ตอนที่83 ไร้ผู้สืบสกุล
พวกเขาเร่งเดินทางไปท่ามกลางกลางดึกและด้วยความที่ต้องไปสุสานบรรพบุรุษของตระกูลเก่อ หลายคนจึงอดรู้สึกประหม่าไม่ได้พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงออกมา
ฟู่ต้านีรู้แค่ตำแหน่งที่ตั้งโดยประมาณปกติเธอมาที่นี่ตอนกลางวันเท่านั้น ไม่เคยมาตอนดึก จึงอดรู้สึกกลัวไม่ได้
“เสี่ยวฮั่วอารู้แค่ตำแหน่งคร่าว ๆ ทำอย่างไรดี ตอนนี้อาหาถนนเส้นนั้นไม่เจอแล้ว”ฟู่ต้านีตัวสั่นด้วยความกังวล ตอนนี้ลูกสาวทั้งสองคนของเธอกำลังตกอยู่ในอันตรายแต่เธอกลับช่วยอะไรลูก ๆ ไม่ได้เลย
ฟู่ต้าหย่งถามถึงสถานที่เจาะจงแต่นี่มันกลางดึกแล้ว พวกเขาจึงไม่รู้ทิศทางในตอนกลางคืน ด้วยความจนใจฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจไปที่หมู่บ้านเสี่ยวโจวดังนั้นทั้งสี่คนจึงเข้าไปเคาะประตูบ้านของเก่อหงอิงกลางดึก
“คุณเหมือนฉันจะได้ยินเสียงคนเคาะประตู ? ” ภรรยาของเก่อหงอิงสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะได้ยินเสียงเคาะประตู
“คุณจะตีโพยตีพายทำไม? ใครเขาจะมาเคาะประตูดึกดื่นแบบนี้ ผมดูนาฬิกาก่อน นี่มันตีหนึ่งกว่าแล้วนะ ! ” เก่อหงอิงไม่พอใจที่ภรรยามารบกวนเขาตอนดึก
แต่หลังจากผ่านไปสักพักนางถง แม่ของเก่อหงอิงก็ลุกจากที่นอนแล้วมาเคาะประตูห้องนอนของเขา
“หงอิงแม่ได้ยินเสียงคนเคาะประตู หรือจะเกิดเรื่องขึ้นกับน้าชายของลูก ? ” นางถงพูดด้วยความกังวลน้องชายของเธอป่วยมาสองวันแล้วเพราะความกังวลทำให้นางถงนึกว่าเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น
“แม่ไม่ใช่หรอก เดี๋ยวผมไปดูให้” เก่อหงอิงลุกจากที่นอนหน้าร้อนแบบนี้ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้านอน เขาเพียงแค่สวมเสื้อคลุมเดินออกมาเท่านั้น
เมื่อเดินมาที่ประตูก็พบว่ามีคนเคาะประตูจริงด้วย
“ใครน่ะ? ” เก่อหงอิงฟังดูแล้วเหมือนจะมากันหลายคน
“หงอิงฉันฟู่ต้าหย่ง ฉันมีธุระจะคุยด้วย” ฟู่ต้าหย่งขานรับ
“อ้อพี่ฟู่นี่เอง ดึกดื่นป่านนี้พี่มีอะไรหรือเปล่า ? ” เก่อหงอิงสงสัยว่าทำไมครอบครัวฟู่ถึงมาที่บ้านของเขาตอนกลางดึกแบบนี้?
