สองเดือนผ่านพ้น
ยุคสมัยของบูเช็คเทียน มีการจัดตั้งหน่วยสืบสวนลับขึ้นมา เพื่อเปิดโปงจับกุมผู้กระทำความผิดโดยเฉพาะผู้ที่คิดร้ายต่อสตรีเ้าแผ่นดินพระนางทรงพอใจหน่วยงานนี้อย่างมาก ยิ่งผลงานที่สามารถกำจัดศัตรูฝ่ายตรงข้ามลงอย่างหมดจด ด้วยการตั้งรูปคดีความนำไปสู่การลงทันฑ์อย่างเป็แบบแผน ทำให้ข้าราชการที่สังกัดหน่วยสืบสวนมีอำนาจเพิ่มขึ้นทวีคูณ
งานสืบสวนโดยมากย่อมอยู่ในวังหลวงแต่ในระยะหลังทางการ้าทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในยุทธจักร ซึ่งบางครั้งก็เป็ประโยชน์ต่อการตัดสินใจเื่ราวต่างๆโดยเฉพาะปัญหาการคานอำนาจระหว่างทางการและชาวยุทธทั้งหลาย ที่ฝ่ายหนึ่งมีกำลังทหารและเ้าหน้าที่จำนวนมากแต่ขาดความแข็งแกร่ง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งแม้มีฝีมือสูงส่ง แต่ด้านปริมาณย่อมไม่สามารถทัดเทียมกองทัพหลวงได้
ตามปกติทางการใช้นโยบายน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลองหากชาวยุทธไม่ก่อปัญหาอย่างชัดแจ้ง เ้าหน้าที่รัฐก็จะทำเป็ไม่เห็นไม่สนใจ สำหรับหนี้แค้นในยุทธจักรปล่อยให้สะสางกันเอง กล่าวได้ว่าท่านถอยหนึ่งก้าว ข้าถอยสองก้าว
เช้าวันหนึ่ง
ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาสองมือไพล่หลังเดินชมตลาดมาเรื่อยเฉื่อย
ั้แ่สูญเสียพัดคู่ใจไป มันยังหาใหม่มิได้
แต่หากไม่มีพัดนั้นป่านนี้ก็ไม่มีนาง
เ้าทำหน้าที่ของเ้าแล้ว
หลังเกิดเหตุมันกลับไปฝังพัดและศพของค้างคาวโลหิตไว้ด้วยกัน
มิใช่กลัวถูกผู้คนพบเห็นแต่มันไม่ประสงค์ปล่อยให้สัตว์ป่าแร้งกามาจิกกิน
แม้เป็ศัตรูยังให้เกียรติ
โดยเฉพาะศัตรูที่ตายแล้วมิควรถูกเหยียดหยามอีก
พลันสายตาเหลือบเห็นร้านขายของเบ็ดเตล็ดริมทางร้านหนึ่ง แม่ค้าเป็สาวน้อยอายุสิบสี่สิบห้า สวมเสื้อสีน้ำตาลผ่าหน้าทับกระโปรงสีเขียว สดใสน่ารักตามแบบฉบับของน้องสาวแห่งลั่วหยาง
มันอดหยุดเท้าแวะดูมิได้
"นายท่านประสงค์สิ่งใด"เสียงอ้อมแอ้มทักทาย ท่าทางเขินอายผิดกับแม่ค้าทั่วไป
"ไม่ทราบว่าร้านนี้มีพัดหรือไม่"
"ย่อมมี"
นางค้นกุกกักอยู่สักครู่ก็ประคองพัดพับสำหรับบุรษอันหนึ่งมาให้ มันรับไว้แล้วสะบัดคลี่ออก ปรากฏผืนผ้าไหมถูกเขียนเป็รูปูเาสายน้ำ และเป็ดน้อย ลายเส้นแม้ไม่งดงามเทียบเทียมศิลปินเอก แต่ก็ประณีตบรรจงแสดงถึงความใส่ใจ
