บทที่ 5 ภัยมาเยือนถึงตัว
เว่ยเซียวโจวยืนสงบนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาจับจ้องไปที่เซี่ยงเฉิงหลี
เห็นเพียงเซี่ยงเฉิงหลีที่มีผิวสีทองแดง วงหน้าคมคายกร้าวแกร่ง คิ้วกระบี่ั์ตาดั่งดารา สันจมูกโด่งเป็สัน ริมฝีปากหนาบางได้รูปที่ประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ราวกับกระบี่คมกริบที่เพิ่งชักออกจากฝัก...
แม้จะสวมเพียงชุดผ้ากระสอบสีดำ ก็มิอาจปิดบังกลิ่นอายความห้าวหาญเด็ดเดี่ยว และรังสีอำมหิตของยอดฝีมือที่แผ่ออกมาจากทั่วสรรพางค์กายได้...
เว่ยเซียวโจวเม้มริมฝีปากบางเบา ๆ “เฉิงหลี ไม่เจอกันนานนะ”
ดวงตาสีนิลลึกล้ำของเซี่ยงเฉิงหลี ประสานสายตากับดวงตาที่เ็าสันโดษ แต่กดข่มผู้คนของเว่ยเซียวโจวอย่างไม่สะทกสะท้าน “ท่านซื่อจื่อเว่ย สบายดีหรือ ท่านดูสง่างามยิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก”
เหลียงห้าวเหยียน กลอกดวงตาที่ดูไร้พิษสงยิ่งกว่าดรุณีแรกแย้มไปมา ก่อนเอ่ยขึ้น “หกปีที่ไม่เจอกัน ไม่รู้ว่าวรยุทธ์ของพวกท่านทั้งสอง ผู้ใดจะเหนือกว่ากัน?”
ประโยคเดียวปลุกเร้าความอยากเอาชนะในใจของเว่ยเซียวโจวให้ลุกโชน “เช่นนั้น มิสู้มาประลองกันสักหน่อยเป็ไร?”
ดวงตาสีนิลของเซี่ยงเฉิงหลี เบนไปทางเหลียงห้าวเหยียน
ผู้ใดจะคาดคิด?
ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าที่สวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ เอวคาดสายคาดเอวหยกขาวสีเดียวกัน เส้นผมหยักศกสีน้ำตาลอ่อนทิ้งตัวลงกลางหลัง คิ้วโก่งดั่งใบหลิว ดวงตาดอกท้อ ผิวพรรณขาวผ่อง หน้าตาจิ้มลิ้มราวกับสตรี ซึ่งดูห้าวหาญน้อยที่สุดในกลุ่มกลับเป็คนเดียวในสามคนนี้ ที่มีชีวิตรอดอยู่เป็คนสุดท้าย?
“ผู้น้อยเกรงว่าจะพลั้งมือทำร้ายท่านทั้งสอง จนไม่อาจชดใช้ความผิดได้ไหว”
วาจาที่แฝงความนัยสองแง่สองง่าม ทำให้ดวงตาที่เ็าหยิ่งทะนงของเว่ยเซียวโจว ฉายแววโทสะออกมาทันทีเขาสะบัดชายเสื้อคลุมซื่อจื่อสีม่วงด้วยความเหยียดหยาม “ลำพังแค่น้ำหน้าอย่างเ้าน่ะรึ?”
