THEATER ตีตั๋วไปตาย

    ตอนที่ 2 : วิญญาณที่ไปอย่างไม่สงบสุข

            ทุกอย่างรอบข้างดูเหมือนหยุดนิ่งลงแทบจะทันที...

            ผู้เป็นแม่ตรงดิ่งเข้าไปที่ร่างอันเปลือยเปล่าของลูกสาวที่นอนอยู่บนเตียงชันสูตรศพ  ก่อนจะรีบนำผ้าสีขาวขึ้นมาคลุมร่างของคนอันเป็นที่รักเพื่อป้องกันไม่ให้อุจาดตา  พลางร่ำได้ต่อหน้าศพอรอรินทร์ราวกับคนจะขาดใจตายเสียให้ได้  ผู้เป็นพ่อตรงเข้าไปประคองหญิงสาวที่ดวงตาดูโศกเศร้ามีน้ำตาปริ่มออกมาเพราะอดกลั้นไม่ได้เมื่อเห็นภาพสลดตรงหน้า นายแพทย์ที่กำลังจะผ่าชันสูตรถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก  ไม่รู้ว่าเกิดเหตุใดขึ้น  คนทั้งหมดจึงกรูเข้ามาในห้องชันสูตร  ทั้งๆ ที่เป็นเขตหวงห้าม  หากไม่มีกิจจำเป็นไม่สมควรเข้ามาในขณะที่กำลังทำงาน

            “เกิดอะไรขึ้นครับ” นายแพทย์หนุ่มเอ่ยถาม ผ้าปิดปากและจมูกของเขาทำให้น้ำเสียงที่เปล่งออกมาอู้อี้ไม่ชัดเจนนัก  แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้วนายแพทย์คงตกใจไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น  นายตำรวจชั้นผู้น้อยจึงรีบอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ                                                       

            “เอ่อ...คือผมเพิ่งทราบจากพ่อแม่ของผู้เสียชีวิตว่าเธอเป็นมุสลิมน่ะครับ”

            “อ้าว...แล้วทำไมไม่มีใครแจ้งให้หมอทราบก่อน”

            “ผมก็เพิ่งทราบเมื่อกี้แหละครับคุณหมอ” นายตำรวจบอกด้วยสีหน้าเจื่อนๆ 

            แพทย์ผู้ทำการชันสูตรย่นคิ้วแสดงความไม่พอใจทันที หมอหนุ่มรู้ดีว่าการชันสูตรศพนั้นไม่จำเป็นต้องขออนุญาตโดยตรง แต่ยกเว้นในกรณีที่ผู้เสียชีวิตเป็นชาวมุสลิมที่ต้องได้รับการยินยอมจากญาติก่อน  เขาถอนหายใจยาวๆ แล้วถอดถุงมือยางออกก่อนจะเดินไปล้างมือในอ่างล้างมือใกล้ๆให้สะอาด  จัดการถอดหน้ากากออกเพื่อให้พูดคุยกับญาติผู้เสียชีวิตได้สะดวกขึ้น

            “หมอขอโทษด้วยนะครับ หมอไม่ทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็นชาวมุสลิม ทางตำรวจก็ไม่ได้แจ้งมา ไม่อย่างนั้นหมอคงไม่ชันสูตรศพโดยพลการแบบนี้”

            “ไม่เป็นไรหรอกครับ...ว่าแต่หมอทำอะไรกับลูกผมไปมากหรือยังครับ”  ผู้เป็นพ่อที่ดูจะมีสติมากกว่าผู้เป็นแม่เอ่ยถาม  ขณะผู้เป็นแม่ยังคงสะอึกสะอื้น  รับไม่ได้กับการเห็นลูกตัวเองเป็นร่างไร้วิญญาณแล้วในเวลานี้

