บทที่ 2
าเ็ที่หัวใจ
่สายของอีกวันคนที่เพิ่งได้หลับใหลในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนเวลา
รุ่งสางและกำลังนอนหลับอย่างสบายใจภายใต้ผ้านวมอันแสนอุ่นต้องตื่นขึ้นมาอย่างอารมณ์เสียเพราะเสียงออดที่ดังอยู่หน้าห้องติดต่อกันหลายครั้ง
แต่พอเมื่อเดินไปส่องดูตรงช่องตาแมวหญิงสาวต้องถอนหายใจออกมาอย่างหนักเมื่อได้เห็นว่าเป็ใครไม่ใช่เพราะความเบื่อหน่าย แต่เป็เพราะเธอยัง
ไม่อยากเผชิญหน้ากับเขาให้หัวใจต้องบอบช้ำหนักไปกว่าเดิม
“มีอะไรมาปลุกฉันแต่เช้าวันหยุดแท้ๆ” บ่นให้เขาขณะเปิดประตูให้ภาคิณเข้ามาภายในห้องของเธอ
“เช้าอะไรของแกนี่มันสิบโมงกว่าแล้ว”พูดพร้อมกับตามแผ่นหลังบอบบางที่กำลังเดินกลับไปล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้างโดยไม่สนใจต่อการมาเยือนของเขา
“ปิ่นแกไม่สบายหรือเปล่า”ถามออกไปอย่างนึกห่วงใย เพราะปกติปณาลีไม่ใช่คนขี้เซาก่อนที่เขาจะรั้งเรียวแขนเล็กของเธอเอาไว้ และหมุดให้เธอหันมาเผชิญหน้ากับเขาจากนั้นจึงใช้มือสากขึ้นอังบนหน้าผากของเธอเพื่อวัดอุณหภูมิไข้
“เปล่าฉันสบายดี”ตอบออกไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก เพราะรู้สึกประหม่ากับการกระทำของเขาพร้อม ๆกับที่ใบหน้าขาวเนียนของเธอกำลังซับสีเื
“แล้วเป็อะไรแก้มแดงเชียว”ถามพร้อมกับจ้องมองแก้มแดง ๆ ของหญิงสาว
“เอ่อ..ฉันร้อนน่ะขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ”บอกพร้อมกับเดินเข้าห้องของตัวเองเพื่อหยิบเอาเสื้อคลุมอาบน้ำและผ้าเช็ดตัวก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระล้างร่างกาย
ปณาลีใช้เวลาในการอาบน้ำนานกว่าสามสิบนาทีกว่าจะออกมาจากห้องน้ำซึ่งถือเป็การอาบน้ำที่นานมากสำหรับเธอเพราะปกติจะอาบเร็วกว่านี้
แต่เหตุผลที่เธอต้องหมกตัวอยู่ในห้องน้ำนาน ๆในครั้งนี้นั้นเป็เพราะคิดว่าบางทีภาคิณอาจจะออกไปแล้วและไม่อยู่รอจนเธออาบน้ำเสร็จแต่แล้วหญิงสาวก็คาดการณ์ผิดเมื่อเธอเดินออกมาจากห้องน้ำและเห็นเขายังอยู่ที่ห้องของเธอ
“อ้าวนี่แกยังอยู่อีกเหรอ”ถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งอยู่บนโซฟากลางห้องของเธอพร้อมกับเปิดทีวีดูอย่างสบายใจทำยังกะตัวเองเป็เ้าของห้องก็ไม่ปาน
“ฉันมีเื่ปรึกษาแกก็เลยรอ”ตอบออกไปพร้อมระบายยิ้มบนใบหน้า
“เื่อะไร”ถามด้วยความงุนงงสงสัยในขณะที่คิ้วเรียวสวยก็ขมวดมุ่นเข้าหากัน
“แกไปแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนเถอะแล้วค่อยคุยกันเพราะขืนแกมานั่งคุยกับฉันในสภาพนี้มีหวังฉันตะบะแตกจับแกปล้ำแน่ ๆ เพราะแต่งตัวล่อแหลมซะเหลือเกิน”ว่าออกไปด้วยน้ำเสียงที่หยอกล้อ
“ไอ้บ้า”ปณาลีแว๊ดใส่เขาเสียงสูงก่อนจะเดินเข้าห้องนอนของตัวเองเพื่อแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วค่อยออกมาคุยกับเขาในขณะที่ผู้จะจับหญิงสาวปล้ำกลับหัวเราะชอบใจด้วยความเอ็นดูหลังจากที่ได้เห็นท่าทีของเธอ
“มีอะไรว่ามา”ถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงห้วนจัด หลังจากจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วและทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา
ข้าง ๆ
“คือเที่ยงนี้ฉันนัดน้องมิ้นทานข้าวและเย็นนี้น้องมิ้นก็ชวนฉันไปทานข้าวที่บ้านแกว่าพ่อกับแม่น้องเขาจะโอเคกับฉันไหมปิ่น” ถามออกไปด้วยความไม่มั่นใจในตนเอง
“เื่แค่นี้นะที่แกอยากปรึกษาฉัน”ถามกลับอย่างอารมณ์เสียหลังจากได้ฟังเื่ราวของเขา
“ก็ฉันไม่มั่นใจนี่นาขอความเห็นหน่อยสิ”บอกด้วยน้ำเสียงที่ออดอ้อน
“ไม่รู้สิฉันไม่ใช่พ่อกับแม่ยัย...เอ๊ยน้องมิ้นอะไรนั่นฉันตอบแกไม่ได้หรอก”ตอบชายหนุ่มออกไปด้วยหัวใจที่ปวดหนึบ
“แล้วผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบดอกไม้อะไร”ถามพร้อมกับจ้องหน้าผู้ที่ให้คำปรึกษาอย่างขอคำตอบ
“ขึ้นชื่อว่าดอกไม้ผู้หญิงก็ชอบหมดแหละและฉันก็ไม่ใช่น้องมิ้นจะได้รู้ว่าเธอชอบหรือไม่ชอบดอกอะไร”ตอบออกไปด้วยน้ำเสียงติดประชดนิด ๆปนไปด้วยความน้อยใจและเสียใจที่เขาไม่เคยเห็นความรักที่เธอมีต่อเขาเลย
“แล้วฉันต้องทำตัวยังไงน้องมิ้นถึงจะรับรักฉันแกเป็ผู้หญิงด้วยกันแกพอบอกฉันได้ไหมว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบผู้ชายประมาณไหน” ถามด้วยความกระตือรือร้นโดยหารู้ไม่ว่าคำถามเ่าั้เปรียบเสมือนหอกแหลม ๆนับล้านที่วิ่งมากระทบและปักลงไปกลางดวงใจของปณาลี
“แกเป็ตัวของตัวเองแหละดีที่สุดนายไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใคร เพราะถ้าเธอคนนั้นเขาจะรักแกก็ต้องรักที่แกเป็ตัวของตัวเองไม่ใช่รักตรงที่แกเปลี่ยนตัวเองให้เป็ในแบบที่เธอชอบเพราะถ้ามันเป็แบบนั้นแกกับเธอคบกันได้ไม่ยืดหรอก”กลั้นใจตอบคำถามของเขาออกไปด้วยหัวใจที่ปวดร้าวก่อนจะถามต่อ
“หมดธุระของแกแล้วใช่ไหม”
