พลิงโลหิตล้อมร่าง ดั่งกรงลับจาก์
เสียงดาบขานรับความกล้า อักขระซ่อนคำท้าใต้แสงจันทร์
หนึ่งเงาย่างกรายจากฟ้า ลงมาทวงคืนความยิ่งใหญ่
ประจัญใจหรือถอยหนี...มรรคาเซียนตัดสินกันที่กลางค่ายกล
ใต้พื้นพิภพของหุบเขาหยุนเซิ่ง ซึ่งอยู่ค่อนไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของเขาอู่เฉียน มีสุสานศึกโบราณที่ผู้ใดล่วงล้ำ ล้วนมิเคยกลับออกมาทั้งกายและิญญา คนในยุทธภพต่างขนานนามมันว่า — เขตโลหิตใต้พิภพ
เฉินฟูฟู่มาถึงที่นั่นพร้อมเถาฟาเพื่อไล่ตามร่องรอยของ “ตำราลับแห่งฟ้า” ซึ่งปรากฏในนิมิตของกระจกจิตเจินเมื่อหลายคืนก่อน ทว่า เพียงย่างก้าวแรกที่เหยียบลงในลานหินสีเื เสียงหนึ่งที่มิใช่ของมนุษย์ก็ดังก้องขึ้น
พลันเปลวเพลิงสีน้ำเงินก็โหมขึ้นจากพื้นดิน ก่อเป็ค่ายกลเจ็ดชั้น แรงกดดันที่ปลดปล่อยออกมานั้นมิใช่พลังของมนุษย์ แต่คือ "อาคมเทพฟ้า"ร่างหนึ่งก้าวออกจากเปลวเพลิงอย่างสง่างาม — ผมยาวสีเงินสะบัดพลิ้ว ร่างสูงสง่าในเกราะเบาฟ้าอัคคี ใบหน้าเย็นเยียบไร้รอยยิ้ม
เถาฟาเบิกตากว้าง “เขา…ใช้มรรคาลมหายใจไร้ชีพ…! พลังระดับครึ่งเซียนขั้นสูง!”
เฟิงเหยายื่นมือออก สะบัดพัดวายุเพลิง ม้วนเอาเปลวเพลิงขึ้นสู่ชั้นฟ้า อักขระโบราณหมุนวนตามแรงลม ทว่าดูประหนึ่งหมื่นดาบหมื่นสายพร้อมจู่โจมพร้อมกัน
เฉินฟูฟู่วางดาบ เงียบงันเขากลับยื่นมือเปล่าขึ้นดึงพลังแห่ง “เงา” จากวิชาจิตาเร้นเงา ปะทะกับลมเพลิงของฟากฟ้า
เงาแห่งความกลัวเงาแห่งความหลงเงาแห่งความริษยา…ล้วนผสานรวมเป็ “จิตหลอมตน”
เฟิงเหยาเริ่มยิ้มเป็ครั้งแรก “เ้าหลอมเงาเข้าสู่มรรคาได้…น่าสนใจยิ่งกว่าที่์คาดไว้”
การต่อสู้ดำเนินผ่านเจ็ดชั้นค่ายกล เสียงะเิของพลังจิติญญากระทบกึกก้อง ใต้พิภพสั่นะเื
แต่ก่อนที่การต่อสู้จะยุติ เฟิงเหยากลับหยุดลง และกล่าวประโยคหนึ่งด้วยดวงตาเป็ประกาย
ชื่อหนึ่งที่เฉินฟูฟู่เคยได้ยินจากตำรามารเก่า…ชื่อของบุคคลซึ่งแม้แต่ฟ้าก็ยังหวาดหวั่นมารหรือเซียน?หรือเหนือสิ่งใด?
เฟิงเหยาเหวี่ยงพัดลงพื้น ปลดผนึกอักขระเผย “กระดาน์” ลอยขึ้นกลางค่ายกลแผ่นคำภีร์หนึ่งถูกดึงออกจากนั้น — ขึ้นต้นด้วยข้อความโบราณว่า:
เสียงเพรียกจากใต้พิภพแว่วมาเป็จังหวะของโลหิตที่ไหลย้อน เส้นสายค่ายกลสลักด้วยอักขระเืเรืองแสงราวเปลวเพลิงสีชาด ลอยขึ้นกลางอากาศ คล้ายจะพันธนาการสรรพิญญาให้หลอมรวมเป็หนึ่งกับสนามประลองอันโเี้
เฟิงเหยายืนนิ่งพลางเงยหน้ามองเฉินฟูฟู่ แววตาคมปลาบแฝงความสงบนิ่งของนักรบผู้ครองแดน์ แต่ก็ปรากฏประกายแห่งความอยากรู้อย่างประหลาด
“มรรคาแห่งเงางั้นหรือ?” เขากล่าวเสียงเรียบ “ข้าอยากรู้ว่า...ศิษย์แห่งเงาา จะรับมือเช่นไรกับพลังที่กำเนิดจากแสง!”