            “นิดหน่อยครับ หมอเพิ่งกำลังจะตรวจภายในช่องคลอดของผู้เสียชีวิตเพื่อหาน้ำอสุจิของคนร้าย  แต่ยังไม่พบ ญาติของผู้เสียชีวิตก็เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน”

            “งั้นดีแล้วครับ ผมอยากให้จบแต่เพียงแค่นี้ ไม่ต้องชันสูตรอะไรแล้วครับ ผมต้องการเอาลูกสาวไปฝังให้เร็วที่สุดตามประเพณี  และไม่ต้องการให้ศพถูกแตะต้องถ้าไม่จำเป็น”  ผู้เป็นพ่อพยายามอธิบาย  แต่นายตำรวจรีบพูดแย้งขึ้นมาอย่างไม่เห็นด้วย

            “ไม่ได้นะครับ  ผู้เสียชีวิตถูกฆาตกรรม  หากเราไม่หาหลักฐาน  เราก็จะจับคนร้ายที่ฆ่าลูกสาวคุณมาลงโทษไม่ได้นะครับ  ยังไงหมอก็ต้องชันสูตร  ถ้าผมไม่มีผลไปให้หัวหน้า  ต้องโดนด่าแน่ๆ” นายตำรวจผู้น้อยทำหน้าเซ็งโลกเมื่อนึกภาพตัวเองโดนหัวหน้าอาเขตด่า...ซึ่งเจอมาบ่อยแต่ก็ไม่ยักจะชิน

            “ตามกฎหมายหมอทำแบบนั้นไม่ได้ครับในกรณีที่ผู้เสียชีวิตเป็นชาวมุสลิม  แม้จริงๆ แล้วจะสามารถทำได้บ้างเล็กน้อย  แต่ถ้าญาติของผู้เสียชีวิตไม่อนุญาตหรือยินยอมก็คงทำอะไรไม่ได้ครับ คุณตำรวจลองพูดกับพ่อแม่ของผู้เสียชีวิตเองก็แล้วกันนะครับ” หมอหนุ่มเลี่ยงที่จะเสนอความคิดเห็นหรือเสนอแนะอะไรเพราะไม่ใช่กิจของแพทย์ เขามีหน้าที่แค่พิสูจน์หรือไม่พิสูจน์ก็เท่านั้น

            นายตำรวจเดินเข้ามาหาพ่อแม่ของอรอรินทร์  แล้วพยายามพูดกล่อมให้ทั้งคู่ยินยอมที่จะให้นายแพทย์ผ่าศพชันสูตรหาร่องรอยคนร้ายจากร่างกายของอรอรินทร์

            “ถ้าญาติผู้เสียชีวิตไม่ให้ความร่วมมือ คนร้ายก็จะลอยนวลไปทำร้ายคนอื่นแบบที่ทำกับลูกสาวพวกคุณอีกนะครับ  ได้โปรดให้ทางเราชันสูตรศพด้วย  ผมสัญญาว่าจะพยายามรบกวนศพให้น้อยที่สุดครับ”

            “ไม่ใช่ผมไม่อยากให้ความร่วมมือกับทางตำรวจนะครับ  แต่พวกเราเป็นมุสลิมที่เคร่งครัด ไม่ว่าใครสักคนในวงศ์ตระกูลตายก็ใช้ประเพณีเดียวกันมาตั้งแต่รุ่นทวด  หากเรายอมให้ชันสูตร  นั่นเท่ากับว่าเรากำลังทำให้ประเพณีของเราเสื่อมและวิญญาณของคนตายอาจไม่สงบสุข  แม้ว่าลูกผมจะตาย  แต่ยังไงก็คือตายไปแล้ว  ฟื้นคืนไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ลูกผมไปอย่างสงบ เลิกรบกวนศพลูกผมเถอะครับ..ผมขอ”  ผู้เป็นพ่อยกมือไหว้ท่วมหัว  กำลังทำท่าจะคุกเข่าขอร้องให้นายตำรวจเลิกบังคับให้เอาร่างไร้วิญญาณของอรอรินทร์ไปปู้ยี้ปู้ยำอีก  แต่นายตำรวจรีบจับบ่าผู้เป็นพ่อให้ลุกขึ้นแล้วยอมแพ้...ไม่ชันสูตรก็ได้