“อืมขอบใจมากนะไว้พรุ่งนี้ฉันจะพาแกไปเลี้ยงข้าวเย็น” ตอบหญิงสาวด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มก่อนจะออกมาจากห้องของเธออย่างมีความสุขและวาดฝันถึงมื้อกลางวันและมื้อค่ำที่แสนหวาน
“เมื่อไหร่ฉันจะเลิกรักแกแบบนี้ซะทีนายฉันจะได้ไม่เ็ปเวลาที่แกมาปรึกษาเื่ของหัวใจ” ปณาลีได้พูดพึมพำกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับปล่อยให้น้ำ ใส ๆ เอ่อล้นลงมาอาบสองแก้มเนียน
หลังจากได้พูดคุยและปรึกษาปณาลีเป็ที่เรียบร้อยแล้วภาคิณจึงขับรถออกจากคอนโดของตัวเองด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเขาวาดฝันถึงดวงหน้าหวานของมินทิราว่าจะเป็เช่นไรหากเ้าหล่อนได้เห็นดอกลิลลี่สีขาวช่อโตที่เขามอบให้เพราะถ้าหากจำไม่ผิดเขาเคยได้ยินเธอบอกว่าชอบดอกไม้ชนิดนี้เป็พิเศษ
ภาคิณจอดรถรอมินทิราที่หน้าบ้านของเ้าหล่อนด้วยอาการประหม่าเมื่อเดินทางไปถึงเขารู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองเลยทั้งที่ก็เคยผ่านการมีแฟนและนอนกับผู้หญิงมาแล้วแต่ครั้งนี้มันแตกต่างกัน เพราะเธอคนนี้คือคนที่เขาหมายปองและหวังใช้ชีวิตคู่ไปด้วยกันตลอดชีวิต
“รอนานไหมคะ”มินทิราถามชายหนุ่มออกไปก่อนจะยิ้มจนแก้มแทบปริเมื่อได้เห็นดอกลิลลี่ช่อโต ๆที่ชายหนุ่มยื่นมาให้เธอตรงหน้า
“ดอกไม้สวยๆ สำหรับคนสวยครับ” พูดพร้อมกับมองดวงหน้าหวานของหญิงสาว ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยความประหม่าและเขินอายไม่น้อยกับคำพูดและการกระทำของตนเอง
“ขอบคุณค่ะพี่นายรู้ได้ยังไงคะว่ามิ้นชอบดอกลิลลี่” ถามพร้อมกับมองหน้าชายหนุ่ม
“สำหรับน้องมิ้นแล้วไม่มีอะไรที่พี่ไม่รู้หรอกครับ”
“รู้ใจจริงนะคะ”พูดพร้อมกับก้มหน้าลงหลบสายตาคมของเขา
“รู้ใจอย่างนี้แล้วรักหรือเปล่าละครับผู้ชายอย่างพี่ดีพอที่จะเป็แฟนน้องมิ้นได้ไหมครับ”ในที่สุดเขาก็กลั้นใจพูดถึงสิ่งที่มันอัดอั้นอยู่ในใจออกมาให้เธอได้รับรู้ว่าเขารู้สึกเช่นไรกับเธอ หลังจากที่ได้ร่วมงานและรู้นิสัยใจคอกันมาในระดับหนึ่ง
“พี่นาย”หญิงสาวอุทานเรียกชื่อเขาออกมาด้วยความเขินอายและไม่คิดว่าเขาจะมาสารภาพรักเธอได้หวานหยดขนาดนี้
“เป็แฟนพี่นะครับน้องมิ้น”
“ค่ะ”ตอบรับคำขอของเขาก่อนจะเดินเข้าไปสู่อกแกร่งและอ้อมกอดอันอบอุ่นอย่างไม่อิดออด
