ราวสิบกว่าปีก่อนหน้า ภายในวังหลวงเกิดเื่ราวใหญ่โตะเืราชสำนัก! พระสนมลี่ฟางคิดก่อฏ สมคบกับพระญาติหวังโค่นล้มอำนาจฮ่องเต้ เตรียมยึดบัลลังก์แต่งตั้งโอรสของตนขึ้นเป็กษัตริย์ ทว่า...โชคยังดีที่เหอฮองเฮาค้นพบหลักฐาน และสามารถเปิดโปงได้ ก่อนแผนการของพระสนมลี่ฟางจะสำเร็จ
ในครั้งนั้น พระสนมลี่ฟางต้องโทษหนัก ถูกปลดจากตำแหน่งและต้องโทษปะา เื่ราวของพระนางถูกโจษจันเป็เวลานับสิบปี กระทั่งปัจจุบันโอรสของพระนางได้เติบโตเป็หนุ่มใหญ่สะพรั่ง
ทว่าสิ่งที่พระมารดากระทำไว้ต่อราชสำนัก ไม่อาจลบล้างได้ เขาถูกตราหน้าว่าเป็โอรสของหญิงชั่วช้า เป็โอรสของฏ นับจากเด็กจนโต ไม่ว่าเดินไปทางไหน ก็มีแต่สายตารังเกียจจับจ้องมองมา เขาไม่เคยได้รับความรักจากฮ่องเต้ ไม่เคยอยู่ในสายตาของเหล่าขุนนาง เป็เพียงอ๋องนอกคอกที่ไร้ค่าไร้ความหมาย
ในตอนเด็กพระโอรสจางอวิ๋น ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ร่วมงานสำคัญ เขาเฝ้ามองแสงพลุ เฝ้าฟังเสียงบรรเลงดนตรีจากตำหนักที่อยู่ท้ายพระราชวัง ในดวงตาน้อย ๆ สะท้อนเพียงแสงพลุจากที่ไกล ๆ พร้อมกับเสื้อขนสัตว์เก่า ๆ ที่สวมทับอยู่ท่ามกลางหิมะที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า และนั่งมองสิ่งเ่าั้เพียงลำพัง
ในตำหนักไม่มีนางกำนัลคอยดูแลเหมือนโอรสองค์อื่น มีเพียงนางกำนัล นำอาหารมาวางให้แล้วก็จากไป น้ำตานองอาบแก้มทุกคืน ต้องเอาหมอนเก่า ๆ มาสวมกอดแทนอ้อมกอดของพระมารดา แล้วหลับไปท่ามกลางความเงียบเหงา ไม่มีแม้แต่ทหารเฝ้าอารักขาความปลอดภัย ชีวิตของโอรสน้อยมีเพียงแค่เงาของพระมารดา และหมอนเก่า ๆ เคียงข้างเท่านั้น
เมื่ออายุได้เพียง 7 ขวบ เขาก็เริ่มหยิบท่อนไม้เล็ก ๆ นำมาแทนกระบี่ แล้วฝึกฝนตามตำราเก่า ๆ ที่ถูกทิ้งอยู่ในตำหนัก เสียงกิ่งไม้ที่แหวกอากาศถูกฟาดไปมาเป็ระยะ ทุกท่วงท่าที่เคยอ่อนแอ ค่อย ๆ หนักแน่นขึ้นเป็ลำดับตามอายุที่ค่อย ๆ เติบโตจนเป็หนุ่ม
ภายในมุมเงียบ ๆ ของตำหนักที่ไม่มีผู้ใดใส่ใจ จางอวิ๋นอ๋องใช้เวลานั้นฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก วิชาต่าง ๆ ในตำรานับร้อยเล่มเขาฝึกตามจนหมด และยังฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนชำนาญ ธนู กระบี่ อาวุธลับ รวมไปถึงการต่อสู้ด้วยมือเปล่า สายตามุ่งมั่นของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
ในที่สุดการฝึกเ่าั้ ก็ถูกคนของเหอฮองเฮาแอบมอง ก่อนจะยกมือปิดปากด้วยความตกตะลึง เมื่อคมธนูของจางอวิ๋นอ๋อง พุ่งตรงไปเสียบนกที่กำลังบินโฉบผ่านตำหนัก ก่อนจะร่วงลงพื้นแล้วพยายามดิ้นรนเอาตัวรอด หากแต่จางอวิ๋นเดินตรงไปแล้วหยิบปลายธนูเสียบให้แน่นกว่าเดิมจนนกตัวนั้นแน่นิ่งไป พร้อมรอยยิ้มมุมปากแสยะออกมาอย่างไร้ความปรานี พร้อมกับคนของเหอฮองเฮารีบวิ่งหนีจากไปด้วยความหวาดกลัว
2 เดือนต่อมา...
