แสงเช้าอ่อน ๆ สาดผ่านรั้วไม้ของสนามฝึกหลังตึกกิลด์ เสียงนกกระจอกตัวเล็กส่งเสียงจิ๊บ ๆ ท่ามกลางอากาศที่ยังไม่ร้อนจัด พื้นลานเป็ดินแข็งปนทราย มีรอยเท้าซ้อนทับกันเป็ทางยาวเหมือนผ่านการใช้งานมาไม่ต่ำกว่าสิบปี
กริมยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของลานไม้ในชุดเสื้อผ้าฝึกเก่า ๆ ที่ลีออนให้ — กางเกงผ้าสั้นเหนือเข่า เสื้อแขนกุดเนื้อหยาบ และผ้าคาดเอวสีหม่นที่มีกลิ่นแดดฝังลึก เขากำลังพยายามประคองดาบไม้ให้ตั้งตรงอยู่ในมือขวา แต่น้ำหนักและความยาวที่ไม่คุ้นเคยทำให้ท่าทางของเขาดูงุ่มง่าม
มือไม้เกร็งอย่างคนไม่เคยถืออะไรที่ต้อง ‘ไว้ชีวิตตัวเอง’
ลีออนยืนกอดอกอยู่ห่างออกไป ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแบบคนที่กำลังสนุกกับการแกล้งรุ่นน้อง
“จำไว้กริม ดาบน่ะมันต่อสู้ด้วยหัวใจพอ ๆ กับกล้ามเนื้อ แต่ถ้านายกล้ามไม่มีเลย ก็จงพึ่งหัวใจให้มากเข้าไว้”
เขาโยนดาบไม้เล่มที่สองให้กริม ซึ่งรับมาได้อย่างทุลักทุเล
เสียงฝึกซ้อมเริ่มขึ้นทันทีที่ลีออนเข้าประชิดตัวโดยไม่มีคำเตือน
“ง้างมาช้าไปหนึ่งจังหวะ!” หมับ! ดาบไม้ของลีออนฟาดเข้าที่ท้องแขนกริม
“ปล่อยไหล่เกินไปอีกแล้ว!” ปั่ก! ด้ามไม้เคาะเข้าที่ไหล่ซ้าย
“ขาอย่าแฉะ เดินเหมือนคนจะไปซื้อแครอท!” ผัวะ!
เสียงไม้ฟาดผสานกับเสียงกล้ามเนื้อที่ประท้วงอย่างเจ็บลึก กริมกัดฟันแน่นจนฟันลั่น กำลังขาเริ่มสั่นคล้ายจะทรุด แต่เขายังคงพยายามรักษาท่าต่อไปอย่างดื้อดึง
เขาไม่ได้เก่งขึ้น...แค่ยังไม่ล้ม
“อย่าให้ต้องกลับไปมือเปล่า...ฉันต้องเปลี่ยนอะไรสักอย่างให้ได้”
เสียงดาบฟาดอีกครั้ง — คราวนี้ฟาดเข้าซี่โครงจนเขาทรุดเข่าลงกับพื้น
และทันใดนั้น…
เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวเขา เสียงที่ไม่ได้ยินมานานแสนนาน เสียงของแม่ — อ่อนโยนและอบอุ่น เสียงที่พูดกับเขาตอนยังเป็เด็กขณะทายาแผลให้เขา
“คนที่กลัว ไม่ใช่คนขี้ขลาดหรอกลูก คนที่กลัวแต่ยังยืนอยู่ตรงหน้า คือคนกล้าจริง ๆ”
เขาเคยลืมมันไปแล้ว…จนวันนี้
และก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง ความทรงจำอีกภาพก็ผุดขึ้นมา
พ่อของเขา — ชายผู้เป็อดีตทหารรับจ้าง กำลังโยนดาบไม้ให้เขาตอนอายุแปดขวบ และสั่งว่า
“จับให้มั่น ฟาดให้ตรง ถ้าตีพลาด…ก็อย่าบ่น”
วันนั้นเขาล้มหลายครั้ง และครั้งสุดท้าย…มือพ่อผลักเขาล้มอย่างจงใจ ก่อนจะหันหลังให้และจากไปพร้อมเสียงทะเลาะกับแม่
แม่ที่เป็นักรักษา เคยใช้เวทฟื้นฟูรักษาชาวบ้านมากกว่าสนใจตัวเอง จนวันหนึ่งก็ล้มป่วยลง — และกริมต้องทำงานทุกอย่างเพื่อหาค่ายาให้เธอ
เขาหลับตาลงแน่นอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นโดยไม่พูดอะไร
ลีออนหยุดพักชั่วครู่ ยกขวดน้ำขึ้นดื่มแล้วโยนให้อีกขวดหนึ่งให้กริม
“พักสักหน่อย เดี๋ยวนายจะล้มทั้งยืน”
กริมนั่งลงบนขอนไม้ตรงขอบลาน ฝุ่นติดกางเกงไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ กล้ามเนื้อสั่นระริกเพราะแรงเกร็ง มือข้างหนึ่งยังคงกำดาบไม้ไว้แน่นเหมือนกลัวจะหายไป
เขากลืนน้ำลงคอแล้วหลับตาลงพัก เหงื่อไหลลงมาตามกรอบหน้า แต่มุมปากกลับยกขึ้นน้อย ๆ
“อย่างน้อยก็รู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่...”
