เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เล่มที่ 5 บทที่ 121 ทำอะไรกับฉันสักหน่อย

            วันรุ่งขึ้น

            หลังลังเลอยู่สักพักเธอก็โทรหาซูอี้เฉิง แต่ที่น่าแปลกใจก็คือเขารับสายเธอ ถ้าเป็นเมื่อก่อนหากเธอโทรไปเช้าขนาดนี้เขาคงตัดสายด้วยความรำคาญ

            “นายพอจะมีเวลาหรือเปล่า”เธอเงียบไปก่อนเอ่ยปากถาม “มารับฉันไปบริษัทหน่อยสิ”

            ซูอี้เฉิงกำลังเดินไปเอารถอยู่พอดี

            วันนี้เขานัดกับลู่เป๋าเหยียนกับเพื่อนอีกไม่กี่คนไว้แล้วว่าจะไปเล่นบาสด้วยกันนึกไม่ถึงว่าลั่วเสี่ยวซีจะโทรมา

            ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุอะไรจู่ๆ เขาก็รู้สึกหงุดหงิดที่ลั่วเสี่ยวซีพยายามอย่างเอาเป็นเอาตายขนาดนี้น้ำเสียงที่ตอบเธอของเขาจึงเต็มไปด้วยความประชดประชัน

            “แผลที่เท้าของเธอหายแล้วหรือไง”

            “วันนี้ฉันไปฟังอบรมอย่างเดียวเท้าเจ็บก็ไม่เป็นไร” ลั่วเสี่ยวซีขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับเขา “นายจะมาไหม? ถ้าไม่มาฉันจะได้เรียกพี่ผู้จัดการมารับ”

            ซูอี้เฉิงเปิดประตูรถก่อนจะเข้าไปนั่ง

            “รอฉันสิบนาที”

            “อื้อฝากซื้อข้าวเช้ามาด้วยนะ” ลั่วเสี่ยวซีได้ทีเอาใหญ่“ก๋วยเตี๋ยวหลอดเจ้าใต้อพาร์ทเมนต์นะ ฉันเอาไส้หมูแดงอบน้ำผึ้งกับไข่ต้มชาฟองหนึ่ง”

            ซูอี้เฉิงกัดฟันตอบ“ลั่วเสี่ยวซี อย่าทำตัวได้คืบจะเอาศอกแบบนี้”

            “แค่นี้ก็เรียกว่าได้คืบจะเอาศอกแล้วเหรอ”ลั่วเสี่ยวซีขำ “งั้นนายก็ทำตัวได้คืบจะเอาศอกกับฉันบ้างสิ!”

            ซูอี้เฉิงวางสายอย่างหงุดหงิดก่อนจะโทรหาเสิ่นเยว่ชวนบอกว่าเขาติดธุระไปไม่ได้แล้ว

            “เมื่อวานยังบอกว่าว่างอยู่เลยนี่?” เสิ่นเยว่ชวนเดาถูกเผง“ไม่ใช่ว่าโดนลั่วเสี่ยวซีตามติดแจหรอกนะ? ไม่สิ ใครๆ ก็รู้ว่าเธอตามนายได้ที่ไหนไม่งั้นนายคงตกเป็นของเธอไปนานแล้ว”

            ใช่ ถ้าจะให้พูดตามจริงคราวนี้ไม่ใช่ลั่วเสี่ยวซีตามตื๊อเขา แต่เป็นเขาเองที่ตบปากรับคำเธอ

            ซูอี้เฉิงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเขาวางสายก่อนจะขับรถออกไป

            ไม่นานก็มาถึงใต้อพาร์ทเมนต์ของลั่วเสี่ยวซีที่ด้านหน้ามีร้านขายก๋วยเตี๋ยวหลอดเจ้าหนึ่ง

            ปกติลั่วเสี่ยวซีกับเจี่ยนอันเป็นพวกชอบสรรหาของอร่อยเพราะฉะนั้นเจ้านี้คงจะรสชาติไม่เลว แล้วก็เป็นไปตามคาด ในร้านแทบจะไม่มีที่นั่งแถมยังมีคนต่อแถวกันยาวเหยียด

            ซูอี้เฉิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเขาไม่ได้ต่อคิวซื้อของกินมานานมากแล้ว

