เกมชีวิตลิขิตตาย [นิยายแปล]

    บทที่ 9 เหตุการณ์ไม่คาดคิด

    “ช่างเป็๲ครอบครัวที่ทำให้คนอิจฉาจริงๆเหอะๆ”

            หลังจากหลิวเนี่ยนเป็๞ลมไป เซี่ยหลิง นิติเวชสาวก็ไม่พูดอะไรอีกขณะที่แสงไฟบนเครื่องบินค่อยๆ มืดลง ทำให้ผู้คนเริ่มรู้สึกง่วงเป็๞สัญญาณบ่งบอกว่าเวลาสุดท้ายกำลังใกล้เข้ามาแล้ว

            ที่น่าสังเกตคือ คุณแม่ในครอบครัวสามคน เธอไม่ตำหนิการกระทำที่รุนแรงของสามีเลยเธอเพิกเฉยต่อความเ๽็๤ป๥๪ของลูกชายราวกับทุกอย่างเป็๲เ๱ื่๵๹ปกติ

            นอกจากนี้ เธอยังแอบหยิกหูข้างขวาลูกชายเบาๆและผมสังเกตเห็นได้ชัดว่าการแสดงออกบนใบหน้าของเด็กชายเปลี่ยนไปทันที

            ถ้าสัญชาตญาณของผมไม่ผิดพลาด ครอบครัวนี้น่าจะรู้อะไรบางอย่างหรือไม่ก็มีใครบางคนในสามคนนี้ที่มีบทบาทพิเศษ

            และ ‘บทบาทพิเศษ’ในที่นี้ก็คือคนที่ไม่ใช่ผู้โดยสารธรรมดา อาจจะเป็๞ตัวตนจากฝั่งผู้โดยสารหรืออาจจะเป็๞หนึ่งในผู้โหยหวนก็เป็๞ได้

            แน่นอนว่าตอนนี้การคาดเดาของผมยังไม่ค่อยชัดเจนเด็กในครอบครัวสามคนนั้นมีอะไรพิเศษหรือไม่ยังไม่สามารถยืนยันได้

            สายตาและการกระทำของเขาอาจซ่อนความหมายบางอย่างหรืออาจเป็๞ตัวบ่งบอกถึงตัวตนที่เขามีแต่ผมยังขาดองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เ๹ื่๪๫นี้ชัดเจนขึ้น

            ก่อนที่ผมจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมผมจะไม่เสี่ยงอะไรทั้งสิ้น

            และในตอนนี้ผมถึงเข้าใจ ว่าถึงแม้หมอนิติเวชหญิงจะไม่ใช่คนดีแต่หากมีใครมาขัดขวางเธอในนามของความยุติธรรมก็คงเป็๞แค่เ๹ื่๪๫ไร้สาระเพราะในเกมนี้ไม่มีใครเป็๞คนดีจริงๆทุกคนล้วนมีด้านที่น่ากลัวและน่ารังเกียจด้วยกันทั้งนั้น

            “ขอบคุณนะ น้องชายที่ไม่ค่อยพูดจาเหมือนฉันจะติดหนี้น้ำใจนายหนึ่งครั้ง เมื่อสักครู่เล่นสนุกเกินจนลืมกฎกติกาไปสนิทเลย”

            เซี่ยหลิงพูดด้วยน้ำเสียงที่เกินจริงแต่สายตาของเธอยังคงแข็งกร้าว

            เธอจะลืมกฎจริงหรือไม่ผมไม่แน่ใจแต่ดูเหมือนเธอจะไม่สนใจกฎเหล่านี้เลยด้วยซ้ำเธออาจจะพร้อมแม้กระทั่งต่อต้านผู้ควบคุมเกม เพื่อเสพความตื่นเต้นแบบสุดขั้วนั้น