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังใกล้เข้ามา ทำให้เขาลืมตาขึ้น
หญิงสาวคนหนึ่งในชุดเกราะหนังเบาสีเทาอมฟ้ามีฮู้ดคลุมผมสีบลอนด์เงิน เดินมาพร้อมดาบยาวสะพายหลัง ดวงตาคมของเธอมองทะลุผ่านกริมไปราวกับไม่สนใจ แต่ก็ไม่ถึงกับเ็า
เธอไม่ได้พูดอะไร แค่นั่งลงตรงขอนไม้ฝั่งตรงข้าม เปิดขวดน้ำของตัวเองแล้วจิบเงียบ ๆ
“นั่นรุ่นใหม่เหรอ?” เธอถามลีออนที่เดินเข้ามาพร้อมยิ้มมุมปาก
“ใช่ กำลังปั้นอยู่ ถ้าไม่ตายซะก่อนน่าจะพอใช้ได้”
หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ ดวงตาของเธอไม่ได้เย้ยหยัน แต่ก็ไม่ใช่ความเห็นใจ
“เขาดูไม่เหมือนคนที่จะรอดถึงเดือนหน้า...แต่นายก็ชอบเก็บพวกหลุดโลกมาเสมอนี่นะ”
ลีออนหัวเราะ แล้วพยักหน้าอย่างภูมิใจเหมือนรับคำชม
“ชื่อเธอล่ะ?”
หญิงสาวหรี่ตา “ไอลีน...แต่ไม่ต้องจำก็ได้ ถ้านายจะตายก่อนจะได้ทักชื่อฉัน”
กริมเงียบ แต่ในใจแอบหัวเราะ…นิดเดียว
บ่ายวันเดียวกันนั้น ลีออนเรียกกริมให้มายืนกลางลานอีกครั้ง เขาใช้ดาบไม้แตะพื้นเบา ๆ แล้วเดินวนรอบตัวกริมเหมือนนักล่า
“ลองสวนกลับมาสักทีซิ ไม่ใช่แค่รับอย่างเดียว”
“เอ่อ…ครับ” กริมพยายามยกดาบขึ้นอย่างไม่มั่นคง
ลีออนพุ่งเข้ามาโดยไม่ให้เวลาตั้งตัว ดาบไม้เฉียดหูเขาไปอย่างฉิวเฉียด เสียงลมหวีดดังข้างแก้ม
กริมเหวี่ยงดาบสวนอย่างลนลาน แต่อากาศว่างเปล่าคือสิ่งเดียวที่เขาฟันโดน
“เร็วขึ้นอีก!” ลีออนะโ “ฟังเสียงเท้าฉัน — อย่าดูแค่ดาบ!”
