เงาเดียวใต้แสงตะวัน

    บทที่ 2 - กล้ามเนื้อ ความกลัว และกลิ่นสนิมของดาบไม้

     

    แสงเช้าอ่อน ๆ สาดผ่านรั้วไม้ของสนามฝึกหลังตึกกิลด์ เสียงนกกระจอกตัวเล็กส่งเสียงจิ๊บ ๆ ท่ามกลางอากาศที่ยังไม่ร้อนจัด พื้นลานเป็๞ดินแข็งปนทราย มีรอยเท้าซ้อนทับกันเป็๞ทางยาวเหมือนผ่านการใช้งานมาไม่ต่ำกว่าสิบปี

    กริมยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของลานไม้ในชุดเสื้อผ้าฝึกเก่า ๆ ที่ลีออนให้ — กางเกงผ้าสั้นเหนือเข่า เสื้อแขนกุดเนื้อหยาบ และผ้าคาดเอวสีหม่นที่มีกลิ่นแดดฝังลึก เขากำลังพยายามประคองดาบไม้ให้ตั้งตรงอยู่ในมือขวา แต่น้ำหนักและความยาวที่ไม่คุ้นเคยทำให้ท่าทางของเขาดูงุ่มง่าม

    มือไม้เกร็งอย่างคนไม่เคยถืออะไรที่ต้อง ‘ไว้ชีวิตตัวเอง’

    ลีออนยืนกอดอกอยู่ห่างออกไป ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแบบคนที่กำลังสนุกกับการแกล้งรุ่นน้อง

    “จำไว้กริม ดาบน่ะมันต่อสู้ด้วยหัวใจพอ ๆ กับกล้ามเนื้อ แต่ถ้านายกล้ามไม่มีเลย ก็จงพึ่งหัวใจให้มากเข้าไว้”

    เขาโยนดาบไม้เล่มที่สองให้กริม ซึ่งรับมาได้อย่างทุลักทุเล

    เสียงฝึกซ้อมเริ่มขึ้นทันทีที่ลีออนเข้าประชิดตัวโดยไม่มีคำเตือน

    “ง้างมาช้าไปหนึ่งจังหวะ!” หมับ! ดาบไม้ของลีออนฟาดเข้าที่ท้องแขนกริม

    “ปล่อยไหล่เกินไปอีกแล้ว!” ปั่ก! ด้ามไม้เคาะเข้าที่ไหล่ซ้าย

    “ขาอย่าแฉะ เดินเหมือนคนจะไปซื้อแครอท!” ผัวะ!

    เสียงไม้ฟาดผสานกับเสียงกล้ามเนื้อที่ประท้วงอย่างเจ็บลึก กริมกัดฟันแน่นจนฟันลั่น กำลังขาเริ่มสั่นคล้ายจะทรุด แต่เขายังคงพยายามรักษาท่าต่อไปอย่างดื้อดึง

    เขาไม่ได้เก่งขึ้น...แค่ยังไม่ล้ม

    “อย่าให้ต้องกลับไปมือเปล่า...ฉันต้องเปลี่ยนอะไรสักอย่างให้ได้”

    เสียงดาบฟาดอีกครั้ง — คราวนี้ฟาดเข้าซี่โครงจนเขาทรุดเข่าลงกับพื้น

    และทันใดนั้น…

    เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวเขา เสียงที่ไม่ได้ยินมานานแสนนาน เสียงของแม่ — อ่อนโยนและอบอุ่น เสียงที่พูดกับเขาตอนยังเป็๲เด็กขณะทายาแผลให้เขา

    “คนที่กลัว ไม่ใช่คนขี้ขลาดหรอกลูก คนที่กลัวแต่ยังยืนอยู่ตรงหน้า คือคนกล้าจริง ๆ”

    เขาเคยลืมมันไปแล้ว…จนวันนี้

    และก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง ความทรงจำอีกภาพก็ผุดขึ้นมา

    พ่อของเขา — ชายผู้เป็๲อดีตทหารรับจ้าง กำลังโยนดาบไม้ให้เขาตอนอายุแปดขวบ และสั่งว่า

    “จับให้มั่น ฟาดให้ตรง ถ้าตีพลาด…ก็อย่าบ่น”

