จันทร์วิมลและลูกชายเดินทางมาถึงบ้านพักที่ต่างจังหวัดซึ่งสามีของเธอได้มารอก่อนหน้าแล้ว บรรยากาศในสวนข้างบ้านและอากาศที่บริสุทธิ์ทำให้จันทร์วิมลหยุดคิดถึงเื่แย่ ๆ ที่ผ่านมาได้สักพัก
“ไปดูห้องกันเถอะลูก”จันทร์วิมลจูงแขนลูกชายเข้าไปในบ้าน
บรรยากาศในตอนเย็นคืนแรกของการได้อยู่บ้านใหม่ ทุกคนในครอบครัวนั่งกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน
จันทร์วิมลตักกับข้าวให้สามีและลูกพร้อมกับกินข้าวอย่างมีความสุข นี่เป็ภาพที่เธอใฝ่ฝันมาตลอดเธออยากเห็นครอบครัวที่อบอุ่น มีเธอเป็แม่ที่ใจดี มีไตรภพเป็สามีและพ่อที่รักครอบครัวและมีลูกชายที่น่ารัก
แต่ทว่าภาพความสุขนี้กลับพังลงในเวลาไม่กี่สัปดาห์ถัดมาเมื่อสามีของเธอตัดสินใจมาบอกว่าจะเขาจะรับเมียน้อยและลูกอีกคนเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยกัน
“คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้นะคุณไตรภพแค่คุณนอกใจฉันจนมีลูกกับนังนั่นมันยังทำร้ายจิตใจฉันไม่พอเหรอคุณถึงได้คิดจะเอามันเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้อีก”
“คุณก็รู้ว่าเื่ของเรามันจบไปนานแล้วที่ผมยังไม่หย่ากับคุณก็เพราะหน้าตาทางสังคมเท่านั้นแหล่ะผมหวังว่าคุณจะไม่ทำตัวเป็ปัญหานะ”
“ถ้าคุณไม่คิดถึงความรู้สึกฉันก็ช่วยคิดถึงความรู้สึกลูกหน่อยเถอะลูกจะรู้สึกยังไงที่ต้องอยู่ร่วมบ้านกับเมียน้อยของพ่อแล้วไหนจะเด็กที่เป็ลูกเมียน้อยนั่นอีก”
“อย่าเรียกนิสาว่าเมียน้อยให้ผมได้ยินอีกไม่งั้นผมอาจจะเปลี่ยนใจเื่หย่ากับคุณ อย่าทำให้ผมหมดความอดทนนะวิมล”
“ถ้าคุณเลือกนังนั่นเราจะได้เห็นดีกัน คุณไตรภพ”
เสียงของพ่อกับแม่ที่ทะเลาะกันยังดังอยู่ในหัวของเด็กหนุ่ม เขาคิดว่าการที่พ่อให้เขาและแม่ย้ายมาอยู่ที่นี่เพราะรักและเป็ห่วงซะอีก แต่จริง ๆ แล้วพ่อคงวางแผนจะให้เมียน้อยกับลูกเมียน้อยมาอยู่ที่นี่สินะ
ครั้งนี้เด็กหนุ่มไม่มีแม้แต่น้ำตาสักหยดเพราะเื่ที่ผ่านมาทำให้เขาชาชินไปเสียแล้ว
เด็กหนุ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนใหม่ในต่างจังหวัดด้วยความที่เป็คนเก็บตัว ไม่ค่อยพูด จึงทำให้เค้าไม่ค่อยมีเพื่อนหลังเลิกเรียนและในวันหยุดเขามักจะไปนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ คนเดียวที่ร้านแฟมิลี่บุ๊คและทำให้เขาได้รู้จักกับอลิส
เย็นวันนี้ก็เหมือนเดิมหลังเลิกเรียนเมื่อกลับถึงบ้านแล้ว เด็กหนุ่มรีบเอากระเป๋าเข้าไปเก็บในบ้านแล้วก็ตรงไปที่ร้านหนังสืออีกเช่นเคยทำให้เขาได้เจอกับอลิสที่เข้ามาช่วยงานที่ร้านหนังสืออยู่เป็ประจำ