เขาเริ่มโจมตีต่อเนื่อง ดาบไม้ของเขาฟาดลงบนแขน ขา และสีข้างของกริมเป็ระยะ ทุกจุดคือช่องโหว่ที่เขาเปิดไว้โดยไม่รู้ตัว
เสียงไม้กระทบเนื้อดังต่อเนื่องจนผิวกริมเริ่มแดงช้ำ แต่อะไรบางอย่างในตัวเขาก็เริ่มขยับ
จังหวะหนึ่ง เขามองเห็นฝ่าเท้าของลีออนก้าวเข้ามาเร็วกว่าทุกครั้ง
กริมเบี่ยงตัวหลบโดยสัญชาตญาณ ดาบไม้ของเขาปัดเฉียดดาบของลีออนออกไปเพียงเล็กน้อย เสียง ‘ฉึบ!’ ดังขึ้นข้างหู
เงียบ
ลีออนผงะเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“เออ อย่างนั้นแหละ! เริ่มรู้สึกแล้วใช่ไหมว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ”
กริมยิ้ม แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความแปลกใจ
“ฉัน…ป้องกันได้เหรอ?”
เขาไม่ได้มั่นใจขึ้นอย่างปุบปับ แต่เขาเริ่มเข้าใจว่า ความกลัว…ไม่ใช่สิ่งที่ต้องหนี
มันคือสิ่งที่ต้อง “ผ่าน”
ไม่ใช่เพราะเขาพร้อมแล้ว แต่เพราะไม่มีที่ให้ถอยอีกต่อไป
เมื่อการฝึกดึงเข้าสู่่สุดท้าย ลีออนกลับไม่ลดจังหวะลงแม้แต่น้อย กลับกัน เขากลับยกไม้ขึ้นฟาดใส่กริมอย่างเต็มแรงหลายครั้ง ดาบไม้ในมือสั่นสะท้าน กล้ามเนื้อแขนชาเหมือนขาดการควบคุม
สุดท้าย เขาทรุดลงกับพื้น มือหลุดจากดาบ
“จบแล้วหรือยัง?” ลีออนถามเสียงเรียบ ขณะยืนอยู่เหนือร่างของกริม
กริมไม่ตอบ เขาแค่มองดาบที่หลุดจากมือไปแล้ว…แล้วตะเกียกตะกายจะคว้ามันกลับมา
มือข้างหนึ่งจับด้ามไม้ไว้ได้อีกครั้ง แม้มือจะสั่นจนแทบถือไม่ไหว
เขาไม่ลุกได้ในทันที แต่เขา ‘ไม่ยอมแพ้’
ลีออนเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจ ก่อนจะหันไปมองไอลีนซึ่งยืนพิงรั้วดูอยู่ห่าง ๆ
“เธอเห็นไหม?”
“อืม” เธอพยักหน้าเบา ๆ “คนประเภทนี้แหละ...น่ากลัวที่สุด”
ลีออนเดินกลับเข้ามานั่งใกล้กริม พลางพูดเสียงเบา — แต่จริงจังราวกับคมมีด
“ฉันเคยเป็แบบนายมาก่อน...ยอมอดข้าว ส่งเงินกลับบ้าน จนวันหนึ่ง...ฉันเหลืออยู่คนเดียว”
“นายยังมีโอกาสเลือกอยู่ กริม...ฉันหวังว่านายจะไม่เดินไปถึงจุดที่ฉันเคยอยู่”
แล้วเขาก็ลุกขึ้น ชี้ปลายดาบลงตรงหน้า
“แต่ถ้าเลือกจะเดินต่อ…จงยืนขึ้น”
กริมกัดฟัน หอบหายใจแรง ขาอ่อนแรงจนเกือบยกไม่ขึ้น แต่เขายืนขึ้นจนได้
“ฉันจะยืนอยู่ตรงนี้…ตราบเท่าที่ยังมีแรงขยับอยู่”
คืนนั้น เมื่อทุกอย่างเงียบลงจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจของตัวเอง กริมนั่งอยู่ในห้องพักเล็ก ๆ ลำพังใต้แสงตะเกียง
เขาถอดผ้าคาดเอวออก มือทั้งสองบวมแดงจนแทบกำอะไรไม่ได้ เขาค่อย ๆ คลายผ้าแล้วใช้มันพันรอบมืออย่างเบามือ
ดวงตาเขาเหลือบมองผ่านหน้าต่างขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มีดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวลอยอยู่ตรงกลาง
“อีกไกลไหมนะ...จนกว่าจะถึงวันที่เราจะได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง”
เขาหลับตาลง ภาพบ้านเก่า ภาพยายที่นั่งเย็บผ้าใต้ร่มไม้ ภาพน้องชายที่ขี่ไม้กวาดวิ่งเล่นรอบลานบ้าน — ทั้งหมดซ้อนทับกับความเจ็บในร่างกายที่เขาเผชิญมาทั้งวัน
“ขอให้ผมยังมีชีวิตอยู่พอ...ที่จะทำให้ฝันนั้นเป็จริง”
หยดน้ำอุ่น ๆ ไหลจากหางตาโดยไม่รู้ตัว เขารีบเช็ดออกเร็ว ๆ ก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“แค่เหงื่อไหลเข้าตาก็เท่านั้น...”
