ตลอดระยะทางและเวลาอันยาวนานที่เดินทางมาสู่กรุงลอนดอน ไอเรนี่ได้ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้และตัดสินใจว่าเธอจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องพบกับเรื่องรักในลอนดอนแน่ เพื่อที่จะไม่ให้ตนเองต้องกลายเป็นคนผิดหวังต่อไปในภายหลัง ยิ่งกว่านี้ขณะนี้เธอก็อายุยี่สิบเอ็ดปีแล้ว ไม่ใช่สาวรุ่นวัยแรกผลิอีกต่อไปประการสำคัญก็คือ เมื่อตอนที่อยู่ในเค้นท์ยังไม่เคยมีผู้ชายมาขอความรัก หรือขอแต่งงานกับเธอเลยสักคน ก็แล้วเหตุใดจะต้องมีปรากฏการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นเมื่อมาอยู่ในลอนดอนด้วยเล่า?ยิ่งกว่านั้นภายหลังจากที่ได้ชำระบัญชีและสะสางเกี่ยวกับหน้าที่หมดแล้ว ปรากฏว่าจำนวนเงินที่เหลืออยู่ไม่มากเท่าที่คำนวณไว้ในตอนแรก และทำให้ส่วนแบ่งของพี่น้องสองสาวลดน้อยลงกว่าที่คิดไว้ในตอนแรกสิ่งที่ไอเรนี่กังวลใจก็คือ มีผู้ชายเป็นจำนวนมากที่หวังจะแต่งานกับหญิงสาวผู้มีฐานะ ดังนั้นเธอจึงสรุปเอาเอง ว่าตนไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นกรรยาของผู้ชายคนใดทั้งสิ้นแต่การสรุปดังกล่าวก็สร้างความผิดหวังให้เกิดขึ้นกับเธอไม่น้อย เพียงแต่หญิงสาวไม่คิดจะครวญคร่ำกำสรวลกับมันเท่านั้น ไม่ต้องการให้ความคิดดังกล่าวเข้ามารบกวนจิตใจด้วยขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้เล่าถึงสภาพของตัวเองในขณะนี้ให้เลดี้เฮสเตอร์ฟัง ทั้งนี้เพราะไม่อยากสร้างความผิดหวังให้เกิดขึ้นกับญาติผู้ใจอารีเร็วจนเกินไปนัก และเท่าที่มองเห็นอยู่เลดี้เฮสเตอร์ก็ดูจะชื่นชมกับความคิดของตนเองที่จะได้ทำตัวเป็นผู้คุ้มครองสองสาว และเริ่มวางแผนต่างๆ เพื่ออนาคตของเธอทั้งสองแล้วด้วย ไอเรนี่ไม่อาจปฏิเสธน้ำใจของหล่อนได้เลย“ฉันจะจัดให้พอลลี่มาเป็นสาวใช้ประจำตัวเธอ” เลดี้เฮสเตอร์กล่าว “เด็กคนนี้เป็นคนดีแล้วก็ซื่อสัตย์มาก เดี๋ยวฉันจะสั่งให้เขาขึ้นมาจัดตู้เสื้อผ้า แล้วก็ช่วยเธอแต่งตัวเพื่อลงไปกินอาหารค่ำ ฉันรู้ว่าเธอยังเหนื่อยจากการเดินทางมาก เพราะฉะนั้นตอนนี้จะทั้งให้เธอพักผ่อนอยู่เพียงลำพังก่อนนะ แล้วเราค่อยพบกัน” หล่อนโน้มกายเข้ามาจูบไอเรนี่ที่แก้มเบาๆเลดี้เฮสเตอร์ออกจากห้องไปแล้ว แต่ก่อนที่ไอเรนี่จะทำความคุ้นเคยกับห้องพักส่วนตัวให้ทั่วและล้มตัวลงนอนพักผ่อน ก็มีเสียงเคาะดังขึ้นตรงประตู ก่อนที่เอ็มม่าจะรีบรุดเข้ามาด้วยสีหน้าท่าทางตื่นเต้น ดูเหมือนน้องสาวของเธอจะพูดเก่งขึ้นมากด้วย“ที่นี่สวยที่สุดเลยนะคะไอเรนี่” เด็กสาวร้อง รอยยิ้มอย่างมีความสุขเกลื่อนอยู่บนใบหน้า เมื่อทรุดตัวลงนั่งที่ขอบเตียง “แล้วบ้านหลังนี้ก็ใหญ่โตกว้างขวางมากด้วย พี่รู้ไหมคะว่าจากห้องนอนของหนูสามารถมองเห็นสวนสาธารณะได้เต็มที่เลย คุณน้าเฮสเตอร์บอกว่าสวนสาธารณะนั้นมีชื่อว่า เซนต์เจมส์ และเราจะไปเดินเล่นที่นั่นก็ได้ด้วยนะ แหม...