อะไรนะ! เขาว่าอะไรนะ!
มู่ฟางเหนียงเดินกระแทกส้นเท้ากลับเข้ามาในบริเวณลานบ้านที่ใช้เป็ที่ตากสมุนไพรนางฮึดฮัดหันซ้ายหันขวาอย่างหงุดหงิดแลทุกสิ่งรอบข้างก็ขวางหูขวางตาจนอยากยกเท้าขึ้นเตะของที่อยู่ตรงหน้าแต่ก็เกรงว่าจะต้องเสียเวลามาเก็บของที่ตัวเองเตะไปอีก
อะไรกัน! นางสิ้นเปลืองพลังงานในการอ่านและคัดลอกตำราแพทย์นั้นอยู่สองวันสองคืนไม่ขึ้นเขาไปช่วยท่านพ่อเก็บสมุนไพร เอาแต่อ่านตำรานี่จนหลงลืมเวลา ปล่อยให้ท่านพ่อต้องกินอาหารเย็นชืดไปหลายมื้อกลางคืนก็อดหลับอดนอนเปลืองเทียนไขไปตั้งเท่าไหร่ แล้วจู่ๆให้คนมาบอกว่าเขายังไม่เอาตำรากลับคืน ให้นางเก็บไว้ก่อนนางจะฝากบ่าวรับใช้ที่มาส่งข่าวคืนให้ ก็เหมือนเขาจะรู้ จึงกำชับมาว่าไม่รับฝากนางต้องเอาไปคืนด้วยตนเองเพียงแต่ตอนนี้เขาไม่สะดวกจะอยู่ตรวจหนังสือทุกแผ่นทุกหน้าชายผู้นี้นิสัยเหมือนเด็กเอาแต่ใจอย่างที่เคอหลิ่งหลินชอบพูดให้นางฟังนัก
จะแปลกอะไรที่นางจะเข้าใจไปว่าเขาอายุสิบขวบ! ถึงได้ฝากกลองป๋องแป๋งเอาไว้ปลอบใจยามที่ต้องอยู่ไกลพี่สาวและครอบครัว!
นางเป็ลูกคนเดียว แต่กระนั้นก็ติดตามบิดาตลอดเรียกได้ว่าบิดาอยู่ที่ไหน นางอยู่ที่นั่น แม้จะไม่ได้อยู่เป็หลักแหล่งแต่นางก็ไม่เหงาเพราะบิดาของนางเป็ทั้งพ่อ แม่ และเพื่อนให้นาง เมื่อเคอหลิ่งหลินเล่าเื่ราวของ‘น้องชาย’ที่ต้องใช้ชีวิต่หนึ่งอยู่ห่างไกลครอบครัวเพื่อศึกษาเล่าเรียนนางจึงเข้าใจความรู้สึกที่น้อยใจตามประสาเด็กเหมือนถูกพ่อแม่ทิ้งขว้างทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งที่ทำไปเพื่ออนาคตของเขาเอง
ก็นั่นแหละนางจึงเข้าใจไปว่าเขาเป็เด็กเล็กๆ เอาแต่ใจ ไร้เหตุผล ชอบเอาชนะและขี้น้อยใจใครจะไปรู้ว่านิสัยแบบนั้นอยู่ในตัวผู้ชายร่างกำยำผู้นั้นเล่า!
