่บ่ายวันนั้นเจิ้งเฟยยี่กลับไปพบติงอ๋องอีกครั้ง โดยนัดแนะมาพบกับเซียวอวี้ฉีที่ประตูเมือง
เนื่องจากเซียวอวี้ฉีไม่สามารถขี่กระบี่เจิ้งเฟยยี่จึงให้เขาหาม้ามาสองตัวเพื่อใช้เป็พาหนะเดินทางไปวัดเยว่หง เซียวอวี้ฉีจัดการหาทั้งม้าและสัมภาระจำเป็เรียบร้อยก็มานั่งรอที่ศาลารับลมนอกเมือง
ระหว่างรอเซียวอวี้ฉีมือว่างๆ จึงควักมีดพก หยิบไม้ไผ่อันหนึ่งมาเหลา เหลาไปเหลามา ขึ้นสายเสร็จก็ได้ธนูไม้ไผ่บางเบามาอันหนึ่ง
ชายหนุ่มเอียงคอมองผลงานรู้สึกพอใจ ก่อนมองๆ หากิ่งไม้แถวนั้นมาเหลาต่อจนเป็ลูกธนูอีกหลายดอก
ไม่รู้ว่าวัตถุเวทที่เจิ้งเฟยยี่จะขอยืมติงอ๋องมาช่วยนั้นสามารถทำอะไรได้บ้าง หากแกร่งกล้าขนาดชี้ตัวคนร้ายได้คงช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้นมาก
กระนั้นอีกใจหนึ่งเขาก็หวั่นๆ ว่ามันจะชี้ไปหาใครบางคนที่เขาซ่อนไว้…
“ขออภัยคุณชายที่ให้คอย เราไปกันเถอะ”
เจิ้งเฟยยี่กลับมาแล้ว บนบ่าสะพายกล่องใบหนึ่งมาด้วย ดูเหมือนเขาจะยืมของได้สำเร็จ
“ข้ากำลังกังวลว่าติงอ๋องจะไม่ให้ความร่วมมือเสียอีก”
เซียวอวี้ฉีหยุดมือ เงยหน้ามายิ้มกว้าง ทำทีมองๆ กล่องใบนั้นอย่างสนใจ
เจิ้งเฟยยี่นึกถึงสีหน้าขัดเคืองไม่เต็มใจของติงอ๋องแล้วยิ้มนิด
“ขรุขระไปบ้างแต่ก็ได้ของมา”
“ขอเรียนถามได้หรือไม่ว่าเป็สิ่งใด”
“ตะเกียงฉายอดีต”
เจิ้งเฟยยี่ตอบ ไม่พอยังปลดกล่องลงมาเปิดให้เซียวอวี้ฉีดู
ด้านในกล่องเป็ตะเกียงน้ำมันเก่าๆ ที่ถูกห่อด้วยผ้าสำหรับห่อวัตถุเวท
“ตะเกียงฉายอดีตจะฉายภาพเงาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เกินสามวัน หากเราไปวัดเยว่หงวันนี้ยังพอจะใช้สิ่งนี้ตรวจสอบเื่ที่เกิดขึ้นทัน”
เจิ้งเฟยยี่อธิบาย
เซียวอวี้ฉีสะพายคันธนูคาดอก
“เช่นนี้รอช้าไม่ได้ เดินทางกันเถอะ”
“อืม”
เจิ้งเฟยยี่ห่อตะเกียงใส่กล่องแล้วแบกไว้บนบ่าเหมือนเดิม สองคนแยกกันขี่ม้าคนละตัวพริบตาก็ควบตรงไปยังวัดเยว่หง
วัดเยว่หงตั้งอยู่บนยอดเขาสูง คืนฝนพรำและพระจันทร์เต็มดวงจะมีพิธีบูชาสะพานเซียน อันเป็สะพานที่เหล่าเซียนใช้เดินทางมาฟังการบรรยายพระธรรม
เมื่อคณะทูตมาถึง จึงเข้าพักที่บ้านตากอากาศภายในบริเวณวัดเพื่อร่วมพิธี แม้ขณะนี้จะเกิดเื่ขึ้น ทว่านอกจากกลุ่มที่ออกไล่ล่าคนร้ายแล้ว ผู้ที่เหลือต่างยังอยู่ในที่พัก กินเจ สวดมนต์ และทำสมาธิของตนเองกันอย่างเงียบสงบ
