เมื่อถึงคิวของ สุทธินี ทุกสายตาล้วนต่างจับจ้องจนแทบจะหยุดหายใจ ศิษย์จากทุกตำหนักเฝ้ารอผลด้วยใจระทึก เื่ราวเกี่ยวกับพลังของนางที่ถูกเล่าขานมากมายในห้วงเวลานี้ และนี่คือครั้งแรกที่พวกเขาจะได้เห็นกับตาตนเอง
สุทธินีก้าวออกมาอย่างสงบ ยิ้มบางๆเพียงมุมปาก ก่อนจะวางมือลงบนเสาเหมันต์ “ถ้าอยากรู้… ข้าจะขอเล่นด้วยสักหน่อย” นางแอบคิดในใจ
ทันใดนั้น คลื่นปราณแผ่พุ่งออกจากร่าง นุ่มนวลแต่แฝงความน่าเกรงขาม เสาพลังที่เคยนิ่งกลับสั่นะเื เปล่งแสงวาบจนแสบตา เสียงสะท้อนก้องกังวานไปทั่วลาน ฝูงศิษย์พยายามอ่านค่าพลัง แต่สิ่งที่พบกลับทำให้หัวใจพวกเขาแทบหล่นวูบ
“พลังเกินกว่าขั้นมหาเทพระดับ 100 ไม่สามารถตรวจวัดได้!”
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มราวพายุ ศิษย์หลายคนอุทานแทบพร้อมกัน “เกินกว่าขั้นมหาเทพ… เป็ไปได้อย่างไร!”
ความเงียบงันกลับมาในชั่วพริบตา ความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า แม้แต่อาจารย์ผู้ทรงพลังของแต่ละตำหนักยังมิอาจทัดเทียม นี่คือพลังที่ทะลุขีดจำกัดที่พวกเขาเคยรู้จัก
“นาง… นางเป็ใครกันแน่…” เสียงกระซิบแ่ราวต้องมนตร์ดังขึ้นประปราย
สุทธินีเพียงยิ้มอย่างอ่อนหวาน แล้วหันกลับมาพูดเสียงเรียบ แต่ชัดเจนพอจะฝังลงในใจทุกคน “ข้าแค่ทดสอบให้พวกเ้าดูเพียงเท่านั้น อย่าได้หวาดกลัวเลย”
คำพูดเรียบง่ายทว่าหนักแน่นนั้น ทำให้เหล่าศิษย์นิ่งงัน ไม่เหลือแม้แต่คำถาม ทุกคนตระหนักในทันทีว่า เบื้องหน้าของพวกเขาไม่ใช่เพียงศิษย์หญิงธรรมดา แต่คือ บุคคลที่อาจอยู่เหนือทั้งพิภพ!
สามเดือนผ่านไป กิจกรรมต่างๆในสำนักเทพอัสนีย์ดำเนินไปอย่างสงบ จนมาถึงวันนี้ที่ศิษย์และอาจารย์ต่างเตรียมตัวสำหรับการทดสอบพลังครั้งใหญ่ที่ใกล้จะมาถึง แต่แล้วท้องฟ้ากลับพลันหม่นดำผิดปกติ เมฆหมอกทะมึนบดบังฟ้า ก่อนที่เปลวเพลิงและหมอกควันจะปะทุขึ้นกลางลานฝึก เสียงะเิกึกก้องะเืทั่วทั้งสำนัก
เมื่อควันค่อยๆ จางลง ร่างชายสามคนปรากฏขึ้น ลำตัวกำยำ ดวงตาเปล่งประกายอาฆาต พลังปราณที่พวกเขาแผ่ออกมา เพียงแค่ลมหายใจ ก็กดทับจนศิษย์หลายคนหายใจลำบาก
เทพอัคคี เ้าสำนักเทพอัสนีย์ขมวดคิ้วแน่น พลางกระซิบกับสุทธินี "คนพวกนี้มาจาก สำนักทานตะวัน เผ่าภูติจากพิภพภูติ มันเคยชิงราชบัลลังก์จากาาภูติหมอกเงิน แต่พ่ายแพ้แล้วหนีมายึดครองอาณาจักรน่านเ้า มันสร้างสำนักทานตะวันขึ้นเพื่อสร้างกองกำลังใหม่ หวังจะยึดครองพิภพต่างๆ"
ชายผู้เป็หัวหน้าก้าวออกมาด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง เสียงของเขาดังก้องไปทั่วลาน “ใครในสำนักเทพอัสนีย์กล้าสู้กับข้า ออกมา!”
