ตอนที่ 8 จำฉันได้หรือเปล่า 2
รินอารีกำลังร่างภาพแนวเขากับดวงอาทิตย์แต่พอร่างไปได้สักพักก็ยิ้มก่อนจะวางดินสอบนกระดาษแล้วหัวเราะเบา ๆ
“เฮ้อ...เอาใหม่”
รินอารีนั่งทำสมาธิครู่หนึ่งแล้วหยิบดินสอขึ้นมาขีด ๆ ไปได้หน่อยเดียวก็ยิ้มและหัวเราะอีกครั้งก่อนจะวางทั้งดินสอกับสมุดไว้บนโต๊ะ
“ให้มันได้อย่างนี้ยายรินอารีไปแกล้งเขาแล้วตัวเองเดือดร้อนซะเอง เฮ้อ... นอนดีกว่า”
รินอารีทิ้งตัวบนเตียงนอนพร้อมกับเปิดไฟที่หัวเตียงแล้วหลับตาแต่เพียงไม่ถึงนาทีก็ผุดลุกนั่ง
“อ่านหนังสือก่อนดีกว่า”
หลังจากที่หยิบหนังสือจากหัวเตียงมาอ่านได้ไม่กี่หน้ารินอารีก็ปิดหนังสืออย่างรวดเร็ว
“โอย ๆ ๆทำยังไงดีนี่ ทำไมตานั่นถึงได้ตามหลอกหลอนฉันจัง”
รินอารีโยนหนังสือไปข้างๆก่อนล้มตัวนอนหนุนมือสองข้างที่ประสานกันตรงท้ายทอย มองเพดานห้องอยู่พักใหญ่ก่อนที่ความเหนื่อยอ่อนจะค่อย ๆ เข้ารุมเร้าสมองเริ่มเหนื่อยล้าหลังจากที่ใช้ความคิดหลายอย่างอยู่พักใหญ่ แล้วดวงตาดวงโต ๆสุกใสก็ค่อย ๆ เริ่มฉายแววแห่งความเมื่อยล้าในที่สุด
“ขอร้องละนะ อย่าตามมารังควานฉันในความฝันเลยนะ”...
ครืด...
นกแกรูดม่านสีฟ้าอ่อนรวมกันไว้สองข้างก่อนจะเปิดประตูระเบียงชั้นสองและทันทีที่ประตูเปิดออกสายลมวูบหนึ่งก็พัดผ่านเข้าสู่ภายในห้องทันทีราวกับว่ามันเฝ้ารอเวลานี้มาแสนนานสายลมนั้นเข้าโลมลูบใบหน้าของรินอารีที่ยังหลับบนเตียงนอนของหล่อนแต่เมื่อทันทีที่ััได้ถึงสายลมรินอารีก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้ยินเสียงของชายคนหนึ่ง
“รินอารี เธอ... จำฉันได้หรือเปล่า”
“คุณหนู” เสียงของนกแก“คุณหนูตื่นได้แล้วค่ะ ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้นแล้วค่ะ”
“พี่นกแก”เสียงอ้อแอ้ในลำคอ
“ค่ะคุณหนูตื่นไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะค่ะ ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้นแล้วนะคะ”
“ค่ะ”
รินอารีลุกจากเตียงนอนโซเซไปที่ห้องน้ำทันทีสักพักได้ยินเสียงก๊อกน้ำไหลและกินเวลาอยู่ประมาณสามนาทีรินอารีก็เปิดประตูห้องน้ำออกมา
“เร็วค่ะคุณหนูนกแกเตรียมเก้าอี้กับกล้องไว้ให้แล้วค่ะ”
“ขอบคุณค่ะพี่นกแก”
“คุณหนู้าอะไรก็เรียกนกแกนะคะเดี๋ยวนกแกไปช่วยบุญเรือมทำกับข้าวก่อน วันนี้ต้องตักบาตรหน้าหมู่บ้านด้วยนะคะ”
“ค่ะ”
รินอารีหยิบกล้องถ่ายภาพบนโต๊ะแล้วเดินออกมานั่งเก้าอี้ที่ระเบียงมองไปรอบๆ ก่อนจะเพ่งจุดสนใจไปที่แนวเขาด้านฝั่งทิศตะวันออกที่ท้องฟ้ามืดดำเริ่มเปลี่ยนเป็สีเทาจาง ๆ หล่อนเปิดกล้องระดับมืออาชีพพร้อมกับเอาหน้าแนบกับตัวกล้องส่องดูตรงช่องเล็กๆ หมุนปรับโฟกัสไปตรงแนวเขา