            “โอเคครับ...โอเครับ ผมจะไม่บังคับแล้ว”

            “ขอบคุณมากครับคุณตำรวจ” รอยยิ้มแรกของผู้เป็นพ่อเผยขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา  นายตำรวจถอนหายใจเซ็งๆ แล้วหันไปมองหน้านายแพทย์ที่ทำหน้าที่ชันสูตร  เขาพยักหน้าให้ทำตามนั้น  คนที่มีสิทธิ์ที่สุดในเวลานี้คือญาติของผู้ตาย

            “ถ้าอย่างนั้นหมอต้องรบกวนให้ญาติผู้เสียชีวิตเซ็นไม่ยินยอมให้ผ่าชันสูตรศพและไม่ติดใจเอาความกับคดีที่เกิดขึ้นนะครับ  นั่นเท่ากับว่าคดีจะจบลงแต่เพียงเท่านี้” นายแพทย์เดินมาอธิบายขั้นตอนต่อไปให้กับพ่อแม่ของอรอรินทร์รับทราบ  ผู้เป็นพ่อพยักหน้ารับ  นายแพทย์จึงหันไปบอกนักศึกษาแพทย์ที่มาช่วยงานให้ไปเตรียมเอกสารมาให้ญาติผู้เสียชีวิตเซ็น  เพื่อจะได้นำไปให้นายตำรวจแจ้งกับเจ้าของคดีต่อไป

            “ไปเตรียมเอกสารมาให้หมอหน่อยนะ”

            “ได้ครับ”

     

            ร่างของอรอรินทร์ถูกนำออกไปจากโรงพยาบาลแล้ว  นายแพทย์หนุ่มกำลังนั่งดูรูปถ่ายตามร่างกายของผู้เสียชีวิตผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เพื่อดูร่องรอยของผู้เสียชีวิตเท่าที่จะสามารถสรุปได้  ตามร่างกายของอรอรินทร์นั้นปกติดีทุกอย่าง  จะมีก็แต่รอยเขียวช้ำรอบลำคอที่ดูจากสภาพศพแล้วน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้หญิงสาวตายเพราะขาดอากาศหายใจ  ไม่มีร่องรอยของลายนิ้วมือปรากฏ  ฆาตกรคงต้องเตรียมตัวสวมถุงมือมาเป็นอย่างดี เมื่อพินิจพิจารณาที่อวัยวะเพศของอรอรินทร์นั้นจะพบว่ามันฉีกขาดจนมีเลือดไหลออกมา  แม้จะยังไม่ได้ตรวจดูละเอียดนัก  แต่เท่าๆ ที่ดูไม่พบอสุจิตกค้างในช่องคลอดของผู้ตาย  คาดว่าฆาตกรต้องสวมถุงยางอนามัยเป็นอย่างดี  หรือไม่ก็ไม่ได้มีการหลั่งอสุจิในช่องคลอดของอรอรินทร์

            “เป็นไงบ้างครับหมอ ดูจากรูปแค่นี้พอจะสรุปการตายของอรอรินทร์ได้ไหม ?”  นายตำรวจที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยถาม  นายแพทย์หนุ่มพยักหน้ารับ

            “หมอว่าก็คงเป็นอย่างที่คุณตำรวจคาดการณ์ไว้นั่นแหละครับ  ผู้เสียชีวิตถูกข่มขืนและถูกบีบคอจนขาดอากาศหายใจ แต่ในกรณีนี้ต้องดูด้วยว่าเธอตายก่อนถูกข่มขืนหรือถูกข่มขืนแล้วจึงทำให้ตาย  ซึ่งต้องดูละเอียดมากๆ  สังเกตจากรูปแค่นี้คงให้คำตอบไม่ได้นะครับ  แต่ก็คงไม่ต้องหาคำตอบให้ยุ่งยากหรอกครับ  เพราะทางญาติของผู้เสียชีวิตก็เซ็นยินยอมไม่ติดใจเอาความแล้ว  คุณตำรวจก็ปิดคดีไปตามนั้น “