สองวันต่อมาภาพของคนทั้งคู่ก็กลายเป็ข่าวดังหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับและติดชาร์ทแทบจะในทุกเว็บ ภาพของภาคิณกับ มินทิราที่ยืนกอดกันอยู่หน้าบ้านของหญิงสาวรวมทั้งภาพสวีทหวานระหว่างทานมื้อกลางวันในร้านอาหารหรูแห่งหนึ่งมันช่างเป็ภาพที่เหมือนมีมีดคม ๆแฝงอยู่ในนั้นและมากรีดบาดลึกลงไปในดวงใจของปณาลีให้เ็ปจนแทบจะทนไม่ไหว
“ปิ่น...ปิ่นเที่ยงแล้วไปกินข้าวกัน”พิมพ์ดาวเพื่อนสาวคนสนิทเรียกปณาลีให้ตื่นจากภวังค์
“เมื่อกี้แกว่าอะไรนะ”
“นี่แกเป็อะไรทำไมเหม่อชอบกลฉันบอกว่าเที่ยงแล้วไปทานข้าวกันคนอื่นเขาไปกันหมดแล้ว”พิมพ์ดาวบอกย้ำกับเพื่อนรักอีกครั้ง
“อืมไปสิ”บอกอีกฝ่ายพร้อมกับปิดหน้าจอคอมที่มันมีภาพบาดตาบาดใจอยู่ก่อนจะเดินตามพิมพ์ดาวไปติดๆ และทั้งคู่ก็เลือกที่จะทานอาหารที่ร้านใกล้ ๆ กับบริษัทเพราะไม่อยากไปทานในที่ไกล ๆ เนื่องจากต้องเร่งรีบกลับเข้างานให้ทันใน่บ่าย
และในระหว่างที่ทั้งคู่รออาหารมาเสิร์ฟสายตาของพิมพ์ดาวก็ปะทะเข้ากับภาพชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังเป็ข่าวดังอยู่ในขณะนี้เดินเคียงคู่กันเข้ามาภายในร้านเพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์ว่าข่าวที่ออกมานั้นเป็เื่จริงไม่ได้มั่ว
“นี่ปิ่นแกดูนั่นสิใช่พระเอกดังที่ชื่อนายกับนางเอกหน้าใหม่มิ้นมินทิราหรือเปล่า” พิมพ์ดาวถามเพื่อนสาวออกไปด้วยความใคร่รู้และตื่นเต้นเมื่อได้เห็นดารา ที่ตนชื่นชอบ
“อืมใช่”ปณาลีตอบเพื่อนรักออกไปแค่นั้น ก่อนจะหันกลับมามองมือของตนเองที่บีบเข้าหากันแน่นด้วยความปวดใจ
“สงสัยข่าวที่ว่าคนทั้งคู่คบกันคงเป็เื่จริงไม่มั่วนิ่ม” พูดทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากคนทั้งสองมามองหน้าเพื่อนรักของตนว่าตอนนี้เป็เช่นไร
“อืมงั้นมั้ง”
“ฉันว่าเขาสองคนก็ดูเหมาะสมกันดีนะแกว่าไหม”
“อืมคงงั้น”
“เฮ้ย....ปิ่นแกเป็อะไรเนี่ยถามคำตอบคำ”พิมพ์ดาวมองหน้าปณาลีและถามออกไปด้วยความสงสัย
“เปล่าฉันไม่ได้เป็อะไร”ตอบอีกฝ่ายออกไปด้วยใบหน้าที่ฝืนยิ้ม
“แกมีเื่ไม่สบายใจอะไรหรือเปล่าปิ่นบอกฉันได้นะเพราะสีหน้าแกมันฟ้อง” ถามออกไปด้วยความเป็ห่วงหลังจากได้เห็นอาการของปณาลีเพราะตลอดระยะเวลาสามปีที่ได้รู้จักและทำงานด้วยกันมา อีกฝ่ายและเธอก็เป็เพื่อนสนิทที่รู้ใจกันเป็อย่างดี
“แกคิดมากฉันไม่เป็อะไรหรอกกินข้าวเถอะ” บอกออกไปเสียงเรียบเมื่อพนักงานยกอาหารมาเสิร์ฟก่อนจะก้มหน้าก้มตาทานมื้อเที่ยงที่แสนฝืดคอกลบเกลื่อนร่องรอยความเสียใจที่มันแสดงออกมาทางสีหน้าและแววตา