    วันนั้นเขาล้มหลายครั้ง และครั้งสุดท้าย…มือพ่อผลักเขาล้มอย่างจงใจ ก่อนจะหันหลังให้และจากไปพร้อมเสียงทะเลาะกับแม่

    แม่ที่เป็๞นักรักษา เคยใช้เวทฟื้นฟูรักษาชาวบ้านมากกว่าสนใจตัวเอง จนวันหนึ่งก็ล้มป่วยลง — และกริมต้องทำงานทุกอย่างเพื่อหาค่ายาให้เธอ

    เขาหลับตาลงแน่นอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นโดยไม่พูดอะไร

    ลีออนหยุดพักชั่วครู่ ยกขวดน้ำขึ้นดื่มแล้วโยนให้อีกขวดหนึ่งให้กริม

    “พักสักหน่อย เดี๋ยวนายจะล้มทั้งยืน”

    กริมนั่งลงบนขอนไม้ตรงขอบลาน ฝุ่นติดกางเกงไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ กล้ามเนื้อสั่นระริกเพราะแรงเกร็ง มือข้างหนึ่งยังคงกำดาบไม้ไว้แน่นเหมือนกลัวจะหายไป

    เขากลืนน้ำลงคอแล้วหลับตาลงพัก เหงื่อไหลลงมาตามกรอบหน้า แต่มุมปากกลับยกขึ้นน้อย ๆ

    “อย่างน้อยก็รู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่...”

    เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังใกล้เข้ามา ทำให้เขาลืมตาขึ้น

    หญิงสาวคนหนึ่งในชุดเกราะหนังเบาสีเทาอมฟ้ามีฮู้ดคลุมผมสีบลอนด์เงิน เดินมาพร้อมดาบยาวสะพายหลัง ดวงตาคมของเธอมองทะลุผ่านกริมไปราวกับไม่สนใจ แต่ก็ไม่ถึงกับเ๶็๞๰า

    เธอไม่ได้พูดอะไร แค่นั่งลงตรงขอนไม้ฝั่งตรงข้าม เปิดขวดน้ำของตัวเองแล้วจิบเงียบ ๆ

    “นั่นรุ่นใหม่เหรอ?” เธอถามลีออนที่เดินเข้ามาพร้อมยิ้มมุมปาก

    “ใช่ กำลังปั้นอยู่ ถ้าไม่ตายซะก่อนน่าจะพอใช้ได้”

    หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ ดวงตาของเธอไม่ได้เย้ยหยัน แต่ก็ไม่ใช่ความเห็นใจ

    “เขาดูไม่เหมือนคนที่จะรอดถึงเดือนหน้า...แต่นายก็ชอบเก็บพวกหลุดโลกมาเสมอนี่นะ”

    ลีออนหัวเราะ แล้วพยักหน้าอย่างภูมิใจเหมือนรับคำชม

    “ชื่อเธอล่ะ?”

    หญิงสาวหรี่ตา “ไอลีน...แต่ไม่ต้องจำก็ได้ ถ้านายจะตายก่อนจะได้ทักชื่อฉัน”

    กริมเงียบ แต่ในใจแอบหัวเราะ…นิดเดียว

    บ่ายวันเดียวกันนั้น ลีออนเรียกกริมให้มายืนกลางลานอีกครั้ง เขาใช้ดาบไม้แตะพื้นเบา ๆ แล้วเดินวนรอบตัวกริมเหมือนนักล่า

    “ลองสวนกลับมาสักทีซิ ไม่ใช่แค่รับอย่างเดียว”

    “เอ่อ…ครับ” กริมพยายามยกดาบขึ้นอย่างไม่มั่นคง

    ลีออนพุ่งเข้ามาโดยไม่ให้เวลาตั้งตัว ดาบไม้เฉียดหูเขาไปอย่างฉิวเฉียด เสียงลมหวีดดังข้างแก้ม

    กริมเหวี่ยงดาบสวนอย่างลนลาน แต่อากาศว่างเปล่าคือสิ่งเดียวที่เขาฟันโดน

    “เร็วขึ้นอีก!” ลีออน๻ะโ๠๲ “ฟังเสียงเท้าฉัน — อย่าดูแค่ดาบ!”

