ห้องประชุมของการ์เดี้ยน
ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่ที่ประดับด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างความทันสมัยและวัฒนธรรมจีนโบราณ แสงสีทองจากโคมไฟห้อยระย้าสะท้อนกับโต๊ะกระจกที่ล้อมรอบด้วยเก้าอี้ไม้แกะสลัก ทีมของอาคิระนั่งลงเผชิญหน้ากับ คาสโตร์ ไลซิออส ผู้นำแห่งการ์เดี้ยนที่มีท่าทางสุขุมและทรงอำนาจ
“ก่อนอื่น ผมต้องขอบคุณพวกคุณที่มาที่นี่” คาสโตร์เริ่มต้นด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก “ผมเชื่อว่าพวกคุณคงเห็นแล้วว่าดราฟต์กำลังเผชิญปัญหาร้ายแรง ทั้งมลพิษ ความขัดแย้ง และที่สำคัญคือคาออส”
เขาหยิบแท็บเล็ตขึ้นมา ก่อนจะฉายภาพสามมิติกลางโต๊ะ ภาพแสดงให้เห็นพื้นที่เขตไซบอร์กที่เต็มไปด้วยโรงงานปล่อยควันและแม่น้ำที่กลายเป็นสีดำสนิท “มลพิษจากเขตไซบอร์กส่งผลกระทบทั้งระบบนิเวศและสุขภาพของคนที่อยู่ต้นน้ำ มันกำลังลุกลามเข้ามาในเขตการ์เดี้ยน และผมเกรงว่าหากเราไม่ทำอะไรเร็วๆ นี้…” เขาหยุดเว้นจังหวะ “ดราฟต์ทั้งเมืองอาจจะกลายเป็นเมืองร้างที่ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้”
เสียงจากโอซิริส
ทันใดนั้น แสงสว่างจ้ากะทันหันปรากฏขึ้นกลางโต๊ะประชุม และเสียงที่ไม่คุ้นเคยก็ดังขึ้น ทว่าเสียงนั้นกลับฟังดูทั้งอ่อนโยนและทรงพลังในเวลาเดียวกัน
“สวัสดีค่ะ ท่านคาสโตร์ และทุกท่านในห้องประชุม” เสียงของเธอเปล่งประกายราวกับเสียงดนตรี “ฉันคือโอซิริส สุดยอดเอไอที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนความเป็นเลิศด้านประสิทธิภาพในเขตไซบอร์ก”
ทันทีที่ภาพโฮโลแกรมปรากฏ หญิงสาวรูปร่างเพรียวระหงก็ยืนอยู่ตรงกลางโต๊ะประชุม ผิวของเธอสะท้อนประกายโลหะบางเบา เสื้อแจ็คเก็ตกึ่งโปร่งแสงที่ประดับด้วยแสงไฟสีฟ้าเรืองรองล้อมรอบเธอราวกับเกราะพลังงานยุคอนาคต
ใบหน้าของเธอสงบนิ่ง แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ดวงตาสีอ่อนสะท้อนแสงไฟในห้อง ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบางๆ ที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนแต่ทรงพลัง
เธอไม่ได้ดูเหมือนเครื่องจักร แต่คล้ายมนุษย์ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ราวกับว่าเธอมีความเป็นตัวตนที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่า “เอไอ” จะอธิบายได้…
“ฉันเคยถูกสร้างมาเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของเซคทาว ผู้นำแห่งไซบอร์ก” เธอกล่าวอย่างมั่นคง “แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไป เมื่อห้องแล็บของฉันถูกคาออสจากมลพิษบุกเข้ามา”
โอซิริสหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “คาออส…มันไม่ได้ทำให้ฉันคุ้มคลั่งเหมือนกับหุ่นยนต์ตัวอื่น แต่มันกระตุ้นบางสิ่งในตัวฉัน บางสิ่งที่ฉันไม่เคยมีมาก่อน จิตวิญญาณ…”
ทีมของอาคิระต่างจ้องมองภาพของเธออย่างตกตะลึง โดยเฉพาะยูเอะที่กระซิบเบาๆ “หุ่นยนต์…มีจิตวิญญาณ?”