รินอารีไม่รู้ตัวเลยว่าทุกการกระทำของหล่อนถูกจับจ้องโดยชายแปลกหน้าซึ่งนั่งมองดูหล่อนอยู่ระเบียงชั้นสองของบ้านหลังตรงข้ามของถนนถัดไปทิศตะวันตกสองหลังชายหนุ่มคนนั้นจ้องมองรินอารีอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์พร้อมกับรีบลุกวิ่งลงไปชั้นล่าง
“พี่เอื้อมขนุน”เขาเรียกเสียงค่อนข้างดัง
“ค่ะ คุณหนู”หญิงสาวที่ดูมีอายุมากกว่ารีบวิ่งหน้าตาตื่นมาจากห้องครัว
“เอาไฟฉายกับเสื้อกันหนาวให้ผมหน่อยเร็ว ๆ ด้วย”
“ค่ะ ๆ”
เพียงไม่นานชายหนุ่มก็ได้ของที่้า
“คุณน้ำจะไปไหนเหรอครับ”ชายหนุ่มร่างกายกำยำเอ่ยถามที่หน้าประตูบ้าน
“อ้อ... แป๊บเดียวไม่มีอะไรหรอก แล้วก็ไม่ต้องตามมาด้วย ผมไปไม่ไกลเดี๋ยวกลับมา”
“ครับ”
“คุณหนูมาให้ทันตักบาตรนะคะ”เอื้อมขนุนแทรกขึ้น
“ครับ ผมไปแป๊บเดียว”
เสียงสุดท้ายหันมาบอกพร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่ชื่อน้ำหายวับไปจากประตูบานเล็กหน้าบ้าน
รินอารียังคงเพลิดเพลินอยู่กับการส่องดูภาพแนวเขาแสงไฟจากรถในตอนที่แสงสลัว ๆ โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นชายหนุ่มชื่อน้ำกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหยุดที่ริมรั้วเหล็กดัดที่เดิมที่เขาเคยใตอนที่นึกว่ารินอารีเป็ิญญาสาว
พนักงานรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านมองเห็นน้ำแต่เขาเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากส่งสัญญาณให้อยู่เงียบๆไว้ซึ่งอีกฝ่ายก็รู้จุดประสงค์ของเขาได้เป็อย่างดีจากเหตุการณ์เมื่อตอนหัวค่ำของเมื่อวานเขารีบสวมเสื้อกันหนาวแบบที่มีหมวกคลุมศีรษะเสร็จแล้วจึงส่องไฟฉายให้สว่างเฉพาะใบหน้าจากนั้นก็หันหน้าไปหารินอารีที่ยังคงเพลิดเพลินกับการส่องกล้องและปรับระยะของกล้องไปเรื่อยๆ
“เธอ... จำฉันได้หรือเปล่า”
รินอารีหยุดชะงักกับสิ่งที่หล่อนกำลังทำอยู่แล้วถอนใบหน้าออกจากกล้องพยายามเอียงศีรษะไปทางซ้ายโดยไม่ได้ส่ายสายตามองหาเพราะ้าจับเสียงพูดเมื่อครู่มากกว่าวินาทีนั้นเองที่สายลมวูบหนึ่งเหมือนจะเป็ใจพัดเข้ามาหาหล่อน
“เธอ... จำฉันได้หรือเปล่า”
เสียงเรียกนั้นทำให้รินอารีแปลกใจอย่างมาก
“เธอ... จำฉันได้หรือเปล่า”
รินอารีรีบหันไปยังทิศทางของเสียงมันอยู่ตรงหน้าหล่อนคราวนี้ทั้งเสียงและภาพชัดแจ๋ว ใบหน้าของสิ่งนั้นภายในร่มเงาของเสื้อที่คลุมส่วนศีรษะมันส่องแสงสว่างเรืองรองแม้นว่าบรรยากาศโดยรอบยังคงสลัวแต่ใบหน้าที่ซีดเซียวนั้นเด่นชัดเป็ที่สุด
บัดนี้ดวงตากลมโตสดใสซุกซ่อนความซุกซนไว้ภายในนั้นกลับเบิกกว้างขึ้นสุดขีดด้วยความขนลุกขนพองผมที่มัดกันเป็ระเบียบแทบจะแตกกระจายชี้ฟูเพียงไม่กี่วินาทีรินอารีกรีดร้องสุดเสียง
กรี้ดดด...
“คุณหนู” นกแกกับบุญเรือมที่อยู่ในครัวโพล่งขึ้นพร้อมกัน
นกแกที่ยังคงถือมีดครัวอยู่รีบวิ่งขึ้นมาชั้นสองและรุดเข้าห้องคุณหนูของตนเองโดยเร็วเมื่อนกแกถึงหน้าระเบียงก็พอดีกับเวลาที่บุญเรือมกับคนขับรถที่เป็ชายวัยกลางคนถึงหน้าประตูบ้าน
“คุณหนูเป็อะไรคะเกิดอะไรขึ้น”
“...”
รินอารีเงียบไม่ตอบอะไรนกแกหล่อนเพียงกัดริมฝีปากล่างจนแน่นทำคิ้วย่นเข้าหากันและใช้แววตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างนั้นจ้องเขม็งต่ำลงไปที่ริมรั้วตรงนั้นมีชายหนุ่มที่ชื่อน้ำนั่งกับพื้นหัวเราะจนแทบไม่มีเสียงพร้อมกับเอามือกุมบริเวณท้องมีไฟฉายที่ยังส่องแสงตกอยู่ข้าง ๆ
“คุณหนูคะ เกิดอะไรขึ้น”น้ำเสียงนกแกอ่อนโยน “ร้องไห้ทำไม”นกแกค่อยเดินไปหารินอารีและมองตามแนวสายตาของรินอารี
“...”ก่อนที่นกแกจะพูดอะไรก็เหลือบไปแทนพนักงานรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านสองคนพูดคุยกับคนขับรถและบุญเรือมด้วยรอยยิ้มที่ปนขบขันก็เลยรู้สึกโล่งใจ“ว่างไงคะคุณหนู มีอะไรกันเหรอคะ”
“...”รินอารีไม่ตอบเพียงแต่ส่ายหน้าแล้วโผเข้ากอดนกแก
“โอ๋ ๆไม่เป็ไรนะคะ ขวัญเอยขวัญมา”
“ฮือ ๆ”เสียงปนสะอื้นของรินอารี “รินจะเอาคืนให้ได้ คอยดูนะ ฮือ ๆ”
“จะไปเ้าคิดเ้าแค้นเขาทำไมละคะ”นกแกพูดปนเสียงหัวเราะ “ก็ตัวเองเป็คนไปแกล้งเขาก่อนไม่ใช่เหรอคะ เมื่อวาน”
“ไม่รู้หล่ะฮือ ๆ รินต้องเอาคืนให้ได้” รินอารีผละออกมองหน้านกแก “พี่นกแก รู้เหรอคะ”
“ค่ะพอดีนกแกอยู่ที่หน้าบ้านตอนนั้นพอดีค่ะ”
“ไม่รู้ด้วยหล่ะรินต้องแกล้งเขาคืนให้ได้”
“โอ๊ะ...คุณหนูดูนั่นสิดวงอาทิตย์กำลังโผล่ขึ้นมาแล้ว”
รินอารีเหลียวมองไปยังทิศตะวันออกตรงแนวเขาดวงอาทิตย์เพียงเสี้ยวเล็กๆ สีส้มจัดกำลังโผล่พ้นแนวเขา
รินอารีนิ่งอึ้งกับดวงอาทิตย์กลมโตที่กำลังโผล่พ้นแนวเขาได้ครึ่งส่วนในความรู้สึกเหมือนว่าหล่อนเคยได้ัับรรยากาศเช่นนี้มาก่อน หล่อนคิดในใจ
“แน่ละทุกคนที่อยู่ที่นี่ต้องเคยัักับบรรยากาศแบบนี้บ่อย ๆ กันทั้งนั้น” รินอารีนิ่งครู่หนึ่งหลังจากใช้เหตุผลคลี่คลายความสงสัยกับความรู้สึกเมื่อครู่มันดูเหมือนจะผ่านไปด้วยดีแต่ทว่าหล่อนยังมีความรู้สึกอีกอย่างที่ยังเลือนรางความรู้สึกที่ว่าเหมือนกับจะมีอะไรสักอย่างเป็อะไรที่อบอุ่นพอกุมมือด้านซ้ายของหล่อนเอาไว้ในบรรยากาศเช่นนี้หล่อนยกมือซ้ายของตัวเองขึ้นมาจ้องมองด้วยความสงสัย
ในขณะเดียวกันนั้นชายหนุ่มที่ชื่อน้ำยังคงนั่งที่พื้นแต่แววตาของเขาจ้องมองไปที่ดวงอาทิตย์กลมโตสักพักเขาก็ยกมือขวาขึ้นมาจ้องมองราวกับว่าเหมือนมีอะไรผิดปกติอยู่ที่มือข้างนั้นของเขา...