เมืองที่ตั้งอยู่กลางหุบเขา มักมีชีวิตเป็ของตนเอง
มันไม่ได้กว้างใหญ่โอ่อ่าเหมือนมหานครที่ถนนปูด้วยหินขาว ไม่ได้อุดมสมบูรณ์เหมือนเมืองเกษตรที่เพียงหว่านเมล็ดลงดินก็รอรับรวงทองในฤดูเก็บเกี่ยว และไม่ได้มีกำแพงสูงเสียดฟ้าหรือหอคอยเวทย์งดงามจนผู้คนต้องเงยหน้ามองด้วยความเลื่อมใส
เมืองกลางหุบเขาแห่งนี้มีเพียงถนนหินสีหม่น บ้านไม้หลังคาชันที่สร้างตามแนวลาดของูเา และสายลมเย็นที่พัดผ่านช่องเขาราวกับเสียงกระซิบของผืนป่า
ดินของที่นี่แข็งและแห้งเกินกว่าจะปลูกพืชผลได้ดี รากข้าวไม่ชอบหิน รากผักไม่ชอบความเย็น และเมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่ที่ถูกหว่านลงบนผืนดินกลางหุบเขามักจบชีวิตอย่างสงบก่อนจะได้เห็นแสงแดดวันแรก
ด้วยเหตุนั้น เมืองแห่งนี้จึงต้องพึ่งพาพืชผลจากเมืองลินด์เดลอยู่เสมอ
ข้าว แป้ง ผักหัว สมุนไพรพื้นฐาน เมล็ดพันธุ์ฤดูใหม่ สิ่งเหล่านี้คือเส้นเืที่ลินด์เดลส่งเข้ามาหล่อเลี้ยงเมืองกลางหุบเขา หากขบวนเกวียนจากลินด์เดลขาดหายไปหลายวัน ราคาซุปผักในเมืองนี้จะพุ่งสูงกว่าค่าเหล้าในฤดูหนาวเสียอีก
แต่หากถามว่าผู้คนที่นี่อดอยากหรือไม่ คำตอบย่อมไม่ใช่
เพราะสิ่งที่ดินของเมืองนี้ให้ไม่ได้ ป่ารอบเมืองกลับมอบให้อย่างใจกว้างและโหดร้ายในเวลาเดียวกัน
ป่าในหุบเขาเต็มไปด้วยเห็ดหายาก เครื่องเทศป่า น้ำผึ้งูเา สมุนไพรที่ขึ้นตามซอกหิน และเหนือสิ่งอื่นใด คือเนื้อสัตว์ป่าและเนื้อสัตว์อสูรซึ่งมีกลิ่นหอมเข้มข้นจนคนต่างเมืองบางคนยอมเดินทางข้ามเขามาเพียงเพื่อชิมสตูว์หมูเขี้ยวดินสักถ้วย
ในเมืองลินด์เดล เด็ก ๆ อาจเรียนรู้วิธีแยกต้นอ่อนของผักกาดกับวัชพืช
แต่ในเมืองกลางหุบเขา เด็ก ๆ เรียนรู้ั้แ่อายุเจ็ดขวบว่ารอยกรงเล็บแบบใดควรวิ่งหนีทันที และเสียงคำรามแบบใดแปลว่ายังพอมีเวลาปีนขึ้นต้นไม้
ที่นี่ การล่าสัตว์มิใช่เพียงอาชีพ
มันคือวัฒนธรรม
ทุกฤดูกาล เมืองจะมีพิธีล่าสัตว์เพื่อบรรณาการสัตว์อสูรแก่ศาลาหินเก่ากลางเมือง บ้างกล่าวว่านั่นเป็การขอบคุณผืนป่าที่มอบอาหารให้มนุษย์ บ้างกล่าวว่าเป็การเตือนใจว่าเมืองนี้ตั้งอยู่ได้เพราะรู้จักเกรงกลัวเ้าถิ่นในหุบเขา
เพราะในป่าใหญ่ สัตว์อสูรบางตัวมิใช่เพียงเหยื่อ
พวกมันคือผู้พื้นที่
และผู้ที่ลืมเื่นั้น มักไม่เหลือกระดูกกลับมาให้ฝัง
ยามค่ำคืน เมืองกลางหุบเขากลับมีชีวิตชีวากว่าตอนกลางวันหลายเท่า
แสงโคมสีส้มแขวนอยู่ตามชายคาและเสาไม้ ควันจากเตาย่างลอยอ้อยอิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ามืด กลิ่นเนื้อสัตว์อสูรย่างปนกับกลิ่นเครื่องเทศป่าและเหล้าหมักสมุนไพร ผู้คนหัวเราะเสียงดังตามร้านอาหารริมถนน นักล่าหลายกลุ่มยกแก้วฉลองหลังจากกลับมาจากป่า บางคนวางเขี้ยวสัตว์อสูรไว้กลางโต๊ะเพื่ออวดผลงาน บางคนเล่าเื่การล่าซ้ำไปซ้ำมาจนแม้แต่เด็กเสิร์ฟยังท่องตอนจบได้