            “แล้วถ้าเราขอคำสั่งศาลให้สั่งขุดศพขึ้นมาล่ะครับ”  นายตำรวจยังไม่ยอมแพ้  นายแพทย์ถอนหายใจยาวๆ อย่างเหนื่อยใจ

            “ได้น่ะมันได้ครับ  แต่หมอไม่แนะนำ  คนเรามีความเชื่อทางศาสนาต่างกัน  เคยมีกรณีแบบเดียวกันนี่แหละ  แล้วตำรวจไปเอาคำสั่งศาลไปขุดศพคนตายขึ้นมาให้หมอชันสูตร ปรากฏว่าญาติคนตายพาคนทั้งหมู่บ้านเอาโลงมาเดินแห่รอบโรงพยาบาลประท้วงจะเอาศพคืน  มิหนำซ้ำยังจะไปเผาสถานีตำรวจอีก หมอว่าถ้าญาติต้องการแบบไหนก็ให้มันเป็นแบบนั้นเถอะคุณตำรวจ  มีเรื่องฆ่ากันตายทุกวัน  คุณตำรวจจะได้ไปทำคดีอื่น  หรือว่าว่างมากอยากจะทำคดีเยอะๆ ครับ” 

            คำพูดทิ้งท้ายของนายแพทย์ดูเหมือนจะเป็นคำแดกดันเสียมากกว่า  ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปทิ้งให้นายตำรวจนั่งหน้าเซ็งอยู่คนเดียว  ด้วยรู้ชะตากรรมทันทีว่ากลับไปจะเจออะไรจากอาเขต

     

            ข่าวการเสียชีวิตของอรอรินทร์ถูกเมเนเจอร์กรณ์สั่งให้พนักงานทุกคนปิดข่าวให้เงียบที่สุด  เพื่อป้องกันการส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงภาพยนตร์ แต่นั่นก็ไม่อาจห้ามปากของมนุษย์ที่พร้อมจะเผยอออกยามที่มารวมตัวกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปได้  พนักงานรอบเช้าต่างพากันเม้าท์เรื่องของอรอรินทร์กันอย่างสนุกปาก  ไม่ได้เห็นแก่หน้าของคนตายเลยสักนิด 

            ประเด็นหลักคือการตายของเธอนั้นเกิดจากอะไร?  เพราะอย่างที่รู้ๆ กันว่าอรอรินทร์นั้นเป็นคนที่จัดได้ว่าสวยมากจนพนักงานหญิงด้วยกันเขม่นอยู่บ่อยๆ ส่วนพนักงานชายต่างก็พากันจับจ้องอรอรินทร์กันตาเป็นมัน  ราวกับเสือกำลังรอตะครุบกระต่ายน้อยที่ชอบมาวิ่งเล่นยั่วน้ำลายอยู่บ่อยๆ  ยิ่งช่วงหลังๆ อรอรินทร์มีข่าวกับแอดซิสเอก  ทุกคนยิ่งเพ่งเล็งไปที่ชายหนุ่มว่าอาจเป็นคนฆ่าอรอรินทร์เสียเอง  ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่คนเม้าท์จะจับต้นชนปลายจับท้ายมาขมวดกับหัวเอาเอง!

