กลิ่นอาหารหลายหลากจากร้านค้าที่โรงอาหารส่งกลิ่นยั่วน้ำลายบอกเวลาอาหารกลางวัน กลิ่นหอมแกงกะหรี่ไก่ของป้าแก้วลอยมา สักพัก ก็มีกลิ่นกานพลูผสมโป๊ยกักในข้าวหมูแดงสูตรพิเศษของเฮียเต๋าโชยแข่งกัน
กลิ่นหอมอาหารต่าง ๆ จากโรงอาหาร ทำให้บุ๋น “ปุณณวัฒน์” ญาติน้องชายของหวันที่กำลังพรีเซ้นท์กิจกรรมห้องธุรกิจสตาร์ทอัพให้แก่นักเรียนรุ่นน้อง แทบจะไม่อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์
บุ๋นกินได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะถึงเวลาอาหารหรือไม่ เพราะรู้สึกว่าตัวเองหิวตลอดเวลา ยิ่งตอนนี้เวลาเกือบเที่ยงครึ่ง ยังไม่ได้กินข้าวกลางวัน ทั้งๆ ที่กลิ่นอาหารเชิญชวนไม่เลิกแบบนี้
“ธุรกิจสตาร์ทอัพ เป็กิจกรรมที่เราหาโอกาสในการสร้างธุรกิจขึ้นใหม่ โดยพิจารณาจากความสามารถในการสร้างผลงานจากห้องกิจกรรมอื่น ๆ มาเป็โปรดักท์หรือสินค้าชิ้นใหม่ ซึ่งเราจะดูความเป็ไปได้ในการขายสินค้าจาก หนึ่งที่ตัวสินค้าเอง สองจากช่องทางที่เรามีอยู่หรือคิดค้นขึ้นใหม่ สามสำคัญมากคือจากความ้าของตลาด และสี่คือศักยภาพของความต่อเนื่องในการผลิต”
ตอนแรกๆ ที่กลิ่นอาหารยังโชยมาไม่ถึง ก็พูดได้ดี
“ผลงานที่เราสร้างเมื่อปีที่แล้ว ก็มีผลงานทางศิลปะของพี่อาเธอร์ ที่เห็นคือภาพสีน้ำที่วางแสดงให้เห็นหน้าห้อง พวกเราจะเห็นว่าเด็กดาวน์อย่างพี่อาเธอร์ที่ดูเหมือนจะทำอะไรไม่ค่อยได้ พัฒนาการเชื่องช้า ก็ยังสามารถสร้างผลงานได้ดี เหมือนเด็กปกติปัญญาดีทั่วไปทำกัน”
อาเธอร์นั่งยิ้มอยู่ข้าง ๆ รู้สึกภูมิอกภูมิใจที่ผลงานของตนเองเป็สินค้าตัวแรกของโครงการธุรกิจสตาร์ทอัพของโรงเรียน
“มีคนจะซื้อหรือคะ?” เด็กผู้หญิง ม.4 ถักผมเปียถามขึ้น
“ต้องมีสิ พี่จะทำการโปรโมตให้เอง เรากำลังจะทำตลาดให้กับสินค้าที่นักเรียนในโรงเรียนของเราเป็ผู้ผลิตคิดค้นขึ้น” บุ๋นตอบ “เป็โครงการที่จะสร้างทั้งชื่อเสียง รายได้และประสบการณ์ให้กับสมาชิกที่ร่วมกิจกรรม”
“หนูชื่อแจมมี่ค่ะ หนูสนใจเข้าร่วมกิจกรรมด้วยได้ไหมคะ? แล้วใครเป็คนคิดกิจกรรมคะ? เก่งจัง”
“พี่เป็คนคิดไอเดียนี้เอง” บุ๋นยืดอกขึ้น รีบรับคำชม ริมฝีปากบางแหลมเล็กนั้นเริ่มโม้ต่อทันที “พี่จะขอถือโอกาสพรีเซ้นต์ “โครงการศิลปะ พร์ขั้นเทพที่ใครอยากมี” ของพี่อาเธอร์ให้ฟังแทนนะ เพราะขืนให้พี่อาเธอร์พูด พวกเราคงไม่ได้กินข้าวกลางวัน”
