ข้าจะเป็นแม่ครัวตัวน้อยแห่งวังหลวง (จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 57 แข่งการใช้มีด

            หนิงมู่ฉือกล่าวถึงตรงนี้ยิ้มอย่างลึกลับให้แก่ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจิน “ทูลฝ่าบาทบ่าวใส่วัตถุดิบซึ่งเป็นความลับอย่างหนึ่งลงไปเพคะความจริงแล้วท่านกงกงเดาขาดไปสองอย่าง”

            “หืม?แปลกมากจริงๆ” ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินยกยิ้มมุมปากด้านจ้าวซีเหอ ตอนนี้กำลังทอดมองหนิงมู่ฉือด้วยสีหน้าเศร้าสลด

            จ้าวซีเหอพบว่ามีคนกำลังมองมาที่ตัวเองจึงหันมองไปยังทิศทางนั้นได้พบกับองค์หญิงซีเยวี่ยที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย น้ำตาคลอหน่วย แลดูน่าสงสารเหลือประมาณ

            เขาส่งยิ้มอย่างมีมารยาทไปให้องค์หญิงซีเยวี่ยนั่งนิ่งอยู่ด้านข้างองค์ชายเอ่อร์ตั้นอย่างรักษาภาพลักษณ์เห็นท่าทางเช่นนั้นของนาง เขาถอนหายใจออกมาหนึ่งครา

            หนิงมู่ฉือมองผู้คนที่สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยบางคนถึงกับน้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม ก่อนจะกล่าวตอบ “ทูลฝ่าบาท วัตถุดิบลับที่บ่าวใส่ลงไปในอาหารจานนี้หนึ่งคือมะรุมของอินเดีย และสองคือ…”

            นางเว้นจังหวะครู่หนึ่งนั่นยิ่งทำให้ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินรู้สึกสงสัยมากยิ่งขึ้น “บอกมาเถิด เราไม่ว่าเจ้าหรอก”

            “อย่างที่สองคือน้ำตาของบ่าวเองเพคะ”สิ้นเสียง ทุกคนส่งเสียงพูดคุยกันยกใหญ่บางคนถึงกับลุกขึ้นยืนชี้นิ้วมาที่นาง

            “ว่ากระไรนะ!น้ำตาของเจ้า! ของแบบนี้ใส่ลงไปในอาหารได้อย่างไร!” บางคนหน้าแดงก่ำขณะเอ่ยอย่างไม่พอใจ

            เต๋อเฟยได้ฟังจ้องมองหนิงมู่ฉือด้วยแววตาอิจฉาริษยา

            ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินเห็นทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นี้พูดคุยส่งเสียงดังรู้สึกไม่พอใจยิ่ง ตะโกนเสียงดังออกมาว่า “เงียบ!”

            ทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นั้นเงียบกริบทันควันมองฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินที่มีสีหน้ากรุ่นโกรธ ก่อนจะเห็นฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินพูดคุยกับหนิงมู่ฉือต่อด้วยสีหน้าเลื่อมใส“เหตุใดน้ำตาของเจ้าถึงส่งผลยิ่งใหญ่เช่นนี้ถึงทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ร้องไห้ออกมาได้”

            หนิงมู่ฉือไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ทว่าสุดท้ายก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าใจระคนแค้นใจ “บ่าวแค่คิดถึงเรื่องในสมัยก่อนนะเพคะถึงได้หลั่งน้ำตาออกมาอย่างขมขื่น อาหารจานนี้ต้องใส่น้ำตาลงไปด้วยมิเช่นนั้นจะไม่ใช่น้ำตาจระเข้ที่สมบูรณ์ อาหารจานนี้มีชื่อว่าน้ำตาจระเข้จะมีแต่จระเข้ไม่มีน้ำตาไม่ได้เพคะ”

            “ยอดเยี่ยมมาก!ตบรางวัล!” ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินรู้สึกพึงพอใจกับคำตอบของหนิงมู่ฉือเป็นอย่างมากแย้มสรวล ทั้งยังสั่งให้หัวหน้าขันทีจางตบรางวัลให้อีกด้วย