“เป็อะไรไปเหนียงเอ๋อร์”น้ำเสียงสงบเยือกเย็นเอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทางฮึดฮัดของลูกสาวอยู่กลางลานบ้าน
นางสูดลมหายใจลึก พยายามข่มโทสะของตนก่อนจะหมุนตัวหันไปเอ่ยตอบ
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะ”
“ไม่มีอะไร ไยเ้าทำเหมือนจะพังบ้านทั้งหลังได้นี่ดีที่เ้าไม่มีวรยุทธ์ ไม่เช่นนั้นพ่อก็ไม่รู้ว่าบ้านจะมีรูที่ใดบ้าง”
“ท่านพ่อก็พูดเกินไป”นางเบ้ปากทำแง่งอนแล้วเดินไปหาบิดา
“หากเ้าจะเอาดีด้านการรักษาคนเ้าควรใจเย็นและไม่แสดงอาการเช่นเมื่อครู่” คนเป็พ่อเตือนพร้อมสั่งสอน “ที่นี่มีผู้ใดนอกจากท่านพ่อเล่า”นางเบ้ปากน้อยๆ “เป็หมอแล้วอย่างไร ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกรึ เจอคนไข้ไม่รักตัวเองลูกก็ดุใส่เหมือนกันแหละ ใครจะไปใจดีเหมือนท่าน มีอะไรก็โอ๋คนไข้นักท่านควรดุพวกเขาบ้าง ไม่อย่างนั้นเขาก็เจ็บป่วยอาการเดิมๆกลับมาให้ท่านต้องปวดหัวเพราะคิดว่าอย่างไรท่านก็รักษาพวกเขาได้”
คราวนี้คนเป็พ่ออ้าปากค้างโดนลูกสาวดุเป็เื่ปกติ แต่นี่เห็นชัดๆ ว่านางโมโหผู้อื่นมาพาลมาลงที่เขานิสัยนางเหมือนแม่ก็ตรงนี้ พูดจาตรงไปตรงมา เปิดเผยไม่ซ่อนเร้นแม้การเป็หมอควรมีบุคลิกสงบเยือกเย็นให้คนไข้สบายใจทว่าลูกสาวของเขากลับเป็หมอที่...จะเรียกว่านางปากร้ายก็กล่าวเกินจริงไปนางอาจพูดจาห้วนและดุไปบ้างแต่เท่าที่สังเกตก็เห็นคนไข้ที่นางรักษาหรือโดนนางบ่นใส่ก็แย้มยิ้มหรือหัวเราะเอิ๊กอ๊ากกันทั้งนั้น ไม่มีใครโกรธเคืองนางหากนางติดตามเขาไปรักษาบ้านเศรษฐี นางสงบปากสงบคำลงไปสักครึ่งซึ่งก็นับว่ายากแล้วเพราะถ้าเจอคนนิสัยไม่ดีดูแคลนผู้อื่น นางก็สรรหาคำพูดมาประชดประชันได้อยู่ดี
แต่ถ้านับฝีมือการตรวจรักษาของนางแล้วนางคือลูกศิษย์ที่เขาภูมิใจนัก เพียงหกเจ็ดขวบนางก็ท่องสูตรยารักษาโรคทั่วไปได้ สิบขวบก็ฝังเข็มเป็เขาไว้ใจขนาดยอมให้ใช้ตัวเองเป็หุ่นให้นางฝังเข็ม นอกจากนี้เื่อาหารการกิน นางก็ทำได้ไม่ขาดตกบกพร่องเพราะนางเป็ที่เอ็นดูของผู้อื่น ยามที่เขารักษาคน บางครั้งนางก็ไปเข้าครัว หัดทำกับข้าวกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงนำอาหารมาให้เขากินครบสามมื้อ ดูแลเขาไม่ขาดตกบกพร่อง เสื้อผ้าที่เขาสวมนางก็ล้วนซักและปะชุนให้เรียบร้อย ไม่ต้องอับอายว่าใส่เสื้อผ้าเก่าไม่รวมเื่เงินทองรายได้อันน้อยนิดที่นางจัดการได้อย่างดี ไม่เคยได้อดอยากกันนักเขาต่างหากที่จะพานางลำบากเพราะมักใจอ่อนไม่ค่อยเก็บเงินค่ารักษาแถมถ้ายากจนมาก็แถมเงินให้นิดหน่อย ถ้านางรู้เห็นก็แอบค่อนว่าเขา แต่ก็มิได้ห้ามอะไร