เซียวอวี้ฉีและเจิ้งเฟยยี่มาถึงยามพลบค่ำ เสียงระฆังดังขึ้นพอดีกับเวลาทำวัตรรอบค่ำ ผู้คนส่วนใหญ่จึงทยอยไปรวมตัวกันที่ลานกว้างเพื่อสวดภาวนา
“ห้องนี้เป็ห้องของสหายเซียนผู้เสียชีวิต เขามีนามว่าซูเหยี่ยน”
เจิ้งเฟยยี่นำเข้ามาในห้องที่เกิดเหตุ ห้องนี้เป็ห้องปลีกวิเวกที่แยกออกมาจากห้องอื่นโดยสิ้นเชิง
เซียวอวี้ฉีก้าวตามเข้าไป กวาดตามองรอบห้องที่ยังคงเป็ระเบียบเรียบร้อย
เว้นเสียแต่บริเวณหน้าเตียงที่มีรอยเืสาดกระเซ็น และผ้าปูเตียงซึ่งเปื้อนโลหิต บ่งบอกว่าเซียนซูเหยี่ยนน่าจะล้มเสียชีวิตลงบนเตียงนั้น
เจิ้งเฟยยี่มองไปที่ผ้าปูเตียงเช่นกัน
“บนาแของเขามีรอยถูกฟันเป็ทางยาว น่าจะเกิดจากของมีคมอย่างดาบหรือกระบี่”
“ตอนพวกท่านมาถึง ไม่เห็นอาวุธของคนร้ายหรือ?”
เซียวอวี้ฉีถาม พลางลากสายตาสำรวจจุดอื่นๆ ภายในห้อง
“ที่จริงตอนนั้นซูเหยี่ยนกำลังพักผ่อน ห้องนี้จึงมืดสนิท ทุกคนเพิ่งกลับจากพิธีบูชาสะพาน ตอนที่เห็นก็เป็จังหวะเดียวกับที่เสียงร้องดังขึ้น และคนร้ายะโหนีออกไปทางหน้าต่าง”
“เหตุใดเซียนซูเหยี่ยนถึงไม่เข้าร่วมพิธีเล่า?” เซียวอวี้ฉีเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เซียนบางคนเมื่อออกจากแดนเซียน ปราณพลังย่อมไม่มั่นคง ร่างกายจึงอ่อนแอบ้างเป็ธรรมดา เขาแพ้อากาศ จามไม่หยุด ข้าจึงให้เขาพักผ่อน”
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้… หากเช่นนั้นที่เขาพักแยกออกมาอีกเรือน ก็เพราะเกรงว่าจะนำหวัดไปติดผู้อื่นใช่หรือไม่?”
เซียวอวี้ฉีค่อยกระจ่างแจ้ง เจิ้งเฟยยี่พยักหน้า
“คุณชายกล่าวถูกต้อง และอันที่จริง ห้องนี้ทางวัดเยว่หงจัดให้ข้าเป็ผู้พัก …หากไม่ใช่เพราะซูเหยี่ยนไม่สบาย คนที่นอนอยู่ในห้องนี้ย่อมเป็ข้า”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ทุกอย่างพลันเริ่มเข้าเค้า ใบหน้าของเจิ้งเฟยยี่ขรึมลง ขณะเดียวกัน เซียวอวี้ฉีก็จับใจความได้เช่นกัน
“ท่านหมายความว่า คนที่คนร้ายเล็งเป้าไว้คือท่าน แต่เพราะเซียนซูเหยี่ยนมาพักแทน คนที่ถูกสังหารจึงกลายเป็เขา”
“ข้าคิดเช่นนั้น”
หากไม่ใช่เพราะความบังเอิญที่ซูเหยี่ยนล้มป่วย คนที่ตาย…อาจเป็เขาเอง
“ช้าก่อน หากคนร้ายตั้งใจสังหาร ย่อมต้องรู้รูปร่างหน้าตาของท่าน ไฉนจึงสังหารผิดคนได้?”