เซี่ยงเฉิงหลียังคงเงียบงัน
เหลียงห้าวเหยียนยกมุมปากขึ้น “พี่เว่ย เซี่ยงเฉิงหลียังคงวางก้ามโอหังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลยนะ”
คำพูดนี้เปรียบเสมือนการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง
เว่ยเซียวโจวไม่รอช้า ลงมือจู่โจมทันที
ทว่าผ่านไปเพียงสามกระบวนท่า
เขากลับถูกเซี่ยงเฉิงหลีสยบลงได้ โดยที่อีกฝ่ายเพียงไขว้มือไพล่หลัง ล็อกตัวเขาไว้จนขยับเขยื้อนไม่ได้
เมื่อเห็นเว่ยเซียวโจวโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ลามไปถึงใบหูและลำคอ จี้หานโม่ จึงรีบะโห้ามปราม “เฉิงหลี ยังไม่รีบปล่อยมืออีก? หากนับตามศักดิ์แล้ว เว่ยซื่อจื่อก็นับเป็พี่เขยในอนาคตของเ้า...ห้ามเสียมารยาท”
“ล่วงเกินแล้ว”
เซี่ยงเฉิงหลีคลายมือออก ประสานมือคารวะคนทั้งกลุ่ม ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากประตูไป
เหลียงห้าวเหยียนรีบถลันเข้ามา ช่วยจัดปกเสื้อให้เว่ยเซียวโจวพลางยุยง “พี่เว่ย เ้าเซี่ยงเฉิงหลีนี่มันกระทำการล่วงเกินเบื้องสูง บังอาจลงไม้ลงมือกับซื่อจื่อ ให้คนของจวนเว่ยกั๋วกง...ไล่ตามไปสั่งสอนมันหน่อยดีหรือไม่?”
จี้หานโม่: “...”
ยังจะมียางอายกันอยู่หรือไม่?
ชัดเจนว่าเป็พวกท่านที่หาเื่ท้าตีท้าต่อยเขาก่อน
“ประลองแพ้ แล้วจะให้บ่าวไพร่รุมทำร้ายทายาทวีรชน หากข่าวลือแพร่งพรายออกไป เกรงว่าจะไม่งามกระมัง?” จี้หานโม่เอ่ยเตือนสติประโยคเดียว ทำเอาซื่อจื่อทั้งสองถึงกับชะงัก
“ทายาทวีรชนอันใดกัน?” เว่ยเซียวโจวนวดไหล่ที่ปวดระบม ดวงตายาวรีฉายแววไม่พอใจ กัดฟันกรอดเอ่ยลอดไรฟันออกมาว่า “ก็แค่สุนัขจนตรอกที่พ่ายแพ้าต่างหาก”
ดวงตาดอกท้อของเหลียงห้าวเหยียนโค้งขึ้นดุจจันทร์เสี้ยว เอ่ยรับลูกคู่ด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “พี่เว่ยกล่าวได้ถูกต้อง พวกเราแค่ใจกว้าง ไม่ถือสาหาความกับคนพรรค์นั้นต่างหาก”
มุมปากของจี้หานโม่กระตุกวูบ รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที “เว่ยซื่อจื่อ หนังสือเล่มที่ท่านถูกใจคราวก่อน มิสู้ข้าคัดลอกให้ท่านด้วยตัวเองสักเล่มดีหรือไม่?”
ณ หอคัดตำรา จวนจี้กั๋วกง
จี้หานลั่วขนตำราที่ตนเองเลือกสรรไว้เข้าไปในห้องคัดตำรา พลางกำชับสาวใช้นามว่า ‘หน่ายฉา’ “เ้าไปเฝ้าอยู่ข้างนอก หากมีใครมาให้ส่งเสียงบอกข้าด้วย”
หน่ายฉารินน้ำชาให้จี้หานลั่วเสร็จ ก็เอ่ยเตือนด้วยเสียงแ่เบา
“คุณหนูเ้าคะ คุณหนูเจ็ดกับคุณหนูแปด ต่างก็กำลังเร่งปักผ้าเตรียมสินเ้าสาวกันทั้งนั้น จะออกเรือนเหมือนกันแท้ ๆ ไฉนคุณหนูถึงยังมีเวลามานั่งคัดตำราอยู่ที่นี่อีกหรือเ้าคะ?”
“หลายปีมานี้ คุณหนูคัดลอกตำราเก็บไว้ถึงสามหีบใหญ่ คิดจะขนติดตัวไปตระกูลเซี่ยงทั้งหมดเลยหรือเ้าคะ?”
จี้หานลั่วพยักหน้าเบา ๆ “อืม เอาไปสิ มีประโยชน์ต่อตระกูลเซี่ยงมากเชียวล่ะ”
หน่ายฉามีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด “แต่ว่าท่านเขยยากจนข้นแค้น แม้แต่อาภรณ์ดี ๆ สักชุดยังไม่มีใส่ แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนมาขนตำราตั้งหลายหีบกลับไปได้เ้าคะ?”