"ผู้ใดเขียนรูปนี้"
สาวน้อยก้มหน้าลง
"เป็ข้าพเ้า"
ชายหนุ่มยิ้มอย่างพึงใจ
"ราคาเท่าใด"
"สองอีแปะนายท่าน"
มันส่งเงินให้นางหนึ่งตำลึง
"มิต้องทอน"
สาวน้อยก้มหน้าลงไปกว่าเดิมมิอาจพูดจา
ไฉนนางเขินอายถึงเพียงนี้
หรือพักนี้เราหล่อเหลาขึ้น
หรือเงินหนึ่งตำลึงมากเกินไปจนทำให้นางเข้าใจผิด นี่จะทำอย่างไร แม้มิใช่คนดีประเสริฐแต่มันยังไม่คิดล่อลวงเด็ก
เสียงลมหายใจหนักหน่วงดังขึ้นเื้ั
มันหันไปมอง
ม้าตาหวานตัวหนึ่งยืนหน้าบึ้งอยู่
แต่นั่นไม่อาจลดทอนความหวานแห่งดวงตาสีฟ้าอ่อนไปได้
มันรู้สาเหตุที่แม่ค้าสาวน้อยก้มหน้าก้มตาแล้ว
ผู้ใดใช้ให้มันไปตอแยดอกบ๋วย
"เหตุใดท่านไม่มาหาข้าพเ้า"เจียเจียเริ่มสอบสวน
"ก็เราพบกันอยู่นี่"มันให้การแก้ต่าง
"เป็เพราะข้าพเ้าตามหาท่าน"
"คนเราต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ"
"ท่านทำงานใด"
"แหะๆข้าพเ้าสำรวจสิ่งต่างๆ"
"คือว่างงาน"
"จะว่าอย่างนั้นก็ไม่เชิง"
เจียเจียยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
"บ้านช่องข้าพเ้าใหญ่โตตำแหน่งคนสวนยังพอมี ขอเพียงซื่อสัตย์ขยันขันแข็งอาจเลื่อนตำแหน่งเป็คนล้างชามในครัวได้ภายในสามปี"
"โอถ้าอย่างนั้นเมื่อใดข้าพเ้าจะมีเงินทองพอสู่ขอ"
" สู่ขอใคร"
"ย่อมเป็ท่าน"
เจียเจียยกฝ่ามือน้อยตีแขนมันดังเพียะแล้ววิ่งหลบหนีไปสิบก้าวก่อนจะหันกลับมาแลบลิ้น
"อย่าลืมไปสมัครงานที่ตึกพิทักษ์ธรรมข้าจะให้พ่อบ้านรออยู่ "
จากนั้นจึงโลดแล่นไปร่าเริงดุจสกุณาเริงไพร
บุรุษหนุ่มสะบัดพัดโบกเบาๆสายลมอบอุ่นไล่ความเย็นของฤดูชิวเทียน
แม่ค้าสาวน้อยแก้มแดงระเรื่อคล้ายมะเขือเทศสุก รีบน้อมกายคารวะแล้วถอยหลบเข้าไปในร้าน ประดุจกวางตื่นพยัคฆ์
มันถอนหายใจ
หากวันๆต้องขุดดินทำสวนล้างชาม แล้วผู้ใดจะส่งรายงานให้กงกง
บ่ายคล้อย
เกี๊ยวหลังหนึ่งหามไว้ด้วยชายหนุ่มกำยำสี่คน ทุกคนหน้าตาองอาจ ร่างกายใหญ่โต เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแตกต่างจากคนหามเกี๊ยวในตลาดร้านถิ่น แม้จะสวมเสื้อผ้าแบบชาวบ้าน ก็มิอาจบดบังประกายความเข้มแข็งได้
เกี๊ยวจอดไว้ณ เก๋งริมทะเลสาบเล็กๆ แห่งหนึ่ง กลางฤดูชิวเทียนอากาศเย็นสบาย บุรุษหนุ่มโบกพัดยืมชมทัศนียภาพอันงดงามของเงาท้องฟ้าสะท้อนผืนน้ำด้วยท่าทางเฉื่อยชา แม้จะสูงเกือบแปดเชี๊ยะ แต่ท่ายืนปล่อยตัวตามสบายทำให้คล้ายมิสูงสง่าเท่าใด