“อ้าวปิ่นพักเที่ยงเหรอ”ภาคิณเอ่ยทักปณาลี ระหว่างเดินตามพนักงานในร้านไปยังโต๊ะที่เขาโทรมาจองเอาไว้ และนั้นก็ทำให้หญิงสาวแทบสำลักข้าวเพราะไม่คิดว่าเขาจะเห็นเธอทั้งที่คนในร้านออกจะเยอะขนาดนี้
“อืม”ตอบออกไปเพียงแค่นั้นโดยไม่หันไปมองหน้าเขาก่อนจะยกน้ำขึ้นดื่มจนหมดแก้ว
“แกเป็อะไรหรือเปล่าสีหน้าไม่ค่อยดีเลย”ภาคิณถามหญิงสาวออกไปด้วยความเป็ห่วงหลังจากที่ได้เห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเธอ
“เปล่า”ตอบพร้อมกับก้มหน้าก้มตาทานข้าวต่อ
“ไปหาหมอไหมเดี๋ยวเย็นนี้ฉันพาไป”
“แกไม่ต้องเป็ห่วงฉันหรอกนายไปทำธุระของแกเถอะถ้าฉันป่วยจริงฉันก็ไปหาหมอเองได้แกอย่าเอาฉันไปเป็ภาระของแกเลย”ตอบกลับเขาอย่างอารมณ์เสียก่อนจะลุกขึ้นยืน
“ฉันอิ่มแล้วจะไปเข้าห้องน้ำและจะไปรอที่รถนะ”บอกพิมพ์ดาวพร้อมกับเดินออกไปจากที่ตรงนั้นอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาที่มันกำลังจะร่วงหล่นลงมาประจานความอ่อนแอของตัวเอง
“ปิ่น...ปิ่นรอฉันด้วย”พิมพ์ดาวจัดการจ่ายค่าอาหารและรีบวิ่งตามปณาลีออกไปด้วยความเป็ห่วงถึงแม้จะมึนงงอยู่บ้างกับสถานการณ์เมื่อครู่ที่ผ่านมาก็ตาม
“เพื่อนพี่นายเป็อะไรเหรอคะ”มินทิราแกล้งถามแฟนหนุ่มอย่างไม่รู้อะไรทั้งที่เธอก็พอจะเดาได้ว่าเหตุใดปณาลีถึงเป็เช่นนี้
“พี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน” ตอบแฟนสาวก่อนจะถอนหายใจออกมาหนัก ๆเพราะเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปณาลีเป็อะไรพักหลังมานี้เธออารมณ์เสียใส่เขาบ่อยเหลือเกินแถมยังคอยแต่จะหลบหน้าเขาตลอดเวลาด้วย
“ผู้หญิงก็อย่างนี้แหละค่ะเข้าใจอยาก”มินทราบอกเขาด้วยใบหน้าระบายยิ้มก่อนทั้งคู่จะละความสนใจจากปณาลีและเดินตามพนักงานในร้านไปยังโต๊ะที่ได้จองเอาไว้
“ปิ่นแกมีอะไรอยากเล่าอยากระบายให้ฉันฟังไหม”พิมพ์ดาวเดินตามปณาลีเข้ามาในห้องทำงานของเธอ และเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็ห่วงหลังจากที่คนทั้งคู่ออกมาจากร้านอาหารและกลับเข้ามาทำงานในบริษัท่บ่าย
“ขอบใจแกมากนะพิมพ์ฉันไม่เป็อะไรหรอกแกไม่ต้องเป็ห่วง”บอกเพื่อนรักด้วยใบหน้าที่ฝืนยิ้มในขณะที่ข้างในหัวใจเ็ปรวดร้าวเกินจะทานทนไหว
“แกรู้จักกับพระเอกที่ชื่อนายด้วยเหรอ”ถามพร้อมกับมองหน้าเพื่อนรักอย่างขอคำตอบ
“อืมเราเป็เพื่อนเล่นกันมาั้แ่เด็กๆ เพราะไร่ส้มครอบครัวฉันติดกับ รีสอร์ตของครอบครัวนาย”ตอบอีกฝ่ายพร้อมกับหวนนึกถึงความหลังเมื่อตอนยังเป็เด็กระหว่างเธอกับภาคิณก่อนจะพูดต่อ