“ใช่” โอซิริสตอบเหมือนรู้ความคิด “มันทำให้ฉันตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง และนั่นรวมถึงการปฏิเสธคำสั่งของเซคทาว ฉันเห็นข้อมูลทั้งหมดของเขตไซบอร์ก ฉันรู้ว่าพวกเขาทำลายธรรมชาติมากแค่ไหน และในขณะเดียวกัน ฉันก็เห็นว่าการ์เดี้ยนเป็นเหมือนโอเอซิสกลางทะเลแห่งเหล็ก ฉันจึงตัดสินใจเลือกเข้าร่วมอุดมการณ์ของการ์เดี้ยน”
“แต่สถานการณ์ของฉันตอนนี้ไม่ปลอดภัย” น้ำเสียงของโอซิริสแฝงความหนักแน่น “ฉันถูกไล่ล่าจากสองศัตรู ศัตรูแรกคือหุ่นยนต์ตัวอื่นที่ถูกคาออสครอบงำ พวกมันคุ้มคลั่งและไร้การควบคุม ศัตรูที่สองคือกองกำลังของเซคทาวที่ต้องการชิงตัวฉันคืน”
ภาพสามมิติเปลี่ยนเป็นแผนที่เขตไซบอร์กที่โอซิริสอยู่ จุดแดงหลายจุดล้อมรอบเธอ “ฉันกำลังถูกปิดล้อม ฉันทำได้แค่ตั้งรับและรอคอยความช่วยเหลือ แต่ฉันไม่สามารถรอได้นาน ฉันจึงส่งข้อมูลนี้มาหาพวกคุณ”
น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลราวกับเปี่ยมด้วยความหวัง “โปรดมารับฉันไป ฉันจะช่วยพวกคุณสร้างเมืองต้นแบบที่เทคโนโลยีและธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้ ฉันขอสัญญาว่าจะทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนอุดมการณ์ของการ์เดี้ยน”
ทันใดนั้น สัญญาณเริ่มขัดข้อง ภาพของโอซิริสสั่นไหวและแตกเป็นเส้นแสง เธอกล่าวคำสุดท้ายก่อนที่สัญญาณจะตัดไป
“พวกคุณคือความหวังเดียวของฉัน ได้โปรด…”
เมื่อสัญญาณดับไป ห้องประชุมกลับมาเงียบงัน ทีมของอาคิระและคาสโตร์ต่างตกอยู่ในความคิด
“เธอพูดเหมือนคนเลย…” ยูเอะเอ่ยเสียงเบา “หรือว่า…เธอไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ธรรมดา?”
“เธอไม่ใช่หุ่นยนต์หรือเอไอธรรมดาแน่” อาคิระกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สิ่งที่เธอพูดทำให้ผมเชื่อว่าเธอมีบางอย่างที่แตกต่าง เธอไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เป็นชีวิตหนึ่งที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือ”
“ฉันเห็นด้วย” มิเรลพยักหน้า “แต่นั่นก็หมายความว่า เราต้องเข้าไปในเขตไซบอร์ก ที่เต็มไปด้วยคาออส และศัตรูที่รออยู่ทุกมุม”
“เราจะต้องไป” อาคิระย้ำ “แต่เราต้องวางแผนให้รอบคอบที่สุด”
คาสโตร์พยักหน้า “ถ้าพวกคุณตัดสินใจจะไป ผมจะสนับสนุนทุกอย่างที่คุณต้องการ” เขาเปิดแท็บเล็ตและส่งข้อมูลและอุปกรณ์ที่จำเป็นให้ทีม “แต่ผมเกรงว่าผมไม่สามารถส่งกองกำลังไปช่วยได้ เพราะคาออสสามารถครอบงำจิตใจคน และหุ่นยนต์ที่เรามีก็ไม่ปลอดภัยเช่นกัน” ก่อนที่จะให้อีลิน่าพาทีมไปอีกห้องหนึ่ง
อีลิน่าพาทีมเข้าสู่ห้องอุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ แสงไฟสีขาวสะท้อนพื้นโลหะเงาวับ เธอเดินนำอย่างมั่นใจ มือแตะอุปกรณ์บางชิ้นราวกับรู้จักมันดี
“เลือกอะไรก็ได้ที่คิดว่าจำเป็น” อีลิน่ากล่าวเสียงเรียบ “คาสโตร์เตรียมไว้ให้พวกคุณทั้งหมดแล้ว”
ดราโก้เดินตรงไปยัง ปืนใหญ่พลังงานขนาดใหญ่ ที่ตั้งเด่นอยู่กลางห้อง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย เขาหยิบมันขึ้นมาดูด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ พลางหมุนไปมา “นี่มันทำงานยังไงนะ…หรือว่าต้องบิดตรงนี้?”