ป้ายแกะสลักสีทอง ทำจากไม้เนื้อแข็งติดไว้เหนือประตูทางเข้าจวนสกุลหลิว ชายกลางคนในชุดขุนนางเดินเข้าไปภายในจวนด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก หลิวฮูหยินรีบละมือจากทุกสิ่งแล้วเดินเข้ามารับสามีด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม นางสังเกตสีหน้าอีกฝ่ายแล้วเอ่ยถาม
“วันนี้งานที่วังหลวงมีมากรึเ้าคะ เหตุใดทำหน้าเช่นนั้น” ใต้เท้าหลิวไม่ตอบ หากแต่เดินนำภรรยาเข้ามาในจวนแล้วย่อตัวลงนั่ง พลางรับน้ำชาจากมือของหลิวฮูหยินขึ้นมาดื่มช้า ๆ
“อวี้หลิงกับหยูฟางล่ะ?” เขาเลื่อนสายตามองหาบุตรสาวทั้งสอง
“อวี้หลิงนั่งอ่านตำราอยู่ในห้อง ส่วนหยูฟางก็เดินเล่นอยู่แถวนี้ ท่านพี่มีอะไรรึเปล่า อยู่ ๆ ก็ถามหาลูกขึ้นมา” หลิวฮูหยินค่อย ๆ ย่อตัวลงนั่งด้านข้าง แล้วมองหน้าสามีด้วยความแปลกใจ
“เกิดเื่ใหญ่แล้วล่ะ” หลิวเทียนเหว่ยมองไปยังภรรยาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“เื่อะไรเหรอเ้าคะ”
“มีบัญชาจากฮ่องเต้ ให้พาลูก ๆ เข้าวังหลวง”
“เข้าวังหลวง! เข้าไปทำไม ปกติอวี้หลิงไม่เคยเข้าวังหลวง นางต้องดีใจแน่ ๆ” หลิวฮูหยินเผยยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง ก่อนเขาเอื้อมจับมือภรรยา แล้วกุมมืออย่างแแ่ กล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะเอ่ยบางอย่างออกมา หญิงกลางคนหยุดชะงักแล้วมองมืออีกฝ่าย รอยยิ้มที่มีหุบลงราวกับรู้ความหมาย
“ฮ่องเต้กับเหอฮองเฮาทรงปรึกษาข้า เื่ที่จะพระราชทานสมรสให้อวี้หลิงและจางอวิ๋นอ๋อง” ดวงตาของหลิวฮูหยินเบิกกว้างพลางดึงมือกลับแล้วส่ายหัวไปมาเบา ๆ ราวกับถูกหินก้อนใหญ่ทับแน่นในอก
“ทะ ท่านพี่พูดอะไร!” ชายกลางคนถอนหายใจแล้วตอบกลับด้วยสีหน้าซีดเผือดไม่ต่างกัน
“ฮ่องเต้จะทรงพระราชทานสมรสให้กับอวี้หลิงและจางอวิ๋นอ๋อง เ้าฟังไม่ผิดหรอก”
“ได้ยังไงกัน อวี้หลิงเติบโตมาด้วยความรักของข้า ข้าเฝ้าเพียรสอนนางทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็เื่การทำอาหาร ปักผ้า หรือแม้แต่เรียนอ่านเขียน โอรสของฮ่องเต้มีหลายสิบคน แต่ทำไมถึงต้องพระราชทานนางให้กับจางอวิ๋นอ๋องด้วย ไม่ได้! ข้าจะไปขอร้องฮ่องเต้ให้เปลี่ยนพระทัย” นางทำท่าลุกขึ้นยืน หากแต่มือของใต้เท้าหลิวคว้าไว้แน่น
“เลิกโวยวายแล้วตั้งสติ!” เขาเปลี่ยนเสียงเข้ม
“จะให้ตั้งสติอะไร อวี้หลิงนางควรจะแต่งงานกับคนที่ดี ไม่ใช่ลูกฏอย่างจางอวิ๋นอ๋อง!”
“พูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า!” เขาตะคอกเสียงดัง ไม่ว่าจางอวิ๋นอ๋องจะตกต่ำเพียงใด แต่เขาก็มีฐานะเป็ถึงโอรสของฮ่องเต้ วาจาล่วงเกินเสี่ยงต้องโทษร้ายแรง หลิวฮูหยินทิ้งตัวลงนั่งแล้วกลอกตาไปมาด้วยความสับสน ส่วนใต้เท้าหลิวหลับตาลงเพื่อสงบใจแล้วค่อย ๆ เดินเข้าไปปลอบภรรยา ก่อนนางจะปัดมือออกแล้วตอบกลับอย่างไม่พอใจ
“ไม่ต้องมาแตะตัวข้า ท่านเป็พ่อ เหตุใดจึงไม่ปฏิเสธฮ่องเต้ อวี้หลิงเป็แก้วตาดวงใจของข้า ท่านก็รู้ แต่ทำไมถึงยอม! ทั้ง ๆ ที่สกุลหลิวเองก็ทำความดีความชอบ เป็ที่ไว้วางใจของฮ่องเต้มาตลอด เหตุใดพระองค์จึงทำเหมือนแกล้งกัน” นางต่อว่าเขาด้วยความไม่พอใจ
“ก็เพราะแบบนี้ไง ข้าจึงต้องยอม” เขามองตรงไปยังหลิวฮูหยินแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ตอนนี้ ฮ่องเต้และฮองเฮาทรงไม่ไว้วางใจจางอวิ๋นอ๋อง กลัวว่าเขาจะคิดก่อฏ จึงอยากให้อวี้หลิงตบแต่งเข้าไปคอยสอดส่องความเคลื่อนไหวของจางอวิ๋นอ๋อง แล้วคอยส่งข่าวให้กับราชสำนัก ฮ่องเต้ไว้ใจสกุลหลิวมากที่สุด ก็เพราะว่าข้อนี้ จะให้ข้าปฏิเสธยังไง” เขาถามภรรยากลับด้วยความจนใจ ก่อนนางจะหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง
“สกุลหลิวต้องเสียสละเพียงนี้เลยเหรอ?”
“เพื่อความสงบสุขของราชสำนัก เราเลี่ยงไม่ได้” เขาพูดจบก็หันไปยังบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่
“ไปตามอวี้หลิง กับหยูฟางมาพบข้า”
“เ้าค่ะ”
หลิวหยูฟางนั่งใช้ไม้เขี่ยไปที่สระน้ำ มืออีกข้างคว้าขนมเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างมีความสุข สายลมเย็นสบายพัดผ่านมาปะทะกาย พร้อมด้วยเสียงน้ำจ๋อมแจ๋มดังเป็ระยะ นางเป็บุตรสาวคนเล็กของสกุลหลิว มีอุปนิสัยแตกต่างจากพี่สาวราวฟ้ากับเหว หลายครั้งนางถูกเปรียบเทียบ ว่าเป็ถึงบุตรสาวสกุลหลิว แต่มีนิสัยเหลาะแหละไม่เอาไหน วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่น ไม่คิดจริงจังอะไรสักอย่าง
"คุณหนูเ้าคะ นายท่านเรียกพบเ้าค่ะ” นางละมือจากไม้ที่เขี่ยน้ำ แล้วหันมายังสาวใช้
“เ้ารู้หรือไม่ ว่าท่านพ่อเรียกข้าทำไม” นางขมวดคิ้วแล้ววางขนมในมือลงด้วยความแปลกใจ
“เห็นว่ามีเื่สำคัญเ้าค่ะ คุณหนูใหญ่ก็ถูกเรียกด้วย”
“หึ พี่ใหญ่ไปด้วย ข้าไม่ไปหรอก ไปอีกข้าก็โดนด่าอีกอยู่ดี” นางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจแล้วหยิบขนมเข้าปาก
“ไม่ได้เ้าค่ะ ครั้งนี้เป็เื่สำคัญจริง ๆ หากคุณหนูไม่ไป นายท่านต้องโกรธมาก ๆ”
“มีวันไหนบ้าง ที่ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่โกรธข้า ไม่สนใจหรอก” นางตอบแล้วกัดขนมกินต่อ ก่อนสาวใช้จะหมดความอดทนแล้วเข้ามาดึงมือนาง
“เ้าจะทำอะไรน่ะ” หยูฟางเบิกตากว้าง
“คุณหนูต้องไปหานายท่านเ้าค่ะ ไม่งั้นเื่ใหญ่แน่” ว่าแล้วนางก็ถูกบ่าวรับใช้ลากตัวเข้าไปด้านใน ทิ้งจานขนมที่วางเรียงรายไว้ใกล้ขอบสระ ก่อนบ่าวรับใช้อีกคน เดินเข้ามาเห็น แล้วส่ายศีรษะเบา ๆ
“นิสัยของคุณหนูรองไม่เอาไหนจริง ๆ กินตรงไหนก็ทิ้งตรงนั้น ไม่เหมือนคุณหนูใหญ่สักนิด!”