ทุกอย่างรอบข้างดูเหมือนหยุดนิ่งลงแทบจะทันที...
ผู้เป็นแม่ตรงดิ่งเข้าไปที่ร่างอันเปลือยเปล่าของลูกสาวที่นอนอยู่บนเตียงชันสูตรศพ ก่อนจะรีบนำผ้าสีขาวขึ้นมาคลุมร่างของคนอันเป็นที่รักเพื่อป้องกันไม่ให้อุจาดตา พลางร่ำได้ต่อหน้าศพอรอรินทร์ราวกับคนจะขาดใจตายเสียให้ได้ ผู้เป็นพ่อตรงเข้าไปประคองหญิงสาวที่ดวงตาดูโศกเศร้ามีน้ำตาปริ่มออกมาเพราะอดกลั้นไม่ได้เมื่อเห็นภาพสลดตรงหน้า นายแพทย์ที่กำลังจะผ่าชันสูตรถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ไม่รู้ว่าเกิดเหตุใดขึ้น คนทั้งหมดจึงกรูเข้ามาในห้องชันสูตร ทั้งๆ ที่เป็นเขตหวงห้าม หากไม่มีกิจจำเป็นไม่สมควรเข้ามาในขณะที่กำลังทำงาน
“เกิดอะไรขึ้นครับ” นายแพทย์หนุ่มเอ่ยถาม ผ้าปิดปากและจมูกของเขาทำให้น้ำเสียงที่เปล่งออกมาอู้อี้ไม่ชัดเจนนัก แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้วนายแพทย์คงตกใจไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น นายตำรวจชั้นผู้น้อยจึงรีบอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ
“เอ่อ...คือผมเพิ่งทราบจากพ่อแม่ของผู้เสียชีวิตว่าเธอเป็นมุสลิมน่ะครับ”
“อ้าว...แล้วทำไมไม่มีใครแจ้งให้หมอทราบก่อน”
“ผมก็เพิ่งทราบเมื่อกี้แหละครับคุณหมอ” นายตำรวจบอกด้วยสีหน้าเจื่อนๆ
แพทย์ผู้ทำการชันสูตรย่นคิ้วแสดงความไม่พอใจทันที หมอหนุ่มรู้ดีว่าการชันสูตรศพนั้นไม่จำเป็นต้องขออนุญาตโดยตรง แต่ยกเว้นในกรณีที่ผู้เสียชีวิตเป็นชาวมุสลิมที่ต้องได้รับการยินยอมจากญาติก่อน เขาถอนหายใจยาวๆ แล้วถอดถุงมือยางออกก่อนจะเดินไปล้างมือในอ่างล้างมือใกล้ๆให้สะอาด จัดการถอดหน้ากากออกเพื่อให้พูดคุยกับญาติผู้เสียชีวิตได้สะดวกขึ้น
“หมอขอโทษด้วยนะครับ หมอไม่ทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็นชาวมุสลิม ทางตำรวจก็ไม่ได้แจ้งมา ไม่อย่างนั้นหมอคงไม่ชันสูตรศพโดยพลการแบบนี้”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ...ว่าแต่หมอทำอะไรกับลูกผมไปมากหรือยังครับ” ผู้เป็นพ่อที่ดูจะมีสติมากกว่าผู้เป็นแม่เอ่ยถาม ขณะผู้เป็นแม่ยังคงสะอึกสะอื้น รับไม่ได้กับการเห็นลูกตัวเองเป็นร่างไร้วิญญาณแล้วในเวลานี้
“นิดหน่อยครับ หมอเพิ่งกำลังจะตรวจภายในช่องคลอดของผู้เสียชีวิตเพื่อหาน้ำอสุจิของคนร้าย แต่ยังไม่พบ ญาติของผู้เสียชีวิตก็เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน”
