มู่เลี่ยงหรงลุกขึ้นพลางเหลือบมองเยี่ยนเยว่ฉีด้วยแววตาลึกสุดหยั่งเขาไม่ได้พูดอะไรกับนางอีก เสียงผู้คนยินดีรอบข้างก็มิได้เข้าไปในโสตชายหนุ่มเพียงยิ้มเย็นให้สตรีตรงหน้า แล้วเดินกลับไปยังที่นั่งของตนเงียบ ๆ
หลังจากนั้นอ๋องหนุ่มเอาแต่นั่งหน้านิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใดทั้งสิ้นอยู่เนิ่นนานเขาเพียงยกจอกสุราดื่มรวดเดียวหมดติด ๆ กันหลายจอกผู้ใดมาคาราวะแสดงความยินดีก็ร่วมดื่มกับทุกคน
ถึงปกติพันจอกไม่เมาแต่วันนี้เขาตั้งใจจะดื่มให้เมามาย
มู่เลี่ยงหรงปักใจไปแล้วถึงสามส่วนว่าเยี่ยนเยว่ฉีไม่ได้รักชอบเขาจริงความคิดนี้พาให้ก้อนเนื้อในหน้าอกด้ายซ้ายเจ็บเหลือประมาณ ชายหนุ่มไม่อาจเข้าใจว่าเหตุใดตนจึงกร้าวรานถึงเพียงนี้
'ข้าไม่เคยชอบพอผู้ใด แล้วไยเมื่อพบคนที่พึงใจนางก็ทำเหมือนข้าเป็ตัวโง่งมช่างน่าขันยิ่งนัก' เขาหัวเราะเยาะหยันตัวเองเบาๆ
ในที่สุดฉินอ๋องก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืนโดยไม่สนว่าจะเป็การเสียมารยาทหรือไม่ เขาไม่อยากอยู่ร่วมงานเลี้ยงอีกต่อไปแล้ว
แต่ด้วยดื่มสุราไปหลายจอกติดกันทำให้ร่างสูงซวนเซเล็กน้อย ถางซือเซินที่รอท่าอยู่ก่อนแล้วแตะตัวสหายไว้ไม่ให้ล้มอย่างแเีไม่ให้ผู้เป็อ๋องขายหน้า
“กระหม่อมจะทูลฮ่องเต้ว่าท่านไม่สบาย” ถางซือเซินกระซิบให้พอได้ยินเพียงสองคน
“ฝากเ้าด้วย”เสียงของฉินอ๋องแหบแห้ง
“ท่านอ๋องเดินดี ๆ” ถางซือเซินค่อย ๆปล่อยมืออย่างไม่กระโตกกระตาก
มู่เลี่ยงหรงตั้งสติเดินตัวตรงจากไปอย่างสง่าผ่าเผย ไม่มีท่าทางของผู้ที่กำลังเมาสุรา เหลือเพียงใบหน้าซับสีแดงเป็หลักฐานเท่านั้น
ขณะเดียวกันถางซือเซียนหันไปมองเยี่ยนเยว่ฉีด้วยสายตาตำหนินางลุกขึ้นแล้วรีบย่างเท้าตามเขาออกไปทันที ไม่สนใจสายตาที่แสดงความกังขาของสตรีผู้หักหน้าฉินอ๋องแม้แต่น้อย
เยี่ยนเยว่ฉีมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยหัวใจอันสับสนจู่ ๆ ถางซือเซียนก็ตามมู่เลี่ยงหรงไป ทั้งสองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันเพียงใดนางคงต้องให้คนไปสืบเสียแล้ว
แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งสะท้อนใจนี่หรือคือการได้พบเนื้อคู่...