ในร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใกล้ประตูเมืองด้านตะวันออก โต๊ะไม้ตัวยาวริมหน้าต่างกำลังตกอยู่ในความเงียบประหลาด
ไม่ใช่เพราะอาหารไม่อร่อย
ตรงกันข้าม อาหารบนโต๊ะนั้นกำลังหายไปด้วยความเร็วที่น่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์อสูรในป่าหลังเมืองเสียอีก
เด็กหนุ่มผมดำรูปร่างผอมซีดผู้หนึ่งกำลังโซ้ยอาหารอย่างเอร็ดอร่อยจนช้อนแทบกลายเป็เงาในอากาศ
ซุปเห็ดป่าถ้วยที่หนึ่งหมดไป
เนื้อหมูเขี้ยวดินย่างเกลือจานที่สองหายไป
มันบดราดน้ำเกรวีจากกระดูกสัตว์อสูรถูกกวาดจนจานสะอาดราวกับเพิ่งล้าง
ขนมปังดำก้อนแข็งที่ชาวเมืองใช้จิ้มสตูว์ ถูกกัดหายไปครึ่งก้อนในคำเดียว
และตลอดเวลานั้น เด็กหนุ่มผู้นั้นยังคงมีสีหน้าเคร่งขรึมราวกับกำลังประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
ฝั่งตรงข้าม กลุ่มทหารรับจ้างผักสวนครัวแห่งเวอร์แดนเทียร์ทั้งสามคนนั่งมองภาพนั้นด้วยสีหน้าที่แตกต่างกัน
ไดกอนมองด้วยความประทับใจปนหวาดหวั่น
แอสปาร์มองด้วยสายตาราวกับกำลังคำนวณว่าค่าอาหารมื้อนี้จะทำให้กลุ่มล้มละลายหรือไม่
ส่วนชิโซะมองด้วยดวงตาเป็ประกายอย่างภาคภูมิใจ เพราะซุปผักถ้วยเล็กที่นางแอบปรุงเพิ่มด้วยสมุนไพรของตัวเองถูกเด็กหนุ่มตรงหน้าซดจนหมดเกลี้ยงเป็ถ้วยแรก
“น้องชายสุดเก่ง กินอีกไหม?” ชิโซะถามด้วยน้ำเสียงสดใส พลางเลื่อนถ้วยซุปอีกใบไปตรงหน้าเขา “ข้าเติมผักหัวหั่นบาง ๆ กับเห็ดูเาลงไปนิดหน่อย น่าจะช่วยให้ท้องอุ่นขึ้น”
โนเอลเงยหน้าจากจานเนื้อย่าง ดวงตาสีดำลึกล้ำมองถ้วยซุปตรงหน้าอย่างพิจารณา
“อืม…รสชาติไม่เลว” เขากล่าวอย่างวางท่า “แม้จะยังห่างไกลจากมื้ออาหารที่คู่ควรกับผู้กอบกู้โลกอยู่มาก แต่สำหรับผลงานของเ้าเปียจิ๋ว นับว่าพอมีอนาคต”
ชิโซะยิ้มกว้าง
“ขอบคุณนะ น้องชายสุดเก่ง!”
แอสปาร์เหลือบมองชิโซะ แล้วถอนหายใจยาว
“ข้าล่ะทึ่งในสกิลการทำซุปได้ทุกสถานที่ของเ้าจริง ๆ แม้จะเป็ร้านอาหารของคนอื่นก็ไม่เว้น”
ชิโซะเอียงคอ
“แต่ถ้าซุปอร่อยขึ้น ร้านก็ได้ประโยชน์ไม่ใช่หรือ?”
“ปัญหาคือเ้าเข้าไปยืมหม้อเขาโดยไม่ได้ถาม”
“ข้าถามแล้วนะ”
“เ้าถามหลังจากใส่ผักลงไปแล้ว”
ไดกอนหัวเราะลั่นโต๊ะ
“ฮ่า ๆ ๆ! ไม่เป็ไรหรอก แอสปาร์ เ้าของร้านยังชมเลยว่าซุปถ้วยนั้นหอมกว่าเดิม!”
“เขาชมเพราะชิโซะกำลังถือมีดหั่นผักอยู่ในมือ” แอสปาร์ตอบเสียงเรียบ
ชิโซะก้มมองมีดเล็กในมือของตน ก่อนรีบซ่อนไว้หลังผ้ากันเปื้อนที่ยืมจากครัว
“ข้าไม่ได้ตั้งใจขู่ใครเสียหน่อย…”
โนเอลซดซุปจนหมดถ้วย ก่อนวางมันลงด้วยท่าทางพึงพอใจ
“เ้าเปียจิ๋ว หากวันหนึ่งเ้าล้มเลิกการเป็ทหารรับจ้างแล้วไปเปิดร้านซุป ข้าจะพิจารณาให้เกียรติไปกินเป็บางครั้ง”
“จริงหรือ?” ชิโซะตาเป็ประกาย
“ถ้าเ้าไม่ตั้งชื่อร้านว่าผักสวนครัวอีก”
ไดกอนสะดุ้ง
“เฮ้! ชื่อผักสวนครัวไม่ดีตรงไหนกัน!”