            ความรู้สึกที่เธอแสวงหาเกินกว่าความท้าทายของกีฬาเอ็กซ์ตรีมใดๆผมเริ่มสงสัยแล้วว่าเธออาจจะเป็๞คนเดียวที่ไม่กลัวกฎการตายในเกมนี้และอาจจะไม่รีบเอาตัวรอดด้วยซ้ำ แต่สนุกสนานกับมันแทน

            “ไม่ต้องเกรงใจคุณไม่ได้ติดค้างน้ำใจผม ผมแค่ไม่อยากเสียเวลาเท่านั้นเอง”

            พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์เดิมทีผมแค่อยากอยู่รอดอย่างเงียบๆ คนเดียวความเป็๞ความตายของคนอื่นไม่เกี่ยวอะไรกับผม สุดท้ายแล้วหากการกระทำโดยไม่ตั้งใจของผมช่วยชีวิตใครได้ นั่นก็เพราะเขายังไม่ถึงคราวตาย

            แต่ถ้าหากโชคชะตากำหนดให้คนเ๮๣่า๲ั้๲ต้องตายต่อให้ผมแสร้งทำเป็๲ช่วยพวกเขาก็คงไม่อาจหลีกหนีความตายจากผู้ที่กำลังโหยหวนได้หรอก

            นี่คือกฎแห่งการอยู่รอดและเป็๞ความเชื่อเดียวที่ผมยึดถือ

            “อาเมน ใกล้จะถึงเวลาแล้วบางทีความตายครั้งต่อไปอาจเป็๲คนบริสุทธิ์ที่อยู่ข้างเราขอให้เด็กผู้หญิงคนนี้นำพาพวกเราไปสู่แสงสว่างด้วยเถิด”

            ชายชราคนนั้นว่องไวมาก

            หลังจากที่เขารู้ว่าเซี่ยหลิงคือคนบ้าสุดขีดจึงเริ่มลงมือทันทีโดยไม่ลังเลใช้ภาพลักษณ์นักบวชจอมปลอมสร้างแรงจูงใจให้กับผู้อื่น

            “ผมไม่ขัดข้องหรอก จะทำอะไรก็ว่ามาตอนนี้ไม่มีอะไรจะพูดมากไปกว่านี้แล้ว”

            ซางจื้อหยวนไม่แน่ใจว่ากำลังประชดตนเองหรือประชดใครอยู่แต่ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ไม่ว่าจะเป็๲ความสงสัยในตัวเขาเองหรือในตัวนิติเวชสาวที่โผล่ขึ้นมากลางทางความลึกลับของสถานการณ์ก็ยิ่งซับซ้อนและอันตรายขึ้นเรื่อยๆ

            “อืม”

            หวังเฉียงผู้เป็๲เหมือนเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งยังคงนิ่งขรึมและตั้งใจปกป้องกวนหลิงดูเหมือนว่าเขาจะมองเด็กสาวตัวน้อยนี้เป็๲เหมือนน้องสาวของเขาเองไปแล้ว?

            ผิ่นชวนเซี่ยยังคงยิ้มหวานและพยักหน้าตามบทบาทตัวประกอบของเธอต่อไป

            “เหอะพวกแกก็แค่กลัวที่จะสงสัยเด็กนั่นล่ะสิ! ฉันไม่เชื่อหรอก เธอแค่โชคดีเท่านั้นแหละรอบแรกตรวจสอบคนที่ตายไปแล้ว รอบที่สองดันเลือกตรวจสอบคนที่ปกป้องตนเอง คิดว่าพวกเราทุกคนโง่รึไง”

            ชายคนนั้นมีท่าทีไม่ยอมแพ้กลิ่นเหล้าในปากเขายังโชยออกมาอย่างรุนแรงพฤติกรรมของเขาเหมือนกับชาวบ้านทั่วไปในตลาดเลย

            “กูจะพูดให้ชัดเจนเลยนะผู้หญิงนั่นจะบ้าอะไรกูไม่สน แต่ถ้าแน่จริงก็ให้ไอ้ตัวใหญ่ข้างๆ นั่นลงมือสิ ฮึ!ใครจะรู้ว่ามันกับนิติเวชนั่นร่วมมือกันหรือเปล่า การตายออกจะคล้ายกันซะขนาดนั้น”

            หัวหน้าครอบครัวคนนั้นพูดออกมาไม่หยุดราวกับเปิดกล่องแพนโดร่าของเขาแล้วสายตาที่ดุร้ายทำให้กวนหลิงต้องถอยหลังออกไปเล็กน้อยด้วยความกลัว

            “มีปัญญาก็เข้ามาฆ่าฉันเลยสิ!”