แต่แม้จะปิดบังได้ยังไง ดาบไม้ที่พิงข้างเตียงก็ยังอยู่ตรงนั้น มันไม่ได้เปล่งแสง...แต่ยังยืนหยัดอยู่
เหมือนกับเขา — ที่ยังไม่ยอมล้ม
เขาเอนตัวลงนอนอย่างช้า ๆ บนเตียงที่แข็งและส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ขยับ ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ปวดระบมจนแม้แต่จะพลิกตัวก็ต้องคิดให้รอบคอบ
มือข้างหนึ่งยังคงกอดกระเป๋าใบเล็กไว้แน่น — ในนั้นมีจดหมายที่เขาเขียนถึงยาย และเหรียญเล็ก ๆ ที่น้องสาวเคยให้ไว้ตอนเขาจากบ้านออกมา
เขามองขึ้นเพดานไม้เก่า ก่อนจะหลับตาช้า ๆ
“ขอให้พรุ่งนี้...อย่ามีใครมาทวงหนี้ยายเลยนะ” “ขอให้น้องยังได้ไปโรงเรียนตามปกติ” “ขอให้ผม...ยังมีแรงพอจะฝืนลุกขึ้นมาอีกวัน”
ลมหายใจเริ่มแ่ลงอย่างช้า ๆ
แสงจันทร์จากนอกหน้าต่างสาดลอดเข้ามาตรงพอดีกับปลายดาบไม้ข้างเตียง มันเก่า ขรุขระ และแตกปลายเล็กน้อย
แต่ปลายดาบนั้น...ยังคง ‘ชี้ไปข้างหน้า’
ร่างของกริมยังไม่หยุดสั่น แม้จะยืนได้เต็มตัวแล้ว แต่เหงื่อไหลอาบหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม ขาทั้งสองข้างเหมือนแทบไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป
ลีออนขยับเข้ามาใกล้ มองสบตาเขาแล้วพยักหน้าช้า ๆ
เขาไม่ได้พูดอะไรในทันที แต่สายตาที่มองกริมเต็มไปด้วยภาพบางอย่าง…ภาพจากอดีต
เขานึกถึงน้องชายของเขา — เด็กหนุ่มที่เคยเดินตามเขาเข้าสู่สนามรบ ด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกับกริมในตอนนี้
แต่น้องคนนั้น…ไม่เคยได้กลับออกมา
“กลับไปพักซะ พรุ่งนี้เราจะเริ่มจากศูนย์อีกครั้ง — แต่จะไม่ใช่ศูนย์เดิมของวันนี้”
กริมพยักหน้าแทบไม่ไหว เขาหอบหายใจแรงก่อนจะเดินโซซัดโซเซไปยังเรือนพักชั่วคราวที่อยู่ไม่ไกลจากลานฝึก
คืนนั้น เขานั่งอยู่ใต้แสงตะเกียงที่วางบนโต๊ะไม้แคบ ๆ ข้างเตียงเก่า ๆ ในห้องพักนักผจญภัยชั้นล่างสุดของกิลด์
กระดาษบางแผ่นหนึ่งกับปากกาหัวบานอยู่ตรงหน้า
เขาเริ่มลงมือเขียน…ด้วยมือที่ยังสั่นอยู่
“ยายครับ วันนี้ผมยังไม่ตาย”
“แค่รู้สึกว่ากล้ามเนื้อทั้งตัวมันไม่ใช่ของผมอีกแล้ว”
“แต่ผมเจอคนแปลก ๆ นะ…หัวหน้าปาร์ตี้ชื่อลีออน เขายิ้มแปลก ๆ แต่ไม่โกหก”
“ผมจะส่งเงินกลับบ้านให้ได้ทุกเดือนนะ แม้จะต้องกินแค่มื้อเดียวก็ตาม”