แต่หนูก็ชอบห้องพี่ไม่น้อยกว่าห้องหนูเลยละ พี่ว่าไหมคะว่าคุณน้าเฮสเตอร์ญาติของเราคนนี้ช่างพูดจัง แต่ก็มีน้ำใจกับเรามาก”“นั่นสิ พี่ก็คิดว่าคุณน้ามีน้ำใจกับเราทั้งสองคนไม่น้อยเลยนะ ตอนนี้เธอก็ไม่เสียใจแล้วใช่ไหมที่เราตัดสินใจมาอยู่ที่นี่? ” ไอเรนี่ถามน้องสาวล้อๆ“ไม่แล้วละค่ะ อีกอย่างหนึ่งคุณน้าเฮสเตอร์ก็รู้จักผู้คนในสังคมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นท่านลอร์ดหรือเลดี้คนไหนคุณน้าก็รู้จักทั้งนั้น บางทีเราอาจจะหาสามีที่ร่ำรวยสักคนก็ได้นะ” เอ็มม่าพูดด้วยน้ำเสียงเคลิ้มฝันคำพูดของน้องสาวทำให้ไอเรนี่ยิ้มออกมาด้วยความขบขัน เพราะความคิดของเอ็มม่ากับความคิดของเธอดูจะไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก“พี่คิดว่าสำหรับเธอน่ะคงไม่มีปัญหาหรอก แต่สำหรับพี่...” เธอเพียงไหวไหล่เบาๆ แทนประโยคคำพูดที่จะกล่าวต่อ“โธ่ ไอเรนี่ พี่น่ะยังไม่ได้แก่เฒ่าอะไรนะคะ โตกว่าหนูแค่สองปีเท่านั้น แล้วพี่ก็ยังเป็นผู้หญิงที่สวยมากด้วย เพื่อนของพ่อแม่เราก็พูดอย่างนี้กันทุกคน”“มันอาจจะแค่สองปีอย่างที่เธอว่าก็จริง แต่สำหรับพี่แล้วรู้สึกว่ามันเป็นยี่สิบปีด้วยซ้ำ พวกผู้ชายน่ะเขาชอบมีภรรยาสาวๆ กันทั้งนั้นล่ะ”“พี่จะรู้ได้ยังไงล่ะคะ? ” เอ็มม่าถามล้อๆ“อ้าว พี่ก็หาความรู้จากในหนังสือน่ะสิ” ไอเรนี่ตอบปนหัวเราะ “แต่ถึงยังไงพี่ก็ยังคิดว่าเป็นการดีแล้วละที่เราได้มาอยู่ที่นี่” เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง “พี่ชอบที่นี่มาก”“หนูคิดว่าบางทีการที่เราได้มีโอกาสเข้าสังคมแห่งเมืองลอนดอนนี่ มันน่าจะเป็นผลดีมากกว่า ผลเสียนะ ไอเรนี่” เอ็มม่าสูดลมหายใจลึก ดวงตายังเต็มไปด้วยแววเคลิ้มฝันเช่นเดิม “แค่มาอยู่วันแรกหนูก็ชักไม่อยากจากไปไหนแล้วละ”ไอเรนี่ลอบยิ้มกับตัวเอง เห็นด้วยกับความคิดของน้องสาว ถึงแม้ในความเป็นส่วนตัว เธอจะยังมีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อเรื่องโรมานซ์ทั้งหลายอันอาจจะเกิดขึ้น แต่ลึกลงไปในใจ เธอมองเห็นภาพของผู้ชายร่างสูง ดวงตาสีน้ำตาลคมกล้าคนนั้นดูเหมือนเขาจะเป็นผู้ชายคนเดียวที่เธออยากจะพบอย่างที่สุดในขณะนี้...