“ลูกค้าประจำมาอีกแล้วอ่ะนี่ หนังสือของนาย” อลิสหยิบหนังสือที่อยู่บนชั้นซึ่งเป็เล่มที่เธอจำได้ว่าเขาชอบอ่านเป็ประจำ และยื่นให้เด็กหนุ่ม
“เธอทำงานอยู่ที่ร้านนี้เหรอ”
“ร้านนี้เป็ร้านของลุงเราเองน่ะ”
“แล้วเธอชื่ออะไรฉันจะได้เรียกถูก”
“ไม่บอกทีนายยังไม่ยอมบอกชื่อเลย”
“เธอรู้แค่ว่าฉันชื่อปลาวาฬแค่นั้นก็พอแล้ว”เด็กหนุ่มไม่อยากบอกชื่อจริงกับเธอเพราะไม่อยากให้เธอรู้เกี่ยวกับเื่ครอบครัวของเขาที่ไม่น่าจะดีสักเท่าไหร่ และเขาเองก็ชอบชื่อที่เด็กสาวตั้งให้ด้วยเหมือนกัน
“ถ้าเธอไม่ยอมบอกชื่อฉันจะเรียกเธอว่าแมวน้อยแล้วนะ”
“ทำไมถึงเป็แมวน้อยล่ะ”
“ก็เพราะเธอน่ะชอบวุ่นวายเหมือนลูกแมว ที่ไม่ว่าจะทำอะไร ก็จะชอบมาพันแข้งพันขายังไงล่ะ” เด็กหนุ่มพูดจบก็หัวเราะออกมา
นี่เป็ครั้งแรกที่อลิสเห็นว่าเด็กหนุ่มหัวเราะอย่างมีความสุขจากเด็กที่ทำหน้าอมทุกข์เมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้เขาเริ่มจะเป็คนน่ารักแล้วสินะ
“ฉันชอบชื่อนี้นะเอาเป็ว่าต่อไปฉันจะเรียกนายว่าปลาวาฬ ส่วนนายก็เรียกฉันว่าแมวน้อย โอเคมั๊ย” หลังจากตกลงกันแบบนั้นทั้งคู่ก็ไม่เคยถามชื่อจริงของกันและกันอีกเลย
หลังจากวันนั้นทั้งคู่ก็ได้คุยกันมากขึ้นอลิสกลายเป็เซฟโซนของเขา เพราะหลายเื่ที่ไม่อาจพูดกับใครได้แต่เขาสามารถเล่าให้เธอฟังได้ ถึงแม้ว่ามันจะช่วยแก้ปัญหาอะไรไม่ได้แต่อลิสก็เป็ผู้ฟังที่ดีเธอมักจะคอยให้กำลังใจเด็กหนุ่มเสมอเมื่อรู้ว่าเขามีปัญหา และมักจะเป็กังวลถ้าวันไหนที่เขาไม่ได้มาที่ร้าน
อย่างเช่นวันนี้หลักเลิกเรียนอลิสรีบปั่นจักรยานไปที่ร้านและหวังว่าเธอจะได้เจอกับเด็กหนุ่มคนนั้น แต่ก็ต้องทำให้เธอผิดหวังเพราะั้แ่อลิสมาถึงร้าน จนเวลาเกือบจะหกโมงเย็นก็ยังไม่มีวี่แววว่าเด็กหนุ่มจะมา
เด็กหนุ่มกลับมาถึงบ้านหลังเลิกเรียนก็เจอกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าบ้าน พร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อีกสองใบและเด็กผู้ชายอีกคน ซึ่งทำให้เขารู้ทันทีว่านี่คงเป็นิสา ภรรยาอีกคนของพ่อและลูกชายของเธอ
“สวัสดีพี่เค้าสิลูก”นิสาหันไปบอกลูกชายของเธอที่เกิดปีเดียวกับลูกชายคนโตของบ้านหลังนี้แต่ห่างกันแค่เดือนเดียวเท่านั้น
“ไม่ต้องไหว้ผมไม่มีน้อง และก็ไม่อยากมี”เด็กหนุ่มพูดจบก็เดินเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้นิสาและลูกชายยืนอยู่ตรงนั้น
สักพักแม่บ้านสองคนก็เดินออกจากหลังบ้านมาหานิสา
“ห้องของคุณอยู่ชั้นบนซ้ายมือนะคะ” แม่บ้านบอกกับนิสาก่อนจะเดินหิ้วกระเป๋าเดินทางของนิสาเข้าไปด้านใน
“เข้าไปข้างในกันเถอะลูก” นิสาจับไหล่ของลูกชายและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