“หงอิงเกิดเรื่องขึ้นกับหลานสาวสองคนของนายแล้ว ฉันเลยมาหานายนี่แหละ ! ” น้ำเสียงของฟู่ต้าหย่งดูร้อนใจ
ในเวลานี้นางถงพูดอยู่ใต้ชายคาว่า “ลูกชายคนโตของครอบครัวฟู่ใช่ไหม ? เข้ามาก่อนสิ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า? ”
“พี่ฟู่เข้ามาคุยกันข้างในก่อนเถอะ”
เก่อหงอิงเปิดประตูให้ทั้งที่ไม่เต็มใจเท่าไหร่นักเพราะทุกครั้งที่เขาเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับครอบครัวฟู่ทีไรก็มักจะเกิดเรื่องขึ้นทุกที อย่างครั้งที่แล้วเขาก็ได้บังเอิญช่วยเหลือว่าที่ภรรยาของฟู่ต้าอันกระทั่งตระกูลหลี่มาขอบคุณพวกเขาถึงบ้าน
ฟู่ต้าอันเห็นเขาก็เรียกเขาว่าพี่ใหญ่แต่เก่อหงอิงยังคงจำเรื่องของเก่อหงจวินได้ แม้จะบอกว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาทำผิดแต่ถึงอย่างไรเขาก็ขึ้นชื่อว่าคนตระกูลเก่อ
“คุณป้าต้องมารบกวนคุณป้าตอนดึกดื่นแล้ว เป็นเพราะเรามีเรื่องด่วนจริงไม่อย่างนั้นคงไม่มารบกวนคุณป้าเวลานี้” ฟู่ต้านีพูดยังไม่ทันจบก็ร้องไห้ออกมา
“ต้านีทำไมพูดอย่างนี้ล่ะ มีเรื่องอะไรก็พูดกับป้ามาเถอะ”นางถงรู้สึกเอ็นดูฟู่ต้านีมาโดยตลอด
ในเวลานี้ฟู่เยี่ยนขมวดคิ้วขึ้นมา เพราะเธอเห็นปราณชั่วร้ายลอยอบอวนขึ้นมาเหนือห้องทางปีกตะวันตก
“คุณลุงใครอยู่ในห้องปีกตะวันตก ? ”
เก่อหงอิงชะงักไปนางถงกลับได้สติเร็วกว่า
“เด็กน้อยเป็นห้องของหลานชายฉันเอง ทำไมหรือ ? ”
“คุณย่ารีบเข้าไปดูหลานชายก่อนเถอะค่ะว่าตัวร้อนไหม”ฟู่เยี่ยนมองเห็นแล้วว่าเด็กน้อยทั้งสองมีอาการไข้ขึ้นเหมือนกับฟู่เวยและฟู่หรงไม่มีผิด
ภรรยาของเก่อหงอิงจึงรีบวิ่งเข้าไปดูอย่างรวดเร็ว
“ที่รักแย่แล้ว ต้าปิงกับหมั่นโถวตัวร้อนจี๋เลย ! ” ไม่ถึงนาที เธอก็วิ่งหน้าตาตื่นออกมา
เก่อหงอิงและนางถงต่างก็รีบลุกขึ้นไปดูและพวกเขาก็เห็นว่าเด็กน้อยทั้งสองตัวร้อนจนหน้าแดงตัวแดงไปหมด
ฟู่เยี่ยนเดินตามเข้ามาเช่นกันเธอเห็นว่าทั้งสองไม่ได้สวมชุดนอนฟู่เยี่ยนเหลือบไปเห็นรอยเส้นสีแดงบนหน้าท้องของทั้งสองซึ่งมันดูหนาและเป็นสีแดงเข้มกว่าของฟู่เวยและฟู่หรงเสียอีก และตอนนี้มันกำลังค่อยๆ ไล่ขึ้นไปทางตำแหน่งหัวใจอีกด้วย
ฟู่เยี่ยนหยิบเอายันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกมาจุดไฟเผาแล้วใส่ลงไปในถ้วยดื่มน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะ
“เร็วเข้ารีบเอาให้พวกเขาทั้งสองดื่มเร็ว ! ” ฟู่เยี่ยนยื่นถ้วยน้ำให้เก่อหงอิง
เก่อหงอิงยังคงยืนอึ้งอย่างเงอะงะฟู่เยี่ยนไม่มีเวลามาอธิบายจึงแย่งถ้วยดื่มน้ำมาแล้วจัดการใส่ผงขี้เถ้ายันต์ลงไปทันที
สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือเส้นสีแดงหยุดเคลื่อนไหวแล้ว