บรรดาศิษย์ต่างเงียบงัน ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ทันใดนั้น สุทธินี ก็ก้าวออกมาด้วยความมั่นใจ ใบหน้าของนางนิ่งสงบและเต็มไปด้วยความเยือกเย็น นางกล่าวเสียงเรียบๆ "ข้าจะรับคำท้าของเ้าเอง"
ชายสามคนหันไปมองสุทธินีด้วยความแปลกใจ หัวหน้ากลุ่มหัวเราะเบาๆ "เ้าเป็ใครกัน เ้าคิดว่าจะสู้กับข้าได้หรือ" เขาพูดพร้อมยกดาบขึ้นเตรียมพร้อม
สุทธินียิ้มบางๆ แล้วตอบอย่างไม่ลังเล "ข้าชื่อสุทธินี เป็ศิษย์ใหม่ของสำนักเทพอัสนีย์"
คำตอบของนางทำให้ชายทั้งสามหัวเราะเยาะ "ศิษย์ใหม่! แน่ใจหรือว่าจะสู้กับข้าได้"
สุทธินีเพียงยิ้มบางๆ “ก็ลองดู”
เขาคำราม กวัดดาบใหญ่ลงมาด้วยความแรงและรวดเร็ว แต่สุทธินีกลับเอนตัวหลบช้าๆ งดงามประหนึ่งสายลม ดาบที่ผ่าได้แม้กระทั่งภูผา กลับฟาดลงสู่อากาศที่ว่างเปล่า
“เ้ากล้าล้อเล่นกับข้าหรือ! ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับเ้านะ!!!” ชายผู้นั้นฟันซ้ำไม่หยุด เสียงคมดาบฉีกอากาศก้องกังวาน แต่ไม่ว่าดาบจะรวดเร็วเพียงใด สุทธินีก็หลบได้อย่างง่ายดาย ราวกับมองเห็นทุกการโจมตีล่วงหน้า
นางหัวเราะเบาๆ “เ้ารีบหรือไร… แต่ข้ายังมีเวลาเล่นกับเ้าอีกเยอะ…”
ถ้อยคำเย็นเยียบยิ่งกว่าคมดาบ ทำให้เขาหน้าแดงด้วยโทสะ สุดท้ายต้องหยุดแล้วประกาศกร้าว “ข้ามาที่นี่ตามคำสั่งเ้าสำนัก ข้าจะให้เวลาเจ็ดวัน หากพวกเ้าไม่ยอมขึ้นตรงกับสำนักทานตะวัน ที่นี่จะถูกเผาเป็เถ้าธุลี!”
สุทธินีฉีกยิ้มเย้ยหยัน “เ้ายังทำข้าให้เป็แผลไม่ได้เลย ยังจะกล้าข่มขู่อีกหรือ? งั้นบอกเ้าสำนักของเ้า อีกเจ็ดวัน ส่งคนที่เก่งที่สุดมาประลองกับข้า หากข้าแพ้ สำนักเทพอัสนีย์จะยอมทำตามทุกอย่าง แต่หากข้าชนะ… พวกเ้าจะต้องยอมศิโรราบต่อสำนักเทพอัสนีย์!”
หัวหน้ากลุ่มชะงักไปชั่วครู่ แววตาเต็มไปด้วยโทสะ แต่สุดท้ายก็พยักหน้าอย่างฝืนใจ ก่อนหายวับไปพร้อมลูกน้อง ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศกดดันอันหนักหน่วง
บรรยากาศในลานเงียบงัน ศิษย์และอาจารย์ทุกคนหันมามองสุทธินีด้วยสายตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง นางยืนหยัดต่อกรกับศัตรูที่น่าเกรงขามที่สุด โดยไม่แม้แต่จะสะทกสะท้าน
ความเงียบคละคลุ้งด้วยความกังวล หลายคนเริ่มพรั่นพรึงต่อศึกในอีกเจ็ดวันข้างหน้า สำนักเทพอัสนีย์จะเอาตัวรอดอย่างไร ในเมื่อเป็ที่รู้กันว่าสำนักทานตะวันนั้น มีผู้เชี่ยวชาญขั้นมหาเทพอย่างมากมาย
เพื่อระงับความกังวลของทุกคนเทพอัคคี จึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันหนักแน่นดังก้องลาน “ถึงเวลาแล้วที่พวกเ้าจะต้องรู้ความจริง”
สายตาทั้งหมดจับจ้องไปยังเขาอย่างสงสัย เทพอัคคีจึงประกาศ “ท่านอาจารย์ เทพเหมันต์ ที่ทุกคนเชื่อว่าสิ้นชีพไปนานแล้ว… ได้ถือกำเนิดใหม่ในร่างหญิงสาวนามว่า “สุทธินี” ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าทุกคนนี้”
เสียงฮือฮาดังกระหึ่ม อาจารย์ผู้เฒ่าถึงกับอุทาน “มิน่าเล่า! นามเดิมของเทพเหมันต์คือ “สิทธินี”… ส่วนชาตินี้คือ “สุทธินี” มิใช่เพียงแค่ความงาม แม้แต่ชื่อยังแทบไม่แตกต่างกันเลย”
ศิษย์นับร้อยนิ่งงัน ความเชื่อมโยงปรากฏแจ่มชัด พลังที่สูงเกินหยั่งถึงของสุทธินี มิใช่เื่บังเอิญ นางคือการกลับชาติมาเกิดของพรหมเทพ ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค
ความกลัวในลานค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความศรัทธา ศิษย์และอาจารย์ต่างพากันคุกเข่าลง น้อมคารวะด้วยความเคารพดุจได้พบเทพผู้ใหญ่ที่ได้กลับคืนมาสู่ผืนพิภพ
สุทธินียิ้มบางๆ แววตาอ่อนโยน “ไม่ต้องทำถึงเพียงนี้หรอก ข้าเพิ่งเริ่มสนุกกับการเป็ศิษย์ใหม่แท้ๆ แต่สุดท้ายก็ต้องเผยตัวเสียแล้ว”
น้ำเสียงแม้จะขี้เล่น แต่ประกายแห่งความเมตตาและความมั่นใจกลับเปล่งออกมาชัดเจน