แอสปาร์ยกน้ำขึ้นจิบ
“คำถามนี้เราใช้เวลาทั้งชีวิตตอบก็อาจไม่พอ”
เสียงหัวเราะของไดกอนดังกลบเสียงถอนหายใจของแอสปาร์ไปอีกครั้ง
แม้จะเป็เพียงโต๊ะหนึ่งในร้านอาหารอันครึกครื้น แต่บรรยากาศระหว่างทั้งสี่กลับเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เด็กหนุ่มซอมซ่อที่แอบขึ้นเกวียนคนนี้ยังถูกมองว่าเป็ตัวปัญหา เป็เด็กหลงทาง เป็โจรที่น่าสงสัย หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็ผีผักที่มีนิสัยไม่ดี
แต่หลังจากเหตุการณ์บนถนน พวกเขาไม่อาจมองเขาเช่นนั้นได้อีก
เด็กคนนี้ไม่เพียงมองการต่อสู้ออก
ไม่เพียงอ่านจุดอ่อนของสัตว์อสูรได้
แต่ยังมองทะลุไปถึงเส้นทางการไหลเวียนของแก่นพลังในร่างไดกอนราวกับเห็นมันด้วยตาเปล่า
นั่นไม่ใช่ความสามารถของเด็กไร้บ้านธรรมดา
และยิ่งไม่ใช่ความสามารถของคนที่ควรถูกพบขณะนอนกอดหัวผักอยู่บนเกวียนสินค้า
ไดกอนวางแก้วไม้ลงบนโต๊ะ ก่อนก้มศีรษะให้โนเอลเล็กน้อย
“ข้าพูดจริงนะ เ้าช่วยพวกเราไว้ ถ้าไม่ได้เ้าชี้แนะ ข้าอาจรับแรงชนตรง ๆ จนแขนหักไปแล้วก็ได้”
“อาจ?” แอสปาร์เลิกคิ้ว “ข้าว่าหักแน่”
ไดกอนหันไปมอง
“เ้าไม่จำเป็ต้องพูดตรงขนาดนั้นก็ได้”
“ข้ากำลังให้เกียรติความจริง”
โนเอลใช้ส้อมจิ้มเนื้อชิ้นสุดท้ายขึ้นมา มองมันราวกับกำลังประเมินอัญมณีล้ำค่า ก่อนเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่ต้องซาบซึ้งนัก ข้าเพียงไม่อยากให้เกวียนพังกลางทาง มิฉะนั้นข้าคงต้องเดินเท้าเข้ามาเมืองนี้พร้อมท้องว่าง นั่นเป็ชะตากรรมที่โหดร้ายเกินไปสำหรับโลกใบนี้”
แอสปาร์หรี่ตา
“โลกใบนี้หรือท้องเ้า?”
“สองสิ่งนั้นเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งกว่าที่เ้าคิด เ้าหัวแหลม”
ชิโซะหัวเราะเบา ๆ ส่วนไดกอนยิ้มอย่างโล่งใจ
หลังอาหารเกือบทั้งหมดบนโต๊ะหายไป โนเอลจึงใช้ผ้าเช็ดปากเช็ดมุมปากด้วยท่าทางสูงศักดิ์ผิดกับสภาพเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งอย่างรุนแรง
จากนั้นเขาวางข้อศอกลงบนโต๊ะ ประสานมือ และมองกลุ่มผักสวนครัวทั้งสามด้วยดวงตาที่เปลี่ยนจากความเกียจคร้านเป็ความจริงจังเล็กน้อย
“เอาล่ะ เหล่าผักสดทั้งหลาย ข้ามีงานจะจ้างพวกเ้า”
ไดกอนกะพริบตา
“งาน?”
แอสปาร์มองเขาั้แ่หัวจรดเท้า
“ก่อนพูดเื่จ้าง ข้าขอถามตรง ๆ เ้ามีเงินหรือ?”
\n
โนเอลยิ้มบาง ๆ
“ยังไม่มี”
“ตอบได้มั่นใจเสียเหลือเกินนะ”
“แต่เดี๋ยวก็มี”
แอสปาร์หรี่ตาหนักกว่าเดิม
“นั่นเป็ประโยคที่พวกนักต้มตุ๋นชอบใช้มาก”
“โชคดีที่ข้าไม่ใช่นักต้มตุ๋น”
“งั้นเ้าเป็อะไร?”
โนเอลยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย
“บุคคลสำคัญที่โลกยังไม่พร้อมยอมรับ”
“ฟังดูแย่กว่านักต้มตุ๋นอีก”
ไดกอนรีบยกมือห้ามก่อนทั้งสองจะเปิดศึกด้วยคำพูดจนร้านพัง
“แล้วงานที่ว่า คืออะไร?”
โนเอลเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ
“ข้า้าให้พวกเ้ารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคนผู้หนึ่งให้ข้า”
ชิโซะเอียงคอ
“คนผู้หนึ่ง?”
“คนที่ออกข่าวบ่อย ๆ ใน่หลายปีมานี้ คนที่ชาวเมืองเรียกกันด้วยชื่อของข้า…” โนเอลหยุดไปครู่หนึ่ง สีหน้าคล้ายกลืนก้างปลาทั้งตัว “หมายถึง คนที่พวกเ้าคงเรียกว่า ท่านโนเอล อะไรทำนองนั้น”
ทั้งสามเงียบไปพร้อมกัน
ไดกอนค่อย ๆ วางแก้วลง
“เ้าหมายถึง…ท่านโนเอลผู้กลับชาติมาเกิด?”
ชิโซะพูดต่ออย่างระมัดระวัง
“จอมเวทย์ผู้กู้โลกที่กลับคืนมาเมื่อยี่สิบปีก่อน?”
