ร่างกายร้อนรุ่มดั่งอยู่ท่ามกลางกองเพลิงรู้สึกตัวสะลึมสะลือเป็ครั้งคราว สติไม่แจ่มชัดราวกับติดอยู่ในโลกแห่งความฝันภาพแผ่นหลังของม่อเจียลี่โผล่มาอีกแล้วทั้งยังความอ่อนโยนและสีหน้าละมุนยามดูแลรักษาอาการพิษกำเริบเหมือนกาลเก่าไม่มีผิดเพี้ยน
ทว่าฉีซินอี๋รู้ดีทุกอย่างไม่ต่างไปจากภาพลวงตา แม้กระทั่งเวลานี้และชาติก่อน เหนือสิ่งอื่นใดภาพดังกล่าวเป็ความฝันไม่ใช่หรือทำไม...
ดวงตาสองข้างเบิกกว้างเช่นเดียวกับัันุ่มลื่นของมือที่ไล้ไปตามกรอบหน้าของเด็กชายฉีซินอี๋ตกตะลึงลืมเลือนหมดสิ้นว่าตัวเองพิษกำเริบลุกพรวดขึ้นมานั่งสีหน้าแตกตื่นจ้องมองท่าทีหลับตาพริ้มของเสี่ยวไป๋แพขนตาสีขาวบริสุทธิ์ปิดสนิท
กระชั้นชิด!เมื่อสักครู่ใกล้ชิดเกินไปแล้ว!
นี่นาง...เกิดอะไรขึ้นระหว่างหมดสติกันเหตุใดตื่นมาทั้งสองถึงได้ใกล้ชิดถึงเพียงนี้!ยังไม่ทันขบคิดให้รอบคอบเสียงกระแอมไอของดวงจิตแห่งหยกแวบเข้ามาในหัว
“ข้าว่าท่าน...รีบแต่งตัวก่อนดีกว่า”
สิ้นคำฉีซินอี๋เลิกเสื้อคลุมตัวในสีขาวออกจากลำตัวถึงพบว่าบนร่างนางเหลือเพียงชุดชั้นในของสตรีมิหนำซ้ำชำเลืองสายตาไปยังเ้าของร่างที่กำลังหลับอย่างเป็สุข
เปลือยท่อนบน!เสี่ยวไป๋เปลือยกายท่อนบนแถมยังนอนอยู่ข้างกายนางในสภาพไม่เรียบร้อย!
อยากจะบ้าตายเกิดอะไรขึ้นกันแน่นี่หากไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายยังเป็เด็กน้อยไม่ประสีประสาส่วนร่างกายของนางก็ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ สภาพเช่นนี้คงหนีไม่พ้น...
เพียะ!
เสียงตบหน้าหนึ่งฉาดดังขึ้นส่งผลให้เสี่ยวไป๋ที่กำลังพักผ่อนได้ที่ลืมตาพรึ่บ!
“แม่นางฉี!”แววตาตระหนกน้ำเสียงหวาดหวั่นมันอะไรกัน
ฉีซินอี๋ลูบแก้มของตนที่โดนตัวเองตบมือหนึ่งกำเสื้อคลุมสีขาว ส่งสายตาขวางให้เสี่ยวไป๋น้อยทันที
“เ้า...ข้าจะให้โอกาสนับหนึ่งถึงสามฟังคำอธิบายจากปากเ้า”เอ่ยคำพูดลอดไรฟัน จ้องเสี่ยวไป๋ตาเขม็งไม่ขยับ
แผ่นหลังของเขาชื้นเหงื่อทันใดกระทั่งลำคอยังแห้งผาก แพขนตางามงอนกะพริบสั่นไหวก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้านางกล่าวอย่างสำนึกผิดราวกับตัวเองเป็โจรปล้นบุปผา
“ข้าเห็นแม่นางฉีตัวสั่นงันงกพอลองเอามืออังหน้าผากปรากฏว่าร้อนจนลวกมืออีกทั้งเหงื่อยังออกชุ่มตัวข้ากลัวว่าขืนไม่ทำอะไรสักอย่างเกรงว่าอาการของแม่นางจะทรุดลงไปอีกดังนั้น...ขะ ข้า...จึงถือวิสาสะ ชะ เช็ดตัวให้ท่านแล้วเอาเสื้อผ้าของท่านไปซักตากไว้ทางด้านโน้น ข้าไม่มีเจตนาแอบแฝงอะไรทั้งสิ้นหากแม่นางฉียินดีข้าจะรับผิดชอบทุกอย่าง...”