“เว่ยกงกง”ก้าวลงมาจากเกี๊ยว มันสวมชุดสีม่วงเดินด้ายสีดำขลับ แม้รูปร่างซูบผอมแต่ใบหน้าขาวซีดเชิดหยิ่ง บุคลิกสะกดข่มผู้คน เมื่อเห็นผู้ที่รออยู่มันยิ้มกว้างเดินเข้าหา
"รบกวนเ้ารออยู่นาน ่นี้กิจการงานรัดตัวจริงๆ"
“เสี้ยว อู่ิ” ยกสองมือขึ้นคารวะ
"การรอกงกงย่อมเป็หน้าที่ของข้าพเ้า"
"ไม่ต้องมาเอาใจเราผู้ชรา"
กงกงหันหน้าไปทางทะเลสาบ
"มีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง"
"กงกงคำนวณได้ถูกต้องคนของพรรคมารเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว"
แววตาขันทีเฒ่าขรึมลงรอยยิ้มหายไป
"พระสุขภาพไม่ค่อยดีนัก"
ชายหนุ่มมองหน้าเว่ยกงกงนิ่ง
"แพทย์หลวงเล่า"
"มันย่อมทำเต็มฝีมือมิฉะนั้น กระทั่งชีวิตตนก็อาจรักษาไว้ไม่ได้"
ชายหนุ่มแม้ไม่เห็นด้วยแต่นี่มิใช่เวลาแสดงความคิดเห็น
"้าให้ข้าพเ้ากลับไปหรือไม่"
กงกงหันมายิ้มอย่างเอ็นดู
"เ้าไม่ชมชอบการเมืองไม่สนใจยศตำแหน่ง จะเข้าไปทนทรมาณอยู่ใย มิหนำซ้ำ อยู่ตรงนี้จะมีประโยชน์ต่อแผ่นดินมากกว่า"
มันหันหลังเดินไปที่เกี๊ยวก่อนจะหยุดลง
"จากนี้ให้ประสานกับตึกพิทักษ์ธรรมประมุขหวงจะเป็กำลังสำคัญของฝ่ายเรา"
แล้วกลับขึ้นเกี๊ยวไป
บุรุษหนุ่มยกมือคารวะพลางคิดคำนึง
หรือจะหลีกเลี่ยงม้าตาหวานตัวนั้นมิได้
โรงเตี๊ยม ยามค่ำ
เสี้ยวอู่ิโบกพัดเล่มใหม่เดินอ้อยอิ่งกลับมา
แม้จะหิวแต่ก็อดทนไม่ยอมแวะกินระหว่างทาง
หวังว่าจะร่ำสุราสนทนากับนางมารน้อยซึ่งพักนี้อาการดีขึ้นมาก
แต่เมื่อเปิดประตูห้อง จดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ
“มิอาจตอบแทนน้ำใจ”
หน้ากระดาษมิใช่เล็กๆ เหตุใดจึงเขียนเพียงแค่นี้
เสี่ยวเอ้อยกสุรามาไหหนึ่งโดยที่มันมิได้สั่ง
กรอกสุราลงไป คืนนี้ราตรีมืดมิดไร้แสงจันทร์
แม้เรี่ยวแรงยกพัดยังแทบไม่มี
คราวนี้เสี่ยวเอ้อพูดน้อยยังไม่ไปไหน ยืนเวทนาอยู่ด้านข้าง พยายามใช้สมองเค้นวาจาออกมา
"อย่างน้อยก็ดีกว่าเดิม"
เสี้ยวอู่ิหันไปมองอย่างฉงน
"ดีกว่าอย่างไร"
"ทุกครั้งนางจากไปไม่เคยร่ำลา คราวนี้มียังมีจดหมาย"
เสี้ยวอู่ิมีสีหน้าปั้นยาก
เนื้อความในจดหมายยิ่งกว่าไม่ร่ำลา
พรางกรอกสุราเพิ่ม
เ้าค้างคาวคงไปถึงปรภพแล้ว