การลอบสังหารบุตรชายของประมุขแดนเซียน หาใช่เื่เล่น ผู้ลอบสังหารย่อมต้องเตรียมการอย่างรอบคอบ ไม่ควรปล่อยให้เกิดความผิดพลาด
“เื่นี้…เป็ความคิดของประมุข บิดาของข้าไม่วางใจให้ข้าเผชิญความเสี่ยง ในการเดินทางครั้งนี้จึงคัดเลือกผู้ที่มีลักษณะคล้ายข้า คนที่หน้าตาเหมือนข้าถึงเจ็ดส่วน แต่งกาย ทรงผม และเครื่องประดับก็ล้วนเหมือนกัน รวมแล้วประมาณห้าคน”
กล่าวจบ เจิ้งเฟยยี่กำหมัดแน่นขึ้นเล็กน้อย
“นอกจากนี้ แม้ข้าจะเป็ผู้นำคณะในครานี้ แต่ยามอยู่นอกวัด ข้าอาศัยเงาของคนทั้งห้าปกปิดตัวตน ทำให้ผู้ประสงค์ร้ายลงมือลำบากยิ่งขึ้น”
“นี่ออกจะรอบคอบทีเดียว…”
เซียวอวี้ฉีอึ้งงัน นับถือทั้งการคาดการณ์อันแม่นยำของประมุขแดนเซียน ราวกับมองเห็นเหตุล่วงหน้า และความระมัดระวังตัวของประมุขน้อยผู้นี้ด้วย
“แต่ข้ายังสงสัยอยู่ดี เหตุใดจึงมีผู้้าสังหารท่าน และผู้ใดกันที่คิดจะทำเช่นนั้น”
“เื่นี้ยังไม่แน่ใจ แต่หากข้าเป็อะไรไป ย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างสามดินแดน อย่างไรก็ดี ก็มีความเป็ไปได้ว่าเป็เพียงความเข้าใจผิด คนที่ลงมืออาจเป็โจรปล้นทรัพย์ธรรมดา”
นั่นก็มีความเป็ไปได้… เซียวอวี้ฉีกุมคาง ครุ่นคิด
“ฉะนั้น เพื่อไม่ให้เื่บานปลาย เราต้องหาตัวคนร้ายให้พบ คุณชาย จุดตะเกียงเถอะ”
เจิ้งเฟยยี่พยักหน้า ดับตะเกียงในมือ แล้วนำตะเกียงฉายอดีตออกมาจากกล่อง
เมื่อไฟในตะเกียงถูกจุด แสงสว่างค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วที่เกิดเหตุ และในชั่วพริบตานั้นเอง เงาสองเงาก็ปรากฏขึ้นบนผนังห้อง
เงาแรกยืนอยู่ข้างเตียง กำลังโน้มตัวลงไปดับเทียน ขณะที่อีกเงาหนึ่งะโเข้ามาทางหน้าต่าง ในมือถืออาวุธยาว ลักษณะคล้ายง้าว คนผู้นี้ย่อมเป็คนร้ายอย่างแน่นอน
พิจารณาจากเงาแล้ว คนร้ายค่อนข้างสูง ยามก้าวเดินมั่นคง เสื้อผ้ารัดกุม น่าจะปกปิดส่วนสำคัญอย่างใบหน้าไว้ทั้งหมด เขาเข้ามาในระยะ ก่อนตวัดง้าวลงฉับอย่างรวดเร็ว
การฟันเพียงครั้งเดียว โลหิตสาดกระเซ็น เซียนซูเหยี่ยนล้มลงและขาดใจตายทันที
หลังลงมือ คนร้ายก็ะโหนีออกไปทางหน้าต่าง เจิ้งเฟยยี่เห็นดังนั้น จึงชักชวนให้ทั้งสองตามเงาของคนร้ายออกไปข้างนอก
เงาดำเคลื่อนจากผนังห้อง ไปทอดทับบนต้นไม้และใบหญ้า ทั้งสองจำต้องเร่งฝีเท้าตามไป เส้นทางที่เงานั้นใช้เป็ทางลงเขา ว่องไวอย่างยิ่ง เซียวอวี้ฉีสับฝีเท้าตามไม่ทัน เจิ้งเฟยยี่จึงฉุดเขาให้เหาะขึ้นกระบี่ ไล่ตามไป
เซียวอวี้ฉีไม่เคยขี่กระบี่มาก่อนในชีวิต หน้าตาตื่น ใจนคว้าเอวของเจิ้งเฟยยี่ไว้แน่นด้วยสัญชาตญาณ
คนถูกกอดตัวแข็งไปในทันที สมาธิเกือบหลุด กระบี่แทบจะเป๋ออกนอกเส้นทาง
“ท่านระวัง!”
เซียวอวี้ฉีร้องเตือนอย่างตื่นตระหนก ไม่คาดคิดว่าจะต้องมาเผชิญกายกรรมผาดโผนเช่นนี้ พวกเขาเกือบจะชนต้นไม้อยู่แล้ว!