อาเธอร์ยังคงยิ้มสดใสฟังบุ๋นพูดในส่วนงานของตัวเอง อาเธอร์เห็นด้วยกับคำพูดของบุ๋นทุกอย่าง เห็นด้วยว่าถ้าให้อาเธอร์พูดเอง อย่าว่าแต่ข้าวกลางวันเลย ข้าวเย็นอาจจะไม่ได้กินด้วยซ้ำ
“ดูสิพวกเรา เราต้องลองมาใช้เวลาที่ห้องศิลปะดนตรีของอาเธอร์ เรียนรู้กับพี่อาเธอร์ แล้วเราจะรู้ว่าขนาดพี่อาเธอร์ยังสร้างผลงานได้สวยขั้นเทพขนาดนี้ พวกเราก็สามารถสร้างผลงานได้เช่นกัน”
พอบุ๋นพูดจบก็รู้สึกว่าท้องตัวเองเริ่มร้องจ๊อกๆ
กลิ่นแกงกะหรี่ไก่ป้าแก้วเขี่ยจมูกบุ๋นเข้าแล้ว บุ๋นพยายามต่อสู้กับกลิ่นเย้ายวนนั้น
“นี่แจมมี่ พี่จะบอกให้นะ ถ้าไม่มีไอเดียดี ๆ ของพี่ในเื่ธุรกิจสตาร์ทอัพ ภาพสีน้ำสวยๆ แบบนี้ก็จะถูกเก็บอยู่ในบ้านของพี่อาเธอร์ อยู่ตามห้องเก็บของจนเป็แค่เศษกระดาษ ไอเดียของพี่ในการวางตลาดสินค้าศิลปะ คือจะใช้ไอเดียว่า พร์เด็กพิเศษ แต่อาจารย์วิชชาไม่เห็นด้วย เพราะกลัวจะทำให้พี่อาเธอร์ะเืใจ แต่พอถามพี่อาเธอร์ พี่อาเธอร์บอกตามใจพี่บุ๋นเพราะพี่อาเธอร์เป็เด็กพิเศษจริง ๆ”
กลิ่นข้าวหมูแดงเฮียเต๋าย้ำต่อมน้ำลายบุ๋นหนักเข้าไปอีก
“ดังนั้น พี่จึงนึกไอเดียในเื่การวางขาย อันดับแรกจะวางขายในวันประชุมผู้ปกครอง ต่อมาจะไปคุยกับทางมูลนิธิ ร่วมงานกระจายสินค้า ต่อมาจะเปิดขายทางเน็ต แล้วก็ขอเชิญชวนน้อง ๆ มาคิดไอเดียกันต่อไปเมื่อมาร่วมกิจกรรมกัน วันนี้ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้”
บุ๋นจบการพรีเซ็นต์ดื้อ ๆ ปล่อยให้แจมมี่และเพื่อนๆ ที่ยืนฟังอยู่ทำหน้างง ๆ
“นี่อาเธอร์ เมื่อไรแฮ็มกะแป็งจะมาสักที? กูหิวจนจะเป็ลมแล้ว” ว่าแล้วก็ไม่รอให้อาเธอร์ตอบ รีบเอามือถือกดไลน์ไปหาแฮ็มกะแป็งทันที
“พู...ด พรี เซ้น..น..จบแล้...ว เหรอ? แล้วไม่..พูด เื่วิทยา...ศา...สตร์ ก..าร เกษตร แล้ว..วเหรอ?”
อาเธอร์ยืนมองน้อง ๆ ที่งงอยู่กับการจบคำบรรยายแบบดื้อ ๆ ของบุ๋น อันที่จริงบุ๋นดูแลอยู่สองชมรม คือชมรมธุรกิจสตาร์ทอัพ และชมรมวิทยาศาสตร์การเกษตร ซึ่งบุ๋นมีความสามารถทางวิทยาศาสตร์สูงทีเดียว
“เออ จบแล้ว โครงการวิทย์ฯ พูดศุกร์หน้าก็แล้วกัน มันยาว” ว่าแล้วก็หันไปสั่งน้อง ๆ “น้อง ๆ เชิญชมผลงานของพี่อาเธอร์กันไปก่อนนะ พี่หิวแล้ว ขอไปกินก่อน”
บุ๋นอดทนหิวไม่ไหว คว้ากระเป๋าหนังสีดำขึ้นสะพาย “อาเธอร์ กูไปรอที่โรงอาหารก่อนนะ มึงรอตรงนี้ก่อน รอไปพร้อมกับแฮ็มกะแป็งนะ” พูดจบปุ๊บร่างสูง ๆ ท้วมใหญ่ของบุ๋นก็เดินไปโรงอาหารทันที