“งั้นดีแล้วครับ ผมอยากให้จบแต่เพียงแค่นี้ ไม่ต้องชันสูตรอะไรแล้วครับ ผมต้องการเอาลูกสาวไปฝังให้เร็วที่สุดตามประเพณี และไม่ต้องการให้ศพถูกแตะต้องถ้าไม่จำเป็น” ผู้เป็นพ่อพยายามอธิบาย แต่นายตำรวจรีบพูดแย้งขึ้นมาอย่างไม่เห็นด้วย
“ไม่ได้นะครับ ผู้เสียชีวิตถูกฆาตกรรม หากเราไม่หาหลักฐาน เราก็จะจับคนร้ายที่ฆ่าลูกสาวคุณมาลงโทษไม่ได้นะครับ ยังไงหมอก็ต้องชันสูตร ถ้าผมไม่มีผลไปให้หัวหน้า ต้องโดนด่าแน่ๆ” นายตำรวจผู้น้อยทำหน้าเซ็งโลกเมื่อนึกภาพตัวเองโดนหัวหน้าอาเขตด่า...ซึ่งเจอมาบ่อยแต่ก็ไม่ยักจะชิน
“ตามกฎหมายหมอทำแบบนั้นไม่ได้ครับในกรณีที่ผู้เสียชีวิตเป็นชาวมุสลิม แม้จริงๆ แล้วจะสามารถทำได้บ้างเล็กน้อย แต่ถ้าญาติของผู้เสียชีวิตไม่อนุญาตหรือยินยอมก็คงทำอะไรไม่ได้ครับ คุณตำรวจลองพูดกับพ่อแม่ของผู้เสียชีวิตเองก็แล้วกันนะครับ” หมอหนุ่มเลี่ยงที่จะเสนอความคิดเห็นหรือเสนอแนะอะไรเพราะไม่ใช่กิจของแพทย์ เขามีหน้าที่แค่พิสูจน์หรือไม่พิสูจน์ก็เท่านั้น
นายตำรวจเดินเข้ามาหาพ่อแม่ของอรอรินทร์ แล้วพยายามพูดกล่อมให้ทั้งคู่ยินยอมที่จะให้นายแพทย์ผ่าศพชันสูตรหาร่องรอยคนร้ายจากร่างกายของอรอรินทร์
“ถ้าญาติผู้เสียชีวิตไม่ให้ความร่วมมือ คนร้ายก็จะลอยนวลไปทำร้ายคนอื่นแบบที่ทำกับลูกสาวพวกคุณอีกนะครับ ได้โปรดให้ทางเราชันสูตรศพด้วย ผมสัญญาว่าจะพยายามรบกวนศพให้น้อยที่สุดครับ”
“ไม่ใช่ผมไม่อยากให้ความร่วมมือกับทางตำรวจนะครับ แต่พวกเราเป็นมุสลิมที่เคร่งครัด ไม่ว่าใครสักคนในวงศ์ตระกูลตายก็ใช้ประเพณีเดียวกันมาตั้งแต่รุ่นทวด หากเรายอมให้ชันสูตร นั่นเท่ากับว่าเรากำลังทำให้ประเพณีของเราเสื่อมและวิญญาณของคนตายอาจไม่สงบสุข แม้ว่าลูกผมจะตาย แต่ยังไงก็คือตายไปแล้ว ฟื้นคืนไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ลูกผมไปอย่างสงบ เลิกรบกวนศพลูกผมเถอะครับ..ผมขอ” ผู้เป็นพ่อยกมือไหว้ท่วมหัว กำลังทำท่าจะคุกเข่าขอร้องให้นายตำรวจเลิกบังคับให้เอาร่างไร้วิญญาณของอรอรินทร์ไปปู้ยี้ปู้ยำอีก แต่นายตำรวจรีบจับบ่าผู้เป็นพ่อให้ลุกขึ้นแล้วยอมแพ้...ไม่ชันสูตรก็ได้
“โอเคครับ...โอเครับ ผมจะไม่บังคับแล้ว”
“ขอบคุณมากครับคุณตำรวจ” รอยยิ้มแรกของผู้เป็นพ่อเผยขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา นายตำรวจถอนหายใจเซ็งๆ แล้วหันไปมองหน้านายแพทย์ที่ทำหน้าที่ชันสูตร เขาพยักหน้าให้ทำตามนั้น คนที่มีสิทธิ์ที่สุดในเวลานี้คือญาติของผู้ตาย