นิสาเดินขึ้นมาชั้นบนของบ้านซึ่งมีทั้งหมดห้าห้องซึ่งห้องของเธออยู่ซ้ายสุดของตัวบ้าน ถัดมาเป็ห้องของลูกชาย และห้องทำงานของไตรภพส่วนด้านขวาอีกสองห้องเป็ห้องนอนใหญ่ของไตรภพกับภรรยาและขวาสุดเป็ห้องลูกชายของจันทร์วิมล
“คุณท่านโทรมาบอกว่ากำลังจะกลับนะคะอีกไม่นานคงถึง” แม่บ้านบอกกับนิสาอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องไป
นิสาเปิดกระเป๋าเดินทางและเก็บเสื้อผ้าเข้าตู้เสื้อผ้าเสร็จแล้วจึงเดินลงมาที่ห้องโถง เป็จังหวะเดียวกันกับที่ไตรภพและภรรยามาถึง
แม้ว่าจันทร์วิมลจะไม่เห็นด้วยกับการที่ไตรภพจะพานิสาเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้แต่เธอก็ต้องจำยอม เพราะไม่อยากหย่ากับสามี ตามคำขู่ของเขา
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารวันนี้ชวนให้รู้สึกกระอักกระอ่วน และอึดอัดมากกว่าที่ผ่านมา ไตรภพ จันทร์วิมล นิสาและลูกชายทั้งสองคน นั่งทานอาหารเย็นด้วยกัน
“รู้จักกันแล้วใช่มั๊ย” ไตรภพหันไปถามลูกชายคนโต
“ครับ” เด็กหนุ่มตอบกลับสั้น ๆ
“เดี๋ยวพ่อจะให้เข้าเรียนที่เดียวกันฝากดูแลน้องด้วยนะ”
เด็กหนุ่มกำมือแน่น และก้มหน้าลงต่ำเพื่อเก็บงำความรู้สึกที่มีไม่ให้ใครรู้ก่อนจะลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารไป
จันทร์วิมลเดินตามหลังลูกชายไปติด ๆ ก่อนที่เธอจะเข้ามาในห้องของเขา
“แม่รู้ว่าลูกไม่ชอบแบบนี้แม่เองก็ไม่ชอบเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรามาร่วมมือกัน กำจัดส่วนเกินกันนะ” จันทร์วิมลบอกกับลูกชายด้วยสายตาเคียดแค้น
เด็กหนุ่มที่โดนแม่ปลูกฝังให้เกลียดภรรยาอีกคนของพ่อได้แต่พยักหน้าตอบรับ
“พี่ รอผมด้วย” ลูกชายของนิสาะโมาจากด้านในบ้านและรีบวิ่งออกมาขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าบ้าน
“ฉันบอกกี่รอบแล้วว่าฉันไม่มีน้อง”
“ถึงพี่จะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่ยังไงเราก็เป็พี่น้องกันนะ”
“อยากเรียกอะไรก็ตามใจแต่ที่โรงเรียนอย่ามาเรียกฉันว่าพี่ เข้าใจมั๊ย”
น้องชายพยักหน้าหงึก ๆ และหันไปบอกคนขับรถให้ออกรถ
“เอาล่ะทุกคนวันนี้ครูมีเพื่อนใหม่มาแนะนำให้พวกเรารู้จัก”เสียงครูประจำชั้นดังขึ้นจากหน้าห้อง
เด็กนักเรียนในห้องที่กำลังเสียงดังหยุดคุยกันและกลับเข้าไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง
“ทำไมเด็กใหม่หน้าตาเหมือนนายเลยอ่ะเป็ฝาแฝดกันเหรอ” เพื่อนในชั้นของเด็กหนุ่มหันมาถามเขาทันทีที่เห็นหน้าของเด็กใหม่ที่คุณครูพูดถึง
“เปล่ามันก็แค่ลูกเมียน้อย”