'ข้าแค่้าให้ท่านเห็นคุณค่าไม่อยากเป็เพียงหนึ่งในสตรีที่ท่านได้มาง่าย ๆ แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างคงยากเย็นท่านมีสตรีรายล้อมมากมายเหลือเกิน สุดท้ายแล้วข้าคงเป็ได้เพียงบุปผาที่ประดับไว้ในจวนจนถูกลืมเลือนกระมัง' นางร่ำร้องในใจ สุดท้ายก็ตัดสินใจลุกตามคนทั้งสองออกไปในทันที
เมื่อถางซือเซียนพ้นออกมาจากงานเลี้ยงก็รีบวิ่งตามมู่เลี่ยงหรงไปจนทัน นางดึงแขนเสื้อของฉินอ๋องเอาไว้ ชายหนุ่มหยุดเดินแต่กลับยืนนิ่งไม่ไหวติงเหมือนคนใจลอย
“เซียนเอ๋อร์” เขาพูดชื่อนางในที่สุด
“เซียนเอ๋อร์กลับด้วยเพคะ”
“ข้าไม่เป็ไรคงจะไม่ต้องพึ่งเ้าในยามนี้”
“อย่างไรให้เซียนเอ๋อร์อยู่กับท่านจะดีกว่า”
“เ้าไม่ได้ห่วงข้าแต่ห่วงคนที่จวนฉินอ๋องต่างหาก” เขากลั้วหัวเราะ แต่สีหน้าไม่สู้ดี
“เซียนเอ๋อร์เป็ห่วงท่านจริงๆ นะเพคะ”
“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ใช่พวกชอบฆ่าคนส่งเดชเพียงเพราะกำลังมีโทสะเ้าก็รู้”
“รู้เพคะ แต่ให้เซียนเอ๋อร์อยู่กับท่านจะดีกว่า”นางยังคงยืนกรานประโยคเดิม
“ก็ได้แต่ไม่ต้องพยุงข้าหรอก เ้าแค่เดินตามมาก็พอ” ชายหญิงไม่อาจใกล้ชิด แต่เขาก็ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงกับนางอีกต่อไป จึงอนุญาตตามคำขอ
ถางซือเซียนรีบสั่งองครักษ์หนุ่ม“ซิ่นเฉิง ที่นี้มีข้าแล้วรีบไปเตรียมรถม้ามารอรับท่านอ๋องเร็วเข้า”
“ขอรับคุณหนูถาง” เขาไม่รอช้ารีบล่วงหน้าไปเตรียมรถม้าทันที
มู่เลี่ยงหรงเลิกคิ้วหนาขึ้นเล็กน้อย
“หึ! เดี๋ยวนี้เ้าสั่งซิ่นเฉิงทำโน้นนี่ โดยไม่ถามข้าแล้วหรือ”
“ก็แค่เื่เตรียมรถม้าเลี่ยงหรงเกอเกอจะคิดมากไปไย”
“อืม...ช่างเถอะ วันนี้ข้าหมดแรงจะเถียงกับสตรีแล้วพวกเ้าก็เหมือนกันหมด มารยาร้อยเล่มเกวียนรักที่จะเล่นลิ้นปั่นหัวผู้ชายหน้าโง่ไปวัน ๆ แต่พอได้รับผลประโยชน์ ก็นั่งหัวเราะชื่นชมความสำเร็จมีหรือข้าจะไม่รู้” มู่เลี่ยงหรงหัวเราะเสียงดังขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ไม่เคยเห็นท่านปล่อยให้ตนเองเมามายถึงเพียงนี้เช่นนั้นก็รีบเดินเข้าเถิด แต่ขึ้นรถม้าแล้วต้องเล่ามาให้หมดด้วย” ถางซือเซียนถึงกับกุมขมับดีที่แเื่ยังอยู่ในงานเลี้ยง มิฉะนั้นพวกเขาคงจะเป็จุดสนใจ นางต้องรีบพาเขากลับจวนฉินอ๋องแล้ว
มู่เลี่ยงหรงก้าวเท้าไปตามทางเดินศิลาอันทอดยาวสู่ประตูสีแดงบานใหญ่ของวังหน้า ที่นี่เป็จุดขึ้นรถม้าของในวังหลวงเมื่อเดินใกล้ถึงจุดหมายก็เห็นซิ่นเฉิงยืนรอท่าอยู่ก่อนแล้ว
รถม้าและคนขับพร้อมเดินทางกลับทุกเมื่อ