“ถ้าอย่างนั้นหมอต้องรบกวนให้ญาติผู้เสียชีวิตเซ็นไม่ยินยอมให้ผ่าชันสูตรศพและไม่ติดใจเอาความกับคดีที่เกิดขึ้นนะครับ นั่นเท่ากับว่าคดีจะจบลงแต่เพียงเท่านี้” นายแพทย์เดินมาอธิบายขั้นตอนต่อไปให้กับพ่อแม่ของอรอรินทร์รับทราบ ผู้เป็นพ่อพยักหน้ารับ นายแพทย์จึงหันไปบอกนักศึกษาแพทย์ที่มาช่วยงานให้ไปเตรียมเอกสารมาให้ญาติผู้เสียชีวิตเซ็น เพื่อจะได้นำไปให้นายตำรวจแจ้งกับเจ้าของคดีต่อไป
“ไปเตรียมเอกสารมาให้หมอหน่อยนะ”
“ได้ครับ”
ร่างของอรอรินทร์ถูกนำออกไปจากโรงพยาบาลแล้ว นายแพทย์หนุ่มกำลังนั่งดูรูปถ่ายตามร่างกายของผู้เสียชีวิตผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เพื่อดูร่องรอยของผู้เสียชีวิตเท่าที่จะสามารถสรุปได้ ตามร่างกายของอรอรินทร์นั้นปกติดีทุกอย่าง จะมีก็แต่รอยเขียวช้ำรอบลำคอที่ดูจากสภาพศพแล้วน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้หญิงสาวตายเพราะขาดอากาศหายใจ ไม่มีร่องรอยของลายนิ้วมือปรากฏ ฆาตกรคงต้องเตรียมตัวสวมถุงมือมาเป็นอย่างดี เมื่อพินิจพิจารณาที่อวัยวะเพศของอรอรินทร์นั้นจะพบว่ามันฉีกขาดจนมีเลือดไหลออกมา แม้จะยังไม่ได้ตรวจดูละเอียดนัก แต่เท่าๆ ที่ดูไม่พบอสุจิตกค้างในช่องคลอดของผู้ตาย คาดว่าฆาตกรต้องสวมถุงยางอนามัยเป็นอย่างดี หรือไม่ก็ไม่ได้มีการหลั่งอสุจิในช่องคลอดของอรอรินทร์
“เป็นไงบ้างครับหมอ ดูจากรูปแค่นี้พอจะสรุปการตายของอรอรินทร์ได้ไหม ?” นายตำรวจที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยถาม นายแพทย์หนุ่มพยักหน้ารับ
“หมอว่าก็คงเป็นอย่างที่คุณตำรวจคาดการณ์ไว้นั่นแหละครับ ผู้เสียชีวิตถูกข่มขืนและถูกบีบคอจนขาดอากาศหายใจ แต่ในกรณีนี้ต้องดูด้วยว่าเธอตายก่อนถูกข่มขืนหรือถูกข่มขืนแล้วจึงทำให้ตาย ซึ่งต้องดูละเอียดมากๆ สังเกตจากรูปแค่นี้คงให้คำตอบไม่ได้นะครับ แต่ก็คงไม่ต้องหาคำตอบให้ยุ่งยากหรอกครับ เพราะทางญาติของผู้เสียชีวิตก็เซ็นยินยอมไม่ติดใจเอาความแล้ว คุณตำรวจก็ปิดคดีไปตามนั้น “
“แล้วถ้าเราขอคำสั่งศาลให้สั่งขุดศพขึ้นมาล่ะครับ” นายตำรวจยังไม่ยอมแพ้ นายแพทย์ถอนหายใจยาวๆ อย่างเหนื่อยใจ