    เขาเริ่มโจมตีต่อเนื่อง ดาบไม้ของเขาฟาดลงบนแขน ขา และสีข้างของกริมเป็๞ระยะ ทุกจุดคือช่องโหว่ที่เขาเปิดไว้โดยไม่รู้ตัว

    เสียงไม้กระทบเนื้อดังต่อเนื่องจนผิวกริมเริ่มแดงช้ำ แต่อะไรบางอย่างในตัวเขาก็เริ่มขยับ

    จังหวะหนึ่ง เขามองเห็นฝ่าเท้าของลีออนก้าวเข้ามาเร็วกว่าทุกครั้ง

    กริมเบี่ยงตัวหลบโดยสัญชาตญาณ ดาบไม้ของเขาปัดเฉียดดาบของลีออนออกไปเพียงเล็กน้อย เสียง ‘ฉึบ!’ ดังขึ้นข้างหู

    เงียบ

    ลีออนผงะเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ

    “เออ อย่างนั้นแหละ! เริ่มรู้สึกแล้วใช่ไหมว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ”

    กริมยิ้ม แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความแปลกใจ

    “ฉัน…ป้องกันได้เหรอ?”

    เขาไม่ได้มั่นใจขึ้นอย่างปุบปับ แต่เขาเริ่มเข้าใจว่า ความกลัว…ไม่ใช่สิ่งที่ต้องหนี

    มันคือสิ่งที่ต้อง “ผ่าน”

    ไม่ใช่เพราะเขาพร้อมแล้ว แต่เพราะไม่มีที่ให้ถอยอีกต่อไป

    เมื่อการฝึกดึงเข้าสู่๰่๭๫สุดท้าย ลีออนกลับไม่ลดจังหวะลงแม้แต่น้อย กลับกัน เขากลับยกไม้ขึ้นฟาดใส่กริมอย่างเต็มแรงหลายครั้ง ดาบไม้ในมือสั่นสะท้าน กล้ามเนื้อแขนชาเหมือนขาดการควบคุม

    สุดท้าย เขาทรุดลงกับพื้น มือหลุดจากดาบ

    “จบแล้วหรือยัง?” ลีออนถามเสียงเรียบ ขณะยืนอยู่เหนือร่างของกริม

    กริมไม่ตอบ เขาแค่มองดาบที่หลุดจากมือไปแล้ว…แล้วตะเกียกตะกายจะคว้ามันกลับมา

    มือข้างหนึ่งจับด้ามไม้ไว้ได้อีกครั้ง แม้มือจะสั่นจนแทบถือไม่ไหว

    เขาไม่ลุกได้ในทันที แต่เขา ‘ไม่ยอมแพ้’

    ลีออนเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจ ก่อนจะหันไปมองไอลีนซึ่งยืนพิงรั้วดูอยู่ห่าง ๆ

    “เธอเห็นไหม?”

    “อืม” เธอพยักหน้าเบา ๆ “คนประเภทนี้แหละ...น่ากลัวที่สุด”

    ลีออนเดินกลับเข้ามานั่งใกล้กริม พลางพูดเสียงเบา — แต่จริงจังราวกับคมมีด

    “ฉันเคยเป็๞แบบนายมาก่อน...ยอมอดข้าว ส่งเงินกลับบ้าน จนวันหนึ่ง...ฉันเหลืออยู่คนเดียว”

    “นายยังมีโอกาสเลือกอยู่ กริม...ฉันหวังว่านายจะไม่เดินไปถึงจุดที่ฉันเคยอยู่”

    แล้วเขาก็ลุกขึ้น ชี้ปลายดาบลงตรงหน้า

    “แต่ถ้าเลือกจะเดินต่อ…จงยืนขึ้น”

    กริมกัดฟัน หอบหายใจแรง ขาอ่อนแรงจนเกือบยกไม่ขึ้น แต่เขายืนขึ้นจนได้

    “ฉันจะยืนอยู่ตรงนี้…ตราบเท่าที่ยังมีแรงขยับอยู่”

    คืนนั้น เมื่อทุกอย่างเงียบลงจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจของตัวเอง กริมนั่งอยู่ในห้องพักเล็ก ๆ ลำพังใต้แสงตะเกียง

    เขาถอดผ้าคาดเอวออก มือทั้งสองบวมแดงจนแทบกำอะไรไม่ได้ เขาค่อย ๆ คลายผ้าแล้วใช้มันพันรอบมืออย่างเบามือ