ฟู่เยี่ยนวางชามแล้วพูดกับนางถงว่า“คุณย่า ตอนนี้หนูไม่มีเวลามาอธิบายแล้วน้ำขี้เถ้าของยันต์นี้ยืดระยะเวลาได้เพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้นตอนนี้น้องสาวทั้งสองคนของหนูก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับหลานชายของคุณย่าถ้าหากเส้นสีแดงที่อยู่บนหน้าท้องของพวกเขาวิ่งไปถึงตำแหน่งหัวใจต่อให้เป็นเทพเทวดาก็ยากที่จะช่วยชีวิตพวกเขาได้ฉะนั้นตอนนี้ต้องรีบพาหนูไปที่สุสานบรรพบุรุษของพวกคุณก่อน ! ”
นางถงมองฟู่เยี่ยนแล้วถามด้วยความงุนงง“สาวน้อย เธอหมายความว่าอะไร ? ”
“คุณย่าไม่ต้องกังวลอาการป่วยในปีนี้ของน้องชายคุณย่าก็แค่อุปสรรคเล็กน้อยในชีวิตเท่านั้นเมื่อเขาผ่านมันไปได้ก็จะไร้โรคภัย แล้วเขาจะมีชีวิตยืนยาวนานจนอายุ 95 ปี ! ”
นางถงได้ยินแบบนั้นก็รีบให้เก่อหงอิงพาพวกเขาไปที่สุสานบรรพบุรุษตอนนี้ไม่มีเวลามาพูดคุยเรื่องอื่นกันแล้วเก่อหงอิงเองก็เชื่อคำพูดของเธอเช่นกันจึงได้พาทุกคนไปยังสุสานบรรพบุรุษของตระกูลตนเอง
ในเวลานี้ไป๋เฟยอยู่ระหว่างทางไปเซี่ยงไฮ้กับหยูหลงเซิง ในตอนที่วางค่ายกลเขาก็นึกถึงตอนที่น้องสาวของตนเองแต่งเข้าบ้านตระกูลเก่อ เดิมทีน้องสาวของเขาอยากวางมือจากเรื่องพวกนี้แล้วใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาแต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะต้องเกือบพาตัวเองไปจบชีวิตลงที่บ้านนั้นแล้ว
ไป๋เฟยเกลียดชังตระกูลเก่อเข้ากระดูกดำเขาล้มเลิกความคิดที่จะวางค่ายกลกำจัดครอบครัวของก่อหงจวินแล้วเปลี่ยนเส้นทางขึ้นไปบนภูเขา เขาต้องการให้ทายาทที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของตระกูลเก่อถูกฝังกลบไปพร้อมกับน้องสาวของเขา!
เก่อหงอิงพาพวกฟู่เยี่ยนเดินไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงสุสานบรรพบุรุษของตระกูลตนเองเก่อหงอิงและคนอื่นจุดคบไฟ ในตอนที่เดินขึ้นไปบนภูเขาเหล่าพวกนักเลงหลายคนในหมู่บ้านเสี่ยวโจวที่ยังไม่เข้านอนและแอบมาเล่นไพ่ตกใจคิดว่าพวกเขาเป็นผีทำเอาคนพวกนั้นจนเกือบฉี่ราดกางเกง
แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านแล้วแต่ในหมู่บ้านเสี่ยวโจวยังมีตำนานเล่าขานเรื่องผีสางอยู่
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนมาถึงสุสานเธอก็ได้กลิ่นเหม็นของศพขึ้นจมูก ในใจของสาวน้อยสั่นสะท้านคนที่ทำช่างเลวทรามเหลือเกิน เขาใช้ของสกปรกเช่นนี้มาสร้างค่ายกลได้อย่างไร !
“นี่เขาต้องการให้ตระกูลเก่อไร้ผู้สืบสกุลเลยหรือ! ” ฟู่เยี่ยนพึมพำเสียงเบา
เก่อหงอิงที่ได้ยินเต็มสองรูหูถึงกับขนลุกไปทั้งตัว!