“ได้น่ะมันได้ครับ แต่หมอไม่แนะนำ คนเรามีความเชื่อทางศาสนาต่างกัน เคยมีกรณีแบบเดียวกันนี่แหละ แล้วตำรวจไปเอาคำสั่งศาลไปขุดศพคนตายขึ้นมาให้หมอชันสูตร ปรากฏว่าญาติคนตายพาคนทั้งหมู่บ้านเอาโลงมาเดินแห่รอบโรงพยาบาลประท้วงจะเอาศพคืน มิหนำซ้ำยังจะไปเผาสถานีตำรวจอีก หมอว่าถ้าญาติต้องการแบบไหนก็ให้มันเป็นแบบนั้นเถอะคุณตำรวจ มีเรื่องฆ่ากันตายทุกวัน คุณตำรวจจะได้ไปทำคดีอื่น หรือว่าว่างมากอยากจะทำคดีเยอะๆ ครับ”
คำพูดทิ้งท้ายของนายแพทย์ดูเหมือนจะเป็นคำแดกดันเสียมากกว่า ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปทิ้งให้นายตำรวจนั่งหน้าเซ็งอยู่คนเดียว ด้วยรู้ชะตากรรมทันทีว่ากลับไปจะเจออะไรจากอาเขต
ข่าวการเสียชีวิตของอรอรินทร์ถูกเมเนเจอร์กรณ์สั่งให้พนักงานทุกคนปิดข่าวให้เงียบที่สุด เพื่อป้องกันการส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงภาพยนตร์ แต่นั่นก็ไม่อาจห้ามปากของมนุษย์ที่พร้อมจะเผยอออกยามที่มารวมตัวกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปได้ พนักงานรอบเช้าต่างพากันเม้าท์เรื่องของอรอรินทร์กันอย่างสนุกปาก ไม่ได้เห็นแก่หน้าของคนตายเลยสักนิด
ประเด็นหลักคือการตายของเธอนั้นเกิดจากอะไร? เพราะอย่างที่รู้ๆ กันว่าอรอรินทร์นั้นเป็นคนที่จัดได้ว่าสวยมากจนพนักงานหญิงด้วยกันเขม่นอยู่บ่อยๆ ส่วนพนักงานชายต่างก็พากันจับจ้องอรอรินทร์กันตาเป็นมัน ราวกับเสือกำลังรอตะครุบกระต่ายน้อยที่ชอบมาวิ่งเล่นยั่วน้ำลายอยู่บ่อยๆ ยิ่งช่วงหลังๆ อรอรินทร์มีข่าวกับแอดซิสเอก ทุกคนยิ่งเพ่งเล็งไปที่ชายหนุ่มว่าอาจเป็นคนฆ่าอรอรินทร์เสียเอง ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่คนเม้าท์จะจับต้นชนปลายจับท้ายมาขมวดกับหัวเอาเอง!
“แหงๆ แอดซิสเอกแหงๆ เมื่อคืนยายอรอยู่หนังรอบดึก แอดซิสเอกก็อยู่ มันน่าสงสัย”
พนักงานหญิงนามว่า ‘ขวัญ’ ทำปากยื่นปากยาว คุยเรื่องของอรอรินทร์ในขณะที่กำลังรอให้ป๊อบคอร์นในตู้ประทุได้ที่ เสียงดังเปาะแปะของเมล็ดข้าวโพดนั้นส่งเสียงน่ารำคาญเสียจนรดาอยากจะให้ถึงวันที่เธอจะได้สับเปลี่ยนไปทำงานแผนกอื่นเสียที ตั้งแต่มาอยู่แสน็คบาร์...รดาถูกลูกค้าต่อว่ามาหลายครั้งเรื่องที่ขายของราคาแพง เธออยากจะตอกหน้ากลับพวกลูกค้าปากมากนัก ถ้ามันแพงแล้วจะมาซื้อทำไมไม่ทราบ ดูหนังก็ไม่ต้องกินขนมสิ...จะได้ไม่เปลือง ถ้าอยากกินก็ต้องยอมเสียเงินสักหน่อย ของขึ้นห้างจะมาขายราคาไก่กาแบบป๊อบคอร์นมัดถุงผูกสามล้อขายถุงละสิบบาทได้ยังไง...ประสาท!