คล้ายจะนึกอะไรขึ้นมาได้พวงแก้มสีขาวราวกับหิมะแดงเปล่งปลั่งก่อนเขาจะนั่งบิดตัวอย่างเอียงอาย
“คะความจริง ต่อให้ไม่มีเื่พวกนี้เกิดขึ้น ข้า กะ ก็นับว่า...เป็ของแม่นางฉีแล้วครึ่งหนึ่ง”กล่าวจบช้อนแววตากระจ่างใสกล้า ๆ กลัว ๆ มองฉีซินอี๋ประหนึ่งหวาดกลัวว่านางจะไม่พอใจ
ฉีซินอี๋แทบอยากเอามือกุมขมับเ้าเด็กหน้าเหม็นเอ่ยปากทีไรย่อมเป็เช่นนี้อยู่ร่ำไป นี่เขาคิดว่าตัวเองเป็นางสนมส่วนนางเป็ฮ่องเต้ที่กำลังพิจารณารับนางสนมคนใหม่หรือไรถึงได้ตั้งมั่นจะถวายตัวเข้ารับใช้
“ช่างเถอะ”นางถอนหายใจกล่าวอย่างอ่อนแรง “เช่นนั้นแม่นางน้อยเสี่ยวไป๋ช่วยหยิบเสื้อผ้าข้ามาให้ได้หรือไม่”
เสี่ยวไป๋ชะงักก่อนจะกุลีกุจอวิ่งไปเก็บชุดกระโปรงมาให้นางฉีซินอี๋มองแผ่นหลังมีแต่าแของเด็กน้อยอย่างจนด้วยคำพูด
หลังรับชุดกระโปรงมาสวมเรียบร้อยดังเดิมถึงเพิ่งนึกได้ว่าคำเรียกขานจากปากเสี่ยวไป๋แปลกไปนางขมวดคิ้วใช้ดวงตาเมล็ดซิ่งจ้องเสี่ยวไป๋ที่กำลังผูกสายคาดเอวอยู่ครั้นรับรู้ถึงสายตาที่มองมาเขาชะงักเล็กน้อยก่อนจะช้อนแววตาดุจพญาหงส์มองกลับ
“มะแม่นางฉี”
ฉีซินอี๋นิ่วหน้าเท้าเอวจ้องเขาเขม็ง “ข้าก็ว่ารู้สึกมีอะไรแปลกไปที่ไหนได้คำเรียกขานที่เ้าใช้เรียกข้านี่เอง”
เสี่ยวไป๋ตกตะลึงสีหน้าเริ่มลนลาน“มะ แม่นางฉี ทะ ท่าน”
นางเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขายื่นศีรษะเข้ามาจนปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่รอมร่อแน่นอนว่าหากอีกฝ่ายเป็บุรุษนางไม่กล้าทำเช่นนี้แน่แต่บุรุษตัวน้อยตรงหน้าเป็เพียงเด็กน้อยไม่ประสาดวงตาเมล็ดซิ่งหรี่ลงก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าแก้มเนียนละเอียด
หมับ!
“อ๊ะ!”เสี่ยวไป๋สะดุ้งใ ร่างกายแข็งทื่อเฉียบพลันกับการแตะเนื้อต้องตัวของนาง
“ต่อให้จะพยายามทำตัวให้ชินข้าก็ยังไม่ชื่นชอบคำเรียกขานว่าแม่นางฉีอยู่ดี”เด็กน้อยนี่คิดว่าเป็ผู้ใหญ่หรือไรพอไม่เรียกผู้มีพระคุณก็จะมาเรียกนางว่าแม่นางฉีเสียอย่างนั้น
“ชะเช่นนั้น” ดวงตาระยิบระยับสั่นวูบวาบ ยกมือจับข้อแขนบางของนางเอาไว้เพื่อรั้งให้แรงบีบไม่เจ็บมากนัก“หากท่านไม่ ยะ ยอมให้ข้าเรียกท่านว่าแม่นางฉี งะ งั้น ผู้มีพระ...”