            แต่เมื่อตนรับปากลั่วเสี่ยวซีเอาไว้แล้วจึงต้องจำใจเดินเข้าไปต่อที่หางแถว ก่อนจะตกเป็นเป้าสายตาของหญิงสาวทุกคนที่นั่นแม้แต่คนที่นั่งกินในร้านยังอดมองออกมาไม่ได้ เขาจึงได้แต่มองตรงไปยังหัวแถวอย่างอดกลั้น

            “คุณรีบหรือเปล่าคะ”หญิงสาวผู้กล้ารายหนึ่งเอ่ยทัก “ถ้ารีบล่ะก็มาต่อคิวข้างหน้าฉันก็ได้นะคะ”

            เขายิ้มอย่างเกรงใจ“ผมไม่รีบครับ ขอบคุณ”

            “ไม่เป็นไรค่ะ!”หญิงสาวจ้องเขาอย่างเปิดเผย เธอใช้สองมือเท้าคางก่อนทำท่าแอ๊บแบ๊วราวกับเด็กสาวตัวน้อยซูอี้เฉิงจึงโค้งศีรษะตามมารยาทพลางยิ้มน้อยๆ จากนั้นจึงเบนสายตาออกมา จู่ๆ เขาก็คิดถึงลั่วเสี่ยวซี

            หลังเจอกันเป็นครั้งที่สองลั่วเสี่ยวซีก็บอกเขาว่าเธอชอบเขาถ้าจะปฏิเสธเธอก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเธอจะตามจีบเขาเอง

            เขานึกว่าเธอแค่ล้อเล่นแต่เธอกลับรุกหน้าเข้าหาเขาไม่หยุดโดยใช้เหตุผลที่ว่า

    “ก็นายหล่อสุดๆ ไปเลยนี่ ฉันชอบมองหน้านาย”

            หลังจากนั้นทุกครั้งที่เจอหน้าลั่วเสี่ยวซีก็มักจะมองจ้องเขาไม่วางตาสายตาของเธอหยุดอยู่ที่เขาราวกับโดยกาวติดเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น ดวงตาคู่งามที่ปนรอยยิ้มจางทำให้คนที่ไม่เคยเกรงกลัวสายตาของใคร กลับไม่กล้าสบตาเธอ

            ความชอบที่บริสุทธิ์และร้อนแรงของเธอฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้นตอนนั้นซูหงเยวี่ยนกำลังโจมตีเขาอย่างหนักทุกหนทางเขาจึงเผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาล ทำให้ต้องเตือนตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าอย่าปล่อยให้เรื่องความรักมาเป็นตัวถ่วงดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเมินสายตาและความรู้สึกของลั่วเสี่ยวซี

            ตอนนี้พอลองคิดดูแล้วแรงกดดันมากแค่ไหนเขาก็ไม่เคยหนีมีเพียงสายตาของลั่วเสี่ยวซีเท่านั้นที่เขาไม่พร้อมต้อนรับมันจนกว่าธุรกิจของเขาจะลงตัว

            เขาไม่อยากคิดถึงเหตุผลว่าเพราะเหตุใดเขาจึงทำแบบนั้น

            “คุณต้องการสั่งอะไรคะ”

            เสียงของพนักงานเรียกซูอี้เฉิงให้กลับมาจากอดีตเมื่อสิบปีที่แล้วเขาสั่งก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้หมูแดงกับไข่ต้มชาอย่างละสองที่และเสี่ยวหลงเปาอีกหนึ่งชุด

            “ทั้งหมดสี่สิบห้าหยวนขอบคุณค่ะ”

            เมื่อเปิดกระเป๋าสตางค์ซูอี้เฉิงก็พบว่าตนไม่ได้พกเงินสดมาจึงถามทางร้านไปว่ารับบัตรเครดิตหรือไม่ แต่พนักงานกลับยิ้มพลางส่ายหน้า

            “ขอโทษด้วยค่ะที่นี่ไม่รับบัตรค่ะ”

            ขณะที่เขากำลังลังเลว่าจะเรียกผู้ช่วยให้มาช่วยจ่ายเงินดีหรือไม่ทันใดนั้นก็มีคนเรียกชื่อเขา

            “ผอ.ซูครับ”

            เสียงของรองผู้จัดการที่บริษัทดังขึ้นเขากำลังเดินเข้ามาในร้านด้วยสีหน้าช็อกๆ ซูอี้เฉิงจึงเอ่ยปากถาม

            “มีแบงก์ย่อยบ้างหรือเปล่าครับ”

            รองผู้จัดการรับรู้เรื่องราวทุกอย่างตั้งแต่เมื่อครู่เขาจึงหยิบแบงก์ห้าสิบหยวนส่งให้กับพนักงานแคชเชียร์ ก่อนจะถามซูอี้เฉิงอย่างอึ้งๆ

            “ผอ.ซู อาหารเช้านี่...ซื้อให้คุณหนูลั่วเหรอครับ?”