            หัวหน้าขันทีจางยิ้มออกมาเช่นกันเป็นรอยยิ้มที่มาจากใจ เขายกนิ้วโป้งชมเชยให้แก่หนิงมู่ฉือ ทำให้หนิงมู่ฉือยิ้มอย่างขวยเขิน

            ทว่าการแสดงออกของหนิงมู่ฉือกลับทำให้คนรอบข้างรู้สึกอิจฉากระทั่งซูเฟยยังเริ่มคิดหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน นางมองฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินที่แย้มสรวลเต็มพระพักตร์ขณะเอ่ยกับนางกำนัลข้างกาย “ฝ่าบาทไม่เคยแย้มสรวลให้ข้าเช่นนี้มานานแล้ว ทว่าวันนี้แย้มสรวลกว้างให้แก่บ่าวคนหนึ่งอีกเดี๋ยวเจ้าช่วยข้านำของขวัญไปมอบให้นางด้วย”

            นางกำนัลพยักหน้ารับพร้อมกับจ้องมองหนิงมู่ฉือด้วยสายตาลุ่มลึก

            จ้าวซีเหอมองการแสดงออกของหนิงมู่ฉือในวันนี้ขณะที่ในใจร้องออกมาว่า ไม่ดีแล้วเขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดนางถึงต้องทำตัวให้เป็นจุดเด่น ไม่รู้จักเอาตัวรอด ครุ่นคิดขณะจ้องมองนางด้วยความเป็นห่วง

            การแข่งขันรอบแรกจบลงไปแล้วผู้ชนะคือผู้ใดไม่ต้องสงสัยเลย คือหนิงมู่ฉือนั่นเอง

            ขันทีหัวหน้าพ่อครัวมองหนิงมู่ฉืออย่างไม่อยากจะเชื่อเดินไปหยุดยืนข้างกาย เค้นเสียงฮึ ก่อนจะใช้นำเสียงเล็กแหลมกล่าวดูถูก “แม่นางหนิงอย่าเพิ่งได้ใจไปการแข่งรอบต่อไปเป็นการแข่งขันการใช้มีด สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พวกเราถนัดนักพอถึงตอนนั้นอย่าแพ้จนน่าอนาถเกินไปเสียเล่า”

            หนิงมู่ฉือยิ้ม “ขอให้เป็นไปอย่างที่ท่านกงกงกล่าวมา”

            ขันทีผู้รับผิดชอบจัดงานยิ้มอ่อนขณะมองทั้งสองคน“การแสดงว่าเป็นศัตรูกันของทั้งสองยิ่งแสดงก็ยิ่งดูดุเดือดไม่มีผู้ใดยอมแพ้ รอบต่อไปพวกเราจะแข่งการใช้มีดนั่นคือต้องหั่นหัวไชเท้าที่วางอยู่บนเขียงออกมาให้สมบูรณ์แบบที่สุดต้องบางที่สุดและเร็วที่สุดจากนั้นนำไปทำน้ำแกงหัวไชเท้าที่เต๋อเฟยทรงโปรดปรานยิ่งนัก ผู้ใดทำเสร็จก่อนผู้นั้นถึงจะเป็นผู้ชนะ”

            หนิงมู่ฉือได้ยินชื่อเต๋อเฟยในใจร้องว่าแย่แล้ว โจทย์นี้ต้องเป็นเต๋อเฟยที่ทรงคิดเป็นแน่นางรู้สึกกดดันยิ่งนัก ถอนหายใจออกมา ดูท่าการแข่งขันรอบนี้นางจะต้องเป็นฝ่ายแพ้เป็นแน่แท้ ถึงกระนั้นในใจนางกลับรู้สึกไม่ยินยอม

            นางค่อยๆปอกเปลือกหัวไชเท้าอย่างช้าๆ ปอกยังไม่ทันเสร็จก็พบว่าขันทีหัวหน้าพ่อครัวที่แข่งกับนางกำลังซอยหัวไชเท้าเป็นชิ้นเล็กๆแล้ว