คำว่า‘ผู้มีพระคุณ’ ต้องออกมาจากปากเล็ก ๆ นี่แน่นอนฉีซินอี๋ยิ้มซุกซนส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน ในเมื่ออยากเป็นางสนมในวังหลังของนางเหตุใดไม่เรียกขานนางว่าฮ่องเต้เลยเล่า!
“ท่านพี่”นางเอ่ย
สีหน้าของเสี่ยวไป๋งุนงงสุดขีดนางจึงกล่าวย้ำอีกครั้ง “ต่อไปเรียกข้าว่าท่านพี่ เสี่ยวไป๋น้อยเข้าใจหรือไม่”
ริ้วแดงเรื่อลามไปถึงติ่งหูเสี่ยวไป๋ยังจะทำอะไรได้อีกนอกจากผงกหัวรับอย่างจำยอมแต่ฉีซินอี๋ไม่คิดจะปล่อยมือกลับทำท่าจะบีบแรงขึ้นไปอีก “เร็วเข้าเรียกข้าว่าท่านพี่สิแล้วข้าจะยอมปล่อยเ้า ไม่เอาความในครั้งนี้”
ดวงตาดุจพญาหงส์กลิ้งไปมามองนางอย่างคับข้องใจสร้างความสำราญแก่ฉีซินอี๋ไม่น้อย ริมฝีปากเล็ก ๆ ของเสี่ยวไป๋เม้มแน่นเข้าหากันก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“ทะ ท่านพี่”
หยาดน้ำตารื้นมาเกาะแพขนตางามงอนอีกนิดเดียวใกล้จะหลั่งรินช่างให้ความรู้สึกเหมือนเฟิ่งเสี่ยวไม่มีผิด
“นั่นแหละต่อไปก็เรียกข้าว่าท่านพี่ ส่วนข้าจะเรียกเ้าว่า...”นางเว้นจังหวะยื่นหน้าเข้ามาจนเขาแทบหยุดหายใจ “สนมตัวน้อย”เสียงกระซิบราวกับ้าตราประทับลงไปในจิตใจของเขส
เห็นเสี่ยวไป๋แข็งค้างไปเรียบร้อยฉีซินอี๋ถึงยอมปล่อยมือะเิเสียงหัวเราะอย่างเบิกบาน ยิ่งมองมือเล็ก ๆจับชายเสื้อคลุมสีขาวแน่น นางยิ่งหัวเราะดังขึ้นกว่าเดิม อะไรคือสตรีในห้องหออะไรคือต้องสงวนกิริยา ฉีซินอี๋เวลานี้ช่างแตกต่างกับชาติก่อนยิ่งนัก
ดวงจิตแห่งหยกส่ายหัวพึมพำกับตัวเอง“ใครกันแน่ที่กำลังโดนปั่นหัว ช่างไม่รู้ความจริง ๆ”
หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อยท้องพลันเริ่มร้องขามารีบเร่งจากมาจึงไม่ได้ตระเตรียมอะไรดังนั้นเสบียงอาหารเป็ต้องหาจากละแวกนี้แล้วครั้นหางตาเหลือบไปเห็นลำธารน้ำใสดวงตาของนางเป็ประกายทันที
ใช้เวลาไม่นานก็สามารถจับปลาตัวเล็กมาถึงสองตัวขณะปิ้งใกล้สุกเต็มแก่สีหน้าของเสี่ยวไป๋ยิ่งซีดเซียวเข้าไปอีก ฉีซินอี๋เลิกคิ้ว“สนมน้อยของข้า อย่าบอกนะว่าแม้กระทั่งฆ่าเพื่อเอาเป็อาหารเ้ายังไม่คิดจะทำ”
เสี่ยวไป๋ส่ายหัวคิ้วคมสองข้างย่นเข้าหากัน “มันเป็การลักชีวิตผู้อื่น”
ฉีซินอี๋ไม่สนใจหยิบปลาเสียบไม้ขึ้นมาดมกลิ่นหอมชื่นใจก่อนจะเด็ดเนื้อกินอย่างเอร็ดอร่อยเสี่ยวไป๋เบือนหน้าหนีพร้อมกับเม้มปากแน่น ทว่าหลังผ่านการเคี่ยวเข็ญนานัปการมาไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยสักอย่างดังนั้นร่างกายช่างซื่อตรงยิ่งนัก
โครก!