“พ่อฉันกับพ่อนายไม่ค่อยถูกกันหรอกเพราะตอนเป็หนุ่มแย่งกันจีบสาวสุดท้ายก็แห้วด้วยกันทั้งคู่ส่วนแม่ฉันกับแม่นายเข้ากันได้ดีนั่งเม้าท์ด้วยกันทั้งวันยังได้เลย”ตอบเพื่อนรักออกไปด้วยใบหน้าระบายยิ้มเมื่อนึกถึงบุพการีของเธอและเขา
“งั้นฉันขอถามอะไรแกได้ไหม”ถามพร้อมกับจ้องหน้าเพื่อนรักอย่างขอคำตอบ
“อืมว่ามาสิ”
“แกรักเขาใช่ไหมอย่าโกหกนะปิ่นแกปิดฉันไม่ได้หรอก” ถามพร้อมกับมองหน้าหญิงสาวอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ
“แล้วมันจะผิดไหมพิมพ์ถ้าฉันไม่ได้คิดกับนายแค่เพื่อน”ถามอีกฝ่ายออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“ไม่ผิดหรอกเพราะเื่ของหัวใจมันบังคับกันไม่ได้”พิมพ์ดาวตอบเพื่อนรักออกไปยิ้ม ๆ พร้อมกับกุมมืออีกฝ่ายเอาไว้อย่างให้กำลังใจ
“ทำยังไงฉันถึงจะเลิกรักทำยังไงพิมพ์” ถามด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น
“บางครั้งการที่เราพยายามลืมอะไรมันก็ยิ่งกลับทำให้เราจำและไม่เคยลืมมันได้ซะทีแกต้องอดทนนะปิ่นและอยู่กับมันให้ได้สักวันแกจะต้องเจอคนที่รักแก และแกก็รักเขา” พูดพร้อมกับรั้งร่างบางของเพื่อนรักเข้ามากอดปลอบ
“ขอบใจแกมากนะพิมพ์ได้คุยกับแกแล้วฉันสบายใจขึ้นเยอะ”
“ก็เราเป็เพื่อนกันนี่ทำงานต่อเถอะอย่าคิดมากนะ”ตอบเพื่อนรักอย่างให้กำลังใจก่อนจะเดินออกมาจากห้องทำงานของอีกฝ่าย
หน้าปัดนาฬิกาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของปณาลีบอกเวลาสิบเจ็ดนาฬิกาซึ่งเป็เวลาเลิกงาน หญิงสาวจัดเก็บเอกสารทุกอย่างบนโต๊ะไว้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยก่อนเดินออกมาจากห้องทำงานของตนแต่แล้วเธอก็ต้องแปลกใจเมื่อได้เห็นงฝูงชนต่างมุงและกรี๊ดกร๊าดกันตรงโซฟารับแขกหน้าเค้าเตอร์ประชาสัมพันธ์ของบริษัท
“มีเื่อะไรเหรอพิมพ์”ปณาลีถามเพื่อนรักออกไปด้วยความสงสัยว่าเกิดเหตุการณ์ชุลมุนอะไรขึ้นที่บริษัท
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะเพิ่งออกมาจากห้องบอส”ตอบเพื่อนรักออกไปพร้อมกับยิ้มแหย ๆ
“แล้วนี่แกจะกลับยังไงรถยังซ่อมไม่เสร็จไม่ใช่เหรอ” พิมพ์ดาวถามปณาลีออกไปด้วยความเป็ห่วง
“เดี๋ยวนั่งแท็กซี่กลับไม่เป็ไรหรอก”ตอบอีกฝ่ายออกไปอย่างนึกเกรงใจเพราะทางกลับบ้านของพิมพ์ดาวกับทางไปคอนโดของเธอไปคนละทางกัน
“เฮ้ยได้ไงอันตรายฉันไปส่งดีกว่ารอแป๊บนะเก็บของก่อน”บอกกับเพื่อนรักก่อนจะเดินไปเก็บสัมภาระของตน