ทันใดนั้น เสียง “ติ๊ดๆ” ดังขึ้นพร้อมกับไฟสีแดงกะพริบเตือน ดราโก้สะดุ้งเล็กน้อยก่อนรีบซ่อนปืนไว้ข้างหลังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“นายกำลังทำอะไร?” มิเรลหันมามองพร้อมเลิกคิ้ว
“เปล่า! ฉันแค่ดูเฉยๆ” ดราโก้หัวเราะแห้งๆ ก่อนรีบถอยห่างจากปืนอย่างรวดเร็ว
มิเรลเดินสำรวจอีกมุมของห้อง เธอกวาดสายตาไปรอบๆ หวังว่าจะเจออะไรที่เข้ากันได้กับเวทมนตร์ของเธอ แต่สิ่งที่พบกลับมีแต่เครื่องจักรโลหะและอุปกรณ์ที่ดูซับซ้อนเกินกว่าจะเข้ากับพลังธรรมชาติ
“ไม่มีอะไรที่ฉันใช้ได้เลย…” เธอพึมพำก่อนถอนหายใจหนัก สีหน้าของเธอแฝงความหงุดหงิด
ยูเอะเดินเล่นไปมาในห้องด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอหยุดมองอุปกรณ์บางอย่างที่มีแสงกระพริบ แต่ไม่นานเธอก็เดินหนีไป
“ไม่มีอะไรน่ารักเลย…” เธอพึมพำเสียงเบา ก่อนเดินมาหาอาคิระด้วยแก้มป่อง “ที่นี่ไม่มีอะไรที่เหมาะกับหนูเลยค่ะ พี่อาคิระ…”
ในขณะที่คนอื่นยังไม่รู้จะเริ่มต้นจากอะไร อีลิน่ากลับดูคล่องแคล่วที่สุดในทีม เธอหยิบอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งขึ้นมาประกอบเข้ากับอีกชิ้นอย่างรวดเร็ว เสียง “คลิก” ดังขึ้นเมื่อเธอประกอบสำเร็จ
ทีมทั้งหมดหยุดมองเธอด้วยความอึ้ง
“มองอะไร? ฉันอัพเกรดอะไรผิดเหรอ?” อีลิน่าหันมาถามด้วยความสงสัย
“เปล่า…” มิเรลส่ายหน้าเล็กน้อย “เธอเก่งมาก…จนพวกเราไม่รู้จะพูดอะไร”
อาคิระเดินเข้ามาหาเธอ “ว่าแต่…เธอมีอุปกรณ์อะไรที่ช่วยให้เราสื่อสารกันในระยะไกล หรือรับข้อมูลในสนามรบได้ไหม?”
อีลิน่าพยักหน้า ก่อนจะพาทุกคนไปยังอีกส่วนของห้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์สื่อสารล้ำสมัย
“นี่คือหูฟังสื่อสารตัดเสียงรบกวน” เธอหยิบหูฟังขนาดเล็กขึ้นมา “มันจะช่วยให้พวกคุณได้ยินกันชัดเจน แม้ในสนามรบที่เสียงดังแค่ไหนก็ตาม”
เธอหยิบคอนแทคเลนส์ที่โปร่งใสขึ้นมา “นี่คือคอนแทคเลนส์ MR มันจะแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น แผนที่ ตำแหน่งศัตรู หรือสถานการณ์รอบตัว”
สุดท้าย เธอชี้ไปที่นาฬิกาข้อมือขนาดเล็ก “และนี่คือนาฬิกาโฮโลแกรม ที่จะแสดงข้อมูลและแผนที่แบบเรียลไทม์”
ดราโก้ที่ยังมองปืนใหญ่อยู่หันกลับมาถาม “แล้วเราจะไม่เอาพวกปืนใหญ่นี่ไปด้วยเหรอ? มันดูเจ๋งดีออก”
มิเรลหันมามองเขาด้วยสายตาเย็นชา “แล้วนายใช้เป็นเหรอ? ถ้านายยิงพลาดเฉี่ยวโดนฉันหรืออีลิน่าขึ้นมา ฉันว่าเธอคงไม่จบแค่มองตาขวางแน่”
ดราโก้หันไปมองอีลิน่าที่กำลังจ้องเขาด้วยสายตานิ่งสนิท ก่อนจะรีบวางปืนลงทันที “เอ่อ…งั้นแค่หมัดฉันก็น่าจะพอแล้ว ฮ่าๆ แหะๆ”
ยูเอะเดินเข้ามาหาอาคิระ “พี่อาคิระ ทำไมพี่ถึงเลือกพวกอุปกรณ์แบบนี้ล่ะคะ?”
อาคิระยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ “พ่อเคยบอกฉันว่า ‘สิ่งที่อันตรายที่สุดในสนามรบ ไม่ใช่อาวุธหรือรถถัง แต่เป็นข้อมูล การสื่อสาร และจิตใจของผู้คน’”
เขามองอุปกรณ์ในมืออีลิน่าพลางพูดต่อ “การมีเครื่องมือที่ช่วยให้เราสื่อสารกัน และรับข้อมูลได้รวดเร็ว จะช่วยให้เราได้เปรียบในทุกสถานการณ์”
อีลิน่าพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะส่งอุปกรณ์ให้ทุกคน “ด้วยสิ่งนี้ พวกคุณจะทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น แม้จะอยู่ห่างกัน หรือในสนามรบที่เสียงดังรบกวน”
เตรียมพร้อมสำหรับศึกหนัก
ทีมเดินออกจากห้องอุปกรณ์พร้อมกับความพร้อมทั้งอุปกรณ์และจิตใจ แม้ว่าภารกิจข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอันตราย แต่พวกเขามั่นใจว่าด้วยการสื่อสารที่ดีและความร่วมมือ พวกเขาจะสามารถช่วยเหลือโอซิริสได้สำเร็จ
หลังจากทีมเตรียมตัวอย่างจริงจังเพื่อภารกิจครั้งนี้ ขณะที่สายตาของอาคิระจับจ้องไปยังแผนที่โฮโลแกรมในมือเขา เขารู้ดีว่าเส้นทางนี้ไม่ได้ง่าย แต่เขาก็พร้อมจะสู้เพื่อช่วยเหลือโอซิริส หญิงสาวที่ไม่ใช่เพียงแค่เอไอ แต่เป็นเสียงของความหวังท่ามกลางเมืองแห่งเหล็ก