เสียงกระเพาะดังขึ้นรอยยิ้มร้ายกาจปรากฏตรงมุมปากของฉีซินอี๋นางกระเถิบไปใกล้เขายื่นปลาเสียบไม้ไปตรงหน้า
“ข้ารู้ว่าเ้าหิวไม่ลองชิมปลาเสียบไม้ของข้าดูสักหน่อยหรือ”
เสี่ยวไป๋เม้มปากแน่นทำเป็ไม่มอง“ข้าไม่อาจทำผิดกฎ์”
“กฎ์?กฎ์คืออันใดไยข้าไม่เคยรู้ เอาเถอะลองสักคำสองคำสักหน่อยข้าว่าเ้าต้องติดใจแน่นอน”
ต่อให้จะหิวจนตาลายเสี่ยวไป๋ส่ายหน้าอย่างหนักแน่นสุดท้ายเป็ฉีซินอี๋ที่แพ้พ่ายถอนตัวกลับมาเคี้ยวไปพลางพูดไปพลาง“ข้าไม่เห็นว่าการฆ่าสัตว์เพื่อเป็อาหารจะผิดกฎ์อะไรตรงไหนไม่เช่นนั้นเบื้องบนจะเนรมิตสิงสาราสัตว์และพืชพันธุ์มากมายมาให้มนุษย์ไปไย”
“ท่าน...ไม่เข้าใจ”เสี่ยวไป๋เอ่ยเสียงเบาในลำคอ
แม้น้ำเสียงดังกล่าวจะใกล้เคียงกับท่าทีปกติแต่ฉีซินอี๋ไวต่อความรู้สึกนักต่อให้เขาไม่แสดงอะไรมากไปกว่านี้แต่คล้ายเ้าเด็กหน้าเหม็นจะมีความหลังกับเื่ดังกล่าวฝังลึกอยู่ในใจ
ฉีซินอี๋เก็บท่าทีหยอกล้อของตัวเองสายตานิ่งงันจ้องมองท่านั่งสงบเสงี่ยมหลุบตาต่ำมองบนพื้นของเสี่ยวไป๋แพขนตาสีขาวสั่นไหวไปมาราวกับใบพัด คล้ายอาการดังกล่าวจะสร้างรอยขีดข่วนในใจของนางให้ความรู้สึกอึดอัด สงสารและเห็นใจ
สุดท้ายนางก็ยอมแพ้ระหว่างการเก็บเกี่ยวสมุนไพรในป่าเซินหลินเผลอเก็บได้ต้นท้อที่ยังดกต้นหนึ่งเอาไว้ในหยกนางหลับตาแบมือหนเดียวลูกท้อหอมหวานกำลังสุกเต็มที่พลันปรากฏขึ้นมาบนฝ่ามือเล็ก
ยื่นท้อลูกใหญ่ไปตรงหน้าของเสี่ยวไป๋“ในเมื่อเ้าไม่กินเนื้อ เช่นนี้ลูกท้อเล่าเป็ไง”
เสี่ยวไป๋ช้อนแววตาตกตะลึงมองนาง“...ท่าน...!”
