เื่สั้น
โคตรพ่อ
ในวันนั้น-
ผมกับภรรยาและลูกชายวัยขวบเศษได้พากันนั่งรถโดยสารสีส้มคันใหญ่คลานต้วมเตี้ยมข้ามเทือกเขาสูงพรมแดนระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือ “อีสาน”กับภาคกลางประเทศไทยซึ่งมีชื่อเรียกขานอย่างน่าขยาดว่า "ดงพญาไฟหรือดงพญาเย็น"มุ่งหน้าลงสู่ทางทิศใต้อันเป็ทุ่งราบกว้างใหญ่แอ่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำเ้าพระยาตอนล่าง เสียงเครื่องยนต์ที่มันเก่าโทรมและกรำงานหนักมาหลายสิบปีครางครวญอย่างเ็ปบางครั้งยังสั่นกระตุกโครงเครง โครกครากตลอดเส้นทางราวกับมันกำลังป่วยไข้แสนสาหัส ซึ่งได้ย้ำเตือนให้ผมรู้สึกหวาดผวาอยู่เดียวดายคล้ายไพร่พลคนพื้นบ้านแห่งอดีตกาลไกลโพ้นถูกกวาดต้อนมาในกองคาราวานเชลยศึกเมื่อครั้งกรุงเวียงจันทน์แตกยุคตอนต้นกรุงธนบุรี
นับเป็ครั้งแรกที่เราทั้งสามได้เดินทางไกลพร้อมกันและที่สำคัญกว่าอื่นใดคือลูกชายในวัยไร้เดียงสาผู้สืบทอดสายสัมพันธุ์แห่งรักของเราระหว่างสาวลุ่มน้ำเ้าพระยากับหนุ่มลุ่มน้ำชี-มูลได้กลับมาเยือนภูมิลำเนาของผู้เป็มารดา แม้ไม่ใช่ครั้งแรกของผมแต่ก็อดตื่นเต้นระคนตื่นตระหนกใไม่ได้ ยิ่งพินิจพิศเพ่งใบหน้าอวบอิ่มของเ้าลูกชายใต้เงาสลัวของแสงจันทร์ครึ่งดวงสาดส่องเข้ามาตามช่องหน้าต่างรถแล้วรู้สึกทั้งตื้นตันทั้งหวาดหวั่นพรั่นพรึงซึ่งมันโรมรันพันตูกันอยู่ภายในความรู้สึกของผมอย่างไรพิกลจนบอกไม่ถูก
ในห้วงอารมณ์ของผู้ให้กำเนิดย่อมอดวาดหวังไม่ได้ว่าความคิดและความใฝ่ฝันที่มนุษย์ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งพึงมีนั้นคงค่อยๆ ถ่ายเท ซึมซับลงในจิตใจดวงน้อย ๆ ที่เริ่มผลิบานพร้อมก้าวผ่านเื่เล่าในตำนานที่ปวดร้าวไปสู่อนาคตที่สุขสมและรื่นรมย์
เกือบสองปีแล้วนับแต่เราแต่งงานกันมาโดยภรรยาไม่มีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากหน้าที่ราชการงานครูในถิ่นทุรกันดารอันแห้งแล้งห่างไกลแล้วการตั้งครรภ์และการเลี้ยงลูกอ่อนก็เป็ปัญหาอุปสรรคในการเดินทางไกลข้ามวันข้ามคืนอีกด้วย
ดังนั้น ห้วงเวลานี้คือการรอคอยของเราทั้งสามพ่อแม่ลูกและญาติพี่น้องที่ตั้งตารออยู่ฟากพรมแดนอีกด้านหนึ่งเพื่อรับขวัญหลาน/เหลนคนแรกจากที่ราบสูงดินแดนสลัวเลือนของผู้ร่วมแผ่นดินเดียวกันซึ่งเต็มไปด้วยเื่ราวอันคลุมเครือในประวัติศาสตร์
รุ่งเช้าของวันใหม่
เราต่อรถโดยสารสภาพใหม่เอี่ยมทันสมัยด้วยเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำเป็ขบวนที่สองได้มุ่งหน้าสู่ที่ราบลุ่มอันกว้างใหญ่ไพศาล อู่ข้าวอู่น้ำและศูนย์รวมอำนาจการปกครอง สังคมประเพณีและวัฒนธรรมหลวงมาแต่โบราณ รถโดยสารระหว่างจังหวัดในภาคกลางนำเราผ่านคู คลอง ท่อส่งน้ำระบบชลประทานทันสมัยไหลล้นจากเ้าพระยาเข้าสู่ไร่นาไร่มันสำปะหลังเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา
ในขณะเดียวกันกิจกรรมของชาวนาในท้องทุ่งก็ช่างคึกคักและชวนอภิรมย์ยินดียิ่งนัก รวงข้าวสีทองส่องประกายระยิบระยับท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆของเช้าเดือนเมษายน รถเกี่ยวข้าว ผู้คนเคลื่อนตัวไปมาอย่างคึกคักท่ามกลางฝุ่นฟางฟุ้งตลบ
ผมรู้สึกถึงความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด !
เมื่อหลับตานึกถึงถิ่นที่ราบสูงแผ่นดินมาตุภูมิซึ่งขณะนี้กำลังถูกไฟเดือนห้าเผาผลาญอย่างหนัก อีกทั้งลมหัวกุดบ้าคลั่งก็ยังขยันหอบเม็ดทรายพร้อมเศษหญ้าเศษฟางฟุ้งกระเจิงกระเจิดไปทั่วสารทิศซึ่งมันเป็อยู่เช่นนี้มาเนิ่นนานั้แ่ก่อนสมัยเ้าพระวอ-เ้าพระตาอพยพไพร่พลข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ใหม่ ๆ
ภาพท้องทุ่งอุดมสมบูรณ์ที่มองเห็นเต็มตาขณะนี้อดบอกตัวเองไม่ได้ว่าเราได้หลุดเข้ามาสู่ดินแดนต่างบ้านต่างเมืองโดยมิสงสัย เราจักต้องเข้มแข็งและภาคภูมิใจต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็ตัวเรา แม้ว่าในประวัติศาสตร์จะตราหน้าไว้อย่างจงเกลียด จงชัง เต็มไปด้วยถ้อยคำถากถาง เช่น ลาว ส่วย ข่าป่าดงก็ตามเถอะ โดยเฉพาะลูกชายที่กำลังหลับอุตุในวงแขนคือสายสัมพันธ์ที่จะเชื่อมความเข้าใจอันดีงามระหว่างมวลญาติพี่น้องแต่ครั้งขุนบรมเป็ต้นมา ลบล้างภาพมายาที่ถูกจารึกในอดีตออกไปให้หมดสิ้น อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของผมที่ยังหนาวสั่นในใจคล้ายเชลยศึกพเนจรหมอบราบอยู่ใต้เสียงเฟี๊ยวฟ๊าวแส้หวาย และคำดุด่า เสียดเย้ยชวนเ็ป รวดร้าว
เมื่อทราบข่าว ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านใกล้เคียงต่างทยอยเข้ามาถามข่าวด้วยสีหน้าระรื่น แววตาเปล่งประกาย ตีวงนั่งห้อมล้อมหลานน้อยซึ่งทำหน้าเหรอหรามองคนนั้นคนนี้ด้วยความสงสัยระคนประหลาดใจตามประสาเด็กทารก ไม่นานอาการผิดที่ผิดทางก็มลายหายไปด้วยการยื่นมือััเบาๆ กอด อุ้มประคองร่างน้อย ๆของเหล่าญาติพี่น้อง
ลูกชายไม่หลงเหลืออาการตื่นใใดๆอีกเลย เดินเตาะแตะ โผเผ โซเซเข้ากระแซะคนนั้น คนนี้พลางหัวเราะร่วนลงลูกคอเอิ๊กอ๊ากไปรอบ ๆ เมื่อมีใครตบมือให้จังหวะช้า ๆ ก็ลุกขึ้นเต้นซอยเท้าน้อย ๆ ตอบรับ ส่ายหน้า เคลื่อนไหวร่างแล้วล้มลุกคลุกคลานไปตามประสา แต่เสียงหัวเราะก็ยังระริกระร่วนอยู่เช่นเดิม ผสานเข้ากับสำเนียงเสียงวงศาคณาญาติแห่งลุ่มน้ำเ้าพระยายิ่งกึกก้องกัมปนาทน่าหวาดหวั่นยังไงชอบกล
ผมนั่งห่อตัวอยู่ข้างเสาบ้านคนเดียว ฟังสำเนียงพื้นถิ่นพื้นบ้านชาวภาคกลางคล้ายคุ้นเคย แต่ก็ไม่เชิงนัก ไฉนคราวนี้มันมีพลังอำนาจเหนือจิตใจของผมอย่างประหลาด ไม่อยากเอ่ยปากอะไรกับใครทั้งสิ้น หากมีใครถามก็พยักหน้าหรือพูดอุบอิบในลำคอ ลิ้นเ้ากรรมสั่นกระตุกแล้วแข็งเป็เห็ดกระด้างราวกับไม่เคยพูดมาก่อน ผมไม่อาจกลบเกลื่อนสำเนียงพื้นเพที่รู้สึกว่าต่ำต้อยน้อยค่าให้หายอย่างไร้ร่องรอยไม่ได้หรอก มิหนำซ้ำมันจะถูกตอกย้ำให้รู้สึกอับอายขายหน้าไปหลายชั่วโคตร
ในที่สุด!