คนเป็พ่อได้แต่ถอนหายใจหนักหน่วงแม้จะมีรูปร่างหน้าตาสะสวยเพียงไรแต่สิ่งที่สำคัญและได้รับการยกย่องเสียยิ่งกว่าความงามภายนอกก็คือหญิงสาวผู้ทรงไว้ซึ่งสามเชื่อฟัง สี่คุณธรรม สามเชื่อฟังนั้นได้แก่ ก่อนแต่งให้เชื่อฟังบิดาหลังแต่งให้เชื่อฟังสามี และเมื่อสามีตายจากก็ให้เชื่อฟังลูกชาย ถือเป็แิที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิงในสมัยก่อนทั้งชีวิตทำเพื่อคนอื่นและอยู่เพื่อคนอื่น
แต่ดูเหมือนว่าเขาเป็บิดาที่อยู่ในโอวาทของบุตรสาวเสียแล้ว
มู่ฟางเหนียงเห็นท่านพ่อนิ่งงันไปโทสะที่คุกรุ่นเมื่อครู่ก็เริ่มสงบลง เอาเถิดคนผู้นั้นถือตนว่ายศศักดิ์สูงกว่านางซึ่งเป็หญิงชาวบ้านธรรมดา ซ้ำยังเป็หมอหญิงที่ไร้เกียรติมิควรค่าแก่การเคารพนับถือแล้ว นางจะขุ่นเคืองใจให้ร่างกายทรุดโทรมไปไย ดีแล้ว...มันย่อมเป็การดีเสียอีกเพราะนางจะได้มีเวลาพลิกหน้ากระดาษอ่านทวนซ้ำสักรอบสองรอบ เขาจะเอาคืนเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นนางก็พร้อมจะคืนของที่มิใช่ของตัวเองให้ หญิงสาวถอนหายใจเบาๆแล้วเดินไปประจบบิดาที่นิ่งงันไปราวกับก้อนหิน
“หลายวันมานี้ลูกไม่ได้ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรกับท่านเดี๋ยวลูกจะทำบะหมี่อร่อยๆ ให้ท่านพ่อกินก็แล้วกันนะ”
“เ้าทำอะไรมาพ่อก็กินทั้งนั้นแหละ”เป็ประโยคที่พูดจนติดปาก หมอมู่หยางซัวยกมือลูบศีรษะเบาๆ “ว่าแต่เมื่อครู่ มิใช่คนมาจากจวนแม่ทัพจ้าวหรอกหรือ?”
“ใช่เ้าค่ะ” นางพยักหน้ารับ“แต่ไม่มีอะไรหรอก เอ่อ...แค่มาส่งข่าวเท่านั้น”
“นึกว่าแม่นางเคอฟื้นแล้ว”ผู้เป็พ่อพึมพำ “พ่อว่าอีกไม่กี่วันเคอหลิ่งหลินคงจะฟื้นแล้วละ การหลับเป็การฟื้นฟูร่างกายที่ดีอย่างหนึ่ง”
“ลูกติดตามท่านพ่อมานาน ยังไม่เคยเห็นผู้ใดหลับนานนับเดือนขนาดนี้”
“อาการเจ็บป่วยของแต่ละคนไม่เหมือนกันผู้อารักขาของคุณชายเฉินที่ไปค้นหาไข่มุกหมื่นราตรีมิได้ถูกพิษจากเปลือกหอยแต่เพราะร่างกายถูกทำร้ายจากผู้มีวรยุทธ์สูงส่ง พ่อดูรอยฝ่ามือของเคอหลิ่งหลินแล้วเป็รอยฝ่ามือเดียวกับที่ผู้อารักขาผู้นั้นได้รับ เขาจึงาเ็บอบช้ำรักษาได้โดยง่ายแต่เคอหลิ่งหลินถูกพิษ แม้ถูกขับออกก็เพราะฝ่ามือทรงพลังนั้นแต่ก็ทำให้ร่างกายทั้งบอบช้ำและมีพิษหลงเหลืออยู่นางต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าปกติ”