            “แหงๆ  แอดซิสเอกแหงๆ  เมื่อคืนยายอรอยู่หนังรอบดึก  แอดซิสเอกก็อยู่  มันน่าสงสัย”

            พนักงานหญิงนามว่า ‘ขวัญ’  ทำปากยื่นปากยาว  คุยเรื่องของอรอรินทร์ในขณะที่กำลังรอให้ป๊อบคอร์นในตู้ประทุได้ที่ เสียงดังเปาะแปะของเมล็ดข้าวโพดนั้นส่งเสียงน่ารำคาญเสียจนรดาอยากจะให้ถึงวันที่เธอจะได้สับเปลี่ยนไปทำงานแผนกอื่นเสียที  ตั้งแต่มาอยู่แสน็คบาร์...รดาถูกลูกค้าต่อว่ามาหลายครั้งเรื่องที่ขายของราคาแพง  เธออยากจะตอกหน้ากลับพวกลูกค้าปากมากนัก  ถ้ามันแพงแล้วจะมาซื้อทำไมไม่ทราบ  ดูหนังก็ไม่ต้องกินขนมสิ...จะได้ไม่เปลือง  ถ้าอยากกินก็ต้องยอมเสียเงินสักหน่อย ของขึ้นห้างจะมาขายราคาไก่กาแบบป๊อบคอร์นมัดถุงผูกสามล้อขายถุงละสิบบาทได้ยังไง...ประสาท!

            “อย่าพูดไปแก...เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้าจะซวย  เมเนเจอร์กรณ์ยิ่งสั่งห้ามพูดเรื่องนี้อยู่ด้วย”  รดาเอ่ยเตือนเพื่อน  ในมือยังจัดถุงขนมกรุบกรอบในตู้ให้เป็นระเบียบน่ามอง

            “จริงของแกยายรดา ว่าแต่ยายอรตายไปแบบนี้  วิญญาณของมันจะยังอยู่ในโรงหนังหรือเปล่า  เดือนหน้าฉันต้องไปเป็นเด็กฟอร์แล้วนะแก” คนถามทำตาเกลือกไปเกลือกมาอย่างตื่นกลัวไม่น้อย  ก่อนจะยกมือขึ้นพนมแล้วเอามาลูบศีรษะของตัวเอง

            “เจ้าพระคู๊ณ...รีบๆ ไปผุดไปเกิดก่อนเดือนหน้านะยายอร  ไม่ต้องมาอยู่ในโรงหนังหรอก  มันหนาว”

            “แกก็พูดไปเรื่อย เตรียมตัวออกเวรได้แล้วแก ฉันอยากจะกลับห้องไปนอนกลิ้งสักสามสี่ตลบ ตั้งแต่เมื่อคืนนอนได้แค่ไม่ถึงสองชั่วโมง ดูตาสิ...จะเป็นหมีแพนด้าอยู่แล้ว”  รดาบอกพลางหาวหวอดๆ  ผู้เป็นเพื่อนพยักหน้ารับ  หันไปมองตู้อบป๊อบคอร์นที่เริ่มจะซาเสียงลง คาดว่าอีกไม่กี่นาทีของข้างในคงพร้อมที่จะรับประทานเงินของลูกค้าในหนังรอบถัดไป

            อยู่ๆ เมเนเจอร์กรณ์ก็โผล่มาที่หน้าเคาน์เตอร์แสน็คบาร์พร้อมทั้งกระแอมเสียงเบาๆจนขวัญสาวสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นว่าผู้เป็นหัวหน้ายืนทำหน้าเคร่งขรึมอยู่จึงรีบยกมือไหว้ตามมารยาท

            “สวัสดีค่ะเมเนเจอร์กรณ์ มาตรวจพนักงานเหรอคะ”  หญิงสาวเอ่ยถามเสียงใส เมเนเจอร์กรเหล่ตาใส่ก่อนจะตอกกลับพนักงานสาวที่เอ่ยแซวไม่รู้จักเวล่ำเวลา

            “คุณคิดว่าผมว่างขนาดนั้นเลยเหรอ”  น้ำเสียงเข้มๆ ของเมเนเจอร์กรณ์ทำเอาขวัญหน้าเสีย  รดารีบแก้สถานการณ์ด้วยการเปลี่ยนเรื่องคุยเสีย