    ดวงตาเขาเหลือบมองผ่านหน้าต่างขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มีดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวลอยอยู่ตรงกลาง

    “อีกไกลไหมนะ...จนกว่าจะถึงวันที่เราจะได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง”

    เขาหลับตาลง ภาพบ้านเก่า ภาพยายที่นั่งเย็บผ้าใต้ร่มไม้ ภาพน้องชายที่ขี่ไม้กวาดวิ่งเล่นรอบลานบ้าน — ทั้งหมดซ้อนทับกับความเจ็บในร่างกายที่เขาเผชิญมาทั้งวัน

    “ขอให้ผมยังมีชีวิตอยู่พอ...ที่จะทำให้ฝันนั้นเป็๲จริง”

    หยดน้ำอุ่น ๆ ไหลจากหางตาโดยไม่รู้ตัว เขารีบเช็ดออกเร็ว ๆ ก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

    “แค่เหงื่อไหลเข้าตาก็เท่านั้น...”

    แต่แม้จะปิดบังได้ยังไง ดาบไม้ที่พิงข้างเตียงก็ยังอยู่ตรงนั้น มันไม่ได้เปล่งแสง...แต่ยังยืนหยัดอยู่

    เหมือนกับเขา — ที่ยังไม่ยอมล้ม

    เขาเอนตัวลงนอนอย่างช้า ๆ บนเตียงที่แข็งและส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ขยับ ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ปวดระบมจนแม้แต่จะพลิกตัวก็ต้องคิดให้รอบคอบ

    มือข้างหนึ่งยังคงกอดกระเป๋าใบเล็กไว้แน่น — ในนั้นมีจดหมายที่เขาเขียนถึงยาย และเหรียญเล็ก ๆ ที่น้องสาวเคยให้ไว้ตอนเขาจากบ้านออกมา

    เขามองขึ้นเพดานไม้เก่า ก่อนจะหลับตาช้า ๆ

    “ขอให้พรุ่งนี้...อย่ามีใครมาทวงหนี้ยายเลยนะ” “ขอให้น้องยังได้ไปโรงเรียนตามปกติ” “ขอให้ผม...ยังมีแรงพอจะฝืนลุกขึ้นมาอีกวัน”

    ลมหายใจเริ่มแ๵่๭ลงอย่างช้า ๆ

    แสงจันทร์จากนอกหน้าต่างสาดลอดเข้ามาตรงพอดีกับปลายดาบไม้ข้างเตียง มันเก่า ขรุขระ และแตกปลายเล็กน้อย

    แต่ปลายดาบนั้น...ยังคง ‘ชี้ไปข้างหน้า’

    ร่างของกริมยังไม่หยุดสั่น แม้จะยืนได้เต็มตัวแล้ว แต่เหงื่อไหลอาบหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม ขาทั้งสองข้างเหมือนแทบไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป

    ลีออนขยับเข้ามาใกล้ มองสบตาเขาแล้วพยักหน้าช้า ๆ

    เขาไม่ได้พูดอะไรในทันที แต่สายตาที่มองกริมเต็มไปด้วยภาพบางอย่าง…ภาพจากอดีต

    เขานึกถึงน้องชายของเขา — เด็กหนุ่มที่เคยเดินตามเขาเข้าสู่สนามรบ ด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกับกริมในตอนนี้

    แต่น้องคนนั้น…ไม่เคยได้กลับออกมา

    “กลับไปพักซะ พรุ่งนี้เราจะเริ่มจากศูนย์อีกครั้ง — แต่จะไม่ใช่ศูนย์เดิมของวันนี้”

    กริมพยักหน้าแทบไม่ไหว เขาหอบหายใจแรงก่อนจะเดินโซซัดโซเซไปยังเรือนพักชั่วคราวที่อยู่ไม่ไกลจากลานฝึก

    คืนนั้น เขานั่งอยู่ใต้แสงตะเกียงที่วางบนโต๊ะไม้แคบ ๆ ข้างเตียงเก่า ๆ ในห้องพักนักผจญภัยชั้นล่างสุดของกิลด์

    กระดาษบางแผ่นหนึ่งกับปากกาหัวบานอยู่ตรงหน้า

    เขาเริ่มลงมือเขียน…ด้วยมือที่ยังสั่นอยู่

    “ยายครับ วันนี้ผมยังไม่ตาย”