“อย่าพูดไปแก...เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้าจะซวย เมเนเจอร์กรณ์ยิ่งสั่งห้ามพูดเรื่องนี้อยู่ด้วย” รดาเอ่ยเตือนเพื่อน ในมือยังจัดถุงขนมกรุบกรอบในตู้ให้เป็นระเบียบน่ามอง
“จริงของแกยายรดา ว่าแต่ยายอรตายไปแบบนี้ วิญญาณของมันจะยังอยู่ในโรงหนังหรือเปล่า เดือนหน้าฉันต้องไปเป็นเด็กฟอร์แล้วนะแก” คนถามทำตาเกลือกไปเกลือกมาอย่างตื่นกลัวไม่น้อย ก่อนจะยกมือขึ้นพนมแล้วเอามาลูบศีรษะของตัวเอง
“เจ้าพระคู๊ณ...รีบๆ ไปผุดไปเกิดก่อนเดือนหน้านะยายอร ไม่ต้องมาอยู่ในโรงหนังหรอก มันหนาว”
“แกก็พูดไปเรื่อย เตรียมตัวออกเวรได้แล้วแก ฉันอยากจะกลับห้องไปนอนกลิ้งสักสามสี่ตลบ ตั้งแต่เมื่อคืนนอนได้แค่ไม่ถึงสองชั่วโมง ดูตาสิ...จะเป็นหมีแพนด้าอยู่แล้ว” รดาบอกพลางหาวหวอดๆ ผู้เป็นเพื่อนพยักหน้ารับ หันไปมองตู้อบป๊อบคอร์นที่เริ่มจะซาเสียงลง คาดว่าอีกไม่กี่นาทีของข้างในคงพร้อมที่จะรับประทานเงินของลูกค้าในหนังรอบถัดไป
อยู่ๆ เมเนเจอร์กรณ์ก็โผล่มาที่หน้าเคาน์เตอร์แสน็คบาร์พร้อมทั้งกระแอมเสียงเบาๆจนขวัญสาวสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นว่าผู้เป็นหัวหน้ายืนทำหน้าเคร่งขรึมอยู่จึงรีบยกมือไหว้ตามมารยาท
“สวัสดีค่ะเมเนเจอร์กรณ์ มาตรวจพนักงานเหรอคะ” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงใส เมเนเจอร์กรเหล่ตาใส่ก่อนจะตอกกลับพนักงานสาวที่เอ่ยแซวไม่รู้จักเวล่ำเวลา
“คุณคิดว่าผมว่างขนาดนั้นเลยเหรอ” น้ำเสียงเข้มๆ ของเมเนเจอร์กรณ์ทำเอาขวัญหน้าเสีย รดารีบแก้สถานการณ์ด้วยการเปลี่ยนเรื่องคุยเสีย
“เมเนเจอร์กรมีอะไรให้พวกหนูรับใช้หรือเปล่าคะ”
“นั่นแหละผมถึงมา...ได้ข่าวว่ารดารู้จักบ้านของอรอรินทร์ใช่ไหม ?” เขาเอ่ยถาม รดาพยักหน้ารับ
“ก็พอรู้จักค่ะ เคยแวะไปสักสองสามครั้ง เมเนเจอร์กรณ์มีอะไรหรือเปล่าคะ หรือต้องการที่อยู่ของยายอร เดี๋ยวหนูจดให้”
“ไม่ต้องๆ ผมไม่ได้อยากได้ที่อยู่ของอรอรินทร์ แต่ผมได้รับแจ้งจากทางตำรวจว่าคดีของอรอรินทร์ปิดลงแล้ว” เมเนเจอร์กรณ์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สองสาวได้ยินอย่างนั้นก็หันไปมองหน้ากันด้วยความสงสัย
“หมายความว่าจับตัวคนร้ายได้แล้วเหรอคะเมเนเจอร์กรณ์ มันเป็นใครคะ แล้วเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่คะ หนูอยากรู้” เพื่อนสาวขี้เม้าท์รีบเสนอหน้าถามโดยไม่ได้รู้สึกเลยว่ารดากำลังกระตุกชายเสื้อของเธอเป็นการเอ่ยเตือน แต่ก็ดูเหมือนความความอยากรู้จะทำให้ขวัญไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรนัก
“ไม่ใช่...ยังจับคนร้ายไม่ได้ และก็คงจะไม่มีการจับคนร้ายอะไรอีก เพราะอรอรินทร์เป็นชาวมุสลิม พ่อแม่ของเขาไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์ชันสูตรศพ แล้วก็เซ็นยินยอมไม่เอาความในคดีแล้วด้วย ศพของอรอรินทร์จะถูกฝังเย็นนี้ ยังไงรบกวนรดาเป็นตัวแทนโรงหนังของเราไปร่วมงานด้วยนะ”
เหมือนถูกมัดมือชก เมเนเจอร์กรณ์ล้วงซองกระดาษสีขาวส่งให้รดา หญิงสาวรับมาอย่างเสียไมได้ จะอ้าปากปฏิเสธก็ดูเหมือนปากหนักพูดไม่ออก
“นี่เงินร่วมทำบุญ ไปที่บ้านของอรอรินทร์แล้วก็ร่วมพิธีฝังศพจนจบ อ้อ...ไม่ต้องแต่งดำไปนะ แค่สุภาพก็พอ ชาวมุสลิมไม่นิยมแต่งดำไว้ทุกข์ ที่ผมมาก็แค่นี้แหละ ขอบใจมากรดา” พูดจบเมเนเจอร์กรณ์ก็เดินออกไปอย่างหน้าตาเฉย ทิ้งให้รดายืนมองซองขาวในมือด้วยความรู้สึกมึนๆงงๆ
ขวัญผู้เป็นเพื่อนมองหน้ารดาแล้วอมยิ้มขำ
“งานเข้าแล้วแก...ยายรดา!”