[ลมพัดตึง: ฮ่า ๆ ๆ สาวใช้ตัวน้อยผู้ภักดีต่อนาย ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง มอบรางวัล 66 เหรียญดวงดาว]
มุมปากของจี้หานลั่วกระตุกวูบ ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากอันใด
ก็ได้ยินเสียงของพี่ใหญ่จี้หานโม่ ดังมาจากด้านนอกห้องคัดตำรา “เว่ยซื่อจื่อ ตำราเล่มที่ท่านอ่านคราวก่อนชื่อว่ากระไรหรือ?”
เว่ยเซียวโจวใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ภายในใจยังคงผูกใจเจ็บเื่ที่พ่ายแพ้ การประลองยุทธ์เมื่อครู่อย่างไม่คลาย
เขาเดินทอดน่องไปอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าจับพลัดจับผลูอย่างไรจึงเดินเลี้ยวเข้ามาในห้องคัดตำรา เมื่อเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่ตั้งใจ...
ร่างทั้งร่างพลันแข็งค้าง
ช่างเป็โฉมงามที่เพริศพริ้ง กิริยายั่วยวนใจยิ่งนัก
เห็นเพียงหน้าผากมนสวย ดวงตากระจ่างดุจสายน้ำ ฟันขาวริมฝีปากแดง ผิวพรรณดุจหิมะและหยกขาว ประกอบกับเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น งดงามจนมิอาจละสายตาได้
[แมวหางกุดตัวหนึ่ง: โอ้วๆ พ่อหนุ่มหล่อมาดขรึมเ็า แพ้ทางผู้ชายสไตล์นี้ที่สุด...มอบรางวัล 66 เหรียญดวงดาว]
“พี่เว่ย มองสิ่งใดอยู่หรือ?”
“มองตาไม่กะพริบเชียว?”
เหลียงห้าวเหยียนเต็มไปด้วยความสงสัย จึงมองตามสายตาของเว่ยเซียวโจวไป พลันร่างกายก็ชะงักงันไปเช่นกัน
คาดไม่ถึงเลยว่า...
ในจวนจี้กั๋วกง จะซุกซ่อนโฉมงามล่มเมืองไว้ผู้หนึ่ง
ดวงตาดอกท้อคู่นั้นฉายแววตื่นตะลึงระคนหลงใหล
ทั้งสองจ้องมองจี้หานลั่วที่กำลังอุ้มตำราอยู่อย่างตาไม่กะพริบ ปราศจากความเกรงใจใด ๆ ทั้งสิ้น
[นกพิราบตัวน้อยบินมาในฤดูใบไม้ผลิ: กรี๊ดดด มีคนหล่อโผล่มาอีกคนแล้ว ตาดอกท้อนั่นช่างเปี่ยมเสน่ห์ สเปกเลย สเปกเลย เอฟซีเ้าค่ะ มอบรางวัล 88 เหรียญดวงดาว]
จี้หานโม่ที่เดินตามคนทั้งสองมาสังเกตเห็นความผิดปกติ
เขามองตามสายตาของทั้งคู่ไป แล้วก็ต้องตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก รีบถลันกายเข้าไปขวางสายตาของคนทั้งสอง ปกป้องจี้หานลั่วไว้ด้านหลังอย่างแ่า
“เว่ยซื่อจื่อ เหลียงซื่อจื่อ โปรดสำรวมกิริยาด้วย”
ความโกรธเกรี้ยวสายหนึ่งปะทุขึ้นในใจของจี้หานโม่
[ความฝันในหนานหัว: อา...แบบนี้ข้าไหวอยู่นะ หล่อเหลาสุภาพชน เปี่ยมด้วยกลิ่นอายความเที่ยงธรรม อยากมีแฟนแบบนี้จังเลย มอบรางวัล 99 เหรียญดวงดาว]
จี้หานลั่วสะดุ้งใกับกระแสความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นในห้องถ่ายทอดสด นางถึงกับขวัญผวาเล็กน้อย
ทันทีที่ได้ยินเสียงของพี่ใหญ่จี้หานโม่ นางก็เตรียมตัวที่จะหลบเลี่ยงคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว
ทว่ากลับไม่ทันการ จึงประจันหน้ากันเข้าอย่างจัง
หน่ายฉาพยายามกางแขนเอาตัวเข้าบังนางอย่างสุดชีวิต