“หลานสาวแล้วแบบนี้ยังพอมีทางช่วยอยู่ไหม ? เธอจะต้องช่วยตระกูลเก่อของพวกเราด้วยนะ ! ลุงจะก้มหัวคำนับให้เลยโปรดช่วยเราด้วย ! ” ขณะที่พูด เขาก็จะคุกเข่าลงไปด้วยทำให้ฟู่เยี่ยนต้องรีบประคองเขาขึ้นมา
“คุณลุงอย่าก้มหัวคำนับหนูเลย ตอนนี้หนูต้องให้พวกลุงช่วยเช่นกัน”
ฟู่เยี่ยนพบต้นไหวต้นหนึ่งที่อยู่ในสุสานแล้วหยิบมีดสั้นออกมา ตัดกิ่งไม้หลายกิ่ง ส่งให้กับคนที่อยู่ในสุสานคนละกิ่งแล้วกล่าวว่า “อีกเดี๋ยวทุกคนแยกกันเดินไปคนละเก้าก้าวทางทิศเหนือ ใต้ ออก ตกโดยยึดหนูเป็นศูนย์กลาง”
ทั้งสี่คนต่างก็เดินออกไปคนละเก้าก้าวตามทิศเหนือใต้ ออกและตก “วาดวงกลมบนพื้นแล้วเดินต่อไปอีกเก้าก้าว”
หลังจากเดินทีละเก้าก้าวไปจนครบเก้ารอบฟู่เยี่ยนถึงได้บอกให้หยุด
“ตอนนี้ใช้กิ่งต้นไหวขุดลงไปบนพื้นอย่าเอามือสัมผัสมันเด็ดขาด พอขุดได้แล้วห้ามขยับ รอจนกว่าหนูจะไปหา”
หลังจากนั้นไม่นานทั้งสี่คนก็ขุดอะไรบางอย่างขึ้นมาตามลำดับ ทันทีที่ขุดออกมากลิ่นเหม็นฉุนก็โชยมาปะทะใบหน้าของพวกเขา
ฟู่เยี่ยนหาตำแหน่งกึ่งกลางตรงตัวเองเช่นกันเธอขุดเจอหุ่นไม้ที่สลักคำสาปเอาไว้ฟู่เยี่ยนเพ่งมองมันอย่างละเอียดถึงได้พบว่ามันคือคำสาปไร้ผู้สืบสกุล !
ฟู่เยี่ยนขุดเอาของสกปรกชิ้นนั้นขึ้นมาแล้วโยนมันลงไปในหลุมที่ทั้งสี่คนช่วยกันขุดขึ้นมา จากนั้นก็โยนยันต์ไฟลงไปแล้วใช้คบเพลิงจุด
ที่จริงฟู่เยี่ยนสามารถใช้ยันต์สายฟ้าได้เพราะมันจัดการได้เร็วกว่าแต่เธอไม่ต้องการให้สุสานบรรพบุรุษของตระกูลเก่อถูกสายฟ้าฟาดเพราะเรื่องนี้ เธอจึงต้องใช้ไฟเผาแทน
ไม่นานของที่อยู่ภายในหลุมก็ถูกไฟแผดเผาจนมอดไหม้ ฟู่เยี่ยนค่อย ๆ ดึงก้อนหินสีดำออกมาบรรจงใช้ใบไม้มาห่อมัน หินก้อนนี้คือหินสีดำที่ฝังอยู่ในตัวหุ่นไม้ฟู่เยี่ยนตั้งใจว่าจะนำมันกลับไปศึกษาที่บ้าน
และยันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายใบสุดท้ายของฟู่เยี่ยนก็หายวับไป
หลังจากจัดการทุกอย่างแล้วตอนนี้เพิ่งเป็นเวลาตีสี่กว่า ฟ้ายังไม่สว่าง พวกเขาจึงกลับไปดูอาการเด็กสองคนนั้นที่บ้านของเก่อหงอิง
ตอนนี้เก่อหงอิงนับถือฟู่เยี่ยนมากในใจคิดว่าการที่ลี่ลี่และเฟินเฟินมีพี่สาวแบบนี้ช่างดีเหลือเกินในอนาคตพวกเธอจะต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีแน่นอนเขายังไม่รู้ว่าสองพี่น้องได้เปลี่ยนชื่อเป็นฟู่เวยและฟู่หรงแล้ว