            สายตาของซูอี้เฉิงสื่อชัดว่าข้องใจรองผู้จัดการจึงอธิบาย

            “ผมพักอยู่ที่ชั้นล่างของห้องคุณหนูลั่วน่ะครับเลยมักเจอเธอบ่อยๆบางครั้งก็มากินข้าวด้วยกัน”

            ซูอี้เฉิงขมวดคิ้วลั่วเสี่ยวซีกินข้าวกับใครก็ได้อย่างนั้นเหรอ? ไม่คิดจะเลือกเลยหรือไง?

            ไม่ช้าพนักงานก็ยื่นอาหารที่สั่งมาให้ซูอี้เฉิงเอ่ยขอบคุณรองผู้จัดการก่อนจะออกจากร้านไป

            ลั่วเสี่ยวซีพักอยู่ที่ห้อง 1603 เมื่อเขาออกจากลิฟต์มาก็เห็นประตูห้องกำลังเปิดอยู่ใจเขากระตุกก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในห้อง

            “ลั่วเสี่ยวซี!”

            “ฉันอาบน้ำอยู่”เสียงของลั่วเสี่ยวซีดังออกมาจากห้องน้ำ “เสร็จแล้วๆ”

            ประตูห้องน้ำเปิดออกลั่วเสี่ยวซีก็เดินหน้าสดออกมาด้วยรอยยิ้มร่าทว่าแววตาของซูอี้เฉิงกลับดูไม่สบอารมณ์เท่าไร

            เธอถามอย่างไม่เข้าใจ“นายเป็นอะไร?”

            “เวลาอาบน้ำต้องเปิดประตูทิ้งไว้หรือไง”ซูอี้เฉิงเริ่มทำการอบรม “ลั่วเสี่ยวซีเธอรู้จักระวังตัวบ้างได้หรือเปล่า”

            “ก็ฉันกลัวว่านายจะมาตอนฉันอาบน้ำพอดีนี่นายไม่ชอบรอใครไม่ใช่หรือไงฉันก็กลัวว่านายจะวางอาหารเช้าทิ้งไว้แล้วหนีกลับน่ะสิ” ลั่วเสี่ยวซีปล่อยมือออกจากผมก่อนจะเดินตรงมา

            “ว่าแต่นายร้อนใจอะไรเป็นห่วงฉันงั้นเหรอ?”

            เธอแย้มยิ้มอย่างซุกซนทว่าซูอี้เฉิงยังคงหงุดหงิด เขายัดถุงอาหารใส่มือเธอ

            “ฉันเป็นห่วงสติปัญญาเธอมากกว่า”

            “เรื่องนั้นนายไม่ต้องห่วงหรอก”ลั่วเสี่ยวซีหิ้วอาหารเช้าเข้าไปในห้องอาหาร ก่อนจะพูดไปพลางแกะห่ออาหาร

            “ฉันรู้จักคนเกือบหมดทั้งตึกไม่เกิดเรื่องอะไรหรอกน่าอีกอย่างที่พ่อซื้อห้องนี้ให้ฉันก็เพราะวางใจเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่”

            พูดจบลั่วเสี่ยวซีก็พบว่าซูอี้เฉิงซื้อเสี่ยวหลงเปามาให้เธอด้วยแถมของที่เธอสั่งไปยังงอกมาเพิ่มอีกหนึ่งชุด

            เธอถามอย่างแปลกใจ“นายยังไม่ได้กินข้าวเช้าเหมือนกันเหรอ”

            ซูอี้เฉิงเดินเข้ามาก่อนตอบ“เพราะใครล่ะ”

            “นายเป็นคนรับปากเองนะฉันไม่ได้บังคับนายสักหน่อย” ลั่วเสี่ยวซียื่นตะเกียบให้เขา “นายจะมาโทษฉันได้ยังไง”

            ไม่ให้โทษเธอ?