“น้องชายและน้องสาวยังอยากเรียนไหม? ถ้าอยาก พี่จะหาทางให้ได้ทันก่อนปลายปี”
เขาเขียนช้า ๆ แต่ไม่หยุด ระหว่างเขียน ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามา
“ถ้าเขาเขียนความจริงไปหมด ยายอาจจะร้องไห้...แต่ถ้าเขาโกหก เขาจะรู้สึกผิดไปทั้งชีวิต”
เขาจึงเขียนอย่างระมัดระวัง เลือกคำที่ไม่ทำให้คนอ่านสบายใจเกินจริง แต่ก็ไม่ทำให้พวกเขากังวลจนหลับไม่ลง
เขานึกถึงตอนเด็ก ยายนั่งทายาให้พลางพูดเบา ๆ ว่า
“ถ้าหนูจะร้องไห้…ก็ร้องให้สุด แล้วลุกให้เร็ว”
เขาวางปากกาลง แล้วพับจดหมายอย่างระมัดระวัง
ขณะเดียวกัน ที่มุมรั้วหลังสนามฝึก ไอลีนยังคงยืนพิงอยู่แม้ทุกคนจะแยกย้ายไปแล้ว
สายตาเธอยังคงมองไปทางที่กริมเดินจากไป ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“ไม่มีพลังเวท ไม่มีทักษะ ไม่มีแม้แต่ท่าทางของนักสู้…”
เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ เหมือนรำพึง
เงาของกริมกลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง — เขาเดินกลับมาพร้อมขวดน้ำในมืออีกขวด เห็นเธอยังไม่ไป จึงลังเลเล็กน้อย
“...เอาน้ำไหมครับ?” กริมถามเบา ๆ
ไอลีนเลิกคิ้ว “คิดว่าฉันจะดีใจเพราะขวดน้ำนี่เหรอ?”
กริมยิ้มบาง “งั้น…ถือว่าเป็คำทักทายก็ได้ครับ ผมชื่อกริม”
หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะรับขวดน้ำอย่างขอไปที
“ไอลีน” เธอตอบสั้น ๆ แล้วเปิดขวดดื่มอย่างไม่รีบร้อน
ความเงียบระหว่างทั้งสองเกิดขึ้นชั่วครู่ ก่อนที่กริมจะเอ่ยอีกครั้ง
“คุณ...ฝึกที่นี่บ่อยเหรอครับ?”
“ไม่ค่อย” ไอลีนตอบเสียงเรียบ “แต่ฉันชอบดูพวกหน้าใหม่ว่าจะรอดถึงเดือนหน้ารึเปล่า”
“ผมก็คงอยู่ในกลุ่มนั้นสินะ” กริมพูดกลั้วหัวเราะ
“นายดู...ดื้อด้าน” ไอลีนพูดขณะมองออกไปที่สนามว่างเปล่า “เหมือนพวกที่แพ้ั้แ่ยังไม่เริ่ม แต่ไม่ยอมรับว่าตัวเองแพ้”
กริมไม่ตอบในทันที ก่อนจะพูดช้า ๆ
“บางครั้งผมก็รู้สึกว่าถ้ายอมแพ้ตอนนี้ มันจะไม่มีอะไรเหลือให้กลับไปหาอีกเลย”
ไอลีนหันมามองเขาแวบหนึ่ง แววตาแข็งกร้าวอ่อนลงนิดหน่อย
“นั่นแหละ...ถึงน่าสนใจ” เธอกระซิบเบา ๆ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับเขา
จากนั้นทั้งสองก็นั่งเงียบอยู่อีกพักหนึ่ง ไม่มีคำพูดใด ๆ เพิ่มเติม แต่บางอย่างในความเงียบนั้น…กำลังก่อตัว