            “เมเนเจอร์กรมีอะไรให้พวกหนูรับใช้หรือเปล่าคะ”

            “นั่นแหละผมถึงมา...ได้ข่าวว่ารดารู้จักบ้านของอรอรินทร์ใช่ไหม ?”  เขาเอ่ยถาม  รดาพยักหน้ารับ

            “ก็พอรู้จักค่ะ  เคยแวะไปสักสองสามครั้ง  เมเนเจอร์กรณ์มีอะไรหรือเปล่าคะ  หรือต้องการที่อยู่ของยายอร  เดี๋ยวหนูจดให้”

            “ไม่ต้องๆ ผมไม่ได้อยากได้ที่อยู่ของอรอรินทร์ แต่ผมได้รับแจ้งจากทางตำรวจว่าคดีของอรอรินทร์ปิดลงแล้ว” เมเนเจอร์กรณ์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สองสาวได้ยินอย่างนั้นก็หันไปมองหน้ากันด้วยความสงสัย

            “หมายความว่าจับตัวคนร้ายได้แล้วเหรอคะเมเนเจอร์กรณ์  มันเป็นใครคะ แล้วเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่คะ หนูอยากรู้” เพื่อนสาวขี้เม้าท์รีบเสนอหน้าถามโดยไม่ได้รู้สึกเลยว่ารดากำลังกระตุกชายเสื้อของเธอเป็นการเอ่ยเตือน  แต่ก็ดูเหมือนความความอยากรู้จะทำให้ขวัญไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรนัก

            “ไม่ใช่...ยังจับคนร้ายไม่ได้  และก็คงจะไม่มีการจับคนร้ายอะไรอีก  เพราะอรอรินทร์เป็นชาวมุสลิม  พ่อแม่ของเขาไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์ชันสูตรศพ  แล้วก็เซ็นยินยอมไม่เอาความในคดีแล้วด้วย  ศพของอรอรินทร์จะถูกฝังเย็นนี้ ยังไงรบกวนรดาเป็นตัวแทนโรงหนังของเราไปร่วมงานด้วยนะ” 

            เหมือนถูกมัดมือชก    เมเนเจอร์กรณ์ล้วงซองกระดาษสีขาวส่งให้รดา  หญิงสาวรับมาอย่างเสียไมได้  จะอ้าปากปฏิเสธก็ดูเหมือนปากหนักพูดไม่ออก

            “นี่เงินร่วมทำบุญ ไปที่บ้านของอรอรินทร์แล้วก็ร่วมพิธีฝังศพจนจบ  อ้อ...ไม่ต้องแต่งดำไปนะ  แค่สุภาพก็พอ ชาวมุสลิมไม่นิยมแต่งดำไว้ทุกข์ ที่ผมมาก็แค่นี้แหละ  ขอบใจมากรดา” พูดจบเมเนเจอร์กรณ์ก็เดินออกไปอย่างหน้าตาเฉย  ทิ้งให้รดายืนมองซองขาวในมือด้วยความรู้สึกมึนๆงงๆ

            ขวัญผู้เป็นเพื่อนมองหน้ารดาแล้วอมยิ้มขำ

            “งานเข้าแล้วแก...ยายรดา!”

                              

            “หืม...ไปงานศพของอรเหรอ ?” 