“หืม...ไปงานศพของอรเหรอ ?”
บอสทำท่าแปลกใจไม่น้อยเมื่อได้ยินสิ่งที่แฟนสาวของตัวเองบอก รดาพยักหน้ารับเพื่อยืนยันในสิ่งที่พูดไปอีกครั้ง เรื่องของคนตายเอามาพูดเล่นได้ที่ไหนกันล่ะ
“ใช่...เมเนเจอร์กรณ์มาขอให้ฉันเป็นตัวแทนโรงหนังไปร่วมพิธีฝังศพ แล้วก็มอบเงินให้กับครอบครัวของยายอร ไม่น่าบอกว่ารู้จักบ้านของยายอรเล้ย...ให้ตายสิ” รดาบ่นกระปอดกระแปด วิมานที่วาดเอาไว้ว่าจะได้นอนตากแอร์สบายๆ พังลงอย่างไม่เป็นท่า ที่สำคัญคือเธอไม่ชอบงานศพและพยายามที่จะหลีกเลี่ยงจะไปร่วมงานในทุกกรณี เพราะไปทีไรมันรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูกทุกที
“เอาน่า...เพื่อนตายทั้งคน ไปร่วมพิธีศพหน่อยจะเป็นไรไป ไปแป๊บเดียวก็กลับ เดี๋ยวเราไปเป็นเพื่อน” ชายหนุ่มเสนอตัว รดาพยักหน้าหงึกหงักก่อนที่ทั้งคู่จะเดินออกจากโรงภาพยนตร์มาสเตอร์เธียร์เตอร์ออกไปอีกทาง เพื่อเตรียมตัวไปร่วมงานศพของอรอรินทร์ตามที่ได้รับมอบหมาย
บ้านของอรอรินทร์ตั้งอยู่ในหมู่บ้านชาวมุสลิมแห่งหนึ่งในเขตคลองจั่น รดาเคยมาที่บ้านของอรอรินทร์สองครั้งเห็นจะได้ ครั้งแรกคือมาส่งผู้เป็นเพื่อนกับบอสในวันเลี้ยงฉลองปีใหม่ที่งานเลิกดึกและอรอรินทร์ไม่มีเพื่อนมาส่งที่บ้าน ครั้งที่สองคือตอนมาช่วยขนของของอรอรินทร์เพื่อย้ายออกไปอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ ด้วยเหตุผลที่ว่าที่ทำงานกับที่บ้านนั้นไกลกันเกินไป
รดากับบอสเดินผ่านเข้ามายังตรอกเล็กๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวมุสลิม ทั้งคู่ดูค่อนข้างแตกต่างจากคนที่นี่อย่างเห็นได้ชัด เพราะคนส่วนใหญ่ของที่นี่จะแต่งตัวเป็นเอกลักษณ์ ผู้หญิงบางคนจะแต่งชุดกุรง1 มีผ้าคลุมศีรษะหรือผ้าคลุมไหล่ แล้วใช้ผ้าโปร่งที่ปักเลื่อมงดงามคลุมศีรษะ บางคนก็สวมเสื้อบายอ2 กับผ้าถุงหลากสีสัน ซึ่งส่วนใหญ่คนที่สวมใส่เสื้อบายอนั้นมักเป็นหญิงชราเสียมากกว่า สำหรับผู้หญิงที่เป็นฮัจยะห์3 นิยมคลุมศีรษะด้วยผ้า2 ผืน ผืนหนึ่งเป็นผ้าสีขาวบางๆ มีลวดลายเล็กๆ หรือไม่มีก็ได้ เรียกว่า มือดูวาเราะห์ เป็นผ้าที่นำเข้ามาจากซาอุดิอาระเบีย ใช้สำหรับปิดผมให้มิดชิด และอีกผืนหนึ่งเป็นผ้าป่านสำหรับคลุมตามประเพณีท้องถิ่น ส่วนสาววัยรุ่นนิยมใส่เสื้อที่มีลักษณะคล้ายเสื้อบายอ แต่เข้ารูปทรงให้เห็นองค์เอวมากกว่าซึ่งเรียกว่าเสื้อบานง4