            นางเห็นภาพนั้นก็ปรบมือชื่นชมอีกฝ่ายขันทีหัวหน้าพ่อครัวซอยหัวไชเท้ารัวละเอียดยิบ ประหนึ่งกำลังปักผ้าก็ไม่ปาน

            ขันทีพ่อครัวคนอื่นที่ชมอยู่ด้านล่างเวทีเห็นเช่นนั้นต่างปรบมือชื่นชมไม่หยุด

            นางใช้เวลาจัดการหัวไชเท้าไม่ช้าและไม่เร็วเกินไปหยิบมีดที่ปักอยู่บนเขียงขึ้นมาควงกลางอากาศ โยนมีดขึ้นฟ้าก่อนจะตกลงมาในมือนางพอดิบพอดี ใบหน้าของนางประดับไปด้วยรอยยิ้มอยู่ตลอด

            การกระทำนี้เรียกเสียงฮือฮาจากผู้คนได้เป็นอย่างดีนางวางหัวไชเท้าที่ปอกเปลือกเสร็จเรียบร้อยแล้วไว้บนเขียงก่อนจะหั่นเป็นชิ้นบางด้วยความเร็วที่ทุกคนมองตามไม่ทัน

            นางตั้งใจถ่วงเวลาครั้นเห็นขันทีพ่อครัวที่แข่งกับนางนำหัวไชเท้าไปเคี่ยวกับน้ำแกงกระดูกไก่นางถึงค่อยนำหัวไชเท้าที่หั่นเป็นชิ้นบางมาซอยอีกที

            ขันทีหัวหน้าพ่อครัวมองหนิงมู่ฉืออย่างลำพองใจในใจคิดว่า การแข่งรอบนี้คงเป็นเรื่องยากสำหรับหนิงมู่ฉือก่อนที่สายตาจะหันไปหาเต๋อเฟยพร้อมด้วยรอยยิ้มย่ามใจ

            หนิงมู่ฉือซอยหัวไชเท้าเสร็จในที่สุดจากนั้นค่อยๆ นำไปต้มกับน้ำกระดูกไก่ นางต้มยังไม่ทันจะได้ที่ก็เห็นขันทีหัวหน้าพ่อครัวที่กำลังแข่งกับนางตักน้ำแกงหัวไชเท้าใส่ถ้วยนำไปวางไว้ตรงกลางเวทีแล้ว ไม่เพียงแค่นั้นยังหันมามองนาง ยิ้มอย่างได้ใจอีกด้วย

            ได้ยินเสียงขันทีผู้รับผิดชอบงานตีฆ้องจบการแข่งขันนางวางกระบวยที่ถืออยู่ลง ก่อนจะถือถ้วยน้ำแกงหัวไชเท้าที่เพิ่งทำเสร็จเดินไปข้างกายขันทีผู้รับผิดชอบงาน

            ขันทีผู้รับผิดชอบงานมองน้ำแกงหัวไชเท้าในมือนางพร้อมกับส่ายหน้าถอนหายใจออกมาก่อนจะจับแขนขันทีที่แข่งกับนางชูขึ้น

            การกระทำนี้เรียกเสียงตื่นตะลึงจากผู้คนที่ชมอยู่ได้เป็นอย่างดีขันทีพ่อครัวทั้งหลายปรบมืออย่างดีอกดีใจให้ขันทีหัวหน้าพ่อครัวด้านหนิงมู่ฉือได้แต่ยิ้มอย่างจนปัญญาให้ขันทีหัวหน้าพ่อครัว

            “ท่านกงกงทำน้ำแกงหัวไชเท้าออกมาได้ยอดเยี่ยมมากหัวไชเท้าซอยละเอียดราวกับปักผ้าก็ไม่ปาน เมื่อนำไปทำน้ำแกงหัวไชเท้าดูสวยงามประหนึ่งดอกไม้ที่กำลังบานได้ที่ในฤดูใบไม้ผลิ ผู้ใดได้เห็นจิตใจอดไม่ได้ที่จะเบ่งบานตามไปด้วย”

     

     

    คล้ายกับเรื่องข้าจะเป็นแม่ครัวตัวน้อยแห่งวังหลวง (จบ) ที่คุณอ่าน