนึ่งที่จะทำให้เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเ้าบอกว่าไม่พบร่องรอยใด ๆ นี่อะไร เบาะแสสำคัญมากหากข้าไม่สังเกตเห็นเราคงพลาดหลักฐานชิ้นสำคัญนี่แล้ว กลับไปเ้าโดนดีแน่”
“เอ่ออ ... ขออภัยท่านพี่”
“เหอะเ้าต้องรอบคอบให้มากกว่านี้ .... ไปได้แล้ว”
ผ่านไปประมาณสองชั่วโมงภายในหุบเขาแห่งหนึ่ง ภายในถ้ำกว้างที่มองจากภายนอกดูไม่ต่างจากหุบเขาทั่วไปแต่ภายในกลับมีมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่อารยธรรมดูเหมือนจะมีความก้าวหน้ากว่าเมืองประกายเงิน หรือนครวิหคครามเสียอีก
“เรียนท่านเ้าก่อนหน้านี้ราว 10 ชั่วโมง สัญญานชีพของหนึ่งในหน่วยลาดตระเวนชายแดนได้หายไป ข้าและเอ็ดมัวร์จึงได้ไปตรวจสอบยังจุดที่มีสัญญานครั้งสุดท้ายของนางและได้พบกับร่องรอยการต่อสู้ ข้าคาดเดาว่านางอาจพบผู้บุกรุกและอาจถูกจับตัวไปและนี่คือหลักฐานที่ข้าพบขอรับ” บุรุษผู้พี่ก่อนหน้าที่เห็นที่จุดปะทะระหว่างเทียนคงและสตรีลึกลับรายงานสิ่งที่เขาพบต่อบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนบัลลังก์หินพร้อมกับยื่นเศษผ้าที่เจอให้กับเขา
“อืมมม ข้ารู้แล้ว มีสิ่งใดจะรายงานอีกหรือไม่ หากไม่มีสิ่งใดแล้ว ก็ไปได้” ท่านเ้าคนนี้เป็ชายวัยกลางคน ท่าทางเหย่อหยิง มีความมั่นใจสูง และแน่นอนว่าออร่าพลังที่ปลดปล่อยออกมาก็ไม่ธรรมดาจริง ๆ
“อ๊ะ ... ท่านเ้า ทะ ท่านจะไม่ส่งคนไปค้นหาหรือขอรับ” ชายผู้พี่ คาดหวังว่าจะได้รับคำสั่งให้ออกตามหา ผิดคาด ท่านเ้ากลับดูเหมือนจะไม่แยแส เมื่อรับเศษผ้าไปพิจารณา ก็ดูเพียงแค่ผ่านตา ไม่แม้แต่จะเพ่งดูสักนิด จากนั้นจึงโยนเศษผ้านี้ออกไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“บังอาจ กล้าเคลือบแคลงสงสัยท่านเ้าหรือ เื่คนของเราสูญหายไป ทำไมท่านเ้าจะไม่เป็กังวลเพียงแต่มีเื่อื่นที่สำคัญกว่าที่ต้องจัดการ ดังนั้นปล่อยท่านจึงปล่อยให้เป็หน้าที่ของฝ่ายสืบสวน เ้าไม่รู้แล้วยังจะสงสัย แถมเ้ายังบุกเข้ามารายงานเพียงเื่แค่นี้ คิดว่าเื่จะจบง่าย ๆเรอะ” ชายชราคนหนึ่ง ซึ่งเป็หนึ่งในหลายสิบคนที่ยืนอยู่ภายในบริเวณถ้ำเอ่ยขึ้นมาอย่างหงุดหงิด ที่ระหว่างที่พวกเขากำลังปรึกษาหารือกันอยู่ ก็มีนักรบคนหนึ่งพรวดพราดเข้ามา ทีแรกยึงนึกเข้าใจว่าเป็เื่คอขาดบาดตาย กลับกลายเป็ว่าเพียงทหารตระเวนชายแดนหายไปคนหนึ่ง ซึ่งก็สูญหายกันเป็ประจำอยู่แล้ว เนื่องจากชายแดนเต็มไปด้วยสัตว์อสูร จึงไม่แปลกที่จะมีคนของเผ่าออกไปล่าพวกมันเพื่อเสาะหาผลึกอสูรแล้วจบลงที่ถูกสัตว์อสูรจัดการ และแม้แต่ถูกเขมือบ
“รับทราบขอรับ ขออภัยในความหุนหันพลันแล่น และโปรดลงโทษด้วย”ชายผู้พี่ก้มหน้ารับทราบความผิด และก่อนจะจากไป เขาไม่ลืมที่จะเก็บเศษผ้าชิ้นนี้กลับไปด้วย ไม่โต้แย้งอันใดอีกและจากไปด้วยความไม่เต็มใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ …