กลุ่มอันธพาลถึงกับอึ้งกิมกี่ต่อการปรากฏตัวของเด็กหนุ่ม เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง หัวหน้าทีมร่างใหญ่ก็หายงง
“ เฮ้ย ไอ้หนู เอ็งเข้ามาสอดทำไมฟะ ”
เด็กหนุ่มหัวเขียวเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาเปล่งประกายแวววาว ก่อนจะกล่าวช้าๆชัดๆ
“ ตอนแรกก็ไม่คิดยุ่ง แต่พวกแกสุดชั่วเกินรับได้ จะสู้หรือถอย ว่ามาเลย ”
เหล่าอันธพาลต่างพากันเงียบกริบ เหตุเพราะการโจมตีเมื่อครู่ทั้งดุดันและว่องไว ราวกับนักสู้มืออาชีพ ไม่นาน ลิ่วล้อคนหนึ่งก็เตร่เข้ามากระซิบที่ข้างหูของหัวหน้าใหญ่
“ ลูกพี่เอาไงดี ไอ้หนูนี่ฝีมือไม่ใช่ย่อย เผลอแป๊บเดียว เก็บเราตั้งสองคน ”
หัวหน้าทีมหน้าซีด เหงื่อตก แต่ด้วยความเป็ผู้นำ เขาจึงเก็บความกลัวไว้ในใจ แล้วเค้นความกล้าทั้งหมดออกมาปลุกปลอบพรรคพวก
“ ไม่ต้องกลัว เมื่อกี้แค่ฟลุก มันฉวยโอกาสเล่นงานตอนพวกเราเผลอ ฝีมือจริงๆคงไม่เท่าไหร่ ”
สีหน้าของชาวแก๊งดูไม่ดีขึ้นมาเลย ทุกคนดูไม่เชื่อ อึดใจต่อมา ลิ่วล้อคนเดิมก็เอ่ยถามอีกครั้ง
“ แล้วพวกเราจะเอาไงต่อ ”
หัวหน้าทีมร่างใหญ่จ้องไปที่อริน้อยไม่วางตา เขาพิจารณาอยู่อึดใจ ก่อนดำเนินนโยบายแบบสุขุม
“ อย่าลุยเข้าไป แค่ตั้งรับให้ดีก็พอ ”
“ ครับผม ” ลูกน้องรับคำพร้อมกัน ทุกคนต่างครั่นคร้ามในฝีมือของมาวิน
พอมาวินได้ยินแผนการรบของชาวแก๊ง ก็รู้ว่าศัตรูไม่บุกเข้ามาแน่ เด็กหนุ่มจึงแสร้งะโข่มขวัญ
“ เฮ้ย ถ้าพวกแกไม่ยอมบุก ชั้นจะเป็ฝ่ายลุยเข้าไปเอง ”
ลิ่วล้อและหัวหน้าทีมไม่ตอบคำ แต่เตรียมตั้งรับเต็มอัตราศึก
“ ดีล่ะ ” มาวินตั้งกระบวนท่า แต่ก่อนจะจู่โจม เหมยลี่ก็เตือนสติ
“ ชั้นว่าใช้กระบวนท่าแมวป่าที่นายถนัดดีกว่า อย่าเพิ่งใช้เสือดาวไล่เหยื่อ เพราะยังไม่ชำนาญพอ ใช้สู้จริงไม่ได้ ”
“ หน็อย...... ดันรู้ทันอีกว่าจะโชว์ของ ไม่ต้องกังวลหรอกน่า คอยดูฝีมือของชั้นให้ดีแล้วกัน ” เด็กหนุ่มโวยเล็กน้อย ก่อนหันกลับไปประจันหน้ากับคู่ต่อสู้
“ เฮ้อ…ตามใจ เ้าลิงหัวดื้อ ” เด็กสาวร่างสูงถอนหายใจ
มาวินเตรียมจู่โจม มือขวาตั้งหมัดนำ มือซ้ายยื่นหมัดตาม สองขาย่อลงเล็กน้อย กิริยาคล้ายเสือที่จ้องตะครุบเหยื่อ จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าออกแรงๆอยู่สามสี่ที ก่อนจะร้องะโจนสุดเสียง
“ กระบวนท่าเสือดาวไล่เหยื่อ ”
เด็กหนุ่มทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ทันทีที่ถึงกลุ่มศัตรู เขาก็ออกหมัดซ้ายสลับขวา พร้อมสืบเท้าไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
“ ระวัง มันมาแล้ว ” บรรดาลิ่วล้อพากันหลีกหนีสุดชีวิต เมื่อเด็กหนุ่มฝ่าฝูงคนจนถึงตัวหัวหน้าใหญ่ ซึ่งอยู่ท้ายสุด เขาก็ะโสูงเต็มแรง
“ ย่า…… ”
เด็กหนุ่มลอยตัวอยู่กลางอากาศหลายวินาที บ่งบอกถึงกล้ามเนื้อที่ยืดหยุ่นและแข็งแรง แต่สุดท้าย ก็ต้องร่วงหล่นตามกฎแรงดึงดูด จังหวะที่ทิ้งดิ่ง เขาได้ทิ่มหมัดคู่ลงมา เป้าหมายคือกลางกระบาลของหัวหน้าใหญ่
“ โครม ”
เสียงของแข็งกระทบกันอย่างรุนแรงจนฝุ่นลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ทุกคนถึงกับชะงักงัน พอควันจางลง ก็ประจักษ์ภาพ…….เด็กหนุ่มหัวเขียวที่ะโไปมา พร้อมแหกปากร้องจนสุดเสียง
“ โอ๊ย ว้าก อุ้ย ต่อยพลาดไปอัดพื้นดินอีกแล้ว ”
สิ่งที่เกิด เกินความคาดหมายของลิ่วล้อ แต่ในที่สุด หนึ่งในกลุ่มก็รู้สึกตัวและร้องะโออกมา
“ เฮ้ย พวกเรา ไอ้เด็กบ้านี่พลาดแล้ว รุมตื้บมันเลย ”
“ เออ ใช่ เฮ…… ” เมื่อพรรคพวกตั้งตัวติด พวกเขาก็กรูกันเข้าไปรุมยำ
เหล่าสมุนพากันประเคนเข่า เท้า หมัด ศอกใส่มาวินที่ยืนเอ๋ออยู่กลางวงเป็พัลวัน เด็กหนุ่มร่วงลงไปนอนกอง แขนทั้งสองยกกันศีรษะ ตัวงอคุดคู้แบบคนสิ้นท่าที่โดนกระทืบ
ระหว่างที่เหล่าลิ่วล้อรุมสกัมมาวินจนสนุกเท้า เด็กสาวที่ยืนอยู่ไม่ห่าง ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ เฮ้อ….ก็บอกแล้วว่ายังใช้สู้จริงไม่ได้ ”
เหมยลี่หยิบหินขึ้นมาสิบก้อน สายตาจับจ้องกลุ่มคนที่กำลังระดมเท้าใส่มาวิน จากนั้นก็ตวัดมือออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อส่งะุหินไปยังเป้าหมาย
“ โอ๊ย ”
ลิ่วล้อคนหนึ่งร้องดัง ก่อนเซถลาไปข้างหลัง เหตุเพราะถูกก้อนหินบินเข้ามาปะทะศีรษะ ชาวแก๊งที่เหลือจึงพากันหยุดชะงัก ถึงกระนั้น มหกรรมการขว้างหินของเด็กสาวร่างสูงก็ยังไม่หยุดยั้ง ก้อนที่สอง สาม สี่ ห้าเริ่มปลิวตามมาติดๆ
“ โอ๊ย อ้าก เอ๋ง ” เหล่าลิ่วล้อต่างพากันร้องครวญคราง ท่าทางน่าเวทนา
มาวินเห็นจังหวะดี จึงยกเท้าขึ้นถีบยอดอกของคนที่อยู่ใกล้สุด จากนั้นก็รีบถอยฉากออกจากวงล้อม
“ เฮ้ย มันหนีไปแล้ว ” เหล่าลิ่วล้อใที่เหยื่อพ้นฝ่าเท้าไปได้ แต่ทุกคนไม่คิดติดตาม เพราะกลัวว่าจะโดนก้อนหินบินเข้ามาเล่นงาน
มาวินหยุดยืนอยู่ข้างเหมยลี่ เขาาเ็พอสมควร ตามตัวมีแต่รอยฟกช้ำ แถมเสื้อแขนกุดที่สวมใส่ก็ปรากฏรอยเท้าหลากหลายไซส์ประทับอยู่ คล้ายว่าเป็ดีไซน์ใหม่ก็ไม่ปาน
“ แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก ใช้ท่านี้ไม่ได้จริงด้วย ” มาวินหอบถี่
“ ก็บอกแล้วไม่ฟัง เอาแต่ห่วงเท่ไม่เข้าเื่ ” เหมยลี่ตำหนิแรง โดยไม่แยแสว่ามาวินจะรู้สึกยังไง
“ ฮะๆ ใครจะคิดว่าจะเละขนาดนี้ ” มาวินตอบเพลียๆ ดูเหมือนเขาจะชินกับวาจาตรงๆของเด็กสาว เลยไม่จดจำใส่ใจ
“ อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าพลาดตรงไหน ท่านี้ใช้ทะลวงศัตรูเป็กลุ่ม จังหวะพุ่งกับออกหมัดต้องสัมพันธ์กัน แต่นายเพิ่งฝึก จึงยังทำไม่ได้ ” เหมยลี่อธิบายอย่างละเอียด
“ เข้าใจแล้ว” มาวินพยักหน้ารับ ดูเหมือนความผิดพลาดในครั้งนี้ จะทำให้เด็กหนุ่มละพยศลงเล็กน้อย
เหมยลี่ตั้งท่าเสือดาวไล่เหยื่อบ้าง ดวงตาจับจ้องไปที่ศัตรูกลุ่มใหญ่ ปากก็กล่าวกับมาวินด้วยกระแสเสียงที่แ่เบา
“ จับจังหวะให้ดี ชั้นจะทำให้นายดู ”
“ อืม ” เด็กหนุ่มรับคำ พร้อมจ้องกระบวนท่าที่เหมยลี่จะปล่อยออกมาอย่างตั้งใจ
“ คอยดูให้ดี นี่คือกระบวนท่า…..เสือดาวไล่เหยื่อ ”
เมื่อเด็กสาวพูดจบ เธอก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับะุปืน เพียงพริบตา ก็เข้าถึงลิ่วล้อคนแรก หมัดซ้ายถูกปล่อยเข้าไปที่ลิ้นปี่ ด้วยความรวดเร็วในการจู่โจม ทำให้ชาวแก๊งผู้เคราะห์ร้ายล้มลงไปนอนแน่นิ่งในทันที
“ อุก ”
“ เฮ้ย มันมาได้ไง โอ๊ย ” ลิ่วล้อรายที่สองโวยดัง แต่ไม่ทันสิ้นคำ เขาก็ร่วงลงไปกองกับพื้นอีกราย ด้วยถูกหมัดขวาของเด็กสาวอัดเข้าไปที่ทรวงอก
เหมยลี่ยังรุกคืบอีกหลายก้าว พร้อมพุ่งหมัดซ้ายสลับขวาใส่ศัตรูอย่างต่อเนื่อง เสียงเนื้อกระทบเนื้อและเสียงร้องครวญครางดังระงม
“ โอ๊ย อุ้ก อ้าก ”
เหล่าลิ่วล้อล้วนโดนหมัดซ้ายขวาจนร่วงลงไปนอนนับดาว จากหนึ่งไปสอง จากสองไปสามและสี่ ห้า หกตามลำดับ ในที่สุด ก็เหลือเพียงหัวหน้าทีมร่างใหญ่
“ หน็อย นังหนูคนนี้ ” หัวหน้าทีมตวาดดัง ก่อนจะวิ่งเข้ามากระแทกด้วยหัวไหล่ โดยหวังว่าส่วนหนาของร่างกายจะหยุดการจู่โจมที่ดุดัน ทว่าเขากลับกระทบแต่อากาศที่ว่างเปล่า
“ เหวอ ” หัวหน้าทีมร่างั์เซถลาไปข้างหน้า แต่พอตั้งหลักได้ เขาก็เหลียวมองไปรอบตัว เพื่อควานหาเด็กสาว
“ เอ๋ มันหายไปไหนฟะ ” หัวหน้าทีมสบถ ทันใดนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงร้องทักจากเบื้องบน
“ อยู่ตรงนี้ เ้าโง่ ”
หัวหน้าทีมเงยหน้าขึ้นมอง ภาพสุดท้ายที่เห็นก็คือร่างสูงเพรียวของเด็กสาวที่กำลังทิ้งดิ่งลงมาพร้อมหมัดคู่
“ ตูม ”
เสียงปะทะดังสนั่นยิ่งกว่าครั้งที่มาวินโจมตีหลายเท่า ส่งผลให้ั์ใหญ่ทรุดกายลงไปนอนคว่ำ ด้วยถูกหมัดคู่อัดเข้าไปที่กลางกระหม่อมแบบเต็มสองมือ
“ ว้าว ” มาวินถึงกับตาลุกวาว เมื่อประจักษ์กับการออกกระบวนท่าที่รุนแรงและรวดเร็ว ที่สำคัญ เหมยลี่สามารถอัดศัตรูนับสิบให้ล้มลงไปนอนวัดพื้นในกระบวนท่าเดียว สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขายังห่างไกลจากคำว่ายอดฝีมือ
เหมยลี่ลุกขึ้นยืนช้าๆ เธอปัดฝุ่นตามร่างกาย ก่อนหันกลับมามองมาวิน สายตานิ่งเฉยจนไม่อาจคาดเดาถึงอารมณ์
ไม่ทันที่วัยรุ่นทั้งสองจะได้เจรจาความ กลุ่มชาวบ้านก็กรูกันเข้ามาแสดงความดีใจ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มหัวเขียวถึงกับถูกจับโยนขึ้นไปบนกลางอากาศ ทั่วทั้งหมู่บ้านมีแต่เสียงโห่ร้องยินดี
“ ปราบพวกมันได้แล้ว เฮ…… ”
“ เฮ้ๆ เดี๋ยว ใจเย็นก่อน ชั้นเริ่มเวียนหัวแล้ว ” มาวินรู้สึกมึนงง เพราะต้องลอยกลางอากาศอยู่หลายที อันเป็การแสดงความยินดีที่ทรมานกว่าการฝึกวิชากับเหมยลี่
………………………..
บริเวณป่าใกล้หมู่บ้านลูกากู มีถ้ำใหญ่สถิตอยู่ ที่นั่นเป็แหล่งกบดานของแก๊งยมทูต ภายในประดับประดาไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่ได้จากการรีดไถ โต๊ะ ตู้ เตียงถูกจัดวางตามจุดต่างๆอย่างเป็ระเบียบ มีมุมที่ใช้เก็บเสบียง ซึ่งสามารถเลี้ยงคนได้นับสิบ ด้านในสุดปรากฏแท่นหินที่ดูคล้ายบัลลังก์
บุรุษปริศนานั่งอยู่บนบัลลังก์หิน ท่าทางคล้ายพระาาแดนเถื่อน เรายังไม่เห็นนายคนนี้ได้ถนัดนัก เพราะเขาท่ามกลางความมืดมิดที่รายล้อม
ระหว่างนั้นเอง ก็มีชายร่างสูงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามายังลานกว้างหน้าบัลลังก์ หมอนี่น่าจะเป็หนึ่งในแก๊งยมทูต เพราะสวมชุดดำทั้งเสื้อและกางเกง ทันทีที่มาถึง เขาก็รีบแจ้งข่าวแก่บุรุษปริศนา
“ แย่แล้วครับ ท่านผู้วิเศษ เกิดเื่ใหญ่ พวกชาวบ้านก่อฏ ”
บุรุษปริศนายังคงนิ่งเงียบ แต่เหล่าชายฉกรรจ์เริ่มตื่นตระหนก บางคนถามกลับ ท่าทางร้อนรน
“ เป็ไปได้ไง ชาวบ้านพวกนั้นเป็แค่อาชีพขั้นหนึ่ง ไม่น่าต่อต้านเราได้ ”
“ ใช่ครับ พวกชาวบ้านสู้เราไม่ได้แน่ๆ แต่…. ” ชายผู้แจ้งข่าวอ้ำอึ้ง
“ แต่อะไรล่ะฟะ ” สมุนร่างใหญ่ตรงเข้ามากระชากคอเสื้อของชายผู้แจ้งข่าว จากนั้นก็เค้นถามเสียงกร้าว
“ มีเด็กวัยรุ่นสองคนเข้ามาช่วย มันใช้กังฟูที่ร้ายกาจ พริบตาเดียวก็เล่นพวกเราจนร่วงกันหมด ” ชายผู้แจ้งข่าวเล่าออกมา ท่าทางดูตื่นๆ
“ หา…..มีเื่แบบนี้ด้วย ใครบังอาจต่อต้านแก๊งยมทูต ” ชายร่างใหญ่ะเิอารมณ์โกรธ ก่อนเหวี่ยงคนแจ้งข่าวอย่างรุนแรงจนกระเด็นกระดอน
ทันใดนั้นเอง เสียงแหบพร่าก็ดังออกมาจากปากของบุรุษปริศนาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์หิน
“ ตอนนี้พวกที่ส่งไปเก็บส่วยยังเหลืออีกกี่คน ”
คนแจ้งข่าวกลัวลนลาน เขารีบคุกเข่า ก่อนตอบกลับแบบล่กๆ
“ ผมไม่แน่ใจ ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็ตายร้ายดียังไง ”
บุรุษปริศนาที่ถูกขนานนามว่า “ท่านผู้วิเศษ” นิ่งไปอึดใจ ก่อนเอ่ยถามช้าๆ
“ แล้วเ้ารอดมาได้ยังไง ”
“ เอ่อ อ่า ” ชายผู้แจ้งข่าว ลนลานหนักกว่าเดิม เขาเริ่มอ้ำอึ้งและติดอ่างอย่างฉับพลัน
“ ว่ายังไง ข้ากำลังรอฟังอยู่ ” เสียงแหบพร่าที่ดูน่ากลัวจากบุรุษปริศนาดังขึ้นมาอีกครั้ง
ใบหน้าผอมซูบของชายผู้แจ้งข่าว ซีดเผือดลงไปอีก ครู่หนึ่งเขาก็แจงเหตุ น้ำเสียงสั่นเทาจนแทบฟังไม่รู้เื่
“ ผะ….ผมหนีมาครับ คะ….คู่ต่อสู้เก่งเกินไป ละ….เลยจำเป็ ”
สิ้นคำกล่าว บุรุษปริศนาก็นิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนกล่าวเบาๆแค่พอได้ยิน
“ ไบโอ ”
แสงสีเขียวอ่อนพุ่งออกมาจากมือของบุรุษปริศนา มันกระทบชายแจ้งข่าว ผู้ขี้ขลาด
“ อั้ก ” สมุนผู้นั้นเซถอยหลัง สีหน้าดูเ็ปเล็กน้อย คล้ายถูกหมัดเบาๆกระทุ้งเข้าไปที่หน้าท้อง
ไม่กี่วินาที ชายผู้แจ้งข่าวเริ่มตาเหลือก ใบหน้าซีดหนักกว่าเดิมจนดูเหมือนคนตาย กายที่เคยหยัดยืนก็ทรุดลงไปนอนกอง เหงื่อไหลโชกไปทั่วทั้งตัว น้ำลายฟูมปาก จากนั้นก็ชักกระตุก โดยเริ่มจากเบาๆ ก่อนจะกลับกลายเป็ดิ้นแรง
เหล่าสมุนมองชายผู้แจ้งข่าว สายตาบ่งบอกถึงความสมเพช เวทนาและหวาดกลัว อึดใจต่อมา ทุกคนที่อยู่ในถ้ำ ก็ได้ยินประกาศิตของบุรุษปริศนา
“ นี่คือบทเรียน จำเอาไว้ อย่าทิ้งพรรคพวก ”
“ เข้าใจครับ ท่านผู้วิเศษ ” สมุนทุกคนรับคำพร้อมเพรียง
“ ดีมาก ” ท่านผู้วิเศษในเงามืดคำรามดัง
บรรยากาศภายในถ้ำนั้นดูเงียบลงถนัดตาจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ครู่หนึ่ง สมุนใจถึง ก็เอ่ยถามผู้วิเศษแบบกล้าๆกลัวๆ
“ แล้วพวกเราจะทำยังไงต่อไป ”
“ ก็รวมพล แล้วยกไปขยี้หมู่บ้านนั้นให้ราบ ” ผู้วิเศษตอบทันควัน น้ำเสียงเด็ดขาด แถมความหมายก็โเี้จนจิ๋นซีเรียกพี่
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