“แต่ฝ่ามือนั้นทำให้นาง...สูญเสียกำลังภายใน”หญิงสาวหยุดคิดอยู่อึดใจหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “คนเป็วรยุทธ์ ใช้กำลังภายในมิได้ ลูกเคยได้ยินว่าบางคนยอมตายแต่ไม่ขออยู่เยี่ยงคนพิการ”
“มือเท้านางก็ยังอยู่ดีมิใช่รึ”มู่หยางซัวถอนหายใจเบาๆ ก่อนคลี่ยิ้มออกมา“เ้าคิดหรือว่าอย่างเคอหลิ่งหลินจะทำร้ายตัวเอง นางซุกซนสมเป็พี่สาวเ้าเื่แค่นี้นางคงไม่คิดสั้นเช่นนั้นหรอก”
หญิงสาวได้ฟังตามนั้นแล้วก็เผลอหัวเราะออกมา
จริงด้วย ‘พี่สาว’ของนางเป็คนมองโลกในแง่ดี แค่ไม่มีวรยุทธ์แต่ก็ยังมีสองมือสองเท้านางคงไม่ทำร้ายตัวเองหรือคิดสั้นแบบนั้นแน่ๆ นางยิ้มน้อยๆ ออกมาแล้วขอตัวเข้าครัวจัดเตรียมอาหารกลางวันของคนทั้งสองปกติท่านพ่อมักกินง่ายอยู่ง่ายนางต้องคอยฝึกปรือฝีมือทำอาหารเพื่อบำรุงสุขภาพของท่าน แม้จะเป็อาหารง่ายๆ ตามประสาคนเบี้ยน้อยครู่ต่อมานางก็ยกชามบะหมี่หอมกรุ่นมาให้บิดาและตัวนางเองด้วย
มู่หยางซัวไม่อยากรอเฉยๆ จึงนำสมุนไพรออกมาจากตะกร้าเตรียมคัดแยกที่บ้านอยู่กันเพียงสองคนพ่อลูก ไม่มีบ่าวไพร่ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาไม่มีรายได้พอจะจ้างใครมาช่วยงาน สมุนไพรเหล่านี้เป็ชนิดที่หาได้ในป่าเขาไม่ได้ลำบากอะไรนัก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ล้วนยากจน ไฉนเลยจะมีเงินซื้อยาดีๆ จากร้านขายยาได้เขาและลูกสาวตระหนักในข้อนี้ดี จึงพยายามดัดแปลงตำรับยาที่ศึกษามาเพื่อนำสมุนไพรที่หาได้ง่ายมาเป็ตัวยารักษา
จะว่าไปมู่ฟางเหนียงเสียอีกที่ชาญฉลาดกว่าเขาเรียนรู้ที่จะปรุงอาหารเป็ยา คนไหนเจ็บป่วยอะไรมา หากไม่หนักหนาอะไรนักนางจะสั่งให้กลับไปบำรุงด้วยอาหารต่างๆ ตามอาการของคนป่วย เช่น กุยช่ายช่วยขับน้ำนมในสตรีหลังคลอด ช่วยฆ่าเชื้อและช่วยถ่ายพยาธิมีสรรพคุณรักษาโรคนิ่วและหนองใน จี๋เกีย (ขิง) มีสรรพคุณช่วยขับลมลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง ช่วยฆ่าพยาธิและขับปัสสาวะ บำรุงสายตา ช่วยละลายเสมหะ แก้ไอและเจ็บคอบำรุงสายตาและช่วยให้เจริญอาหาร และเซียะเต่า (ถั่วแดง) ช่วยในการขับถ่ายช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดี ช่วยบำรุงเืและช่วยขับปัสสาวะมีสรรพคุณในการลดอาการเหน็บชา ลดผดผื่นคันตามร่างกายและช่วยบำรุงมดลูกให้ทำงานดีขึ้น
เพียงไม่นานกลิ่นบะหมี่หอมกรุ่นก็ลอยมาแตะปลายจมูกก่อนที่ชามบะหมี่จะมาถึงเพราะอยู่กันแค่สองคนพ่อลูกจึงไม่มีพิธีรีตองอะไรนัก อยากนั่งกินตรงไหนก็นั่งกินนางจึงยกถาดไม้ที่มีชามบะหมี่ร้อนหอมกรุ่นสองชามมาหาเขาที่ลานตากสมุนไพร