“ขออภัย คุณชาย จับให้มั่น”
เมื่อกลับมาทรงตัวได้ เจิ้งเฟยยี่สลัดความตื่นเต้นทิ้งไป หันไปมุ่งความสนใจยังเงาวูบไหว มือที่ถือตะเกียงยื่นไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
เงาในอดีตถูกไล่ล่า ความเร็วจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลักษณะการเคลื่อนไหวบ่งบอกว่าเขามีจุดแข็งคือความว่องไว นอกจากนั้นยังมีพละกำลังสูง วิ่งมาไกลเพียงนี้ ความเร็วกลับไม่ตก อีกทั้งดูเหมือนจะศึกษาเส้นทางมาเป็อย่างดี เพียงไม่นานก็ใกล้จะพ้นเขตูเาแล้ว
ฟิ้ว!
ระหว่างกำลังไล่ตาม จู่ๆ วัตถุบินอย่างหนึ่งก็พุ่งตรงเข้ามาทางพวกเขา เจิ้งเฟยยี่มัวเพ่งความสนใจไปที่เงาดำ จึงไม่ทันระวังอันตรายที่กำลังเข้ามา
“พี่เจิ้ง ระวัง!”
เป็เซียวอวี้ฉีที่มีปฏิกิริยาว่องไว พลิกฝ่ามือออกไปรับสิ่งที่พุ่งเข้ามาไว้ได้ ร่างสูงยังม้วนตัวตีลังกากลางอากาศ ปลดคันธนูไม้ไผ่ที่นั่งทำเล่นๆ เมื่อยามบ่าย ขึ้นสายอย่างว่องไว
ส่วนวัตถุที่จับไว้ได้ เขาใช้แทนศร ยิงสวนกลับไปทันที แม้มองไม่เห็นเป้าหมายก็ตาม
“โอ๊ย!”
เสียงร้องลั่นดังขึ้นจากใครบางคนที่น่าจะถูกเซียวอวี้ฉียิงเข้าให้ ขณะเดียวกันนั้นเอง เซียวอวี้ฉีซึ่งเพิ่งตอบโต้ศัตรูไปก็เสียหลัก ลอยตกจากกระบี่ก่อนจะกระแทกพื้นอย่างแรง
“คุณชายเซียว!”
เจิ้งเฟยยี่ใ รีบะโลงมาดูทันที เมื่อเห็นชายหนุ่มในชุดสีฟ้าร่วงหายไปในพุ่มไม้ก็เร่งเข้าไปช่วยโดยไม่ลังเล
“อา…เงานั่น…”
เซียวอวี้ฉีถูกฉุดขึ้นมาอย่างโงนเงน ไม่แน่ใจว่าศีรษะไปกระแทกกับสิ่งใดเข้า ถึงได้ตาลายเช่นนี้
“ไม่ต้องห่วงเื่นั้น เ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง”
เจิ้งเฟยยี่เห็นดวงตาของอีกฝ่ายลอยเลื่อน ว่างเปล่า คล้ายจับจุดไม่ได้ ใจพลันหายวาบ คิดว่าอาการคงไม่เบา จึงรีบประคองร่างนั้นเข้ามาไว้ในอ้อมอก
“ท่าน…ทิ้งข้าไว้…ไล่ตามเงา…”
เซียวอวี้ฉีพูดไม่ทันจบประโยค สติพลันดับวูบลง เจิ้งเฟยยี่ออกแรงเขย่าคนในอ้อมแขน
“คุณชาย! คุณชาย! น้องเซียว!”
“นายน้อยขอรับ!”
อีกทางหนึ่ง พลันมีเสียงะโแทรกขึ้นมา เจิ้งเฟยยี่ระแวดระวัง หันไปมองพร้อมหมุนลำตัวเข้าบังร่างของเซียวอวี้ฉีไว้อีกด้าน
ในตอนนั้นเอง พุ่มไม้สองสามพุ่มถูกแหวกออก ร่างในชุดเซียนก้าวออกมายืนเบื้องหน้า ครั้นผู้นั้นเห็นเขาเต็มตา ก็รีบกระโจนเข้ามาคุกเข่าลง ร้องไห้สะอึกสะอื้น
“โฮ… นายน้อยของข้า ท่านปลอดภัยหรือไม่ขอรับ!”