สำหรับผู้ชายส่วนใหญ่มักจะแต่งกายกันสบายๆคือนุ่งผ้าปาลิกัตแบบหยักรั้ง ตลบชายสองข้างเข้าด้วยกัน แล้วม้วนชายพกไว้ด้านหน้า นิยมที่จะสวมเสื้อเชิ้ตหรือไม่ก็เสื้อยืด บางคนก็ไม่สวมเสื้อเลย บนศีรษะใช้ผ้าขาวม้าพันคาดไว้ที่หน้าผากแล้วโพกโอบรอบไปทางท้ายทอยและพับเหน็บไว้
ทุกสายตาจ้องมองคนแปลกหน้าที่ผ่านเข้ามาในหมู่บ้านของตนเอง ทำเอารดากับบอสถึงกับมองหน้ากันด้วยเพราะทำตัวไม่ถูก หญิงสาวจึงรีบจูงมือของแฟนหนุ่มให้เดินตรงไปที่บ้านสองชั้นหลังเล็กๆที่ตั้งอยู่ตรงหน้า
นั่นไง...บ้านของอรอรินทร์!
เชิงอรรถ
(1) ชุดกุรง คือลักษณะเป็นเสื้อคอกลมติดคอ ผ่าหน้าพอสวมศรีษะได้ติดกระดุมคอ 1 เม็ดหรือเข็มกลัด 1 ตัว แขนกระบอกยาวเกือบจรดข้อมือหรือต่ำกว่าข้อศอก ใต้รักแร้ระหว่างตัวเสื้อและแขนต่อด้วยผ้าสี่เหลี่ยมเล็กๆ ตัวเสื้อหลวมยาวคลุมสะโพก เสื้อกุรงมักสวมเป็นชุดกับผ้าปาเต๊ะและหากไปงานหรูหราก็อาจนุ่งผ้ายกเงินยกทองที่เรียกว่า ‘ผ้าซอแก๊ะ’
(2) เสื้อบายอ ลักษณะเป็นเสื้อคอวีผ่าหน้าตลอด กลัดด้วยเข็มกลัด ซึ่งส่วนใหญ่นิยมกลัด 3 ตัว แต่ละตัวมีสายโซ่ต่อกัน แขนเสื้อยาวปลายกว้างเล็กน้อย ตัวเสื้อค่อนข้างหลวมยามคลุมสะโพก ชายเสื้อตรงหรืออาจแหลมเล็กน้อย
(3) ฮัจยะห์ เป็นสรรพนามที่ใช้เรียกสตรีที่ผ่านการบำเพ็ญศาสนกิจประกอบพิธีฮัจย์ ณ.เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งคนที่จะไปประกอบพิธีฮัจย์นั้นต้องเป็นผู้มีอันจะกิน ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทองในการเดินทาง แต่ทางศาสนาแล้วถือว่าไม่ได้เป็นการบังคับ เมื่อประกอบกิจพิธีฮัจย์สำเร็จแล้วผู้หญิงจะได้รับการเรียกว่า ฮัจยะห์ ส่วนผู้ชายจะได้รับการเรียกว่า ฮัจยี
(4) เสื้อบานง เป็นเสื้อแขนยาวรัดรูปจรดข้อมือ เสื้อบานง ใช้นุ่งกับผ้าถุงธรรมดาหรือผ้าซอแกะหรือผ้าพันที่ท้องถิ่นเรียกว่า “กาเฮงบือเละ” ผ้าพันเป็นผ้าลวดลายปาเต๊ะยาวประมาณ 3 เมตร ไม่เย็บเป็นถุง วิธีนุ่งผ้าพันนั้นไม่ง่ายนัก ต้องมีเทคนิคเฉพาะเพื่อให้ก้าวขาเดินได้สะดวก ชายผ้าด้านนอกอาจจีบทบแบบจีบหน้านางหรือม้วน หรืออาจปล่อยให้สุดปลายผ้าไว้เฉยๆ โดยเหน็บชายผ้าตรงกลางสะเอว และนิยมให้ปลายผ้าด้านล่างทแยงเล็กน้อย