หมายใจจะปกป้องคุณหนูของตน ทว่าน่าเสียดายที่ส่วนสูงมีจำกัด
เคราะห์ดีที่จี้หานโม่ถลันเข้ามาบังนางไว้ข้างหลังได้ทันเวลา จึงช่วยให้นางรอดพ้นจากสายตาอันเสียมารยาทสองคู่นั้นมาได้
เว่ยเซียวโจวเองก็รู้สึกตัวว่าการใช้สายตาจาบจ้วงมองสาวงามเช่นนี้ ดูไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
เขาจึงรีบหมุนตัว หันหลังเดินกลับไปทางหอคัดตำราทันที
มีเพียงเหลียงห้าวเหยียนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ภายในใจระคนไปด้วยความยินดีและความกังวล
เขาเคยได้ยินมารดาเปรยว่า จี้หานเวย แห่งสกุลจี้ ที่กำลังจะยกให้เขาเป็อนุภรรยานั้น
มีหน้าตาที่งดงามโดดเด่น
ไม่รู้ว่าสาวงามล่มเมืองเมื่อครู่นี้ จะใช่จี้หานเวยที่กำลังจะแต่งเข้าจวนมาหรือไม่?
“เหลียงซื่อจื่อ โปรดสำรวมกิริยาด้วย” จี้หานโม่เอ่ยเตือนซ้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เสียงนั้นปลุกเหลียงห้าวเหยียนให้ตื่นจากภวังค์ความคิด
เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
หากสตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังจี้หานโม่ คือจี้หานเวยที่กำลังจะแต่งเข้าจวนเหลียงกั๋วกงจริง
อีกฝ่ายคงไม่พร่ำเตือนให้เขาสำรวมกิริยาเช่นนี้แน่
ภายในใจของเขาพลันบังเกิดความผิดหวังวูบหนึ่ง
แต่ยิ่งคิดกลับยิ่งรู้สึกไม่ยุติธรรม
เมื่อสบเข้ากับสายตาของจี้หานโม่ที่จ้องมองมาราวกับจะกินเืกินเนื้อ เขาจำต้องหมุนตัวกลับอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจนัก
เมื่อเห็นเว่ยเซียวโจวที่มีท่าทีใจลอยไม่ต่างกัน เขาก็เกิดแผนการขึ้นในใจ
“พี่เว่ย ท่านไม่อยากรู้หรือว่าสาวงามเมื่อครู่ คือคุณหนูท่านใดของจวนจี้กั๋วกง?”
เว่ยเซียวโจวเม้มริมฝีปากบางแน่น ไม่เอ่ยตอบ
ทันใดนั้นเองผู้ดูแลหอคัดตำราของจวนจี้กั๋วกง ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยความเร่งรีบ เมื่อเห็นหน้าจี้หานโม่ก็ละล่ำละลักรายงานด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“คุณชายใหญ่ บ่าวบกพร่องต่อหน้าที่ บังเอิญปวดท้องหนักเลยลืมเรียนท่านไปว่าคุณหนูเก้าอยู่ที่ห้องคัดตำราขอรับ”
[ไม่ดำก็แดง: สตรีมเมอร์ งานเข้าแล้วล่ะ]
ไฟโทสะที่เพิ่งมอดลงไปหลายส่วนของจี้หานโม่
พลันลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งในชั่วพริบตา
เมื่อครู่เขาจงใจไม่เอ่ยนามของจี้หานลั่ว ก็เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้เกิดเื่วุ่นวาย
ใครจะไปคาดคิด? ว่าจะมาเสียแผนเพราะบ่าวรับใช้โง่เง่าเพียงคนเดียว
เขาเงยหน้าขึ้นมองเว่ยเซียวโจวและเหลียงห้าวเหยียน
เห็นเพียงคนทั้งสองปรายตามองเขาอย่างลึกล้ำคราหนึ่ง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อหมุนตัวเดินออกจากหอคัดตำราแห่งจวนจี้กั๋วกง