แอสปาร์เสริมด้วยน้ำเสียงแห้งแล้ง
“ศูนย์รวมศรัทธาแห่งยุคใหม่ ผู้ที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวทุกครั้งแม้แค่เดินผ่านสวนดอกไม้?”
มุมปากของโนเอลกระตุก
“นั่นแหละ เ้านั่น”
“เ้านั่น?” ชิโซะทวนอย่างใ
“ใช่ เ้านั่น” โนเอลกล่าว “ชื่อเรียกยาวเกินไป ข้าไม่ชอบ”
แอสปาร์มองเขานิ่ง ๆ
“เ้ารู้ไหมว่าการเรียกท่านโนเอลแบบนั้นอาจทำให้เ้าถูกโยนออกจากร้านได้?”
“ข้าเคยถูกโยนออกจากสมาคมมาแล้ว ร้านอาหารแค่นี้ไม่นับเป็ประสบการณ์ใหม่”
ไดกอนเกาศีรษะ
“เ้า้าข้อมูลแบบไหน?”
“ข่าวลือ ข่าวหนังสือพิมพ์ เส้นทางที่เขาเคยไป คนที่เขาพบ วิชาที่เขาฝึก อาจารย์ที่สอนเขา เื่ประหลาดเกี่ยวกับเขา ทุกอย่างที่หาได้” โนเอลกล่าว “โดยเฉพาะข่าวที่คนทั่วไปมองข้ามเพราะมัวแต่กราบรูปหน้าหล่อของเขา”
แอสปาร์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้
“งานข้อมูลใช้เวลา และเวลาใช้เงิน”
“ข้าบอกแล้ว เดี๋ยวข้าก็มีเงิน”
“ด้วยอะไร?”
โนเอลล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อขาด ๆ ของตนอย่างไม่รีบร้อน ก่อนหยิบก้อนแร่สีหม่นขนาดเท่าหัวแม่มือออกมาวางลงบนโต๊ะ
แสงจากโคมเหนือโต๊ะสะท้อนผ่านพื้นผิวของมัน เกิดประกายเวทย์จาง ๆ คล้ายหมอกสีเงินที่ถูกขังอยู่ภายในหิน
ชิโซะเบิกตา
“นั่นมัน…”
แอสปาร์โน้มตัวเข้ามาดูใกล้ขึ้น
“แร่แก้วมานา?”
ไดกอนสะดุ้ง
“เ้าเอามาจากไหน?”
โนเอลยิ้มด้วยสีหน้าที่ทั้งบริสุทธิ์และไม่น่าไว้ใจอย่างยิ่ง
“ค่าตอบแทนในการปกป้องเกวียนสินค้า”
แอสปาร์จ้องเขม็ง
“พ่อค้าให้เ้ารึ?”
“รายละเอียดเล็กน้อยเช่นนั้นไม่ควรรบกวนความสงบของมื้ออาหาร”
“แปลว่าไม่ได้ให้”
“ข้าช่วยชีวิตคนทั้งขบวน สินค้าทั้งขบวน และผักอีกจำนวนมาก แร่ก้อนเดียวถือว่าข้าขาดทุนด้วยซ้ำ”
ไดกอนยกมือกุมขมับ
“นี่มันไม่ใช่วิธีคิดค่าจ้างที่ถูกต้องนะ…”
โนเอลชูแร่แก้วมานาขึ้นระดับสายตา
“แร่แก้วมานาไม่ใช่ของหายากระดับราชสำนัก แต่ในเขตชนบทเช่นนี้มันมีราคาพอสมควร พ่อค้าผู้นั้นคงตั้งใจนำไปเป็ของกำนัลให้ใครบางคนในเมืองนี้ ข้าเดาว่าเป็ช่างหรือวิศวกรที่มีตำแหน่งพอให้คนอยากเอาใจ”
แอสปาร์นิ่งไปเล็กน้อย
“เ้าเดาได้จากแค่แร่ก้อนเดียว?”
“จากแร่หนึ่งก้อน ผ้าห่อเก่าแต่สะอาดกว่าสินค้าอื่น กล่องไม้ที่วางปะปนแต่ไม่ถูกทับ และรอยขีดบนฝาปิดที่เขียนรหัสส่งมอบไว้” โนเอลกล่าวอย่างเฉยชา “ถ้าอ่านของแค่นี้ไม่ออก ข้าคงต้องเอาหัวตัวเองไปจุ่มถังผักดองตามคำแนะนำของเ้าจริง ๆ”
แอสปาร์เงียบไป
ชิโซะมองโนเอลด้วยความชื่นชม
“น้องชายสุดเก่งนี่…สุดเก่งจริง ๆ ด้วย”
โนเอลยืดอกเล็กน้อย
“แน่นอน”
ไดกอนมองแร่ในมือโนเอล แล้วมองใบเสร็จค่าอาหารที่กำลังยาวขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยสีหน้าเริ่มคิดหนัก
“แล้วเ้าจะเอาแร่นั่นไปขาย?”
“ส่วนหนึ่ง” โนเอลตอบ “ข้าต้องสร้างของสองชิ้นก่อน ชิ้นหนึ่งเป็ของข้า อีกชิ้นเอาไว้เปลี่ยนเป็เงินจ้างพวกเ้า”
แอสปาร์เลิกคิ้ว
“เ้าสร้างอุปกรณ์เวทย์เป็?”
โนเอลมองเขาด้วยสายตาราวกับได้ยินคำถามว่าไฟร้อนหรือไม่
“เ้าหัวแหลม ข้าจะถือว่านั่นเป็คำถามจากผู้ไม่รู้ ไม่ใช่การดูิ่”
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอถามใหม่” แอสปาร์กล่าว “เด็กซอมซ่อไร้เงินที่เพิ่งขโมยแร่จากพ่อค้า จะสร้างอุปกรณ์เวทย์มูลค่าพอจ้างทหารรับจ้างได้จริงหรือ?”
โนเอลยิ้ม
“พรุ่งนี้เ้าจะได้รู้”
ชิโซะยกมือขึ้นเล็กน้อย
“แล้ว…พวกเราควรเรียกน้องชายสุดเก่งว่าอะไรดี?”
ไดกอนพยักหน้า
“จริงสิ พวกเรายังไม่รู้ชื่อเ้าเลย ถึงเ้าจะพยายามพูดหลายรอบแล้วโดนแอสปาร์ขัดก็เถอะ”
แอสปาร์กอดอก
“เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย ข้ายังยืนยันว่าถ้าเขาพูดชื่อนั้น ควรมีถังผักดองเตรียมไว้”
โนเอลลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างไม่สนใจคำเตือน
ร่างผอมซีดของเขาดูคล้ายเด็กเร่ร่อนที่เพิ่งกินอาหารเกินตัว แต่ดวงตาสีดำลึกล้ำกลับมีบางอย่างที่ทำให้ทั้งสามคนเงียบลงโดยไม่รู้ตัว
เขายิ้มบาง ๆ
“เรียกข้าว่า โนเอล”
ความเงียบตกลงบนโต๊ะเหมือนฝาหม้อปิดซุปเดือด
ไดกอนนิ่งค้าง
ชิโซะอ้าปากเล็กน้อย
แอสปาร์หลับตาลงช้า ๆ
“ข้าควรเอาหัวเขาจุ่มถังผักดองจริง ๆ ใช่ไหม?”
ไดกอนมองใบเสร็จค่าอาหารในมือ ก่อนตอบเสียงจริงจัง
“อย่างน้อยรอให้เขาจ่ายค่าอาหารก่อนเถอะ”
โนเอลหัวเราะในลำคอ แล้วเดินออกจากร้านไปพร้อมแร่แก้วมานาในมือ ทิ้งให้กลุ่มผักสวนครัวทั้งสามมองตามด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่าตนเพิ่งได้พบคนบ้า อัจฉริยะ หรือปัญหาขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างเป็เด็กผอมซีดกันแน่
รุ่งเช้าวันถัดมา เมืองกลางหุบเขาตื่นขึ้นพร้อมกลิ่นควันจากเตาหลอมและกลิ่นเนื้อแห้งที่แขวนอยู่หน้าร้านค้า
แสงอาทิตย์ลอดผ่านร่องเขาลงมากระทบหลังคาบ้านไม้ทีละหลัง ถนนหินหยาบเริ่มมีผู้คนเดินขวักไขว่ นักล่าบางคนลากหนังสัตว์อสูรไปยังร้านฟอกหนัง เด็ก ๆ วิ่งถือไม้ยาวเลียนแบบหอกของผู้ใหญ่ พ่อค้าเปิดแผงขายเห็ดูเา เครื่องเทศป่า และกระดูกสัตว์อสูรขนาดเล็กสำหรับนำไปบดเป็ผงยา
โนเอลเดินผ่านตลาดด้วยท่าทางสบาย ๆ ราวกับไม่มีหนี้ค่าอาหาร ไม่มีแร่ที่หยิบมาโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเื่วุ่นวายใด ๆ รออยู่เบื้องหน้า
เขาไม่ได้สนใจเสียงเรียกลูกค้าของพ่อค้า
ไม่ได้สนใจเด็กที่ชี้มาทางเสื้อผ้าขาด ๆ ของเขา
ไม่ได้สนใจแม้แต่กลิ่นเนื้อย่างเสียบไม้ที่หอมจนมนุษย์ธรรมดาควรหยุดเดิน
หรืออย่างน้อย เขาก็พยายามไม่สนใจ
‘อดทนไว้ โนเอลผู้ยิ่งใหญ่’ เขาคิดอย่างเคร่งขรึม ‘ก่อนจะกินมื้อถัดไป ข้าต้องสร้างเครื่องมือหาเงินเสียก่อน นี่คือการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ มิใช่ความยากจน’
หลังเดินวนผ่านถนนช่างฝีมืออยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็หยุดอยู่หน้าร้านสร้างอาวุธขนาดกลางหลังหนึ่ง
ป้ายไม้หน้าร้านแกะสลักเป็รูปค้อนกับเขี้ยวสัตว์อสูรไขว้กัน เหนือประตูมีเกราะหนังแข็งและดาบสั้นหลายเล่มแขวนไว้เป็ตัวอย่างสินค้า เสียงโลหะกระทบกันดังลอดออกมาจากด้านในเป็ระยะ พร้อมกับกลิ่นถ่านร้อนและน้ำมันหลอมโลหะ