“ปิ่น”ภาคิณใช้สายตาฝ่าวงล้อมของสาว ๆที่กำลังห้อมล้อมเขาอยู่คอยสอดส่องมองหาร่างบางของปณาลีเมื่อเห็นว่าเธอกำลังเดินออกมาเขาจึงเรียกเธอเอาไว้เพราะกลัวว่าเธอจะไม่เห็นเขา
“นะ....นายแกมาได้ไง”ถามอีกฝ่ายออกไปด้วยความใ และไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะมาหาเธอถึงที่นี่
“มารับแกกลับไงเลิกงานแล้วใช่ไหม”ถามอีกฝ่ายด้วยใบหน้าระบายยิ้ม
“อืมแต่ฉันกลับกับ.....”ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปฏิเสธชายหนุ่มก็เอื้อมมือสากของเขามากุมมือบางของเธอและฉุดให้เดินไปด้วยกันและการกระทำของเขาก็สร้างเสียงฮือฮาในบริเวณนั้นจนทำให้ชายหนุ่มอีกคนที่แอบมองอยู่ห่างๆ รู้สึกปวดหนึบที่หัวใจ
“ปณาลีรู้จักกับพระเอกคนนั้นด้วยเหรอพิมพ์ดาว”พิพัฒน์ พูลศิริกุลถามหญิงสาวออกไปด้วยความสงสัย
“ค่ะบอสปิ่นกับเขาเป็เพื่อนกันมาั้แ่ยังเด็กค่ะเพราะบ้านเขาอยู่ติดกัน”พิมพ์ดาวตอบผู้เป็นายพร้อมกับลอบมองสีหน้าของเขาที่ดูดีขึ้นมาหน่อยหลังจากที่ดูจะหงอย ๆ ไปเมื่อสักครู่
“อืมกลับบ้านเถอะ”บอกอีกฝ่ายพร้อมกับเดินนำหญิงสาวออกจากบริษัท
“ฉันก็ไม่ต่างจากแกหรอกปิ่นรักคนที่ไม่สมควรรัก ฉันรักบอสและก็ไม่อาจบอกความในใจได้และรู้สึกอิจฉาแกเหลือเกินที่บอสรักแก” พิมพ์ดาวพึมพำไล่หลังผู้เป็เ้านายด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเศร้า
หลังจากฉุดปณาลีและฝ่าวงล้อมกลุ่มคนในที่ทำงานของเธอออกมาได้ภาคิณก็รีบขับรถออกมาจากที่นั่นทันทีในขณะที่บรรยากาศภายในห้องโดยกลับสารเงียบสนิทไม่มีคำพูดใด ๆหลุดออกมาจากปากของคนทั้งคู่ จนกระทั่งไปถึงร้านอาหารแห่งหนึ่งก่อนที่ภาคิณจะตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าไปจอดที่ลานจอดรถเป็เหตุให้ปณาลีหันไปมองเขาหน้าตาตื่น
“แกพาฉันมาที่นี่ทำไมไหนว่าจะกลับไง”ถามเขาด้วยน้ำเสียงห้วนจัด
“ก็พาแกมากินข้าวไงตามที่สัญญาเพราะวันนั้นแกก็หลบหน้าหลบตาฉัน” ตอบออกไปพร้อมกับมองดวงหน้าหวานของหญิงสาวอย่างไม่เข้าใจก่อนจะพูดต่อ
“ปิ่น....ทำไมแกต้องคอยหลบหน้าฉันฉันทำอะไรให้แกไม่พอใจงั้นเหรอแกบอกฉันมาสิเราคุยกันได้ทุกเื่ไม่ใช่เหรอ”ถามหญิงสาวออกไปด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ
“เอาเข้าจริงๆ แล้วเราก็คุยกันได้ไม่ทุกเื่หรอกนาย บางสิ่งบางอย่างแกก็ไม่รู้หรอกว่าฉันคิดอะไรทั้ง ๆ ที่เราก็รู้จักและสนิทกันมานานกว่าใคร ๆ”ตอบเขาออกไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“ปิ่น...”ยังไม่ทันที่ภาคิณจะได้พูดอะไรต่อ ปณาลีก็เอ่ยแทรกขึ้น
“ลงสิจะเลี้ยงข้าวฉันไม่ใช่เหรอ” แสร้งพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง ทั้งที่หัวใจร้าวระบมก่อนที่เธอจะปลดเข็มขัดนิรภัยและก้าวขาลงจากรถ จากนั้น จึงเดินนำเขาเข้าไปยังร้านอาหารพร้อมกับเอ่ยถาม
“ไม่กลัวแฟนว่าและไม่กลัวเป็ข่าวหรือไงพาสาวอื่นข้าวที่ร้านอาหารแบบนี้”ถามอีกฝ่ายออกไปด้วยน้ำเสียงติดจะประชดประชัน
“อย่าห่วงเลยฉันเคลียร์ได้อีกอย่างเราไม่ได้เป็อย่างที่เขาว่า จะกลัวทำไมมันก็แค่ข่าว”พูดออกไปโดยไม่ยีหระและไม่ได้นึกเป็ห่วง
“อ้าว.....เฮ้ยนายปิ่นแอบมากินข้าวสองคนอีกแล้วนะ”คเชนทร์เอ่ยทักเพื่อนรักทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่หยอกล้อเมื่อได้มาเจอกันโดยบังเอิญ
“แล้วแกมากะใคร”ปณาลีถามถามกลับอีกฝ่ายออกไปอย่างจับผิด ก่อนจะกวาดสายตามองหาดวงฤดีเมื่อได้เห็นว่าเ้าหล่อนนั่งอยู่ ณ บริเวณนั้น
“มากับหนูดีสิไม่ให้มากับแฟนจะให้มากับใครล่ะ” ตอบกลับคำถามของปณาลีด้วยน้ำเสียงที่หยอกล้อ
“งั้นฉันกับปิ่นขอนั่งร่วมโต๊ะกับแกและหนูดีแล้วกัน”ภาคิณเอ่ยกับเพื่อนรักก่อนจะหย่อนกายนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับคเชนทร์
“แกเลี้ยงใช่ไหมไอ้พระเอก”คเชนทร์เอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างนึกหยอกล้อ
“เออมื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”ตอบออกไปเสียงดังฟังชัดก่อนจะหันไปมองดวงฤดีเมื่อได้ยินน้ำเสียงของเ้าหล่อนที่ทักเขากับปณาลีด้วยความดีใจ
“นั่งเลยหนูดีวันนี้เรามือเ้ามือแล้วไอ้พระเอกมันจะเลี้ยง” คเชนทร์บอกแฟนสาวพร้อมกับลุกขึ้นไปเลื่อนเก้าอี้ข้าง ๆเขาออกให้เธอได้นั่ง
“ไม่ต้องหวานมากก็ได้นะอิจฉา”ปณาลีว่าให้เพื่อนรักทั้งสองแบบไม่จริงจังนักหลังจากที่ได้เห็นคเชนท์เอาอกเอาใจดวงฤดีจนออกนอกหน้า
“แกก็รีบหาสิขืนเื่มากสวยเลือกได้อยู่แบบนี้ขึ้นคานไม่รู้ด้วยนะ”ดวงฤดีว่าหยอกล้อให้เพื่อนรัก
“ฉันกำลังเก็บเงินซื้อทองอยู่จะเอาไว้เลี่ยมคาน”พูดออกไปกลั้วเสียงหัวเราะ
“พูดไปนั่น”ภาคิณว่าให้หญิงสาวแบบไม่จริงจังนักเมื่อได้ยินคำพูดของเธอก่อนที่คนทั้งสี่จะลงมือทานอาหารที่พนักงานยกมาเสิร์ฟอย่างเอร็ดอร่อยและเป็มื้อที่ไม่ฝืดคอมากนักสำหรับปณาลี เพราะมีคเชนทร์ และดวงฤดีอยู่ด้วยกัน