“หนึ่งต่อสิบรับรองว่าเขาจะต้องชนะขาดลอยเลย ไม่ใช่ชนะแค่คอด้วย” ฮิวจ์ ออสบอร์นประกาศ ใบหน้าตอบๆ นั้นเหมือนแฝงแววเลศนัยอยู่ ยกมือขึ้นปัดฝุ่นที่คิดเอาเองว่าปลิวมาเกาะบนเสื้อนอกสีน้ำตาลอ่อนออก แสงอาทิตย์ส่องต้องแหวนทองคำที่สวมอยู่บนมือตกกระเป็นประกายวับ“ขนาดนั้นเชียวรึ? ” ลอร์ดเฮเวทท์บุรุษร่างอ้วนล่ำในชุดกางเกงขี่ม้าสีน้ำตาลกับเสื้อนอกสีเดียวกันย้อนถาม “รับรองเลยว่าสิบต่อหนึ่งเธอต้องชนะแน่ฮิวจ์” เขามองไปทางผู้ชายคนที่สามซึ่งยืนห่างออกไปเล็กน้อยพร้อมกับถามว่า “หรือคุณว่าไงซอมเมอร์วิลล์? ”ผู้ชายคนที่เฮเวทท์พูดด้วยจับตามองดูม้าสองตัวที่กำลังวิ่งแข่งกันอยู่ด้วยความสนใจ เขามีรูปร่างสูงปานกลาง แม้ว่าหน้าตาจะไม่จัดว่าหล่อแต่ก็คมสันไม่น้อย ดวงตาที่ล้อมกรอบอยู่ด้วยแผงขนตาสีอ่อนออกจะชิดกันเกินไปหน่อย และเขามีนิสัยชอบมองจ้องสิ่งที่ตนเองสนใจโดยแทบไม่กะพริบตาเลย อันเป็นลักษณะที่ไม่แปลกสำหรับผู้ใกล้ชิดสนิทสนม แต่ขณะนั้นสมาธิของเขาได้ถูกทำลายลง เขาถอนสายตาจากม้าคู่นั้น“คุณถามความเห็นผมหรือ...เรื่องอะไรล่ะ? ”“ก็เรื่องที่ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะน่ะสิ” เฮเวทท์ตอบอย่างหงุดหงิด ในกลุ่มผู้คนที่สนิทชิดเชื้อกันอยู่เขาออกจะเป็นคนเจ้าอารมณ์ ชอบพูดจาชวนทะเลาะวิวาทซึ่งมักจะทำให้ตัวเขาต้องพบกับความยุ่งยากอยู่เสมอ เมื่อตอนอายุสามสิบดูเหมือนเขาจะเป็นคนเดียวที่เที่ยวท้าดวลกับใครต่อใครมากที่สุด... ดังนั้นจึงไม่ใคร่มีผู้ใดกล้าไปยั่วให้เขาโกรธ“โอ ไม่ต้องลำบากหรอกเอ็ดมุนด์” ออสบอร์นซึ่งเป็นคนนิสัยดีหลิ่วตาให้ “ผมรู้ว่าคุณกำลังมีเรื่องกังวลอยู่ในใจ” เขาหัวเราะอย่างรู้เท่าทัน และเฮเวทท์ซึ่งวันนี้ออกจะอารมณ์ดีก็พลอยหัวเราะตามไปด้วยซอมเมอร์วิลล์หน้าแดงขึ้น หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อตรงหน้าผาก“ออสบอร์น ผมไม่ได้คิดเลยนะว่า...”“ว่าเธอจะไม่ชนะ...ซึ่งก็แน่ละ” เฮนรี่ วอลฝอร์ด เดินเข้าไปหาเขา “มันเป็นธรรมดาที่คุณจะต้องคิดอย่างนั้น เพราะคุณกำลังให้ความสนใจเธออยู่นี่”เฮนรี่ วอลฝอร์ดจัดว่าเป็นคนหนุ่มหน้าตาดีที่สุดในจำนวนผู้มายืนชมการแข่งม้าในครั้งนี้ เขามีใบหน้าสี่เหลี่ยมเรือนผมเป็นสีดำสนิท ดวงตาคู่สีดำเป็นประกายกล้า ไรฟันขาวสะอาดตัดกับสีของผิวหน้าที่ค่อนข้างคล้ำ เป็นที่ชุบซิบนินทากันอยู่ในแวดวงของชาวสังคมชั้นสูงว่า การที่รูปร่างหน้าตาของเขาเป็นเช่นนี้ก็เพราะมารดาที่ปล่อยตัวจนเกินไป อีกประการหนึ่ง ทั้งพ่อและแม่ของเขาก็มีเรือนผมสีบลอนด์ ดวงตาสีฟ้าซึ่งเหมือนกับทุกคนในครอบครัวและวอลฝอร์ดซึ่งเมื่อได้ยินเรื่องซุบซิบนินทาเช่นนี้เช้าก็รู้สึกขบขัน และไม่พยายามจะต่อสู้หรือแก้ไขความเข้าใจแต่อย่างใดทั้งสิ้น