“อืมข้าให้เ้า”
เสี่ยวไป๋“เช่นนั้นแล้วท่านเล่า” นางยังไม่แข็งแรงสมควรกินให้มากถึงจะดีทว่าเหมือนฉีซินอี๋จะรับรู้ความคิดของเขาเพียงส่ายหัวเล็กน้อยประกายหยอกล้อแวววาวในดวงตายิ่งชวนให้ลุ่มหลง
“ข้าจะปล่อยให้สนมตัวน้อยของข้าอดอยากได้อย่างไรอีกอย่างข้ายังมีปลาเสียบไม้เหลืออีกตั้งหนึ่งตัว หรือเ้าอยากจะกินปลาแทน”
เสี่ยวไป๋“...ไม่” เขาส่ายหัวปฏิเสธทันที
ฉีซินอี๋ยิ้มเอ็นดูเด็กชายยื่นท้อลูกใหญ่ไปตรงหน้า “เช่นนั้นเ้าก็จงรับท้อลูกนี้ไปเสีย”ลดน้ำเสียงลงจนกลายเป็เสียงกระซิบ“สนมตัวน้อยของข้าต้องอิ่มท้องถึงจะมีเรี่ยวแรงปรนนิบัติรับใช้ท่านพี่เช่นข้าถูกหรือไม่ ฮ่าฮ่าฮ่า”
หยอกล้อจนเสี่ยวไป๋แดงก่ำไปทั้งตัวอารมณ์พลันเบิกบานจนลืมเลือนความทรมานจากพิษในร่างกาย
เขากระมิดกระเมี้ยนบิดตัวไปมาแทบจะคั้นน้ำออกมาได้อยู่แล้วก่อนจะยื่นมือน้อย ๆ มารับลูกท้อในมือนางไปกัด กัดเพียงคำเดียวความหอมหวานและน้ำมากมายไหลทะลักเข้าสู่ลำคอความหิวโหยที่มีแต่เดิมคล้ายได้รับการเติมเต็ม
ฉีซินอี๋จ้องมองท่าทางกัดกินผลไม้อย่างเอร็ดอร่อยริมฝีปากยกยิ้มบาง
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็ได้เวลาออกเดินทางแม้เสื้อคลุมสีขาวจะเปรอะเปื้อนขี้ฝุ่นไปบ้างแต่พออยู่บนร่างเสี่ยวไป๋แล้วกลับงามสง่าอย่างไม่น่าเชื่อ
“ต้องเป็เพราะสนมตัวน้อยของข้าใช้วิชามารยากับข้าแน่ๆ”
นางเอ่ยกับตัวเองอย่างไม่จริงจังพร้อมกับเดินนำเสี่ยวไป๋ตามลำธารน้ำใสที่คอยเปล่งแสงนำทางลึกเข้าสู่ถ้ำด้านใน
ความผ่อนคลายทั้งมวลเริ่มเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมยามหมอกด้านหน้าเริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ บริเวณทางที่พวกเขาพึ่งมาเมื่อสักครู่ไม่ได้มีหมอกลงหนาจัดเช่นนี้แต่ทำไมยิ่งเดินเข้าไปถึงยิ่งมองไม่เห็นทาง
“เสี่ยวไป๋เดินชิดติดข้าเอาไว้”น้ำเสียงจริงจังดังขึ้นมาแทบจะในทันทีที่นางยื่นมือไปจับข้อแขนของเขา
หมอกนี่ต้องไม่ธรรมดาเป็แน่ไม่เช่นนั้นอาศัยเพียงลำธารและถ้ำธรรมดาจะสามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
“อาซิน”พึ่งจะเอ่ยกับเสี่ยวไป๋ไม่ทันขาดคำจากที่คิดว่ากำข้อมือของเสี่ยวไป๋เอาไว้กลับกลายเป็ว่าข้อมือเล็กๆ แปรเปลี่ยนเป็ของผู้ใหญ่
เสียงคุ้นหูและกลิ่นอายคุ้นเคยดังมาจากข้างหลังฝีเท้าของนางหยุดชะงัก แผ่นหลังบางแข็งทื่อ
เป็ไปไม่ได้!
หันขวับมาต้องตกตะลึงกับใบหน้าเปื้อนยิ้มของม่อเจียลี่อีกฝ่ายมองนางสลับกับข้อมือตัวเอง รอยยิ้มหวานผุดทั่วริมฝีปากและดวงตาความรักใคร่เอ่อท้นจนนางเมามาย
“เป็อะไรไปยามนี้ไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วย...ข้าอยากััเ้าเหลือเกิน”
ทั้งท่าทางและความละมุนเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยนจนนางเกือบจะหลงระเริงไปกับภาพเบื้องหน้า ทว่าความทรงจำอันโหดร้ายแต่หนหลังกลับแวบเข้ามาในหัว
อาจารย์เป็คนสังหารข้า!
เสี้ยววินาทีที่คิดเช่นนั้นประกายอ่อนโยนในแววตาของนางแปรเปลี่ยนเป็ขึ้งโกรธแทนหว่างคิ้วขมวดแน่นความโกรธเกรี้ยวสุมอยู่เต็มอก
“ท่านฆ่าข้า!”