หัวใจผมแทบหยุดเต้น เมื่อญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งซึ่งอยู่ในฐานะทวดประมุขของเครือญาติขณะนี้เอ่ยขึ้นอย่างเป็กิจจะลักษณะว่า
"รูปร่างหน้าตา ผิวพรรณแขนขาไม่ผิดเพี้ยนจากพวกเรา แต่ภาษาสำเนียงพูดนะสิมันจะไม่มาทางนี้ สงสัยพวกเราต้องเอาไว้เลี้ยงเองแล้วล่ะ!"
เสียงหัวเราะดังครืนครันโดยไม่ได้นัดหมาย!
สายตาทุกคู่หันขวับจ้องมองมาที่ผมราวนัดกันไว้ หัวใจอันห่อหดอยู่แล้วถึงกับหักโครมราวกับต้นไม้แห้งโดนฟ้าถล่มพลางบีบตัวเล็กลงหลบเข้าในเงาสลัวของเสาบ้าน ั้แ่บัดนั้นโสตประสาทของผมมิได้รับรู้คำสนทนาใดๆอีกเลย เื่ราวและความหมายภายใต้ความเชื่อว่า "ทางนั้น/ทางนี้"ซึ่งหมายถึง “ ทางเรา/ทางเขา"มันวนเวียนหลอนหลอกอยู่ไม่เลิกรา การรับรู้และความทรงจำครั้งอดีตที่ถ่ายทอดมาแต่บรรพบุรุษหลายชั่วอายุคนเพริดพราวขึ้นราวกับตอกย้ำความเป็เราเป็เขาให้เป็จริงมากขึ้น ความเวิ้งว้างของทุ่งนาและขอบฟ้าแลลิบลับมืดหม่นเสมือนมีม่านกั้น ปราการปิดบัง
ชั่วอึดใจ!
ลูกชายหันขวับมาทางเงาของต้นเสาแล้วร้องจ๊ากเหมือนโดนใครหยิก สะบัดตัวหนีจากการอุ้มโอ๋ปลอบโยนแม้นิ่มนวลปานใดก็ตาม ผวาเข้ามาซบลงในอ้อมแขนของผู้ให้กำเนิด น้ำตาของทารกไร้เดียงสาไหลพราก ๆ ปากเขียวคล้ำดังหนึ่งไม่เคยร้องมาก่อน ผมจึงถือโอกาสอุ้มขึ้นไปบนห้องนอนชั้นสองของบ้านไม้เรือนไทยโบราณ ซึ่งภรรยาปัดกวาดจัดเตรียมไว้แล้วแต่หัวค่ำ ถึงกระนั้น บ้านเรือนเก่าแก่ที่ตกทอดมาแต่ครั้งสมัยต้นรัตนโกสินทร์ก็ยังส่งกลิ่นเืในคราวครั้งอดีตฟุ้งตลบ คล้ายกับร่างเงาในซอกหลืบประวัติศาสตร์ของการเกลียดชังได้ผงาดขึ้นอีกครา
การเจรจาอย่างถูกคอยังคงดังโล้งเล้งอยู่ข้างล่างสลับมากับเสียงหัวเราะร่วนประหนึ่งชมการแสดงที่ยังไม่จบสิ้น ผมดับไฟกระชับกอดลูกอยู่ในมุ้งด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวและพรั่นพรึง และแล้วตุ๊กแกเ้ากรรมก็ยังออกมาตอกย้ำซ้ำเติมด้วยการแหวกเสียงร้องก้องดังในโสตประสาท แว่วเสียงหอก ดาบ หลาวเหล็กปะทะปะทั่งท่ามกลางเสียงร้องโอดโอย...
ผมแนบลำตัวลงเคียงข้างลูกที่หลับใหล ลูบคลำไปทั่วร่างน้อย ๆ เสมือนััหัวใจตัวเองซึ่งยังสะอึกสะอื้นอยู่ในภวังค์พร้อมรำพึงอยู่คนเดียว
"เมื่อเติบโต เ้าจะพูดลาวหรือไทยก็ตามเถิด...แต่เ้าจงจำไว้ให้ดี…"
ผมเลื่อนฝ่ามือสั่นระริกมาหยุดที่แก้มอ่อน ๆ เช็ดน้ำตาที่ยังพรั่งพรูออกมาตามแรงสะอึกสะอื้น ผมกลั้นความรู้สึกร้าวรานพลางกระซิบลงข้างหูของเด็กน้อย
"แต่…เ้าอย่าลืม...โคตรพ่อ..."
* * * *