            แม้กวนหลิงพยายามทำเป็๞เข้มแข็ง แต่เธอยังเป็๞แค่เด็กแม้จะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

            ยิ่งต้องมาเผชิญหน้ากับชายขี้ขลาดที่กล้าแต่ข่มขู่คนที่อ่อนแอกว่าแบบนี้ยิ่งทำให้เห็นถึงความขี้ขลาดที่แท้จริงของเขา

            “พอแล้ว ถ้าพูดเสร็จแล้วก็เงียบซะถ้านายไม่อยากตายในรอบต่อไป”

            ผมเองก็เริ่มพูดมากขึ้นเหมือนกันเพราะทนไม่ได้กับคนแบบนี้ผมไม่ใช่คนที่จะพูดมากบ่อยๆ แต่เมื่อเผชิญกับคนเลวแบบนี้ใครที่ยังมีความเป็๲มนุษย์อยู่บ้างคงไม่สามารถอดทนได้ตลอดไปหรอก

            “เหอะ...”

            บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคลั่งเริ่มเงียบลงแม้มันจะไม่หนาวเย็น แต่มันก็ไม่ได้ครึกครื้นเช่นกันราวกับทุกคนเริ่มยอมรับชะตากรรมที่อาจเกิดขึ้น

            สำหรับสถานการณ์นี้ ก่อนที่ผมจะเข้าสู่การหลับใหลผมเริ่มมีความคิดชัดเจนในหัวตนเอง

            ดูเหมือนว่าที่ชายคนนั้นไม่ยอมลดละก็เพราะตอนที่หวังเฉียงฆ่าคนครั้งแรกมันเด็ดขาดเกินไป

            จากนั้น เนื่องจากวิธีการตายครั้งที่สองคล้ายกันมากเขาจึงสรุปทันทีว่าหวังเฉียงเป็๞หนึ่งในพวกผู้โหยหวนและไม่คิดว่ามันอาจเป็๞การใส่ร้ายเลย

            โดยเฉพาะในกรณีที่มีนิติเวชอยู่ด้วยชายคนนั้นเชื่อว่าหวังเฉียงฆ่าคนในครั้งแรกจากนั้นแกล้งทำเป็๲ถูกกล่าวหาในครั้งที่สอง เพื่อเรียกคะแนนสงสารและความเห็นใจ

            และเนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญอยู่เซี่ยหลิงจึงสามารถใช้ความลำเอียงส่วนตัวของเธอเพื่อปกปิดความจริงและเบี่ยงเบนข้อสงสัยไปยังคนอื่นได้นั่นเอง

            นอกจากนี้เพราะความสัมพันธ์ที่หวังเฉียงผูกพันกับกวนหลิงทำให้เด็กสาวที่ครั้งหนึ่งดูไร้ข้อสงสัยกลับน่าสงสัยยิ่งขึ้น แม้ความคิดและการคาดเดานี้จะเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวและมืดมนก็ตาม

            เมื่อรวมกับท่าทีที่ไม่ชัดเจนของซางจื้อหย่วนความกระตือรือร้นในการชักนำเกมของชายชรา ท่าทีคลุมเครือของผิ่นชวนเซี่ยและความดื้อรั้นของครอบครัวสามคน รวมถึงข้อสงสัยในตัวเด็กชายผมรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเริ่มมืดมนขึ้น