“อาซินเ้าฟังข้าอธิบายก่อน” ม่อเจียลี่โบกมือไปมา สีหน้าสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง
“ท่าน...เป็เพราะท่านถึงทำให้ข้าต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้” นางกล่าวอย่างเ็ป
ม่อเจียลี่ยิ่งเ็ปยิ่งกว่าแผ่นหลังซึ่งเคยตั้งตรงคดงอลง เรือนร่างสง่างามค่อย ๆคุกเข่าต่อหน้านางก่อนจะก้มลงกราบแทบเท้า
“ข้าผิดไปแล้วอาจารย์ผิดไปแล้ว ให้อภัยบุรุษที่เคยตามืดบอดคนนี้ได้หรือไม่”
ไม่ใช่แค่ตกตะลึงกับการกระทำที่คนอย่างม่อเจียลี่จะไม่มีทางทำกระทั่งสีหน้าซึ่งเคยสงบนิ่งกลับเริ่มมีน้ำตารื้นออกมาฉีซินอี๋หายใจไม่ทั่วท้องนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือเขาจะสำนึกผิดต่อนางจริง ๆ
“ท่านบอกว่า...ท่านสำนึกผิดแล้ว”ได้ยินเสียงแห้งผากของตัวเองเอ่ยถาม ม่อเจียลี่พยักหน้ายื่นนิ้วเรียวยาวมาลูบข้างแก้มนางอย่างทะนุถนอม แววตาอ้อนวอนหวานชดช้อยกระเถิบตัวมาใกล้แทบจะโอบนางเอาไว้ทั้งตัว
“ใช่แล้วข้าผิดเอง อาจารย์ผิดเองที่โลภมากอยากได้ของของเ้าจึงทำให้เสียสติไปชั่วขณะั้แ่เ้าตายจากไปอาจารย์ไม่เคยหลับสนิทเลยสักครั้งไม่เคยมีครั้งไหนที่อาจารย์จะลืมเ้า ยิ่งนานไปยิ่งทุกข์ทรมานเ้าคงไม่อาจจะจินตนาการได้ว่าอาจารย์ทุกข์ทนแค่ไหนเป็เวลากว่าสิบปีเต็ม...ในที่สุด...อาจารย์ก็ได้กลับมาเจอเ้าอีกครั้ง...สิบปีกว่าอาจารย์จะหาวิธีเอาเ้ากลับคืนมา”
แววตาของฉีซินอี๋เลื่อนลอยริมฝีปากเผยอออก “อาจารย์หมายความว่าอย่างไร”
“อาซินน้อยของข้าอยากจะกลับไปเป็ศิษย์อาจารย์และใช้ชีวิตเหมือนแต่ก่อนร่วมกันบนเขาดังเช่นนกยวงยานหรือไม่เราจะบำเพ็ญเพียรด้วยกันบรรลุเป็เซียนด้วยกันจากนั้นเ้ากับข้าจะกลายเป็กระเรียนบนฟากฟ้าบินคู่กันชั่วนิจนิรันดร์”
ฉีซินอี๋หลุบตาลงรอยยิ้มบางผุดตรงมุมปาก “ท่านไม่้าหยกแห่งจันทรานิรันดร์แล้วหรือ”
ม่อเจียลี่ยิ้มจนดวงตาโค้งหยี“หยกแห่งจันทรานิรันดร์จะมีค่าเพียงใดหากปราศจากเ้าข้าก็ไม่ต่างไปจากร่างไร้ิญญา”
“เช่นนั้นคราวนี้ท่านจะไม่ทอดทิ้งข้าอีกใช่หรือไม่”นางเอ่ยถามเสียงเบาหวิว
“แน่นอนครานี้ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งเ้าไปไหน จะอยู่เคียงข้างเ้าคอยปกป้องเ้าจากทุกสรรพสิ่งดีหรือไม่”
ฉีซินอี๋ยิ้มทั้งน้ำตาพยักหน้ารับอย่างตื้นตัน“ดียิ่ง!”
ม่อเจียลี่ยิ้มบางค่อยๆ ลุกขึ้นมาใช้ท้องนิ้วลูบหยาดน้ำตาดุจไข่มุกก่อนจะสวมกอดนางเอาไว้อย่างเบามือทว่าทันทีที่นางกอดตอบแววตาอ่อนโยนพลันแปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำความโเี้ฉายแววไปมาฝ่ามือใหญ่ข้างนั้นเผยกรงเล็บคมกริบง้างขึ้นเตรียมกะซวกแผ่นหลังแบบบาง
ฉึก!!!