ครั้งหนึ่งวอลฝอร์ดเคยเล่าให้ออสบอร์นเพื่อนสนิทของเขาฟังว่า ก่อนหน้าที่เขาจะเกิดนั้น พ่อกับแม่เดินทางไปเที่ยวสเปน แต่เขาก็ไม่รู้ความจริงอะไรมากไปกว่านั้นปกติแล้วเขาเป็นคนสำรวย ชอบแต่งตัวหรูหรา สีขาวเป็นสีที่เขาโปรดปรานมาก เพราะเคยได้รับคำบอกเล่าว่ามันเหมาะกับผิวพรรณและรูปร่างหน้าตาของเขาอย่างดีที่สุด“เธอไม่ใช่...” ซอมเมอร์วิลล์เอ่ยขึ้น“ใช่น่า พ่อเฒ่า” วอลฝอร์ดว่า “ใครๆ ในลอนดอนเขาก็รู้เรื่องนี้กันทั้งนั้น อย่างน้อยเธอก็ไม่ใช่ห่านฟ้าเยอรมันละ”พวกผู้ชายต่างพากันหัวเราะกับคำเปรียบเปรยที่เขาหมายถึงสนมที่ไม่มีความสวยเลยของพระเจ้าจอร์จ การสนทนาหยุดชะงักลงชั่วครู่ เมื่อทุกคนจับตามองม้าสองตัวที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้ต้นไม้ที่ยืนกันอยู่... วอลฝอร์ดหยิบกล่องประดับพลอยใบเล็กๆ ออกมายื่นให้ซอมเมอร์วิลล์ เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งส่ายหน้าปฏิเสธ เขาก็ยักไหล่ ใช้ปลายนิ้วดีดฝาให้เปิดออกหยิบผงที่อยู่ภายในออกมาใส่จมูกสูดแรงๆ สายตาก็จับจ้องอยู่ที่คนขี่ทั้งสองในกระบวนเพื่อนทั้งหมด วอลฝอร์ดเป็นคนเดียวที่สนิทสนมกับแมนนิ่งมากที่สุด ถ้าจะว่าไปแล้วแมนนิ่งออกจะมีนิสัยค่อนข้างแปลก ชอบอยู่คนเดียวตามลำพัง และมักจะออกนอกเมืองครั้งละนานๆ คล้ายไม่พอใจกับชีวิตที่ไร้รสชาติซึ่งทำให้วอลฝอร์ดออกจะเห็นขันในการกระทำแปลกๆ ของเขาอยู่เสมอ“เราพร้อมแล้ว” ไบรซ์ แมนนิ่งร้องบอกมาจากหลังม้าสีดำซึ่งเขานั่งตัวตรงสง่างามอยู่ และเจ้าม้าแสนรู้ตัวนั้นก็ชูคอขึ้นส่งเสียงร้องท้าทายม้าตัวสีน้ำตาลที่ยืนอยู่ข้างๆ มันขึ้น วันนี้แมนนิ่งอยู่ในชุดขี่ม้าสีดำ รองเท้าบูทขัดเป็นมันเงาวับ แต่อีกไม่นานก็จะต้องมีฝุ่นจับอยู่เต็ม“ฉันก็เหมือนกัน” ทาบิธาร์ ลิทตั้นร้องรับด้วยน้ำเสียงร่าเริง ส่งยิ้มหวานให้กับพวกหนุ่มๆ ที่มองเธอด้วยสายตาบ่งบอกความชื่นชม โดยเฉพาะซอมเมอร์วิลล์นั้นดูแววตาของเขาจะเปี่ยมด้วยความปรารถนาในตัวเธอมากกว่าใคร ทาบิธาร์เป็นหญิงสาวในวัยยี่สิบเศษ วันนี้เธออยู่ในชุดกางเกงขี่ม้าสีครีมเสื้อแจ๊คเก็ตสีน้ำตาล ตัดเย็บด้วยผ้ากำมะหยี่ซึ่งตัดกับเรือนผมสีดำเป็นลอนสลวย เวลาที่ปิดส่วนบนของใบหน้าไม่อาจอำพรางประกายสดใสในดวงตาของเธอไว้ได้“ถามจริงๆ เถอะว่านี่มันเป็นความคิดของใครกัน? ” ซอมเมอร์วิลล์เอ่ยถามขึ้น เมื่อวางมือลงบนรองเท้าบูทของเธอ“ฉันเอง” เธอเอาแส้ฟาดใส่มือเขาเบาๆ ซึ่งทำให้คนอื่นๆ หัวเราะออกมา แมนนิ่งยิ้มกว้าง โค้งกายให้คู่แข่งพร้อมกับถามว่า“เราจะเริ่มต้นกันได้หรือยังล่ะครับ คุณผู้หญิง? ”“ได้เลย ไบรซ์”