            บอสทำท่าแปลกใจไม่น้อยเมื่อได้ยินสิ่งที่แฟนสาวของตัวเองบอก รดาพยักหน้ารับเพื่อยืนยันในสิ่งที่พูดไปอีกครั้ง  เรื่องของคนตายเอามาพูดเล่นได้ที่ไหนกันล่ะ

            “ใช่...เมเนเจอร์กรณ์มาขอให้ฉันเป็นตัวแทนโรงหนังไปร่วมพิธีฝังศพ  แล้วก็มอบเงินให้กับครอบครัวของยายอร  ไม่น่าบอกว่ารู้จักบ้านของยายอรเล้ย...ให้ตายสิ”  รดาบ่นกระปอดกระแปด  วิมานที่วาดเอาไว้ว่าจะได้นอนตากแอร์สบายๆ พังลงอย่างไม่เป็นท่า ที่สำคัญคือเธอไม่ชอบงานศพและพยายามที่จะหลีกเลี่ยงจะไปร่วมงานในทุกกรณี  เพราะไปทีไรมันรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูกทุกที

            “เอาน่า...เพื่อนตายทั้งคน  ไปร่วมพิธีศพหน่อยจะเป็นไรไป  ไปแป๊บเดียวก็กลับ  เดี๋ยวเราไปเป็นเพื่อน”  ชายหนุ่มเสนอตัว รดาพยักหน้าหงึกหงักก่อนที่ทั้งคู่จะเดินออกจากโรงภาพยนตร์มาสเตอร์เธียร์เตอร์ออกไปอีกทาง  เพื่อเตรียมตัวไปร่วมงานศพของอรอรินทร์ตามที่ได้รับมอบหมาย

     

            บ้านของอรอรินทร์ตั้งอยู่ในหมู่บ้านชาวมุสลิมแห่งหนึ่งในเขตคลองจั่น รดาเคยมาที่บ้านของอรอรินทร์สองครั้งเห็นจะได้ ครั้งแรกคือมาส่งผู้เป็นเพื่อนกับบอสในวันเลี้ยงฉลองปีใหม่ที่งานเลิกดึกและอรอรินทร์ไม่มีเพื่อนมาส่งที่บ้าน  ครั้งที่สองคือตอนมาช่วยขนของของอรอรินทร์เพื่อย้ายออกไปอยู่ที่อพาร์ตเมนต์  ด้วยเหตุผลที่ว่าที่ทำงานกับที่บ้านนั้นไกลกันเกินไป

            รดากับบอสเดินผ่านเข้ามายังตรอกเล็กๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวมุสลิม ทั้งคู่ดูค่อนข้างแตกต่างจากคนที่นี่อย่างเห็นได้ชัด  เพราะคนส่วนใหญ่ของที่นี่จะแต่งตัวเป็นเอกลักษณ์  ผู้หญิงบางคนจะแต่งชุดกุรง1 มีผ้าคลุมศีรษะหรือผ้าคลุมไหล่  แล้วใช้ผ้าโปร่งที่ปักเลื่อมงดงามคลุมศีรษะ  บางคนก็สวมเสื้อบายอ2 กับผ้าถุงหลากสีสัน  ซึ่งส่วนใหญ่คนที่สวมใส่เสื้อบายอนั้นมักเป็นหญิงชราเสียมากกว่า  สำหรับผู้หญิงที่เป็นฮัจยะห์3 นิยมคลุมศีรษะด้วยผ้า2 ผืน ผืนหนึ่งเป็นผ้าสีขาวบางๆ มีลวดลายเล็กๆ หรือไม่มีก็ได้  เรียกว่า มือดูวาเราะห์ เป็นผ้าที่นำเข้ามาจากซาอุดิอาระเบีย ใช้สำหรับปิดผมให้มิดชิด  และอีกผืนหนึ่งเป็นผ้าป่านสำหรับคลุมตามประเพณีท้องถิ่น ส่วนสาววัยรุ่นนิยมใส่เสื้อที่มีลักษณะคล้ายเสื้อบายอ  แต่เข้ารูปทรงให้เห็นองค์เอวมากกว่าซึ่งเรียกว่าเสื้อบานง4  