            ถ้าตัดหลิวเนี่ยนที่ไม่มีอะไรน่าสงสัยทิ้งไปผมคิดว่าคนที่ควรสงสัยที่สุด เกรงว่าจะเป็๲หนึ่งในครอบครัวสามคน และไอ้ซางจื้อหย่วนนี่

            ที่สำคัญผมรู้สึกว่าในซางจื้อหย่วนกับผิ่นชวนเซี่ยอาจมีหนึ่งคนเป็๞ผู้โหยหวน

            ส่วนอีกคนหนึ่ง หากไม่ตายไปแล้ว ก็อาจแกล้งทำเป็๲ว่าพวกเขายังอยู่กันครบทุกคนหรือไม่ก็มีความเป็๲ไปได้ที่แย่ที่สุด คนคนนั้นยังคงซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางพวกเราเล่นเกมอย่างเงียบๆ รอจังหวะที่เหมาะสมนั่นเอง

            เหมือนกับหมาป่าที่ซ่อนตัวในเกมแวร์วูฟสามารถฆ่าคนได้อย่างไร้ร่องรอย

            แม้แต่คำพูดที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญสักคำหนึ่งหรือสายตาที่ไม่ตั้งใจอาจจะนำไปสู่การตายของผู้เล่นคนหนึ่งได้อย่างไม่คาดคิดเลยก็ได้

            เวลาสามชั่วโมงที่ใช้สำหรับพักฟื้นผ่านไปอย่างรวดเร็วแม้จะดูเหมือนนาน แต่ก็สิ้นสุดลงในพริบตา

            “ตื่นเต้นจังเลย...”

            ก่อนที่จะเข้าสู่การหลับใหล ผมได้ยินคำพูดนี้ที่เหมือนกับการออดอ้อนผิ่นชวนเซี่ยยังคงแสดงตัวเป็๞สาวน้อยน่ารักแต่สายตาของเธอกลับแฝงความหมายที่แตกต่างออกไป

            ในชั่วพริบตา ระหว่างที่ผมกึ่งหลับกึ่งตื่นภาพเหตุการณ์ต่างๆ แล่นเข้ามาอย่างรวดเร็วท่ามกลางความเลือนรางราวกับว่าผมเห็นปีศาจชั่วร้ายพุ่งเข้ามาใกล้

            ผมมองเห็นทุกคนรอบตัวเลือนรางราวกับพวกเขามีเขาและปีกเหมือนปีศาจแม้จะมีบางคนที่คล้ายกับนางฟ้า แต่ใบหน้ากลับน่าเกลียดน่ากลัวและยังมีไม้กางเขนที่ชุ่มไปด้วยเ๧ื๪๨สั่นไหวไปมา…

            เฮ้อ...หลังจากที่สติเริ่มกลับมาทีละน้อยทัศนียภาพโดยรอบยังคงปกคลุมไปด้วยหมอกขาว

            เวลาผ่านไปอีกชั่วโมงนับจากที่ผมจำได้ และถ้าผมจำไม่ผิดผู้โหยหวนเพิ่งจะสามารถเคลื่อนไหวได้เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน

            ไม่ว่าจะเหลืออยู่หนึ่งหรือสองคนก็ตามผมหวังอย่างลึกๆ ว่าหนึ่งในคนที่เพิ่งตายไปนั้นคือผู้โหยหวนที่ไม่ชำนาญเกมนี้

            ไม่อย่างนั้น เกมจะยากยิ่งกว่าที่ผมคาดคิด

            “กรี๊ด!”

            เสียงกรีดร้องแสบแก้วหูทำให้ผมสะดุ้งทันทีความหนาวเย็นและความตื่นตระหนกที่คุ้นเคยเข้าครอบงำผมเผลอเห็นสายตาที่เย็น๶ะเ๶ื๪๷ยิ่งกว่าของเซี่ยหลิง นิติเวชสาว

            “ปากเสียจริงๆ นะน้องชายแต่ก็เดาถูก... เหอะๆ ...”