“มาเถิดท่านพ่อ กำลังร้อนๆ เลย เดี๋ยวเราค่อยช่วยกันคัดแยกสมุนไพร”
บิดาวางมือจากงานที่ทำอยู่มองลูกสาวที่ยกชามบะหมี่ออกมาวางไว้ด้วยท่าทีคล่องแคล่ว เดินเร็วๆ ไปยกกาน้ำชามา แล้วก็รีบมานั่งกินบะหมี่ข้างเขามู่หยางซัวคีบบะหมี่ส่งเข้าปากแล้วก็อดชื่นชมลูกสาวไม่ได้เพราะความลำบากหล่อหลอมให้นางต้องเอาตัวรอด แม้จะไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็มิได้อดอยากอาหารง่ายๆ ก็ปรุงรสให้อร่อยได้ราวกับมีเวทมนตร์
“อ้อ...เมื่อเช้าพ่อบังเอิญพบกับเศรษฐีกู่หลิน”มู่หยางซัวเอ่ยขึ้นมาอย่างเพิ่งนึกได้
“ทำไมรึ เขาจะเชิญพวกเราออกจากบ้านของเขาแล้วรึเ้าคะ”
อาศัยบ้านผู้อื่นอยู่จะโดนเชิญออกเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้แม้บิดาจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็หมอเทวดาไร้เงา ทว่าไม่สามารถยื้อชีวิตทุกคนได้มีบางครั้งที่สุดจะยื้อคนเจ็บตายคามือญาติพี่น้องโมโหมาพังที่พักอาศัยของนางกับพ่อ นางเก็บผ้าผ่อนแทบไม่ทัน เหตุการณ์เช่นนั้นก็เคยผ่านมาแล้วไม่ว่าจะอยู่ที่ใด นางจึงระแวงใจว่าจะเกิดเื่เช่นนั้นอีก
“เปล่าพ่อแค่ลองถามเื่ซื้อบ้านหลังนี้”
“ท่านพ่อจะเอาจริงหรือเ้าคะ”
“ทำไมล่ะเราจะได้มีที่อยู่เป็หลักแหล่ง ไม่ต้องเร่ร่อนไปทั่ว ไม่ดีรึ”
“เขาจะขายให้ท่านพ่อเท่าไหร่”
“ห้าร้อยตำลึง” บิดาพูดเรียบๆเหมือนเงินจำนวนนิดเดียวแต่มู่ฟางเหนียงที่ถือกระเป๋าเงินย่อมรู้ดีว่าทั้งบ้านมีเงินอยู่กี่ตำลึง
“แต่เศรษฐีกู่หลินบอกว่าถ้าเรา้าอยู่ที่นี่จริงๆเขาจะยกบ้านหลังนี้ให้”
นางเคี้ยวเส้นบะหมี่อย่างละเอียดราวกับใช้ความคิดสองปีก่อน่ที่สองพ่อลูกเดินทางมาถึงที่นี่ใหม่ๆได้รับความช่วยเหลือจากเศรษฐีกู่หลิน ภรรยาเอกของท่านกู่หลินล้มป่วยเรื้อรังเนื่องจากเสียเืจากการคลอดบุตรชายคนเดียวของตระกูลนางป่วยกระเสาะกระแสะมาเรื่อย จนกระทั่งท่านพ่อกับนางได้ตรวจดูอาการ แม้จะรู้ดีว่าชีวิตของนางสั้นนักแต่ก็ช่วยบำรุงให้นางสบายตัวขึ้นได้บ้าง กล่าวได้ว่าไม่ทุกข์ทรมานมากนักจากเดิมที่จะตายวันตายพรุ่ง ก็ยืดชีวิตได้นานครึ่งปีได้พอเห็นลูกตัวเองแย้มยิ้มหัวเราะก่อนจะสิ้นใจไป