เขาชูฝ่ามือขึ้น แสงสีทองแตกกระจายเป็รูปเงาสะท้อนเจ็ดสาย พุ่งเข้าโจมตีในลักษณะเดียวกับวิชาเงาทั้งเจ็ดที่เฉินฟูฟู่เพิ่งผ่านมาหมาด ๆ ราวกับเฟิงเหยารู้ลึกถึงสภาวะจิติญญาของเขาอย่างน่าประหลาด
เฉินฟูฟู่เบิกตากว้าง แต่กลับมิได้หวั่นไหว ฝ่ามือซ้ายเหยียดออก แสดงพลังของ “เงาที่กลืนแล้ว” สะท้อนเงาแห่งความโกรธ ความหลง และความว่างเปล่าผสานกันจนเกิดเป็ม่านมืดที่ปัดป้องแสงสะท้อนเ่าั้จนแตกกระจาย
“เ้าไม่ได้ทดสอบพลังของข้า...” เฉินฟูฟู่เอ่ยด้วยเสียงต่ำ “…แต่เ้ากำลังค้นหาคำตอบบางอย่างจากภายในตนเอง”
เฟิงเหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปาก “บางทีเ้าอาจเข้าใจแล้ว...ว่าพลังที่แท้มิใช่แสงหรือเงา...แต่คือสิ่งที่อยู่ ‘ระหว่าง’ ทั้งสอง” สิ้นคำ ค่ายกลพลันเปลี่ยนรูป อักขระเืขยายตัวกลืนแสงและเงาเข้าสู่จุดศูนย์กลาง ปรากฏวงแหวนลอยขึ้นช้า ๆ
ประตูแห่งโลหิตปรากฏกลางค่ายกล เสมือนหลุมลึกอันไร้ก้นบึ้งที่กลืนทั้งแสง เงา และเสียงแห่งสัจจะเข้าไปจนหมดสิ้น เฉินฟูฟู่ยืนนิ่ง ใจเต้นระรัวราวกับิญญาในร่างสั่นสะท้านต่อพลังบางอย่างที่มิอาจมองเห็น
เฟิงเหยาเดินเข้ามาใกล้อีกก้าวหนึ่ง ดวงตาสีทองของเขาจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเฉินฟูฟู่ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่แฝงคลื่น์:
“เ้าเห็นหรือไม่ว่า...ประตูนี้มิได้เปิดให้แก่ผู้แข็งแกร่ง หากเปิดให้กับผู้ที่กล้ายืนอยู่เหนือความหมายแห่งชัยชนะหรือพ่ายแพ้”
เฉินฟูฟู่พยักหน้าอย่างช้า ๆ “ข้ารู้แล้วว่าการต่อสู้ที่แท้จริงมิใช่เพื่อเอาชนะใคร แต่เพื่อรู้ว่า...เหตุใดเราจึงต้องต่อสู้”
เฟิงเหยาเผยรอยยิ้มจาง “งดงาม…หากเ้ามีคำตอบนั้นจริง ก็จงเปิดประตูแห่งเืนี้ด้วยเงาของตนเอง”
เฉินฟูฟู่เหยียดฝ่ามือขวาออก วางลงบนขอบประตูโลหิต เสียงสะท้อนในจิตากึกก้องขึ้นอีกครั้ง เงาทั้งเจ็ดที่กลืนเข้าสู่กายปรากฏเงารางล้อมรอบ เสมือนคุกใต้พิภพของตนเอง เงาแห่งความริษยา หลงใหล โกรธแค้น หวาดกลัว เ็ป สูญเสีย และสุดท้ายคือ "เจตจำนงเดิม" ที่สั่นไหว
“เงาเหล่านี้...ล้วนคือข้า” เฉินฟูฟู่กระซิบ พลางปล่อยพลังภายในออก
โลหิตไหลย้อนจากพื้นดินขึ้นสู่กลางอากาศ ประตูโลหิตเปิดออกทีละนิ้ว เสียงสะท้อนจากความทรงจำดังก้องทั่วสี่ทิศ แม้แต่เฟิงเหยาก็ต้องถอยหลังก้าวหนึ่ง แววตาเขาเปลี่ยนจากแววประเมินกลายเป็...นับถือ
ทันใดนั้นเอง ผืนฟ้าเหนือค่ายกลสั่นะเื แสงอักขระปรากฏเหนือผืนฟ้าเป็รูปลักษณ์ของหอคำภีร์โบราณ คล้ายประกาศแก่มรรคาโลกทั้งปวงว่า “ผู้ครองเงาทั้งเจ็ด” ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
เสียงไป๋ิหลัวแว่วมาเพียงในจิตของเฉินฟูฟู่:
ในวินาทีนั้น เถาฟา ปรากฏตัวขึ้นกลางลำแสงตรงประตูโลหิต เสื้อคลุมขาดวิ่น ใบหน้ามอมแมมแต่รอยยิ้มยังเหมือนเดิม
“ไง เ้าหนู…ยังรอข้าอยู่นะ?” เถาฟาหัวเราะ ก่อนที่แสงจากประตูโลหิตจะดูดทั้งสองเข้าสู่มิติลับอีกแห่งซึ่งถูกเรียกว่า — เขตตำนานโลหิตโบราณแต่ก่อนที่ประตูจะปิดลง เฟิงเหยาเอ่ยคำสุดท้ายด้วยน้ำเสียงแน่นิ่ง:
“ข้าคือหนึ่งในเจ็ดนักรบ์ผู้พิทักษ์มรรคา...เราจะพบกันอีกใน ‘ศึกชะตาสุดท้าย’ เฉินฟูฟู่ เ้า...จงเตรียมใจ”
เสียงประตูโลหิตปิดลงดัง “ปึง” ดังก้องสะท้อนทั่วทั้งพิภพใต้ดิน...
ws-mars