ร้านนี้ไม่ใหญ่โตพอจะเรียกว่าโรงหลอมชั้นสูง แต่ก็ไม่ได้ซอมซ่อเหมือนร้านช่างข้างถนน
ภายในมีเตาหลอมเวทย์ขนาดเล็กตั้งอยู่กลางร้าน วงเวทย์ควบคุมอุณหภูมิถูกสลักไว้รอบฐานเตา กลไกเป่าลมอัตโนมัติทำงานด้วยแกนมานาขนาดเล็ก แท่นขึ้นรูปโลหะด้วยแรงดันมานาตั้งอยู่ใกล้ผนังด้านหนึ่ง ถัดไปคือโต๊ะสลักวงจรสำหรับเพิ่มคุณสมบัติเสริมให้อาวุธ
แต่ท่ามกลางเครื่องมือเวทย์มนต์ที่สะดวกสบายเ่าั้ ยังมีทั่งเหล็กเก่า ค้อนหลายขนาด และเตาถ่านแบบดั้งเดิมถูกดูแลอย่างดีราวกับเป็มรดกของตระกูล
สี่ร้อยปีผ่านไป เวทมนตร์ถูกแปรรูปเป็วิศวกรรม เครื่องมือจำนวนมากทำให้การหลอม ขึ้นรูป และปรับแต่งอุปกรณ์ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก
แต่ถึงกระนั้น วิธีดั้งเดิมก็ยังไม่ตาย
เพราะเครื่องมือเวทย์ช่วยให้คนทั่วไปสร้างของที่ใช้ได้
แต่ช่างฝีมือแท้จริงยังคงใช้มือ หู ตา และประสบการณ์ในการสร้างของที่มีชีวิต
โนเอลมองรอบร้านด้วยสายตาพิจารณา
‘อืม…เครื่องมือหยาบไปหน่อย แต่พอใช้ได้ เตาหลอมควบคุมอุณหภูมิด้วยวงเวทย์สามชั้น ทั่งเก่าแต่เนื้อดี ค้อนสมดุลไม่เลว ส่วนแท่นสลักวงจร…ห่วยแตก แต่แก้ขัดได้’
เขาพยักหน้าเล็กน้อยราวกับอาจารย์ใหญ่ตรวจงานนักเรียนแล้วพบว่าคะแนนไม่ถึงกับตก
“เ้าหนู มองหาอะไรอยู่?”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหน้าโต๊ะรับรอง
พนักงานชายวัยยี่สิบปลาย ๆ คนหนึ่งเดินเข้ามา เขาสวมผ้ากันเปื้อนหนังสะอาดเกินกว่าจะเป็ช่างจริง มือไม่มีรอยด้านมากนัก ดวงตามองโนเอลั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนมุมปากจะกดลงเล็กน้อย
สภาพของโนเอลในเวลานั้นย่อมไม่ชวนให้ร้านช่างฝีมือรู้สึกไว้ใจ
เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผิวซีดเหมือนคนป่วย ผมยุ่งเหมือนเพิ่งทะเลาะกับรังนกมา และรองเท้าที่ดูเหมือนจะผ่านากับถนนดินมาอย่างโชกโชน
พนักงานจึงสรุปอย่างรวดเร็วว่าเด็กตรงหน้าคงไม่มีเงินซื้อแม้แต่ตะปูขึ้นสนิม
“ถ้ามาหางานยกของ ตอนนี้ยังไม่รับ” พนักงานกล่าว “ถ้ามาขอเศษเหล็ก ไปถามร้านหลังตลาด”
โนเอลหันมามองเขา
“ข้า้ายืมใช้แท่นตีเหล็กกับเตาหลอมสักครู่”
พนักงานนิ่งไปหนึ่งลมหายใจ ก่อนหัวเราะออกมา
“เ้าน่ะหรือ?”
“ใช่ ข้า”
“ยกค้อนให้ขึ้นก่อนเถอะ แล้วค่อยมาพูดเื่ใช้แท่นตีเหล็ก”
โนเอลเหลือบมองค้อนบนผนัง
“ค้อนพวกนั้นเบาเกินไปด้วยซ้ำ”
พนักงานหัวเราะดังขึ้นอีก
“เบาเกินไป? เ้าหนู เ้ารู้ไหมว่าค้อนตีเหล็กไม่ใช่ของเล่นเด็ก”
“ข้ารู้ดีกว่าเ้ามาก”
“ออกไปก่อนที่ข้าจะเรียกคนมาโยนเ้าออกไป”
โนเอลขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เฮ้ อย่างกไปหน่อยเลย เ้านั่นยังไม่มีใครใช้ ข้ายืมเพียงครู่เดียวเท่านั้น”
“เปลืองฟืน เปลืองหินมานา เปลืองเวลาร้าน” พนักงานตอบอย่างรำคาญ “อย่างเ้าจะสร้างอะไรได้? เศษเหล็กสำหรับทับกระดาษหรือ?”
“ถ้าข้า้าของทับกระดาษ ข้าใช้ปากเ้าก็พอแล้ว หนักและไร้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน”
สีหน้าพนักงานแข็งค้าง
“เ้าเด็กนี่—”
“ข้าสร้างเสร็จแล้วจะแบ่งให้เ้าชิ้นหนึ่งก็ได้ ถือเสียว่าเป็เกียรติของชีวิต”
“แกจะแบ่งอะไรให้ข้าได้ รีบออกไปซะ ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน!”