มาถึงตรงนี้ เจิ้งเฟยยี่ก็เข้าใจเื่ราวทั้งหมดแล้ว เขามองเด็กหนุ่มที่น้ำตานองหน้า ก่อนจะสังเกตเห็นว่า ที่หัวไหล่ซ้ายของอีกฝ่ายมีธนูปักคาอยู่หนึ่งดอก
“เจิ้งหลาน เมื่อครู่เป็เ้ายิงข้าหรือ?”
คำถามนั้นเพิ่งหลุดออกไป เสียงร้องไห้ก็หยุดลงฉับพลัน เจิ้งหลานซบหน้าลงกับพื้น เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก
“ผะ…ผู้น้อย ผู้น้อยยิงบุรุษคนนั้นขอรับ…”
เจิ้งหลานชี้ไปยังร่างที่หมดสติอยู่ในอ้อมแขนของเ้านาย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นทำสีหน้าน่าสงสาร
“ข้าน้อยคิดว่าเขากำลังลักพาตัวท่าน ก็เลย…”
“…”
เจิ้งเฟยยี่ไร้คำจะเอ่ยกับผู้ติดตามผู้นี้จริงๆ ถึงอย่างนั้น เจิ้งหลานก็เป็คนซื่อสัตย์ภักดี เพียงแต่…อาจซุ่มซ่ามไปสักหน่อยเท่านั้นเอง
“เหตุใดเ้ามาอยู่ที่นี่”
เมื่อตั้งสติได้ เจิ้งเฟยยี่จึงค่อยอุ้มเซียวอวี้ฉีขึ้นมา ส่วนตะเกียงฉายอดีตก็มอดดับไปั้แ่เขาะโลงมาจากกระบี่แล้ว
“ผู้น้อยตามหาเบาะแสของคนร้ายขอรับ เมื่อครู่กำลังจะลงไปรายงานความคืบหน้าให้ท่านทราบ”
“ได้ความหรือไม่”
“มีเื่หนึ่งขอรับ”
แม้ท่าทางจะดูเงอะงะอยู่บ้าง แต่การทำงานกลับไม่เลว เจิ้งเฟยยี่จึงพยักหน้า
“ว่ามาเถอะ”
เจิ้งหลานไม่ชักช้า รีบรายงานทันที
“ผู้น้อยไปตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าร่วมงาน ดูเหมือนว่าวันนั้น คนที่ไม่ได้เข้าร่วมพิธีบูชาสะพานเซียน นอกจากซูเหยี่ยนแล้ว ยังมีอู๋จื่อหานอีกคนขอรับ”
“อู๋จื่อหาน?”
ไม่คาดคิดว่าจะเป็คนผู้นั้น เจิ้งเฟยยี่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะใคร่ครวญถามต่อ
“มีเื่อื่นอีกหรือไม่”
“เอ่อ…นอกจากไม่ได้เข้าร่วมพิธีแล้ว เขายังมิได้ฝากอาวุธไว้ในคลังของวัดเยว่หงด้วยขอรับ”
คนไม่อยู่ อาวุธก็ไม่ปรากฏ หรือเื่นี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน?
เจิ้งเฟยยี่ก้มหน้าครุ่นคิด อู๋จื่อหานผู้นี้กับเขามิได้มีเื่บาดหมางต่อกัน อีกฝ่ายจะลงมือกับเขาไปไย
นอกจากว่า…แดนมารคิดจะเปิดศึกกับแดนเซียน
แต่เื่นี้ยัง้าหลักฐานมากกว่านี้
เมื่อสรุปใจความได้ เจิ้งเฟยยี่จึงเงยหน้าขึ้นสั่งการ
“ส่งคนไปจับตาดูอู๋จื่อหานเอาไว้”
“เอ่อ…นายน้อย เื่นี้แหละที่เราสงสัย เพราะั้แ่วันนั้น อู๋จื่อหานก็หายตัวไปขอรับ ตอนนี้ทางแดนมารกำลังตามหาตัวเขาอยู่เช่นกัน”
“หายไป?”
ครานี้ ข้อสงสัยในตัวอู๋จื่อหานยิ่งทวีขึ้น เจิ้งเฟยยี่มั่นใจว่าเื่นี้ต้องมีเื้ั
เพียงแต่…เขาหายไปที่ใดกันแน่?
*********************************************
ประกาศจากจิ้งจก:ตอนที่ 12 เป็ต้นไป จะปรับเวลาลงเป็ พฤ. ศ. ส. นะจุ๊