เศรษฐีกู่หลินอายุเพียงสามสิบสองมีอนุอีกสี่คน แต่รักภรรยาผู้นี้สุดใจแม้นางตายไปก็ยังไม่เลือกใครมาเป็ภรรยาเอกคนใหม่ ลูกชายคนเดียวนั้น แรกๆอ่อนแอนัก แต่เมื่อบำรุงตามสูตรของหมอเทวดาไร้เงาแล้วก็แข็งแรงดีขึ้น จนทุกวันนี้เป็เด็กชายที่น่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อยนางเองก็เคยเข้าไปตรวจสุขภาพพร้อมสั่งยาบำรุงให้อนุแต่ละคนเพื่อจะได้มีบุตรให้เศรษฐีกู่หลินอีกเขาเป็คนดีที่น่านับถือ แต่มิใช่ว่านางกับพ่อควรอยู่อย่างสำนึกบุญคุณตลอดเวลาเกิดทำอะไรให้อนุคนหนึ่งคนใดไม่พอใจ นางกับพ่อมิต้องรีบร้อนหอบผ้าผ่อนออกไปอีกรึ
“ท่านพ่อไม่ต้องฝืนใจหรอกเ้าค่ะ ท่านไม่เคยอยู่ที่ใดนานๆแค่อยู่ที่นี่สองปีก็นับว่านานมากแล้ว ถ้าท่านอยากเดินทาง ลูกก็พร้อมติดตามท่านพ่ออยู่แล้ว”
“เหนียงเอ๋อร์”
“รอพี่หลิ่งหลินฟื้นแล้วเราก็ออกเดินทางกันเถิดเ้าค่ะ” นางยิ้มกว้าง ดูไม่เดือดร้อนที่จะเดินทางอีกครั้ง“ท่านพ่อว่าอีกไม่กี่วันใช่ไหม ข้าจะได้มีเวลาเตรียมตัวเก็บสัมภาระว่าแต่ท่านอยากไปไหนคิดไว้หรือยัง”
“เหนียงเอ๋อร์” บิดาเรียกเสียงเย็นแต่ลูกสาวกลับหัวเราะออกมา“พ่อทำให้เ้าลำบากมามากแล้วจริงๆ”
“ถ้าท่านพ่อจะอยู่ที่นี่ก็ต้องซื้อหรือเช่าอยู่แต่จะอยู่โดยไม่จ่ายอะไรเลยไม่ได้ เ้าของบ้านไม่คิด แต่ผู้อื่นอาจจะคิดไม่ดีกับเราสองพ่อลูกไม่เช่นนั้นเราก็ไปหาบ้านหลังเล็กกว่านี้ ราคาถูกกว่านี้”
ซึ่งก็คงหาได้ยากนักบ้านทั้งหลังแถมมีพื้นที่สำหรับตากสมุนไพรอย่างนี้ ทั้งบ้านมีเงินรวมกันไม่ถึงสามสิบตำลึงด้วยซ้ำ
“แต่ถ้าท่านพ่ออยากอยู่ที่นี่จริงๆท่านพ่อก็ต้องไปนั่งตรวจโรคที่ร้านยา ส่วนข้าจะลองทำขนมไปขายดีไหมเ้าคะเราจะได้มีเงินมาจ่ายค่าบ้านกัน”
คนเป็พ่ออ้ำอึ้ง เขาไม่เคยรู้ว่าในบ้านมีเงินเท่าไหร่ หากเจอคนไข้ให้เงิน เขาก็รับมาแบบไม่ได้นับแล้วส่งให้ลูกสาวจัดการ
“ท่านพ่อค่อยๆ คิดเถิด”นางแย้มยิ้มจนดวงตาเป็ประกาย “เตรียมเดินทางก็ไม่ได้ยุ่งอะไรนักหรอก”
หมอมู่หยางซัวได้ชื่อว่าเป็หมอเทวดาไร้เงาทว่ากลับพ่ายแพ้ต่อการต่อปากต่อคำกับลูกสาวจริงๆนางรู้ใจเขาดียิ่งกว่าตัวเขาเองเสียอีก อยู่ที่นี่สองปีทุกอย่างสงบไม่มีเหตุภัยร้ายแรงอะไร ก็เห็นทีน่าจะได้เวลาออกเดินทางอีกครั้ง
“ว่าแต่”พ่อหรี่ตามองลูกสาวอย่างค้นหาบางสิ่ง
“อะไรเ้าคะ”
“เ้าคงไม่ได้ล่วงเกินใครจนต้องรีบย้ายออกไปหรอกนะ”
“ลูกนะรึ”นางชี้นิ้วที่ใบหน้าตนเองก่อนส่ายหน้าไปมาเร็วๆ “ไม่มีๆ ข้าไม่ได้ไปทำอะไรใครนะ”
จู่ๆนางก็คิดถึงใบหน้าของชายผู้นั้น ฆ่างูของนางแล้วยังมาทวงคำขอบคุณอีกนิสัยลูกคนเดียวจริงๆ แต่เอ๊ะ! นางก็ลูกคนเดียวนี่ไม่หรอกๆ นางเป็คนมีเหตุผลไม่ใช่คนประเภทเดียวกับเขาอย่างแน่นอน.