เสียงโวยวายเริ่มดึงสายตาของลูกค้าสองสามคนในร้านให้หันมามอง
ในตอนนั้นเอง เสียงหนักต่ำเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังม่านหนังที่กั้นระหว่างหน้าร้านกับส่วนทำงาน
“เกิดอะไรขึ้น”
ม่านหนังถูกเปิดออก ชายชราร่างล่ำคนหนึ่งเดินออกมา
เขามีผมสีเทามัดสูงไว้ด้านหลังแบบช่างตีเหล็กรุ่นเก่า ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย แต่ดวงตากลับคมกริบ แขนทั้งสองข้างหนาแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อที่ไม่ได้เกิดจากการฝึกโชว์ หากเกิดจากการยกค้อน ซ่อมเกราะ หลอมโลหะ และทำงานหนักมานานหลายสิบปี
มือของเขาเต็มไปด้วยรอยด้าน รอยไหม้ และรอยบาดเก่าที่ทับซ้อนกันจนดูคล้ายแผนที่ของชีวิตช่าง
นี่ไม่ใช่พนักงานขาย
นี่คือช่างตีเหล็กตัวจริง
“เถ้าแก่” พนักงานรีบหันไป “เด็กนี่มาขอยืมใช้เตาหลอมกับแท่นตีเหล็ก ทั้งที่ดูสภาพแล้ว—”
ชายชรายกมือขึ้น พนักงานจึงหุบปากทันที
เขามองโนเอลนิ่ง ๆ
“เ้า้าอะไร เ้าหนู?”
โนเอลล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แล้วหยิบแร่แก้วมานาก้อนเล็กออกมา
ประกายเวทย์จาง ๆ ในเนื้อแร่สะท้อนกับแสงเตาหลอม ทำให้ดวงตาของชายชราหรี่ลงเล็กน้อย
โนเอลชี้ไปยังแท่นตีเหล็กด้านใน
“ข้าจะสร้างอุปกรณ์เวทย์ ขอยืมใช้เ้านั่นหน่อย”
ชายชรามองแร่ มองมือผอมซีดของโนเอล แล้วมองดวงตาสีดำลึกล้ำของเด็กหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง
“สิบเหรียญเงิน” เขากล่าว “ไม่มีก็กลับไปซะ”
พนักงานยิ้มเยาะทันที
“ได้ยินแล้วใช่ไหม? สิบเหรียญเงิน เด็กอย่างเ้า—”
โนเอลเดินผ่านเขาไปทางแท่นตีเหล็ก
พนักงานะโลั่น
“แกจะไปไหน! ใครอนุญาตให้แกเข้าไป!”
โนเอลหันกลับมาด้วยสีหน้างุนงงอย่างแท้จริง
“เถ้าแก่บอกให้ข้าจ่ายเงิน ข้าก็จะไปเอาเงินมาให้นี่ไง”
ชายชราขมวดคิ้ว
“หมายความว่าอย่างไร?”
โนเอลยกแร่แก้วมานาขึ้น
“ข้าจะจ่ายด้วยเ้านี่”
พนักงานหัวเราะออกมา
“แร่ก้อนเล็กแค่นั้นไม่พอจ่ายค่าใช้เตาหลอมด้วยซ้ำ!”
“แร่ดิบอาจไม่พอ” โนเอลกล่าว “แต่ของที่ถูกสร้างจากมันย่อมพอ”
เขาหมุนแร่ในมือเล่นเบา ๆ ก่อนกล่าวต่อด้วยท่าทางราวกับกำลังมอบพระราชโองการ
“ตอนแรกข้าตั้งใจจะสร้างของสองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็ของข้า อีกชิ้นเอาไว้เปลี่ยนเป็เงินจ้างเหล่าผักสดของข้า แต่ถ้าเ้า้าค่าตอบแทน ข้าก็จะยอมสร้างส่วนของเ้าให้ด้วย”
โนเอลเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“จงขอบคุณในวาสนาของเ้าซะเถิด ที่ข้าคนนี้จะลงมือสร้างของให้”
พนักงานอ้าปากค้าง ก่อนโวยวายขึ้นทันที
“ประสาทกลับแล้วหรือเ้าหนู! เลิกทำตัววุ่นวายได้แล้ว!”
แต่ชายชรายกมือขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้พนักงานหยุดชะงักทันที แม้สีหน้าจะยังเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ชายชราจ้องโนเอลอยู่ครู่หนึ่ง
ในสายตาของเด็กหนุ่มผอมซีดผู้นี้ ไม่มีความลนลานของคนโกหก ไม่มีความลังเลของเด็กอยากลองของ และไม่มีความว่างเปล่าของคนบ้าที่ไม่รู้ว่าตนกำลังพูดอะไร
กลับกัน มันเต็มไปด้วยความมั่นใจอันน่าหงุดหงิด
ความมั่นใจของคนที่เชื่อว่าต่อให้โลกทั้งใบสงสัย ผลลัพธ์ก็จะพิสูจน์แทนเขาเอง
“ได้” ชายชรากล่าวในที่สุด “ข้าอนุญาตให้เ้าใช้เตาและแท่นตีเหล็ก”
พนักงานหันขวับ
“เถ้าแก่!”