            สำหรับผู้ชายส่วนใหญ่มักจะแต่งกายกันสบายๆคือนุ่งผ้าปาลิกัตแบบหยักรั้ง ตลบชายสองข้างเข้าด้วยกัน  แล้วม้วนชายพกไว้ด้านหน้า  นิยมที่จะสวมเสื้อเชิ้ตหรือไม่ก็เสื้อยืด  บางคนก็ไม่สวมเสื้อเลย บนศีรษะใช้ผ้าขาวม้าพันคาดไว้ที่หน้าผากแล้วโพกโอบรอบไปทางท้ายทอยและพับเหน็บไว้

            ทุกสายตาจ้องมองคนแปลกหน้าที่ผ่านเข้ามาในหมู่บ้านของตนเอง ทำเอารดากับบอสถึงกับมองหน้ากันด้วยเพราะทำตัวไม่ถูก  หญิงสาวจึงรีบจูงมือของแฟนหนุ่มให้เดินตรงไปที่บ้านสองชั้นหลังเล็กๆที่ตั้งอยู่ตรงหน้า

            นั่นไง...บ้านของอรอรินทร์!

     


    เชิงอรรถ

    (1) ชุดกุรง  คือลักษณะเป็นเสื้อคอกลมติดคอ  ผ่าหน้าพอสวมศรีษะได้ติดกระดุมคอ 1 เม็ดหรือเข็มกลัด 1 ตัว แขนกระบอกยาวเกือบจรดข้อมือหรือต่ำกว่าข้อศอก  ใต้รักแร้ระหว่างตัวเสื้อและแขนต่อด้วยผ้าสี่เหลี่ยมเล็กๆ ตัวเสื้อหลวมยาวคลุมสะโพก  เสื้อกุรงมักสวมเป็นชุดกับผ้าปาเต๊ะและหากไปงานหรูหราก็อาจนุ่งผ้ายกเงินยกทองที่เรียกว่า  ‘ผ้าซอแก๊ะ’

    (2) เสื้อบายอ  ลักษณะเป็นเสื้อคอวีผ่าหน้าตลอด  กลัดด้วยเข็มกลัด  ซึ่งส่วนใหญ่นิยมกลัด 3 ตัว  แต่ละตัวมีสายโซ่ต่อกัน  แขนเสื้อยาวปลายกว้างเล็กน้อย  ตัวเสื้อค่อนข้างหลวมยามคลุมสะโพก  ชายเสื้อตรงหรืออาจแหลมเล็กน้อย

    (3) ฮัจยะห์  เป็นสรรพนามที่ใช้เรียกสตรีที่ผ่านการบำเพ็ญศาสนกิจประกอบพิธีฮัจย์ ณ.เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย  ซึ่งคนที่จะไปประกอบพิธีฮัจย์นั้นต้องเป็นผู้มีอันจะกิน  ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทองในการเดินทาง  แต่ทางศาสนาแล้วถือว่าไม่ได้เป็นการบังคับ  เมื่อประกอบกิจพิธีฮัจย์สำเร็จแล้วผู้หญิงจะได้รับการเรียกว่า  ฮัจยะห์  ส่วนผู้ชายจะได้รับการเรียกว่า ฮัจยี

    (4) เสื้อบานง  เป็นเสื้อแขนยาวรัดรูปจรดข้อมือ  เสื้อบานง  ใช้นุ่งกับผ้าถุงธรรมดาหรือผ้าซอแกะหรือผ้าพันที่ท้องถิ่นเรียกว่า  “กาเฮงบือเละ”  ผ้าพันเป็นผ้าลวดลายปาเต๊ะยาวประมาณ 3 เมตร   ไม่เย็บเป็นถุง  วิธีนุ่งผ้าพันนั้นไม่ง่ายนัก  ต้องมีเทคนิคเฉพาะเพื่อให้ก้าวขาเดินได้สะดวก  ชายผ้าด้านนอกอาจจีบทบแบบจีบหน้านางหรือม้วน  หรืออาจปล่อยให้สุดปลายผ้าไว้เฉยๆ โดยเหน็บชายผ้าตรงกลางสะเอว  และนิยมให้ปลายผ้าด้านล่างทแยงเล็กน้อย