    “แค่รู้สึกว่ากล้ามเนื้อทั้งตัวมันไม่ใช่ของผมอีกแล้ว”

    “แต่ผมเจอคนแปลก ๆ นะ…หัวหน้าปาร์ตี้ชื่อลีออน เขายิ้มแปลก ๆ แต่ไม่โกหก”

    “ผมจะส่งเงินกลับบ้านให้ได้ทุกเดือนนะ แม้จะต้องกินแค่มื้อเดียวก็ตาม”

    “น้องชายและน้องสาวยังอยากเรียนไหม? ถ้าอยาก พี่จะหาทางให้ได้ทันก่อนปลายปี”

    เขาเขียนช้า ๆ แต่ไม่หยุด ระหว่างเขียน ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามา

    “ถ้าเขาเขียนความจริงไปหมด ยายอาจจะร้องไห้...แต่ถ้าเขาโกหก เขาจะรู้สึกผิดไปทั้งชีวิต”

    เขาจึงเขียนอย่างระมัดระวัง เลือกคำที่ไม่ทำให้คนอ่านสบายใจเกินจริง แต่ก็ไม่ทำให้พวกเขากังวลจนหลับไม่ลง

    เขานึกถึงตอนเด็ก ยายนั่งทายาให้พลางพูดเบา ๆ ว่า

    “ถ้าหนูจะร้องไห้…ก็ร้องให้สุด แล้วลุกให้เร็ว”

    เขาวางปากกาลง แล้วพับจดหมายอย่างระมัดระวัง

    ขณะเดียวกัน ที่มุมรั้วหลังสนามฝึก ไอลีนยังคงยืนพิงอยู่แม้ทุกคนจะแยกย้ายไปแล้ว

    สายตาเธอยังคงมองไปทางที่กริมเดินจากไป ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ

    “ไม่มีพลังเวท ไม่มีทักษะ ไม่มีแม้แต่ท่าทางของนักสู้…”

    เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ เหมือนรำพึง

    เงาของกริมกลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง — เขาเดินกลับมาพร้อมขวดน้ำในมืออีกขวด เห็นเธอยังไม่ไป จึงลังเลเล็กน้อย

    “...เอาน้ำไหมครับ?” กริมถามเบา ๆ

    ไอลีนเลิกคิ้ว “คิดว่าฉันจะดีใจเพราะขวดน้ำนี่เหรอ?”

    กริมยิ้มบาง “งั้น…ถือว่าเป็๲คำทักทายก็ได้ครับ ผมชื่อกริม”

    หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะรับขวดน้ำอย่างขอไปที

    “ไอลีน” เธอตอบสั้น ๆ แล้วเปิดขวดดื่มอย่างไม่รีบร้อน

    ความเงียบระหว่างทั้งสองเกิดขึ้นชั่วครู่ ก่อนที่กริมจะเอ่ยอีกครั้ง

    “คุณ...ฝึกที่นี่บ่อยเหรอครับ?”

    “ไม่ค่อย” ไอลีนตอบเสียงเรียบ “แต่ฉันชอบดูพวกหน้าใหม่ว่าจะรอดถึงเดือนหน้ารึเปล่า”

    “ผมก็คงอยู่ในกลุ่มนั้นสินะ” กริมพูดกลั้วหัวเราะ

    “นายดู...ดื้อด้าน” ไอลีนพูดขณะมองออกไปที่สนามว่างเปล่า “เหมือนพวกที่แพ้๻ั้๫แ๻่ยังไม่เริ่ม แต่ไม่ยอมรับว่าตัวเองแพ้”

    กริมไม่ตอบในทันที ก่อนจะพูดช้า ๆ

    “บางครั้งผมก็รู้สึกว่าถ้ายอมแพ้ตอนนี้ มันจะไม่มีอะไรเหลือให้กลับไปหาอีกเลย”

    ไอลีนหันมามองเขาแวบหนึ่ง แววตาแข็งกร้าวอ่อนลงนิดหน่อย

    “นั่นแหละ...ถึงน่าสนใจ” เธอกระซิบเบา ๆ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับเขา

    จากนั้นทั้งสองก็นั่งเงียบอยู่อีกพักหนึ่ง ไม่มีคำพูดใด ๆ เพิ่มเติม แต่บางอย่างในความเงียบนั้น…กำลังก่อตัว