“แต่ถ้าของที่ออกมามูลค่าไม่ถึงสิบเหรียญเงิน” ชายชรากล่าวต่อโดยไม่สนใจเสียงค้าน “เ้าจะต้องมาเป็เบ๊จิปาถะให้ร้านข้าสามปี”
โนเอลเลิกคิ้ว
“สามปี?”
“นั่นคือมูลค่าค่าแรงของสิบเหรียญเงิน สำหรับคนที่ไม่มีเงินจ่าย”
พนักงานแสยะยิ้มทันที
“ได้ยินแล้วใช่ไหม เ้าหนู? ยังจะกล้าเล่นอีกหรือ?”
โนเอลมองชายชรา ก่อนริมฝีปากจะยกขึ้นเป็รอยยิ้มบาง ๆ
“อย่าว่าแต่สิบเหรียญเงินเลย”
เขาก้าวเข้าไปด้านในร้าน ชายเสื้อขาด ๆ ปลิวตามลมร้อนจากเตาหลอม
“ต่อให้กี่เหรียญทอง ก็ไม่พอซื้อของที่ข้าสร้าง”
พนักงานกลอกตาอย่างเหลืออด
แต่ชายชรากลับไม่พูดอะไร
เขาเพียงยืนกอดอก มองเด็กหนุ่มเดินไปยังแท่นตีเหล็กด้วยสายตาที่เริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย
โนเอลวางแร่แก้วมานาลงบนโต๊ะ หยิบค้อนขึ้นมาหนึ่งอัน ชั่งน้ำหนักมันในมือ แล้วขมวดคิ้ว
“เบาไป”
เขาวางค้อนลง หยิบอีกอัน
“ด้ามยาวเกิน”
หยิบอีกอัน
“สมดุลแย่ ใครเป็คนทำของเล่นชิ้นนี้?”
คิ้วของพนักงานกระตุกอย่างรุนแรง
ชายชรากลับหรี่ตาลง
โนเอลหยิบค้อนเก่าที่แขวนอยู่ด้านในสุดขึ้นมา มันไม่ได้สะอาดที่สุด ไม่ได้ใหม่ที่สุด และไม่ได้ตกแต่งงดงามแม้แต่น้อย แต่รอยสึกบนหัวค้อนและน้ำหนักที่ถ่วงลงอย่างพอดีทำให้มือของเขาหยุดนิ่ง
“อันนี้พอใช้ได้”
แววตาของชายชราขยับเล็กน้อย
ค้อนนั้นคือค้อนส่วนตัวที่เขาใช้เมื่อสามสิบปีก่อน ก่อนจะเลิกใช้เพราะน้ำหนักและจังหวะของมันไม่เหมาะกับช่างรุ่นใหม่ในร้าน
โนเอลไม่สนใจสายตารอบข้าง เขาเดินไปหน้าเตาหลอม วางแร่แก้วมานาลงบนแท่นรอง แล้วแตะนิ้วลงบนวงเวทย์ควบคุมอุณหภูมิ
เพียงััเดียว เขาก็ถอนหายใจ
“วงเวทย์หยาบชะมัด แต่ยังพอปรับได้”
“แกว่าอะไรนะ!” พนักงานหลุดเสียง
โนเอลไม่ตอบ
นิ้วของเขาขยับเร็วมาก เขาไม่ได้ร่ายคาถา ไม่ได้ใช้มานา และไม่ได้สร้างวงเวทย์ใหม่ขึ้นจากอากาศ ทว่าเขากลับปรับตำแหน่งอักขระเล็ก ๆ บนแผงควบคุมเตาหลอมอย่างแม่นยำราวกับรู้จักมันมานานหลายสิบปี
เปลวไฟในเตาหลอมพลันเปลี่ยนสีจากแดงส้มเป็ขาวทองชั่วขณะ ก่อนจะหดตัวลงเป็เปลวไฟนิ่งแน่นที่ไม่ส่ายไหวแม้แต่น้อย
เสียงในร้านค่อย ๆ เงียบลง
พนักงานที่เคยหัวเราะเริ่มหัวเราะไม่ออก
ชายชราก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
โนเอลยกแร่แก้วมานาขึ้นเหนือเปลวไฟ ดวงตาสีดำลึกล้ำสะท้อนแสงร้อนระยิบระยับ
‘เอาล่ะ ร่างนี้กักมานาไม่ได้ ััมานาธรรมชาติไม่ได้ และข้ายังไม่มีวัตถุดิบดีพอจะสร้างของระดับสูง’
มุมปากของเขายกขึ้น
‘แต่ถ้าเป็อุปกรณ์กักเก็บพลังชั่วคราวระดับพื้นฐาน แร่ก้อนนี้ก็เพียงพอแล้ว’
เขาวางแร่ลงบนแท่น
มือข้างหนึ่งจับค้อน
อีกมือหนึ่งแตะขอบแท่นตีเหล็ก
ทั่วทั้งร้านราวกับหยุดหายใจ
แล้วเสียงแรกก็ดังกังวานขึ้น
แก๊ง!
เสียงนั้นใส คม และหนักแน่นเกินกว่าจะเป็การตีเล่นของเด็กมือใหม่
แก๊ง!
เสียงที่สองตามมา จังหวะของมันสม่ำเสมอราวกับหัวใจของเตาหลอม
แก๊ง!
และมือของอดีตจอมเวทย์อันดับหนึ่ง ก็ได้จับค้อนอีกครั้งในรอบสี่ร้อยปี