ครั้นขึ้นรถม้าเรียบร้อยแล้วมู่เลี่ยงหรงก็นั่งหลับตานิ่ง ถอนหายใจเฮือก คิดไม่ถึงว่าตนเองก็มีวันที่โดนสตรีปั่นหัวได้ถึงเพียงนี้แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น เขาก็ไม่อาจตัดใจจากนางได้ในทันที
‘น่าตายนัก นี่ข้าเป็อะไรไป’
มู่เลี่ยงหรงปกติเป็คนสุขุมเยือกเย็นไม่เคยเผยจุดอ่อนให้ผู้ใดเห็น มีเื่ไม่กี่เื่ที่ทำให้เขาทุกข์ใจนานมากแล้วที่ชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกว่าโดนคนเล่นงานจนย่ำแย่ ซ้ำเขายังเคยเห็นการขอแต่งงานเป็เื่ไร้สาระอีกด้วย
“เซียนเอ๋อร์...ข้าขอให้เ้าช่วยได้หรือไม่” เขาพูดเสียงเบา ราวกับกำลังจะหมดแรง
“ไหนว่าวันนี้ไม่้าเซียนเอ๋อร์อย่างไรเล่า”นางถามผู้ชายตัวโตที่หยิ่งใส่ตนเมื่อครู่
“ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะไม่แต่ตอนนี้คิดว่าคงจะดีกว่าถ้าข้าสงบใจลงได้อย่างรวดเร็ว” เขาอ้อนวอนด้วยเสียงอันสั่น “ข้าเกลียดความรู้สึกที่มีอยู่ตอนนี้คงมีเพียงเ้าที่จะช่วยได้”
“เมื่อครู่ท่านเลี่ยงหรงเกอเกอพูดเหมือนจะไล่เซียนเอ๋อร์เสียด้วยซ้ำ” นางแสร้งหันไปทางอื่นทำเป็แง่งอน
“เช่นนั้นไม่ต้องก็ได้ เกือบลืมไปว่าเ้าเข้าพิธีปักปิ่นไปแล้ว ตอนนี้ย่อมไม่ใช่นางฟ้าน้อยของข้าอีกต่อไป” เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่งจากนั้นจึงเอนกายพิงไปกับผนังรถม้า
“แหมเซียนเอ๋อร์ก็พูดไปอย่างนั้นเองหากไม่ยินยอมพร้อมใจคงไม่ขึ้นรถม้ามากับท่านหรอกเพคะ”น้ำเสียงนางอ่อนลงด้วยเป็ห่วงเขา
“เซียนเอ๋อร์...เด็กดีมานี่มา” ท่านอ๋องหนุ่มหันกลับมาหานางพร้อมยิ้มบาง ๆ อย่างรักใคร่เอ็นดู
มู่เลี่ยงหรงตบลงบนเบาะข้างกายสองสามทีเป็สัญญาณให้ถางซือเซียนขยับมานั่งใกล้ๆ สาวน้อยจึงเคลื่อนกายไปนั่งลงข้างอ๋องผู้กำลังเมามาย
บุรุษตัวโตตวัดแขนแกร่งโอบกอดสตรีร่างบางไว้หลวมๆ แล้วโน้มศีรษะลงบนบ่าเล็ก ๆ โดยให้จมูกของตนอยู่บนสาบเสื้อสีฟ้าอ่อนของนาง และพออยู่ในท่าที่ถนัดถนี่แล้วชายหนุ่มก็เริ่มสูดหายใจเข้าอย่างช้า ๆ เพื่อดอมดมกลิ่นอันวิเศษแสนหอมหวานประดุจบุปผานานาพันธุ์ของนางอย่างแ่เบา
“อืม...เซียนเอ๋อร์ความจริงแล้วหลังวันงานปักปิ่นนั่นข้าก็คิดว่าจะไม่ทำเช่นนี้อีกไม่ได้้าจะเอาเปรียบเ้าไปเรื่อยๆ แบบนี้ แต่...”
“ชู่ว์...เซียนเอ๋อร์รู้เพคะ เลี่ยงหรงเกอเกอทำใจให้สบายเถิด” นางกระซิบบอก แล้วใช้มือลูบไรผมของเขา ปัดเป่าโทสะผู้เมามายอย่างปลอบประโลม“เซียนเอ๋อร์ไร้ความสามารถ ที่พอจะแบ่งเบาท่านได้ ก็มีเพียงเื่นี้เท่านั้น”
“นางฟ้าน้อยของข้า มีเพียงกลิ่นจรุงจิตของเ้าเท่านั้นที่ทำให้ข้าสงบลงได้”