            ถ้าไม่ใช่เพราะเธอป่านนี้เขาคงนั่งเพลิดเพลินกับอาหารเช้าอยู่บนสนามหญ้าเขียวขจีอย่างสบายใจไปแล้ว

            แต่ที่ลั่วเสี่ยวซีพูดก็ถูกเขาเป็นคนรับปากเธอเอง

            ซูอี้เฉิงทำใจไว้แล้วว่าวันนี้ของเขาคงไม่ได้ผ่านไปอย่างสงบสุขแน่ๆ

            ลั่วเสี่ยวซีอ่านสีหน้าซูอี้เฉิงออกทันทีว่าเขากำลังหงุดหงิดจึงเลือกที่จะก้มหน้าก้มตากินอาหารตรงหน้าจะดีกว่า

            ตานี่ปกติก็ดูเป็นสุภาพบุรุษที่สุขุมนุ่มลึกอยู่หรอกแต่พอโมโหขึ้นมาเธอเองก็เอาไม่อยู่เหมือนกันนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่พนักงานในบริษัทต่างก็เกรงกลัวเขา

            หลังกินอาหารเสร็จก็เป็นเวลาแปดโมงสิบห้านาทีพอดีลั่วเสี่ยวซีจึงเดินไปสวมรองเท้ากีฬา

            “ไปกันเถอะ”

            วันนี้เธอสวมชุดกีฬาทั้งตัวเตรียมพร้อมไว้แล้ว

            ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอมักยึดคติที่ว่า “ต้องสวยทุกวินาที” ด้วยเหตุนี้ทุกเช้าเธอจึงแต่งหน้าแต่งตัวอย่างประณีตอยู่เสมอเธอมักจะสวมชุดเดรสตัวสวยไปที่บริษัทก่อนจะเปลี่ยนเป็นชุดออกกำลังกายแต่ตอนนี้มาลองคิดดูแล้วที่เกิดเรื่องเมื่อวานขึ้นก็เพราะเธอแต่งตัวแบบนั้นไม่ใช่เหรอ?

            เพราะฉะนั้นต่อจากนี้เธอคงต้องเพลาๆลงหน่อย ซูอี้เฉิงคงไม่บังเอิญไปเจอเธอแบบนั้นได้ทุกวันหรือต่อให้เขาเจอเธอก็ไม่แน่ว่าเขาจะเข้ามาช่วยเธอทุกครั้ง

            หลังรถเคลื่อนตัวไปได้ไม่นานลั่วเสี่ยวซีก็พบว่าซูอี้เฉิงไม่ได้ขับรถตรงไปยัง Lu Media เธอจึงเอ่ยปากถามเขาอย่างสงสัย

            “นายจะพาฉันไปไหน”น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความคาดหวัง

            ซูอี้เฉิงตอบเสียงเย็น“โรงพยาบาล”

            ลั่วเสี่ยวซีนิ่งไป“ฉันนึกว่านายจะใช้โอกาสนี้พาฉันไปที่ไหนสักที่ ทำอะไรกับฉันสักหน่อยซะอีก”

            “...” ซูอี้เฉิงเลือกที่จะเมินคำพูดของเธอไป

            ที่พาเธอไปโรงพยาบาลก็เพราะต้องล้างแผลและเปลี่ยนยาซึ่งไม่ใช่กระบวนการที่เจ็บตัวมากนักคราวนี้ซูอี้เฉิงจึงไม่ได้เข้ามาในห้องตรวจเป็นเพื่อนลั่วเสี่ยวซีหมอหญิงยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ย

            “คุณหนูลั่วคุณชายซูเขาดูแคร์คุณมากนะคะ”

            ลั่วเสี่ยวซียิ้มอย่างไม่ตอบรับหรือปฏิเสธก่อนบ่นใจ

            ซูอี้เฉิงไม่ว่าจะปฏิเสธเธอหรือทำอะไรก็ตั้งใจไปหมดแต่เธอล่ะหวังจริงๆ ว่าเขาจะปฏิบัติกับเธอเกินเลยมากกว่านี้สักนิด

            “เมื่อวานเขาตั้งใจยั่วโมโหเพื่อเบนความสนใจคุณแน่ๆเลยค่ะ” หมอหญิงกล่าว “ก่อนหน้าที่ดิฉันจะนำเศษกระจกออกมาคุณดูกลัวมากตอนนี้ลองคิดดูดีๆ สิคะว่าเมื่อวานตอนฉันดึงพวกมันออกมา คุณรู้สึกตัวบ้างไหม”

            เธอไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิดจริงด้วยตอนนั้นเธอโมโหซูอี้เฉิงแทบบ้า ใจคิดแต่จะยอกย้อนเขา พอรู้ตัวอีกทีหมอก็จัดการทำแผลให้เธอเรียบร้อยแล้ว

            แต่มันอาจจะแค่บังเอิญล่ะมั้ง? ซูอี้เฉิงคงคิดอยากจะเยาะเย้ยเธอจริงๆมากกว่า ที่เธอถูกเบนความสนใจไปอาจจะแค่เรื่องบังเอิญ

            เธอไม่อยากเชื่อว่าซูอี้เฉิงจะเป็นห่วงเธอเพราะสิ่งที่เขาทำเป็นประจำคือดูถูกสติปัญญาไม่ก็ความสามารถทุกๆ ด้านของเธอ

            หลังล้างแผลใส่ยาใหม่แล้วเรียบร้อยลั่วเสี่ยวซีก็เดินโขยกเขยกออกไปซูอี้เฉิงยืนรอหน้านิ่งอยู่ด้านนอกเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่สักอย่าง

            เธอไม่เคยเห็นเขาในมุมนี้และเดาไม่ออกว่าเขาคิดอะไรกันแน่จึงเดินเข้าไปสะกิด

            “คิดอะไรอยู่ไปกันได้แล้ว”

            ซูอี้เฉิงหยุดคิดก่อนจะพาลั่วเสี่ยวซีไปส่งที่ Lu Media

            “ขอบใจนะ”

            ลั่วเสี่ยวซีแกะเข็มขัดนิรภัยออกก่อนจะลงจากรถแต่จู่ๆ ซูอี้เฉิงก็เรียกเธอไว้ด้วยน้ำเสียงร้อนใจ

            “เสี่ยวซี”

            “หือ?” ลั่วเสี่ยวซีหันหน้ากลับไป“อะไร?”

            ซูอี้เฉิงคิดอะไรอยู่มิอาจทราบได้แต่แล้วมือที่กุมพวงมาลัยของเขาก็เริ่มคลายลง ก่อนน้ำเสียงจะกลับมาเป็นปกติ

            “ไม่มีอะไรเธอเข้าไปเถอะ”

            “งั้นฉันไปนะ”

            ลั่วเสี่ยวซีปิดประตูรถก่อนจะค่อยๆเดินเข้าบริษัท ไม่ช้าพวกเพื่อนร่วมงานก็สังเกตเห็นความผิดปกติจึงเข้ามาถามไถ่อาการของเธอ เธอบอกไปแค่ว่าเมื่อคืนไม่ระวังเลยเผลอไปเหยียบเศษกระจกเข้าเพื่อนร่วมงานทั้งหลายจึงช่วยกันพยุงเธอให้เข้าไปข้างในเธอได้รับความเป็นห่วงจากทุกคนตลอดทาง

            ลั่วเสี่ยวซีเป็นคนร่าเริงแจ่มใสใครๆ ต่างก็ชื่นชอบ

            คนที่อยู่ด้านนอกอย่างซูอี้เฉิงลดหน้าต่างลงมองตามหลังเธออย่างลืมตัวจนกระทั่งเธอเดินลับสายตาไปแล้ว เขาจึงหยิบบุหรี่ออกมาจุดอย่างคล่องแคล่วเมื่อบุหรี่แตะริมฝีปากเขาก็นึกไปถึงคำพูดของซูเจี่ยนอัน

            “ทุกๆ ปีบุหรี่พรากชีวิตคนไปมากมายพี่คะ เพื่อที่พี่จะสามารถอยู่กับน้องไปได้ตลอดชีวิต พี่เลิกบุหรี่ได้หรือเปล่า? หนูเคยเจอคนที่สูบบุหรี่จนต้องตายด้วยโรคมะเร็งมาแล้วพวกเขาจากไปโดยไม่มีโอกาสได้อยู่เคียงข้างคนที่พวกเขารักถึงเวลาไม่ใช่แค่พี่เท่านั้น คนข้างกายพี่เองก็ต้องเจ็บปวดไปด้วย”

            ตอนนั้นทั้งชีวิตของเขาไม่มีใครอีกแล้วนอกจาซูเจี่ยนอัน

            ทว่าตอนนี้...

            สุดท้ายซูอี้เฉิงจึงดับบุหรี่ในมือก่อนจะขับรถออกไป

    คล้ายกับเรื่องเจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่ ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577